บางแสนดูเป็นระเบียบดี

วันว่างของวันหยุดยาววันหนึ่ง แม่ชวนไปหามื้อเย็นกินกันที่บางแสน ก็เลยขับรถกันไป ขาไปรถไม่ติดเลยเพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่คนอื่นๆเขากำลังเดินทางกลับเข้ากรุงเทพกัน ไปถึงบางแสนในเวลาประมาณ 1 ชม. เศษ บริเวณถนนย่อยวิ่งเข้าชายหาดมีรถค่อนข้างเยอะ ขับได้ช้ามาก ไม่เหมือนบนทางด่วนที่วิ่งกันได้สบายๆ ทำความเร็วได้สูงมาก

แวะกินร้านข้างทางแถวๆอ่างศิลา ชื่อร้านเจ๊อ่วย รสชาดอาหารก็พอใช้ได้ ราคาถูก แต่มีข้อเสียตรงที่ไม่มีห้องน้ำอยู่ในร้านเลย จะต้องเดินไปเข้าห้องน้ำที่ตึกแถวซึ่งเห็นอยู่ไกลๆ กินกัน 3 คน สั่งของ 5 อย่าง เช็คบิลออกมาได้ 450 บาท

กินเสร็จแล้วก็แวะไปเดินเล่นริมหาด ขับรถเลยจุดที่แวะกินไปประมาณห้านาทีก็ถึงริมหาดบางแสน คนค่อนข้างเยอะ แต่ผมไปถึงก็ค่อนข้างเย็นแล้ว ที่จอดรถก็หาได้ค่อนข้างง่าย แตกต่างจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง เพราะบางแสนผมเคยแวะไปตอนกลางวันซึ่งเป็นวันหยุดที่ใครๆก็หาเรื่องเที่ยว ผมก็จะเจอสถานการณ์รถติดอย่างมาก แต่วันนี้โชคดีที่มาไม่เร็วเกินไป

From for wordpress4

บางแสนยังเป็นระเบียบเหมือนเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งดีกว่าบางแสนในความทรงจำเมื่อยี่สิบปีก่อนอย่างมาก ร้านค้าขายของริมหาดมีระเบียบเรียบร้อย

แม้ว่าร่มจะเยอะ เตียงชายหาดจะเยอะ แต่มันก็กลายเป็นลักษณะเฉพาะของหาดยอดนิยมไปเสียแล้ว ใครถ่ายภาพออกมาไม่มีภาพร่มและเตียงนอนก็จะดูแปลกๆและอาจจะคิดไปว่าไม่ได้ไปบางแสนจริงๆ

เวลาเย็นแบบนี้ไม่มีแดดแล้ว ร่มก็จะถูกหุบลงไปทุกคัน การถ่ายภาพร่มและเตียงริมหาดเหล่านี้ก็มักจะต้องถ่ายออกมาให้เห็นว่ามีแนวร่มเรียงกันยาวเหยียด มีเตียงวางเป็นตับ

ถ้ามีแดดอาจจะไม่ได้อารมณ์เย็นๆสบายๆแบบนี้

นอกจากของกินแล้วก็มีของเล่นหลายอย่างที่มาเร่ขายอยู่ริมหาด

และที่ขาดไม่ได้สำหรับบางแสนก็คือจักรยาน ซึ่งจะต้องเป็นจักรยานสองที่นั่งขึ้นไปเสียด้วย บางคันสามที่ บางคันสี่ที่เลยก็มี ถ่ายรูปมานิดเดียวก็แสงหมดเสียแล้ว

อัดรายการช่างคุย

รายการช่างคุย เป็นรายการพอดคาสท์าหนึ่งที่มีมานาน ปีนี้จะครบปีที่ 4 ถือได้ว่าเป็นรายการแรกๆของเมืองไทย และยังคงไม่ล้มหายไปไหน ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งมีเนื้อหาสะสมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอัตราการผลิตงานต่อเดือนอยู่ในระดับนี้ ผมเชื่อว่าไม่มีใครแซงได้ ยกเว้นคนทุนหนา ลงทุนซื้อเนื้อหามาใส่ แบบนั้นไม่น่าจะเอามาแข่งขันกันได้

