ไปเที่ยวพิษณุโลกและสุโขทัย พา freed ไปออกกำลัง

วันที่ 13 มีนาคม 2554 ผมออกเดินทางจากกรุงเทพไปยังพิษณุโลกและสุโขทัย พักที่พิษณุโลก 1 คืน สุโขทัย 1 คืน เจตนาคือขับรถเที่ยวเล่น และถ่ายภาพตามอารมณ์ ไม่ได้เน้นว่าจะต้องได้ภาพสถานที่สำคัญ โดยโปรแกรมทั้งหมดไม่ได้ตั้งไว้ล่่วงหน้า คิดเพียงว่าจะไปหาเพื่อนซึ่งอยู่ในพิษณุโลกแล้วให้เพื่อนพาเที่ยว

ออกจากกรุงเทพประมาณ 11.00 น. ใช้เส้นทางถนนวิภาวดี ขับตรงไปเรื่อยๆ ผ่านรังสิต ผ่านอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ แล้วก็เลี้ยวขวานิดหน่อย ใช้เส้นทาง 117 ตรงเข้าพิษณุโลก ผมถึงพิษณุโลกตอน 16.00 น. พอถึงตัวเมืองก็หลงทันที ดูแผนที่ตามใบปลิวที่ได้จากโรงแรมแห่งหนึ่ง พอหลงได้สักพัก ก็เลยขับมั่วไม่ใช้แผนที่ มั่วไปถึง วัดใหญ่ หรือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นวัดที่มีพระพุทธชินราชประดิษฐานอยู่นั่นเอง

ถึงที่วัดโทรหาเพื่อนทันที เพราะรู้ว่าเพื่อนเปิดร้านขายของอยู่ในวัด ทักทายกันได้เรียบร้อย เพื่อนปิดร้านพาเที่ยวและพากิน เอาแผนที่ให้เพื่อนดู เพื่อนบอกว่าแผนที่ผิด เซ็งมากๆ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงแรมแห่งนี้ไม่เป็นงานเอาเสียเลย แต่ช่างมัน ยังไงก็เจอเพื่อนแล้ว

วันแรกนี้ไม่ได้ถ่ายรูปเลย เพราะเหนื่อยและสภาพแสงก็ค่อนข้างน้อยแล้ว กินมื้อเย็นในเมือง ไปดูวิวบนเขาอะไรสักอย่าง แล้วก็แวะตะลอนกินขนมในเมืองอีกรอบ

เช้าวันใหม่เพื่อนพาไปซื้อของฝากก่อนเลย เป็นเส้นหมี่ซั่ว ร้านนี้ทำขายทั่วประเทศ ไปเห็นโรงงานแล้วก็ไม่ใหญ่โตเลย ทำเส้นหมี่กันแบบเรื่อยๆไม่เร่ง ไม่รีบ ท่าทางจะมีความสุขดี เส้นหมี่ทั่วประเทศออกจากมือคุณป้าคนนี้ ไม่น่าเชื่อเลย

ออกจากพิษณุโลกมุ่งสู่สุโขทัย แวะกินร้านอาหารในตัวเมืองสุโขทัยก่อน ร้านนี้เป็นร้านอาหารที่มีหน้าตาอาหารที่อลังการดี รสชาดดี สไตล์ร้านก็ดูร่มรื่น เป็นคนรู้จักคนหนึ่งของเพื่อน การมีเพื่อนเป็นเจ้าถิ่นพาเที่ยวมันก็ดีอย่างนี้ ได้กินของดี ไม่ต้องเสียเวลาทดลองเอง เพราะบางร้านที่มีชื่อเสียง ถูกพูดถึงอยู่ในเว็บบอร์ดท่องเที่ยวก็ไม่ได้อร่อยจริง เพื่อนที่อยู่ในพื้นที่เขากินมาหมดทุกร้านแล้ว

ข้าวเกรียบปากหม้อแบบกระทิท่วม จะเป็นของคาว หรือ ของหวานก็ได้ อร่อยดี

ข้าวคลุกกะปิ เสริฟแบบจานใหญ่มาก แค่จานเดียวก็อิ่มแล้ว

ก๋วยเตี๋ยวคั่วหมู ไม่ใช่คั่วไก่แบบที่คุ้นเคย แต่ก็รสชาดคล้ายๆกัน

อิ่มแล้วก็มุ่งหน้าสู่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ไปตามทางที่เพื่อนบอก ถ้าให้ขับรถไปเองรับรองมีหลง เพราะเพื่อนหลงมาแล้วตอนที่มาอยู่ใหม่ๆ

