ซื้อกล้องตัวเล็ก kodak c140

หลังจากที่เคยพยายามจะเล่นกล้องเล็กๆ จำพวก Toy camera ไม่ว่าจะเป็น Lomo หรือ กล้องโดฟ ที่แถมมากับสบู่ ถ่่ายเล่นไปม้วนนึง เสียค่าฟิล์มกับค่าล้างอัดรวมกันเกือบสี่ร้อยบาท เลยหันมาเล่นกล้องดิจิทัลตัวเล็กดีกว่า น่าจะได้ภาพที่ดีกว่า และประหยัดกว่าในระยะยาว

ในงานโฟโต้แฟร์ปี 2009 จัดที่ไบเทค ผมได้กล้องตัวเล็ก Kodak c140 ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่เหลือทำอะไรได้บ้างก็ไม่รู้ เอามากะถ่ายภาพโหมดอัตโนมัติอย่างเดียว แต่ก็ไม่วาย ลองปรับสีเป็นขาวดำ ลองชดเชยแสงดู มันก็ทำงานได้ดี ที่ชอบมากๆก็คือมีโหมดปรับระยะโฟกัส “ระยะอนันต์” หรือโฟกัสไกลๆ เอาไว้ถ่ายวิว ทำให้หยิบกล้องขึ้นมาแล้วกดถ่ายได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาโฟกัสให้วืดวาด

เลยได้ภาพแบบนี้มา ใช้ความเป็นอัตโนมัติเกือบหมดของกล้อง สิ่งที่สั่งเพิ่มก็แค่ โหมดสีสันสดใส และ โฟกัสระยะอนันต์ ที่เหลือกล้องทำให้หมดเลย

งานโฟโต้แฟร์ 2009

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 ผมแวะไปซื้อของที่งานโฟโต้แฟร์ ปีนี้ผมตั้งใจไปซื้ออุปกรณ์ทำปฏฺิทิน และเครื่องมือทำงานเกี่ยวกับหนังสือโฟโต้บุ๊ค เดินดูเครื่องเจาะกระดาษร้อยห่วงเหล็กอยู่หลายยี่ห้อ มีตั้งแต่งสี่หมื่นกว่า สามหมื่นกว่า สองหมื่นกว่า เกือบจะไปตกลงซื้อเครื่องเจาะราคาสองหมื่นห้าเสียแล้ว บังเอิญว่าลังเล เลยเดินเล่นคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ไปเจออีกร้านขายเครื่องประเภทเดียวกันแต่คนละยี่ห้อ สอบถามแล้วเก้าพันเก้า ก็สั่งซื้อไม่คิดเลย

ปีนี้ร้านค้าที่ขายอุปกรณ์จำพวกเครื่องมือทำมาหากินจะเน้นเรื่องของการทำโฟโต้บุ๊ค ผมเองก็สนใจเช่นกัน ไม่เหมือนกับหลายปีที่ผ่านมาที่กรอบรูปจะเป็นพระเอกของงาน หลายปีที่ผมหิ้วกรอบรูปกลับบ้านแบบเต็มคันรถ ปีนี้มันต่างไป ผมได้อุปกรณ์ทำปฏิทินกลับมาชุดหนึ่ง ใช้กับงานพิมพ์ได้ดี ใช้กับงานภาพถ่ายได้ดีเช่นกัน วางแผนไว้ว่าปีหน้าจะทำงานปฏิทินและหนังสือโฟโต้บุ๊คขาย แต่ตอนนี้กำลังรอเครื่องพิมพ์ดิจิทัลอยู่ ยังไม่ได้สั่งซิ้อเสียที……