ผมอาสาเข้าไปพูดคุยในรายการด้วย เพราะเป็นหัวข้อที่ผมสนใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการสีของรูปภาพและสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นอาชีพของผมทั้งสิ้น ถ่ายรูปแล้วอัดภาพสีไม่ถูกใจ ส่งงานพิมพ์เข้าโรงพิมพ์แล้วได้สีไม่ตรงตามต้องการ เรื่องราวเหล่านี้สมควรจะถูกอธิบายอย่างต่อเนืื่อง เพราะนักเรียน นักศึกษาที่จบกันออกมาต่างก็จำวิธีผิดๆออกมาทำงานกันตลอด

แขกรับเชิญที่เป็นพระเอกของการพูดคุยครั้งนี้คือ คุณ ขจร พีระกิจ เป็นพนักงานของ adobe ซึ่งเป็นบริษัทซอร์ฟแวร์เกี่ยวกับภาพและสิ่งพิมพ์อันดับหนึ่งของโลก และไม่มีอันดับสองให้นับ เพราะมีอยู่รายเดียว พี่คนนี้เป็นคนทำงานในวงการพิมพ์มานาน และมีความรู้ความชำนาญในภาคปฏิบัติ และมีความรู้ในส่วนของวิชาการที่เป็นสากล ผมอยากรู้อยากเห็น อยากได้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้จึงอาสาเข้าไปขอร่วมพูดคุยด้วย

แขกคนอื่นๆก็เป็นเด็กๆรุ่นน้อง เป็นคนที่สนใจถ่ายภาพ เป็นคนที่เรียนมาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทางภาพจากจุฬาฯด้วย ซึ่งผมก็จบที่นี่เหมือนกัน

ผมไปถึงที่นัดหมายก่อนเวลาประมาณ 15 นาที แล้วก็เริ่มพูดคุยกันเกริ่นถึงสิ่งที่จะพูด แล้วก็เริ่มบันทึกการสนทนา ใช้เวลากันเกือบสองชั่วโมง ซึ่งถือว่าค่อนข้างยาว เนื้อหาในสิ่งที่คุยกันก็ยังไม่ครบถ้วนในส่ิงที่ควรจะพูดถึง มันคงต้องใช้เวลามากกว่านี้ หรืออาจจะต้องแบ่งหัวข้อกันให้ชัดเจนแล้วเลือกพูดแค่บางหัวข้อ แต่เริ่มคุยสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ดีตรงที่ได้ความรู้จากคนรู้จริง และมีการถ่ายทอดออกไปสู่คนที่สนใจ

สอนถ่ายภาพ ล้างอัดขาวดำ

ครั้งหนึ่งที่เคยพยายามทำสิ่งที่ผมเชื่อ ผมเชื่อว่าผมสอนให้คนหัดถ่ายรูปได้ แล้วผมก็ทดลองเปิดคอร์สสอนจริงๆ มีลูกศิษย์ 5 คน คอร์สนั้นผมลงทุนซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนไปหลายหมื่นบาท เก็บค่าสอนได้ไม่กี่พันบาท แล้วก็ปิดตัวลงด้วยนักเรียนแค่รุ่นเดียวเพราะผมเหนื่อยมาก เหนื่อยกว่าที่คิด สี่สัปดาห์ที่ผมสอน สัปดาห์ละ 1 วัน วันอาทิตย์ที่ควรจะได้เป็นวันพักผ่อนกลับกลายเป็นวันที่ผมเหนื่อยที่สุด เหนื่อยกว่างานประจำที่ทำมา 6 วัน วันละสิบสองชั่วโมงเสียด้วยซ้ำ

รูปนี้เพื่อนถ่ายให้ เพื่อนใจดีมาช่วยเป็นลูกมือ เป็นผู้ช่วยสอน จบการสอนครั้งนี้ผมได้ข้อสรุปหลายอย่าง คือ
1 การถ่ายภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนหัดได้ เรียนรู้ได้
2 วิธีการสอนของผมได้ผล ทุกคนล้างฟิล์มขาวดำเป็น และไม่มีปัญหาฟิล์มติด หรือภาพขึ้นไม่ทั่วเลย
3 โรงเรียนสอนถ่ายภาพ มีต้นทุนสูงกว่าที่คิด ค่าเรียนคิดถูกๆอาจทำให้กิจการล่มสลายได้

ปกเทป เพลงเชียร์ ปี 2535

ในแต่ละปี ชุมนุมเชียร์และแปรอักษรของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยจะต้องทำสมุดเพลงเชียร์ออกมาแจกน้องๆ ม.ต้น เพื่อเอาไว้สอนน้องร้องเพลง บางปีเป็นหนังสือ บางปีเป็นกระดาษใบเดียว