ลักษณะของอุทยานประวัติศาสตร์จะเป็นเมืองเก่า เหมือนอยุธยา เป็นซาก ขับรถเที่ยวชมไปเรื่อยๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเที่ยวเล่นอยู่ในเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ พอบอกเพื่อนว่าเหมือนเมืองโบราณ เพื่อนก็แย้งว่า ที่นี่ไม่ได้เหมือนเมืองโบราณ แต่เมืองโบราณเหมือนที่นี่ คนกรุงเทพชอบทักแบบผมทุกคนเลย

อดีตเป็นยังไงก็นึกไม่ค่อยออก คนไม่ชอบประวัติศาสตร์คงจะรู้สึกว่าไม่สนุก แต่สำหรับคนที่หลงใหล ก็คงจะเพลินกับการเดินดูอย่างละเอียด ผมไม่ใช่คนกลุ่มหลังอย่างแน่นอน

ผมแปลกใจเป็นการส่วนตัวว่าทำไมช่างภาพต้องมาถ่ายภาพเมืองเก่าๆ เมืองโบราณ บ่อยๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าภาพถ่ายโบราณสถานจะเป็นภาพที่สวยเลย มันอาจจะมีคุณค่าในการบันทึกความเป็นไปของชุมชน เมืองและประเทศ แต่ผมไม่เห็นว่าภาพถ่ายโบราณสถานจะเป็นงานศิลปะ แม้จะเป็นช่างภาพแต่ก็ไม่เคยรู้สึกอินไปกับโบราณสถาน

การถ่ายภาพในวันนี้ความพยายามต่ำมาก เดินผ่านเห็นว่าถ่ายแล้วน่าจะสวยก็เลยถ่ายเอาไว้ ไม่ได้พยายามค้นหาความสวยใดๆ ไม่เหมือนเมื่อสิบปีที่แล้วที่สายตามองแล้วมองอีก หัน หมุน เปลี่ยน เดิน วนเวียน ทำทุกอย่างเพื่อค้นห้ามุมที่น่าสนใจ

เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ฝาผนังบางบริเวณเป็นงานปั้นแล้วเอาไปติดผนังไว้ เป็นลักษณะที่แตกต่างไปจากฝาผนังทั่วไปที่ใช้วิธีแกะสลัก เป็นความพยายามอีกระดับหนึ่งของการสร้างความสวยงาม

มื้อเย็นที่สุโขทัยเป็นขนมจีนน้ำยาสารพัด ขนมจีนมีหลายสี เป็นสีที่เกิดจากดอกอัญชัญ แครอท ใบเตย ส่วนน้ำยาก็มีกระทิ ป่า น้ำเงี้ยว แกงไตปลา

กินอิ่มแล้วก็ขับรถไปโรงแรมอีกแห่งในสุโขทัย ตามแผนที่เขาว่าอยู่ใกล้สนามบิน ก็เลยขับตามป้ายสนามบิน เส้นทางเข้าไปค่อนข้างเล็ก ดูแล้วไม่มั่นใจว่าจะขับไปแล้วจะเจอสนามบินจริงไหม แต่สุดท้ายก็เจอ แม้ว่าจะดูเปลี่ยวและไร้ความหวัง แต่ก็เจอจนได้ ขับรถไปจอดที่ลานจอดรถของโรงแรม ดูรอบๆแล้วไม่มีแขกเลย โรงแรมผีรึเปล่าเนี่ย

 

การตกแต่งของโรงแรมก็อยู่ในระดับที่หรูหราและมีความเป็นไทยสูง ตึกสวย ต้นไม้สวย สะอาด ห้องสวย เตียงสวย วิวนอกห้องก็สวย สระว่ายน้ำสวย แต่ไม่มีคนเลย

เช้าตื่นมาก็ลงมากินอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ มีฝรั่งอีกหลายคนกินอยู่แล้ว ก็เลยรู้ว่าเมื่อคืนไม่ได้มีแค่เรา แต่มีฝรั่งด้วย แต่ฝรั่งไม่ได้ขับรถมาเท่านั้นเอง

การตกแต่งต่างๆของโรงแรมก็ดูสบายๆ มีมุมนั่งพัก นั่งอ่านหนังสือค่อนข้างเยอะ สามารถใช้เวลาอยู่ในล็อบบี้ได้หลายชั่วโมงถ้าไม่หลับไปเสียก่อน