ได้โน๊ตบุ๊คคืนมาแล้ว

หลังจากที่โน๊ตบุ๊คตัวเก่งมีอาการจอภาพเสีย ก็ทำการส่งซ่อมครั้งที่สอง รอบนี้เสียจริง เจ็บจริง ไม่ใช้สลิง ไม่ใช่สตั๊นท์ ใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์ เป็นสองสัปดาห์ที่ไม่มีโน๊ตบุ๊คเป็นเครื่องมือติดตัว เป็นสองสัปดาห์ที่งานยุ่งเหลือเกิน ยุ่งซะจนไม่ได้เขียนบล๊อก และมีงานถ่ายรูปเข้ามาอีกต่างหาก ถ่ายรูปไปพันกว่าภาพ กว่าจะก๊อปปี้ภาพให้ครบ กว่าจะทำแบ็คอัพ กว่าจะเบิร์นลงแผ่น ต้องไปทำในเวลากลางวันที่อ๊อฟฟิศ ใช้คอมพิวเตอร์อีกตัวหนึ่งทำงาน ตั้งโปรแกรมให้เครื่องมันเรนเดอร์ภาพออกมา เครื่องก็จะช้ามาก ซึ่งขณะเดียวกันก็ทำงานอื่นของโรงพิมพ์ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการตีราคา การทำอาร์เวิร์ค และการเช็คเมลเล่นเน็ท

เมื่อวานนี้ดีใจมากที่ทางร้านโทรมาแจ้งว่าเครื่องซ่อมเสร็จแล้ว สามารถไปรับคืนได้ วันนี้เลยรีบไป ได้กลับมาก็วางไว้ข้างโต๊ะทำงาน เพราะมีงานรออยู่บนโต๊ะ ต้องใช้คอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานต่อเนื่องต่างๆให้เสร็จ เดี๋ยวคงจะค่อยๆทะยอยย้ายงานกลับมาทำงานบนโน๊ตบุ๊คอีกครั้ง

เที่ยวเขาค้อ 29-31oct2009

หนีไปเที่ยวเขาค้อ ที่เขาว่ากันว่าเป็นสวิสเมืองไทย ไปดูรีสอร์ทของเพื่อนของเพื่อนด้วย บรรยากาศดีจริงสมกับคำล่ำลือ รีสอร์ทและร้านอาหารพรสวรรค์ ร้านกาแฟค๊อฟฟี่ฮิลล์ของเพื่อนของเพื่อนก็ทำได้ดี อาหารอร่อย บรรยากาศดี

ภาพที่พักในภูแก้วรีสอร์ท ถ่่ายตอนใกล้ค่ำ เลนส์ 35f2

จุดชมวิวเขาค้อ เลนส์ 17-40L

ถ่ายหน้าที่พักตอนกลางวัน เลนส์ 35f2 เปิดรูรับแสงกว้างสุด ขอบภาพจะเข้มกว่ากลางภาพ เอาจุดด้อยของเลนส์มาช่วยสร้างสรรภาพ

จุดชมวิวที่ค๊อฟฟี่ฮิลล์ ถ่ายด้วยเลนส์ 35f2 รูรับแสงกว้างสุดเช่นเดิม

นี่ก็เลนส์ 35f2 ถ่ายที่ f2

ยังเป็นภาพในค๊อฟฟี่ฮิลล์เช่นเดิม เลนส์ 35f2 ถ่ายที่ f2

เจดีย์ทางขึ้นเขาค้อ จำชื่อไม่ได้ว่าเจดีย์อะไร ถ่ายด้วยเลนส์ 35f2 ถ่ายที่ f2 วัดแสงพอดีที่ท้องฟ้า

จุดชมวิวและกางเต๊นท์ที่พรสวรรค์รีสอร์ต แสงน้อยแล้ว เอาแฟรชไปวางไว้ที่เต๊นท์คนอื่น แล้วยิงแฟรชเข้าไปในเต๊นท์เลย ถ่ายด้วยเลนส์ 35f2 ถ่ายด้วย f2.5 สปีดประมาณ 1/60

อีกมุมหนึ่งของบ้านพัก ถ่ายด้วย 35f2 รูรับแสง f2 วัดแสงพอดีที่ท้องฟ้า

เด็กน้อยลูกแม่ค้าขายของ ถ่ายด้วยเลนส์ tamron 28-75 ที่่ช่วงซูม 75 รูรับแสง 2.8 เปิดกล้องไว้ที่โหมด Av