พอถึงปีของผม ก็ขอแหวกแนวออกมาเป็นปกเทปเลยละกัน เพื่อความแตกต่าง เพื่อความสวย เพื่อความอยากส่วนตัว ปกเทปรุ่นนี้แจกเป็นใบ ไม่มีตัวเทป พอแจกไปหมดแล้ว ผมก็ไปหาเทปสักม้วนมาอัดเพลงโรงเรียน แล้วก็เอามาประกอบเป็นเทปเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก

กว่าจะมาเป็นม้วนเทป ก็ต้องเตรียมข้อมูล เตรียมภาพถ่าย มีการนัดใส่เสื้อเพื่อถ่ายภาพร่วมกัน แล้วหารูปที่ดูเท่ห์ที่สุดเท่าที่พวกเราจะทำได้มาเป็นรูปหลักของม้วนเทป

ในยุคนี้ ยุคของการตามหาอดีตผ่านเฟสบุ๊ค ผมก็เลยต้องขุดของเก่าเอามารำลึกบ้าง เพื่อให้เพื่อนๆได้ทบทวนว่าเคย “ซน” กับเรื่องอะไรบ้าง สมัยที่เราต่างคนต่างก็ยังเป็นเด็กใส่ขาสั้น พาหัวโล้นๆ ตัดผมเกรียนไปจีบสาว

รูปเก่า

ขายบ้านหลังเก่าออกไป ก็เลยย้ายของทุกอย่างมาไว้ที่บ้านปัจจุบัน ของเก่าในกรุก็ทะยอยหลุดออกมาให้เห็น ให้พอนึกถึงอดีต บางภาพ บางสถานการณ์ก็เกือบจะครบยี่สิบปี ไม่น่าเชื่อเลยว่าผมเริ่มแก่แล้ว

ภาพนี้่ถ่ายช่วงปี 2537 เดือนมกราคม ก่อนสอบเอ็นทรานซ์ไม่กี่เดือน ช่วงเวลานี้เด็กสวนกุหลาบ ม.6 ต่างก็หยุดเรียนแล้ว เพื่อเตรียมตัวสอบ บ้างอ่านหนังสือ บ้างก็ดูเพื่อนอ่่านหนังสือ บ้างก็เที่ยวเล่น ผมทำทั้งสามอย่าง แถมยังหัดเล่นกีต้าร์ในช่วงนี้อีกต่างหาก

พาแม่ไปกินนม

วันเสาร์วันหนึ่ง  หลังจากกินมื้อเย็นกันอย่างพร้อมหน้าแล้ว ก็เลยเถิดไปเดินเล่น หาของหวานกินกัน  พี่สาวเสนอเสาชิงช้า  ไปกินนมมนต์ แล้วก็ดูบรรยากาศแถวๆศาลาว่าการฯ

ร้านนี้มันทำบุญด้วยอะไรก็ไม่รู้  คนเยอะได้แทบจะตลอดเวลา  ถ้าไฟไหม้ขึ้นมาจะเหยียบกันตายไหมเนี่ย เหน็บด้วยความอิจฉาล้วนๆ

นานๆแม่จะออกมาไกลบ้านซะที  พี่สาวกับน้องก็บ้ากล้องอยู่พอตัว  แม่ก็ชอบถ่ายรูปมานานแล้วแต่ไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน  สิบปีมานี้มีลูกเป็นช่างภาพทำให้มีความทรงจำกับเขาบ้าง  เพราะก่อนหน้านี้  รูปถ่ายครั้งล่าสุดระหว่างลูกกับแม่ คือรูปผมตอนเรียน ม.3  ปีนี้ ลูกเพื่อนจะสอบ ม.1 อยู่แล้ว  ไม่น่าเชื่อจริงๆ

เดินกินเรื่อยเปื่อย  ดูวิว  ห่างจากร้านนมมนต์แค่ยี่สิบเมตร ราวกับว่าเมืองนี้เป็นชนบท  คนน้อยอย่างน่าประหลาด  หรือเป็นเพราะรอดูบอลโลกกันอยู่ที่บ้าน

เสาชิงช้าครั้งที่ยี่สิบ  ตั้งแต่ถ่ายภาพมา  มีเสาชิงช้าบ่อยมาก  มีตั้งแต่กลางวัน เย็น กลางคืน โคตรดึก  เสารุ่นเก่า เสารุ่นใหม่  มีครบเลย