หลังจากถ่ายรูปในจุดต่างๆมาเกือบครบแล้วก็แวะเอาของมาเก็บที่รถเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ ก็เห็นว่าน่าจะถ่ายภาพที่มีรถ honda freed คันนี้อยู่ด้วยซักภาพหนึ่งก็เลยตั้งกล้องถ่ายกันเล่นๆ

เดินทางกลับ ออกเดินทางประมาณ 12.00 น. เปิดแผนที่ตามหนังสือแล้วก็หลงอีกครั้ง ต้องอาศัยมือถือ samsung monte ที่มี GPS และ google map ช่วยพาออกมา เพราะถนนหลายเส้นที่ขับผ่านไม่อยู่ในแผนที่ทางหลวง

================================================
บันทึกเกี่ยวกับรถ
Honda Freed
ระยะทางเร่ิมต้น 29832 กิโลเมตร ที่กรุงเทพ เติม E20 เต็มถัง
ไปถึง พิษณุโลก เที่ยวเล่นในเมือง กินข้าว
ระยะทางที่หน้าจอ 30252 กิโลเมตร แวะเติมอีกครั้ง E20 เต็มถัง เติมไป 33.2 ลิตร
ขับไปสุโขทัย เที่ยวเล่นหลายๆจุด แล้วก็พักโรงแรม เดินทางกลับวันรุ่งขึ้น
ระยะทาง 30636 กิโลเมตร เติมน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 ที่พิษณุโลก 31.81 ลิตร
ขับถึงกรุงเทพ
ระยะทาง 30982 กิโลเมตร เติมน้ำมัน E20 ที่ถนนราชพฤกษ์ 22.68 ลิตร

รวมระยะทางที่ขับ 30983-29832 = 1151 กิโลเมตร
ใช้น้ำมันไปทั้งสิ้น 87.69 ลิตร คิดเป็นอัตราสิ้นเปลือง 1151/87.69 = 13.12 กิโลเมตรต่อลิตร

ถือว่าความประหยัดอยู่ในระดับกลางๆ คือ รถยนต์ขนาดกลางก็ควรจะทำอัตราสิ้นเปลืองได้เท่านี้ แม้ว่าจะตัวถังใหญ่ เครื่องยนต์เล็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วๆไปติเอาไว้ ว่าเครื่องเล็กไปไม่สมกับตัวถัง อาจทำให้อืด อาจทำให้เปลืองน้ำมัน แต่ดูจากตัวเลขการใช้งานจริงแล้ว ต้องถือว่าประหยัดน่าพอใจ

จริงๆแล้วถ้าดูว่ารถ freed คันนี้เป็นรถ MPV มันก็ต้องถือว่าเป็น MPV ที่ประหยัดน้ำมันที่สุด เนื่องจากอัตราสิ้นเปลืองที่ได้นี้ คนอื่นๆก็เคยวัดกันไว้ได้ในระดับ 13-14 กิโลเมตรต่อลิตรเช่นกัน ยิ่งไปดูข้อมูลของรถยนต์ที่อู่ติดแก๊สแห่งหนึ่งเคยทดสอบไว้ ข้อมูลของอู่นี้ค่อนข้างหลากหลาย มีรถหลายรุ่นหลายยี่ห้อมาติดตั้งแก๊ส และเจ้าของอู่ก็ทดสอบกับรถทุกคันว่าอัตราสิ้นเปลืองเท่าไร บันทึกไว้หลายรุ่น
ดังนี้
Freed ติดแก๊สทำได้ 14.37 กิโลเมตรต่อลิตร
รถ MPV คันอื่นๆกลับทำได้ต่ำกว่านี้ทั้งสิ้น อย่างเช่น
Fortuner 2.7 ทำได้ 11.12 กิโลเมตรต่อลิตร
alphard ทำได้ 7.4 กิโลเมตรต่อลิตร
estima ทำได้ 8.05 กิโลเมตรต่อลิตร
innova ทำได้ 9.57 กิโลเมตรต่อลิตร
wish ทำได้ 11.17 กิโลเมตรต่อลิตร
crv g3 2000cc ทำได้ 8.87 กิโลเมตรต่อลิตร
crv g2 2000cc ทำได้ 10.78 กิโลเมตรต่อลิตร
crv g1 2000cc ทำได้ 9.39 กิโลเมตรต่อลิตร
proton exora ทำได้ 10.41 กิโลเมตรต่อลิตร
chev captiva ทำได้ 9.76 กิโลเมตรต่อลิตร
suzuki APV ทำได้ 11.94 กิโลเมตรต่อลิตร
ข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองจากรถติดแก๊สได้จาก http://www.ptc-gas.com/