บ้านของผมตอนสามปีต่อมา

หลังจากย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ตั้งแต่ปี 2006 สภาพบ้านก็ค่อยเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ข้าวของที่ไม่ค่อยได้ใช้ก็ทะยอยย้ายเข้าตู้เข้ากล่อง บ้านตัวอย่างกลายเป็นบ้านตัวจริง วี่แววความสวยงามเร่ิมน้อยลง มีมุมรก มีมุมไม่สวย มันเป็นความจริง ไม่สวยแต่ก็ดูมีชีวิตชีวา ผมใช้เวลาอยู่ในบ้านหลังนี้ประมาณหนึ่งในสามของชีวิต คือเอาไว้นอนเป็นหลัก ไม่ค่อยได้ใช้เวลาอยู่ในบ้านสักเท่าไหร่เลย

ออกแบบนามบัตรรับงานถ่ายภาพ

หลังจากที่ได้หนังสือเกี่ยวกับอาร์ตเวิร์ตสวยๆมาดูอยู่พักใหญ่ๆ ก็เริ่มเอาแบบในหนังสือมาใช้กับงานของตัวเองบ้าง จะเรียกว่าลอกก็ได้ เลือกรูปแบบนามบัตรสวยๆมาใช้งาน จ้างช่างอาร์ตทำอาร์ตเวิร์คเป็นต้นแบบ แล้วก็เปลี่ยนภาพ เปลี่ยนข้อความเป็นของตัวเอง แล้วก็ได้งานออกมาตามที่ต้องการ เป็นนามบัตรรับจ้างถ่ายภาพอย่างเป็นทางการของตัวเอง

ถ่ายรูปด่วนงานประชุมนานาชาติ พระเทพฯเสด็จด้วย

ได้รับงานด่วนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา  ให้ไปถ่ายรูปจันทร์ถึงพุธ  งานประชุม  มีพระเทพฯเสด็จมาร่วมประชุมด้วยทุกวัน  งานจัดสี่วัน  ผมได้รับมอบหมายสามวัน  เตรียมตัวแทบไม่ทัน

 

เตรียมกล้องไว้หลายตัว  ทั้งกล้องหลักและสำรอง  ทีแรกจะถ่ายแบบเอาแฟรชไปจัดไฟถ่ายด้วย  แต่คิดไปคิดมา  ทึมงานคงไม่ได้อยากได้ภาพขนาดนั้น  คงอยากได้เป็นภาพบรรยากาศมากกว่า  ก็เลยเปลี่ยนใจ ถ่ายง่ายๆ กล้องกับเลนส์ตัวเดียวน่าจะสะดวกดี

 

งานที่มีการเสด็จด้วยจะต้องใส่สูทถ่ายรูปและต้องเอากล้องถ่ายรูปไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจด้วย  ตอนถ่ายก็มีขั้นตอนเยอะนิดหน่อย  ก่อนถ่ายต้องโค้ง  ถ่ายเสร็จก็ต้องโค้ง  ห้ามย่อตัว ห้ามนั่งคุกเข่าถ่ายภาพ  ห้ามถ่ายตัดหน้าช่างภาพส่วนพระองค์ถ่ายในกรณีภาพหมู่ ฯลฯ

เหนื่อยมาก  เมื่อยด้วย  ไปตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า  ออกมาตอนหนึ่งทุ่ม

เลนส์เปียก

สามวันก่อนมีฝนตกหนักมาก  รถจอดอยู่ในโรงงาน อยู่ใต้ท่อน้ำทิ้งจากหลังคาชั้นสองพอดี  น้ำจากท่อไหลลงบนกระจกหลังรถ  ปกติก็แค่รถเปียก แต่คราวนี้ฝนตกหนักมาก  มากซะจนท่อน้ำทิ้งมีน้ำไหลแรงราวกับเป็นท่อฉีดน้ำดับเพลิง  น้ำเลยซึมเข้ากระโปรงท้ายรถ  ในนั้นมีกระเป๋าคอมพิวเตอร์  กระเป๋ากล้องหลายใบ หนังสือ และข้าวของอื่นๆ  กระดาษเป็นปึกๆ  

 