เดี๋ยวนี้เขามีให้เช่าจักรยานขับด้วย  แต่ไม่รู้ว่าเปิดเช่่าตอนกี่โมง  เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้คนเราขี่จักรยานไม่ต้องใช้เบาะนั่งแล้ว  ยืนขี่กันหรืออย่างไร

พอกินลมอิ่มแล้วก็กลับ  เดินทางด้วยรถ  Honda Freed ไม่รู้ว่าเห่อรึเปล่า  สองเดือนขับไปหกพันกิโลเมตร

ภาพชุดนี้ใช้กล้อง Eos350 เลนส์ 18-55is เลือกสะพายกล้องตัวนี้แทน Eos5d เพราะว่าต้องการใช้แฟลชติดกล้อง  ต้องการความเบา  ต้องการอารมณ์สะพายกล้องแบบไม่ต้องกังวล  ไม่เป็นภาระมากเกินไป  อยากได้ภาพที่ดูสบายๆมากกว่าจะตั้งใจถ่ายภาพจนลืมความจรรโลงใจ

ถ่ายรูปงานประชุมประจำปีของไบเทค

ผมได้รับว่าจ้างให้ไปถ่ายภาพงานประชุมประจำครึ่งปีของไบเทค ไบเทคชื่อสถานที่จัดงานสัมมนา งานแสดงสินค้า งานประชุมต่างๆตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงระดับนานาชาติ ทุกปีไบเทคจะจัดประชุมลักษณะนี้สองครั้ง ในรอบนี้ ผมได้รับมอบหมายให้ถ่ายภาพตลอดงาน ส่วนหนึ่งเพื่อเก็บภาพไว้เป็นข้อมูล ในงานมีการแจกรางวัลแก่พนักงานดีเด่น พนักงานที่ทำงานมาต่อเนื่องยาวนาน ภาพตอนรับรางวัลเป็นช็อตที่ต้องการถ่ายเก็บไว้ ส่วนบรรยากาศการประชุมตลอดวันก็ให้ถ่ายเก็บไว้เรื่อยๆ ซึ่งจะเอาภาพเกือบตลอดวันมาคัดเลือกเอาบางส่วนไปขึ้นแสดงในตอนจบการประชุมตอนเย็น

ต่อไปนี้เป็นภาพที่ผมเห็นว่าเป็นภาพที่ดีในแง่ขององค์ประกอบภาพ ถ้าให้ผมเลือกทำหนังสือภาพของการประชุมครั้งนี้ ภาพเหล่านี้คือภาพที่ผมเห็นว่าเหมาะสม เหมาะที่จะเป็นตัวแทนของเหตุการณ์ทั้งหมด

ไปพัก รีสอร์ท เฌอ ที่ชะอำ กินเค้กบ้านใกล้วัง ที่หัวหิน

ทริปนี้เป็นทริปเร่งด่วนและไม่ได้วางแผนมากนัก เป็นวอยเชอร์ที่แฟนผมเคยซื้อไว้แล้วเมื่อหลายเดือนก่อน และหลังจากเดือนนี้จนถึงวันหมดอายุ คงไม่ว่างไปกันอีกแล้ว เลยต้องรีบใช้สิทธิ์เพื่อไม่ให้เสียเปล่า

เดินทางด้วยรถยนต์คันโปรด Honda FREED รถครอบครัวนั่งได้เยอะ แต่ไปกันสองคน เลยเอาตุ๊กตาหมีติดไปด้วย

ออกเดินทางจากกรุงเทพ 14.30 แวะเติมน้ำมัน E20 เต็มถัง เพื่อทดสอบอัตราสิ้นเปลืองด้วยว่ารถคันนี้กินน้ำมันขนาดไหน เดินทางใช้เวลาไม่นาน สภาพการจราจรค่อนข้างโล่ง ไปถึงที่พักประมาณ 16.30 น. จอดรถ เช็คอิน แล้วก็ถ่ายภาพด้านหน้ากันก่อน เนื่องจากเห็นสภาพท้องฟ้าแล้วสีสวยดี แบบนี้ถ่ายง่าย วัดแสงพอดีฟ้าก็สวยแล้ว

ล็อบบี้ที่นี่สวยมาก สามารถใช้ถ่ายรูปได้ดี โทนสีออกกลางถึงเข้ม ถ่ายภาพยังไงก็แทบจะไม่เสีย ถ้าไม่ย้อนแสงได้ภาพที่ค่อนข้างดีแน่นอน ภาพเหล่านี้ถ่ายด้วยมือถือ samsung รุ่น monte ซึ่งเป็นมือถือที่ถ่ายภาพได้ 3 ล้านพิกเซล ไม่ออโต้โฟกัส ระยะชัดของกล้องมันออกแบบไว้ให้ชัดตั้งแต่ระยะไกลๆจนถึงใกล้ๆประมาณ 1 เมตร เพราะฉะนั้นถ่ายวิวด้วยมือถือตัวนี้ค่อยข้างไว้ใจได้ แถมมี GPS แนบไปกับภาพถ่ายได้ด้วย เวลาเปิดดูในคอมพิวเตอร์จะสามารถดูแผนที่ได้ด้วย

เฌอรีสอร์ท เป็นตึกไม่เล็กไม่ใหญ่ ออกแบบได้ทันสมัย ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่าและไม่รกตา ทางเดินด้านข้างก็ยังดูดี ผมชอบมองภาพทางเดินมากว่าภาพด้านหน้าเสียอีก รั้วเป็นแผ่นไม้เรียงตัวกันแทบจะชิดจนบังสายตาได้ แต่ก็ยังมีช่องว่างเล็กๆไว้ให้ระบายความร้อนไม่ให้มันสะสมอยู่ในตึก

เก็บของเข้าที่พักเสร็จแล้วก็ไปหาของกิน ขับรถไปหัวหิน มุ่งหน้าไปที่ร้านน้องเปิ้ล เจตนาจะไปกินที่ร้านข้างๆน้องเปิ้ล แต่หาไม่เจอ เจอน้องเปิ้ลอย่างเดียว ร้านข้างเคียงที่เคยกินก็หายไปไหนไม่รู้ เลยเดินเลือกร้านค้าอยู่สักพัก ไปเจอร้านที่เคยกินอีกร้านหนึ่งคือร้าน ครัวบ้านครู นั่งปุ๊ป สั่งของ แล้วก็ดูวิว

กลับมาถึงที่พักอีกครั้งก็มืดแล้ว ทางรีสอร์ทเปิดไฟสวยดี ล็อบบี้ที่ใช้เพดานเป็นลายฉลุก็ได้โชว์ความสวยงาม ไฟเพดานฝังไว้ด้านข้างตลอดแนวเพดาน ความสว่างกำลังสวยสบายตา เป็นการออกแบบที่ดูดี แต่ก็ไม่รู้ว่าลูกค้าคนอื่่นๆจะมีเวลามาเดินเล่นที่ล็อบบี้ไหม รีสอร์ทสไตล์นี้เหมือนกับว่าจะออกแบบให้ลูกค้าใช้ชีวิตอยู่ในห้องเสียมากกว่า ถ้าอากาศไม่ร้อนมันคงจะน่านั่งคุยกัน ถ้ามีอาหารเครื่องดื่มบริการ หรือมีบอร์ด มีโต๊ะคอมพิวเตอร์ มันใช้ประชุมได้เลย

จบภาพชุดที่ถ่ายด้วยมือถือไปแล้วจะมาต่อด้วยภาพที่ถ่ายด้วยกล้อง DSLR บ้าง โดยใช้ Eos5D และเลนส์ Tanron 28-75 F2.8 เป็นหลัก เพราะแบกมาตัวเดียว

ทางเดินด้านข้างถ่ายด้วยกล้องตัวใหญ่ ลักษณะสีจะอิ่มแน่นกว่า

บางภาพจะเลือกถ่ายมุมเดิมเพื่อเปรียบเทียบกับมือถือด้วย

ตอนเช้าตื่นก่อนแขกคนอื่น หกโมงกว่าก็ออกมาเดิน หน้าร้อนแบบนี้แดดออกเร็วมาก ได้มุมถ่ายภาพหลายภาพ ไม่มีแขกคนอื่นๆมาให้รกสายตา ไปดูบริเวณริมหาด ซึ่งเป็นจุดนั่งชมวิวและกินข้าว

ที่นั่งริมทะเลเป็นโซฟ้าตัวใหญ่ๆ คงเอาไว้นอนดูกันสองคน ถ้าพ้นจากโซฟาก็เป็นน้ำทะเลแล้ว น้ำขึ้นก็ดีไป น้ำลงแล้วน่าหวาดเสียว ตกลงไปขาหัก คอหักแน่ๆ