เมื่อวานเห็นว่ามีอะไรชื้นๆอยู่ที่ขาตั้งกล้องเลยหยิบออกมาดู ก็พบว่าขาตั้งกล้องมีละอองน้ำเปียกอยู่  พอเข้าใจได้ว่าน้ำเข้ารถ  เลยสำรวจหยาบๆ  พบว่าพื้นรถ(ในกระโปรงหลัง) มีความชื้น หนังสือและกระดาษบวมหมด  พรมในรถมีราขึ้น  เลยจัดการเช็ดออก  แล้วก็เก็บของเหมือนเดิม  เอามือจับกระเป๋ากล้อง  บางใบก็มีชื้นๆนิดหน่อย  แต่บางใบไม่ชื้น  เลยคิดไปว่าน้ำคงซึมแค่เล็กน้อย

วันนี้เอากล้องกับเลนส์ออกมาใช้  หยิบออกมาแล้วพบว่าเลนส์เปียก  แค่นั้นแหละ  เรื้อทุกอย่างท้ายรถออกมาวางเรียงราย  กระเป๋ากล้องทุกใบชื้นหมด  ที่พื้นกระเป๋าค่อนข้างเย็นมาก  แสดงว่าน้ำคงมีมากกว่าการซือ  หยิบเลนส์ออกจากกระเป๋า รีบผึ่งให้แห้ง  หยิบเลนส์มาใส่กล้องแล้วลองถ่ายหลายๆแบบ  เปลี่ยนเลนส์ครบทุกตัวเพื่อเช็คสภาพ  เท่าที่ดูด้วยสายตา และดูจากภาพที่ถ่าย  เลนส์ยังไม่เสียหายไปจากความชื้นเหล่านี้  แต่ก็ประมาดไม่ได้  กระเป๋ากล้องที่ชื้นอยู่เอาไปผึ่งลม  อยากให้แดดออกแต่วันนี้ดันไม่มีแดด  คิดเอาไว้ว่ากระเป๋ากล้องที่ชื้นมากๆคงจะทิ้งไปเลย  ไปซื้อใบใหม่ดีกว่า  ไม่มั่นใจใบเก่าแล้ว  

 

ตอนลองเลนส์และกล้องก็ถ่ายไปเรื่อยเปื่อย  มีเด็กๆวิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆก็เรียกมาเป็นแบบเล่นๆ  แล้วน้องๆเหล่านั้นก็โพสท์ท่าถ่ายรูป  ไม่รู้ใครสอน  หรือมันเป็นพันธุกรรม  มันโพสท์ท่าเดียวกัน  มันโพสท์ท่าเหมือนบางภาพสมัยผมเด็กๆ  …  ขำดี

panasonic GF1

ในที่สุดกล้องคอมแพ็คที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ก็ออกมาอีกตัว หลังจากที่ปล่อยให้โอลิมปัสนำร่องไปก่อนหลายเดือน ในกล้อง panasonic GF1 รุ่นนี้ได้เทคโนโลยีจากโอลิมปัสมาเต็มๆ และทำให้ดีกว่าเดิมในบางอย่าง

รูปร่างหน้าตาก็คล้ายๆกันกับโอลิมปัส E-p1 สิ่งที่พานาโซนิคทำได้ดีกว่าในรุ่นนี้ก็คือ ออกแบบให้มีแฟลชในตัว ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สุดที่ E-p1 ลืมใส่มาให้ นอกนั้นก็ใกล้เคียงกัน แต่พานาโซนิค ทำน่ารักกว่าตรงที่มีสีแดงให้เลือกใช้ด้วย

พิพิธภัณฑ์สยามอีกครั้ง

ไปเดินเล่นอีกครั้งหลังจากผ่านไปปีกว่า คราวนี้คนน้อยลง จอดรถง่ายมาก อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน ค่าผ่านประตูคนละ 100 บาท ไปห้าคนลดครึ่งราคา