บริเวณริมหาดนี้จะมีสระน้ำด้วย เป็นอ่างน้ำวนอยู่ภายในสระ ใครอยากจะแช่น้ำในสระก็ทำได้ถ้าไม่อายสายตาคนกินข้าวคนอื่นๆ แต่ถ้ามาแต่เช้ามืด แขกคนอื่นยังไม่ตื่นก็พอไหว

พอหิวก็เริ่มหาของกิน ที่นี่ให้อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ที่โต๊ะจะจัดอุปกรณ์การกินไว้แล้ว ตักของมากินได้ตามอัธยาศัย เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้ก็ดูดี ภาพร้านอาหารเป็นมุมถ่ายภาพที่ดีเหมือนกัน

ของกินก็จัดไว้น่ากิน ดูดี ถ่ายรูปได้สวยเหมือนกัน

กินเสร็จก็แวะกลับมาอาบน้ำ เก็บของที่ห้องพัก ระเบียงหน้าห้องพักก็เป็นมุมที่ออกแบบน่านั่งใช้ได้ มีโต๊ะ เก้าอี้ และโซฟาเพียงพอให้นั่งคุยกันยาวๆ ถ้ามากันหลายคน มีเรื่องคุยกันเยอะๆ น่าจะสนุกมาก

ก่อนกลับ ขับรถไปที่หัวหินอีกครั้ง ไปกินมื้อเที่ยงที่ร้านเจ๊กแป๊ะ และกินเค้กที่ร้านบ้านใกล้วัง
ที่ร้านเค้กแห่งนี้ค่อนข้างดัง มีหลายคนพูดถึง เลยแวะมาชิมให้รู้ว่าเป็นยังไง
สั่งเค้กมาตามภาพ จานนี้ 90 บาท ราคาแพงระดับโรงแรม แต่ปริมาณค่อนข้างน้อย แบบนี้ถือว่าแพง ที่หลายคนพูดถึงคงเป็นเรื่องของบรรยากาศของร้านเสียมากกว่า

ด้วยความที่เป็นร้านริมทะเล และตกแต่งได้น่ารัก คงเป็นจุดเด่นของร้านนี้มากกว่าคุณภาพของเค้ก

ขากลับถึงกรุงเทพ แวะเติมน้ำมันก่อนถึงบ้าน เติมที่ปั๊มเดิม E20 เช่นเดิม
ระยะทางที่วิ่ง 448 กิโลเมตร เติมน้ำมันเข้าไป 35.24 ลิตร หารออกมาแล้วเท่ากับ 12.7 กิโลเมตรต่อลิตร แต่หน้าปัดของรถบอกอัตราสิ้นเปลืองไว้ 14 กิโลเมตรต่อลิตร สูงกว่าความเป็นจริง ใครจะอ้างอิงตัวเลขในรถต้องระวังด้วยเพราะมันผิดพลาดเยอะเกินไป นับว่าการทดสอบครั้งนี้เป็นตัวเลขการสิ้นเปลืองที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะรถคันเก่าอย่างโตโยต้า โคโลร่ามันทำอัตราสิ้นเปลืองไว้ได้ประมาณ 10-12 กิโลเมตรต่อลิตรอยู่แล้วด้วยน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 คันใหม่อย่าง FREED ผมคาดหวังว่าจะได้สัก 13-14 กิโลเมตรต่อลิตร ไว้มีโอกาสยาวๆค่อยๆวัดกันอีกทีด้วยน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 เพื่อจะได้เปรียบเทียบกันได้โดยตรง

ไอเดียการจัดไฟหน้างานแต่งงาน

เวลาไปงานแต่งงานมักจะไปเจอซุ้มถ่ายภาพหน้างานที่ดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวา ถ่ายภาพกันออกมาแล้วมันดูน่าเบื่อ น่าจะมีการจัดไฟแบบนี้บ้าง เผื่อจะได้บรรยากาศที่ดีกว่า ได้ภาพที่น่าสนใจกว่า

Photo information
Camera: Canon
Model: Canon EOS 350D DIGITAL
ISO: 400
Exposure: 1/100 sec
Aperture: 1.8
Focal Length: 85mm