วันนี้พกกล้อง eos5d พร้อมเลนส์ ef35f2 ใช้เลนส์ตัวเดียวตลอดวัน เหตุที่เลือกเลนส์ตัวนี้ก็เพราะรูรับแสงกว้าง สามารถใช้ถ่ายในสภาพแสน้อยๆได้ดี ห้องต่างๆในพิพิธภัณฑ์จะค่อนข้างมืด มีการจัดแสงเน้นเฉพาะสิ่งที่จะนำเสนอ ส่วนใหญ่เป็นแสงสลัวๆ ต้องใช้รูรับแสงกว้างสุดแทบตลอดเวลา ตั้งค่า iso ไว้ที่ 800 สปีดที่ได้ประมาณ 1/25 ซึ่งค่อนข้างเสี่ยงต่อการสั่น แต่ก็พยายามตั้งใจถือกล้อง ก็พอได้ ภาพค่อนข้างดีน่าพอใจ

เลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์ตัวโปรด แม้สภาพจะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ยังให้ภาพที่ดีอยู่ ออกจากห้องมืดๆมานั่งด้านนอก ปรับ iso กลับมาเป็น 200 แล้วก็ถ่ายเล่นๆ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นรูรับแสงกว้างสุดเหมือนเดิม

ภาพคุณท๊อปกับคุณเก๋ เตรียมไว้ลงหนังสือ hisoparty

ได้รับมอบหมายให้ถ่ายภาพคนดัง เพื่อเอาไว้ลงในหนังสือนิตยสาร hisoparty โจทย์ก็คือแบบมีเวลาไม่มาก ต้องมาเตรียมจัดแสงไว้ล่วงหน้า ผมก็เลยมาก่อนเวลานัด 1 ชม. เดินดูสถานที่ เลือกตำแหน่ง เลือกทิศทางแสง ในใจก็คิดเรื่องการจัดแสงมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็ต้องมาดูที่จริงอีกที

ถึงเวลานัดแบบยังไม่พร้อม เพราะว่ายังแต่งหน้าไม่เสร็จ ผมก็เลยมีเวลาอีก 1 ชม เพื่อที่จะเลือกแสง และนั่งคิดเรื่อยเปื่อยว่าจะใช้มุมภาพแบบไหนดี ในหัวผมเลือกตำแหน่งและวิธีการจัดแสงไว้แค่แบบเดียว ตำแหน่งเดียว เพราะคิดว่ามันดีที่สุดแล้ว แต่ตอนถ่ายจริงก็มีการปรับตำแหน่ง และปรับแสงให้แตกต่างไปอีกสามแบบ เพื่อความหลากหลาย เจ้าภาพและแบบจะได้ใจชื้นว่ามีภาพให้เลือกเยอะ

โจทย์หลักก็คือภาพคู่และเดี่ยวของแบบ แต่ระหว่างที่ยังรอกันไปรอกันมา ยังแต่งหน้าไม่ครบทั้งสองคนก็ให้เด็กๆมาเข้าฉากประกอบด้วย ถ่ายกันเล่นๆเพื่อลดความซนของเด็ก และเพื่อให้ผมได้เห็นสภาพแสงที่แท้จริงของภาพ


พอถ่ายแม่กับเด็กเสร็จจนเริ่มคุ้นเคยกันแล้วก็ถ่ายตัวคุณพ่อซึ่งเป็นนายแบบหลักของงานนี้ เก็บภาพเดี่ยวหลายๆมุมจนพอใจก่อนแล้วก็ตามด้วยภาพคู่

เสร็จจากมุมนี้ผมก็พอใจกับภาพที่ได้แล้ว  แต่ก็มีย้ายตำแหน่งและจัดไฟใหม่นิดหน่อยเพื่อให้ได้ภาพที่หลากหลายอีกนิด(แม้ผมจะพอใจกับภาพที่ได้แล้ว  แต่ก็ถ่ายเก็บเผื่อไว้ก่อน)

 