การถ่ายภาพในสถานะการแบบนี้คงต้องเป็นสป็อตไลท์ และใช้เลนส์สว่างๆ มีระยะยืนให้ช่างภาพได้ถ่ายสักห้าเมตร จะเป็นไปได้ไหมกับงานแต่งงานทั่วๆไป จำนวนคนในภาพประมาณ 5 ไม่เกิน 6 คนก็จะสวย ถ้าจะถ่ายภาพหมู่ ก็ต้องเปลี่ยนเลนส์ เปลี่ยนองค์ประกอบ ไม่น่ายาก ใครอยากถ่ายภาพหมู่ก็ให้ย้ายไปถ่ายมุมอื่น ภาพหมู่ถ่ายตรงไหนก็ได้ เพราะฉากหลังไม่สวยอยู่แล้ว

จากที่ยืนระยะเดิม เดินให้เข้าใกล้ไปอีกหน่อย ภาพจะใหญ่ขึ้น เข้าไปจนพอถ่ายภาพเดี่ยวหรือคู่ ระยะเบลอด้านหลังก็เยอะขึ้น จุดไฟก็จะบวมๆเบลอๆเป็นเม็ดกลมๆที่ใหญ่ขึ้น สวยดี

พาพ่อแม่เปิดหูเปิดตา

ในวันอาทิตย์วันหนึ่งของปี ผมและฮอนด้าฟรีดทำหน้าที่พาคนในครอบครัวไปนั่งรถเล่นไกลๆหน่อย วันนี้เราจะไปกันที่ร้านอาหารสวนทิพย์ซึ่งอยู่ไกลถึงจังหวัดนนทบุรี

ปกติพ่อจะเป็นคนขี้บ่นเวลาต้องเดินทางไกลๆ และชอบเที่ยวคนเดียว แต่ตอนนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไปนิดหน่อย ตั้งแต่พ่อเป็นมะเร็ง พ่อก็เปลี่ยนทัศนคติ ยอมนั่งรถไกลขึ้น ยอมให้มีวันครอบครัวบ่อยขึ้น วันนี้เลยวางแผนพามากินไกลถึงนนทบุรี ปกติแค่นั่งรถจากบ้านไปราชดำเนินก็่บ่นแล้ว แม้จะระยะทางเพียงแค่สิบกว่ากิโลก็ตาม ต้องย้อนกลับไปที่เหตุการณ์เมื่อสิบสองปีก่อน วันที่เริ่มทำงานหลังเรียนจบ พาพ่อไปกินร้านอาหารแถวราชดำเนิน วันนั้นก็เป็นวันสุดท้ายที่พาไปกินไกลบ้าน แต่รอบนี้เตรียมตัวอย่างดีเพื่อป้องกันอาการเบื่อและเสียงบ่น

พี่สาวคนรองแวะมาที่บ้านเพื่อสร้างความครึกครื้น หอบกันไปทั้งคันรถ 5 คน รถ FREED ยังเหลือที่นั่งอีก 1 ที่เล็กๆ ข้อดีของ FREED ก็คือทุกคนได้นั่งโดยที่ไม่ต้องเบียดกัน เนื่องจากร้านอยู่ไกล และไม่อยากให้รู้สึกว่าขับรถนานเลยเลือกจะขึ้นทางด่วนไปลงแจ้งวัฒนะ ระหว่างทางเหยียบเต็มที่เลย เร็วแต่ไม่อันตราย รอบเครื่องค่อนข้างสูงจนน้องชายทักว่าจะขับรถเหยียบแบบนี้ไปทำไม เปลืองน้ำมัน ก็เลยตอบไปว่า ไม่เปลืองหลอก ในใจก็ตอบอีกแบบ (อยากจะทำเวลาให้น้อยที่สุดเพราะพ่อจะได้ไม่บ่นไง)

ในเวลาไม่ถึงชั่วโมงก็มาถึงที่ร้าน ร้านอาหารแนวไทยๆ มีห้องแอร์ มีพื้นที่ด้านนอก เลือกนั่งตามใจ พอได้โต๊ะก็สั่งอาหาร พี่สาวเลือกสั่งของแปลกๆที่พ่อไม่เคยกิน ผลก็คือ บ่นว่าอาหารไม่อร่อย กินเสร็จก็เดินเล่นดูสถานที่ ถ่ายรูปเล่น เดินดูสถานที่จนทั่วก็กลับบ้าน