ภาพนี้คือการจัดแสงก่อนจะถ่ายจริง  ใช้ไฟด้านหน้าติดร่มทะลุ  เพื่อกรองแสงให้นุ่ม  ด้านหลังใช้แฟลชอีกดวงยิงตรงเข้ากับเก้าอี้เพื่อให้ด้านหลังสว่างและไม่มีเงาตกอยู่ด้านหลัง การส่งสัญญาณควบคุมแฟลชทั้งสองตัวใช้คลื่นวิทยุ แฟลชด้านหน้าเป็น nikon sb24 ยิงผ่านร่ม ตั้งกำลังไฟ 1/4 เพื่อให้สามารถยิงแฟลชได้ต่อเนื่องหลายๆครั้งไม่ต้องรอเวลาชาร์จไฟ เพราะถ้าหากยิงแฟลชเต็มกำลัง หลังจากถ่ายภาพแรกไปแล้วจะต้องรออีกหลายวินาทีกว่าไฟจะชาร์จจนพร้อมยิงครั้งต่อไป การรอหลายวินาทีอาจจะทำให้พลาดอิริยาบทบางอย่างไปได้ ช่างภาพควรจะจัดอุปกรณ์ให้สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้จำนวนหนึ่งเพื่อโอกาศในการเก็บวินาทีสำคัญ แฟลชด้านหลังเป็น canon 550ex ตั้งกำลังไฟ 1/32 ซึ่งถือว่าน้อยมาก มันทำหน้าที่เพียงเพ่ิมความสว่างด้านหลังให้ไม่มืดจนเกินไป กล้องที่ถ่ายใช้ eos5d รุ่นแรก เลนส์ 70-200/2.8 ตั้งค่า iso400 ใช้เวลาเลือกและจัดแสงประมาณ 1 ชม นั่งรอความพร้อมของแบบ 1 ชม. และถ่ายจริงแค่ 30 นาที.

portrait for doctor

วันนี้ไปรับจ้างถ่ายภาพที่คลีนิคแห่งหนึ่งอยู่บนถนนสาธร คลีนิคแห่งนี้สั่งงานพิมพ์หลายอย่าง และบางอย่างก็ต้องใช้ภาพถ่าย ผมก็เลยรับถ่ายภาพด้วยเลย วันนี้ตั้งใจมาถ่ายภาพลูกค้ากำลังนั่งใช้บริการเครื่องมือตัวหนึ่ง ซึ่งต้องจัดถ่ายในห้องปฏิบัติงานของแพทย์ และมีรูปคนคู่กับเครื่องมือที่กำลังใช้งาน ถ่ายไปเกือบร้อยรูปซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับรูปที่ต้องการเพียงรูปเดียว

หลังจากเสร็จจากเครื่องมือ ก็มาถึงภาพของคุณหมอแต่ละท่าน คลีนิคต้องการใช้ภาพคุณหมอเพื่อวางในหนังสือ เป็นภาพแสดงให้เห็นหน้าตาของหมอ เลียนแบบภาพเล็กๆในหัวคอลัมภ์ที่มักจะเป็นรูปนักเขียน ผมดูภาพตัวอย่างของนิตยสารที่ลูกค้าเปิดให้ดู ก็เลยเลือกจัดแสงและถ่ายออกมาแล้วนี้ คือไปหาฉากสีเข้มไว้ก่อน แล้วจัดไฟให้มีแสงสว่างส่องมาจากด้านหลังให้มาโดนตัวแบบเล็กน้อย แสงจากด้านหน้าจะไว้ให้ยิงเข้าไปเฉียงๆ สรุปแล้วใช้ไฟสองดวง ไฟหน้ายิงผ่านร่ม ไฟด้านหลังยิงตรงเข้าที่ฉากและให้บางส่วนยิงโดนตัวแบบ ส่งสัญญาณยิงแฟรชด้วยคลื่นวิทยุ ซึ่งเป็นอุปกรณ์รับส่งที่เพิ่งได้มาจากเพื่อน งานนี้เอามาใช้เป็นครั้งแรกเลย

นอกจากภาพเดี่ยวแล้วก็ยังมีภาพหมู่ของคุณหมอด้วย เลือกแนวทางเดินในตึกจุดหนึ่ง และหน้าคลีนิคอีกจุดหนึ่ง การใช้แฟรชแบบไร้สายให้ความสะดวกยอดเยี่ยมมาก แต่ก็ทำให้ต้องพกขาตั้งไฟและแฟรชอีกสองตัว สรุปคือวันนี้ตอนเก็บของพบกว่า ผมมีเป้สะพายหลัง 1 ใบ มีกระเป๋ากล้องสะพายข้าง 1 ใบ ในมือถือขาตั้งไฟสองชุด และร่มสะท้อนแสงอีก 1 คัน