เดินเล่นที่ Scenery resort

หลังจากที่ผลัดวันประกันพรุ่งมาหลายที รอบนี้ได้กลับไปที่ซีนเนอรี่อีกครั้งเพื่อลองเล่นเครื่องเสียงตัวใหม่ ในบ้านพักหลังใหม่ เป็นเครื่องเสียงที่เจ้าของเขาฝากผมเล่น เล่นเป็นแล้วเอาไปสอนเขาด้วย เลื่อนนัดมาตั้งแต่ปีใหม่ จนกลางปีนี่แหละถึงจะว่างเข้าไป

ติดตั้งเครื่องเสียงเสร็จก็พักผ่อนตามอัธยาศัย การเดินทางครั้งนี้ผมมาดูเพื่อเก็บข้อมูลรีสอร์ทด้วยว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตที่ผมเคยมาพักเมื่อสี่ปีก่อนอย่างไรบ้าง ซึ่งก็พบว่าเปลี่ยนไปเยอะ มีบ้านพักเยอะขึ้น สวยขึ้น มีคนเข้าออกเยอะขึ้น และมีคู่แข่งเยอะด้วย

ถ่ายภาพเล่นๆ เก็บเอาไว้เป็นสต๊อค หรือเอาไว้ทำโปสการ์ด กะว่าจะทำไปขายเจ้าของรีสอร์ทเหมือนกัน แต่อาจจะเอามาพิมพ์เล่นส่งเล่นเองอีกส่วนหนึ่ง

เที่ยวพัทยา ตลาดน้ำ ไร่องุ่น ร้าน The view

หยุดงานหลายวัน ผมกับพี่สาวก็ตกลงกันว่าจะพาแม่ไปเที่ยวพัทยา ฉลองการเดินทางด้วยรถคันใหม่ Honda FREED ที่สามารถนั่งได้ 7 ที่นั่ง แต่วันนี้มากันแค่สี่คน ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ตอนเที่ยงครึ่ง ไปถึงพัทยาประมาณสี่โมงเย็น เพราะรถติดเหลือเกิน วันหยุดใครๆก็แห่กันมาเที่ยว

ไปตลาดน้ำสี่ภาค ดูของขายแนวตลาดน้ำ มีทั้งเสื้อผ้า ของที่ระลึก และของกินต่างๆ อาการร้อน คนเยอะ เดินไปไม่นานก็เบื่อ

พอบอกว่าเป็นตลาดน้ำก็ต้องมีเรือ ต้องมีขายของในเรือด้วย

ตลาดน้ำสี่ภาค แค่ชื่อก็รู้แล้วว่ามีครบทุกภาค มีของจากทั่วประเทศ ป้ายบอกทางเต็มไปหมด

ดูแล้วก็ไม่ซื้อ อย่างมากก็แวะซื้อน้ำ

สินค้าต่างๆคล้ายตลาดจตุจักร คล้ายตลาดนัด คล้ายแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป ไม่มีอาหารขึ้นชื่อหรือของขายที่โดดเด่นเลย

ทุกตลาดต้องมีโปสการ์ด ขายกันเยอะ แต่ไม่รู้ขายดีไหม

อากาศร้อน คนเยอะ

เหนื่อย ร้อน แวะพักกินน้ำ

แล้วก็มาต่อที่ไร่องุ่น ซิลเวอร์เลค

เหมือนมาเดินดูสวนดอกไม้ ไม่เล็กไม่ใหญ่ ไม่น่าสนใจ

ฝั่งตรงข้ามไร่องุ่นเป็นร้านอาหารอิตาลี ไปถึงก่อนห้าโมงเย็นยังไม่เปิดร้าน
ใครอยากกินต้องจองคิวกันมาล่วงหน้า

นั่งพัก

แล้วก็มาต่อกันที่ร้านอาหาร The View อยู่ริมหาดเลย

ร้านนี้แต่งสวย บรรยากาศดี

มีมุมให้เลือกนั่งหลายแบบ ถ้าไม่เย็นมากจะมีแดดส่องพอสมควร

บางคนกินเสร็จแล้วก็นั่งคุย ดูวิว

กินอิ่มแล้วมาเดินเล่น

มีเก้าอี้ดีๆไม่นั่ง ชอบนั่งเปื้อนๆ

แสงยามเย็มใกล้หมดแล้ว

อยู่กันจนเกือบมืด ร้านเริ่มเปิดไฟ พวกเราก็เดินทางกลับ