นี่คือความดีของการใช้เครื่องยนต์ 1500ซีซี เครื่องยนต์เล็กๆ ที่ไม่มูมมาม

ถ่ายภาพเม็ดยา

การถ่ายภาพเม็ดยาเป็นงานถ่ายภาพมาโครประเภทหนึ่ง เพราะวัตถุหรือเม็ดยามีขนาดเล็ก จำเป็นต้องใช้เลนส์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้โฟกัสใกล้ๆได้ หรือใช้เลนส์มาโครโดยเฉพาะนั่นเอง เลนส์ที่ใช้ถ่ายภาพครั้งนี้คือเลนส์ canon EF 100 macro ซึ่งเป็นเลนส์คุณภาพสูงตัวหนึ่ง

การถ่ายภาพสินค้าแค่เพียงชิ้นเดียวหรือสองชิ้นเราอาจจะไม่ต้องวางแผนอะไรมากมาย เพราะจัดแสงแล้วก็ถ่ายเพียงแค่ไม่กี่ภาพ แต่การถ่ายสินค้าจำนวนมาก อย่างเม็ดยาสิบกว่าเม็ดจำเป็นต้องมีการวางแผนการถ่ายภาพก่อน มิฉะนั้นลักษณะภาพจะออกมาแตกต่างกันไม่เหมือนงานที่ถ่ายพร้อมกัน ซึ่งสิ่งที่เห็นความแตกต่างได้มากที่สุดคือเรื่องของค่าแสง หรือความสว่างของภาพ

การถ่ายภาพมาโครจะมีเรื่องความสว่างของภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะโฟกัสของเลนส์ การถ่ายภาพของใหญ่ๆที่ปรับแสงพอดีไว้แล้ว พอเปลี่ยนวัตถุที่เล็กลงเราจะต้องปรับระยะโฟกัสใหม่ การเปลี่ยนโฟกัสจะทำให้รูรับแสงของเลนส์เปลี่ยน ถ้าเราไม่ปรับค่าอะไรเลย ภาพที่เคยถ่ายสินค้าช้ินใหญ่แล้วแสงพอดีเมื่อถ่ายภาพสินค้าช้ินเล็กกว่าจะได้สภาพแสงที่มืดลง ยิ่งชิ้นเล็กลงไปมากเท่าไรภาพก็ยิ่งมืดลงเท่านั้น เช่น ถ้าเราถ่ายภาพสินค้าชิ้นใหญ่ที่ค่าแสง F11 ซึ่งให้แสงพอดี พอเราถ่ายของเล็กมากๆ เราอาจจะต้องปรับค่า f เป็น f5.6 เพื่อให้ภาพสว่างเท่าเดิม อาการนี้เรียกว่าเป็นอาการเสียแสง

สิ่งที่ควรเตรียมตัวก็คือ การเรียงลำดับการถ่ายภาพสินค้าแค่ละชิ้นตามขนาด เราจะเลือกจากเล็กไปใหญ่ หรือ ใหญ่ไปเล็กก็ได้ ในการถ่ายภาพชุดนี้ผมเลือกจากเล็กไปใหญ่ แต่โชคดีของงานนี้มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้ค่าแสงไม่เปลี่ยนมาก เพราะไม่ได้พยายามถ่ายภาพให้เต็มเฟรมทุกภาพ แต่เป็นการถ่ายภาพให้เห็นความเล็กและใหญ่ของยาแต่ละเม็ด เรื่องแสงเปลี่ยนหรือเสียแสงในสถานการณ์ของผมจะไม่เด่นชัดมาก แต่การเรียงลำดับก็ยังช่วยในเรื่องการทำงานได้เป็นอย่างดี

เตรียมยาโดยการเรียงลำดับจากเล็กไปใหญ่

ผมเริ่มจากยาเม็ดเล็กสุดก่อน วัดแสงต่างๆให้ได้ระดับที่ต้องการแล้วก็เริ่มถ่ายภาพ ยาเม็ดเล็กจะมีขนาดกินพื้นที่ไม่เยอะมาก

ค่อยๆเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ ขนาดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ภาพอาจจะดูไม่เรียบร้อยเพราะมีสิ่งสกปรกอยู่กับฉาก เนื่องจากเป็นงานทดลองก่อนถ่ายจริงเลยยังไม่ได้เก็บความเรียบร้อย

ภาพสุดท้ายจะเป็นเม็ดใหญ่ที่สุด

พอถ่ายภาพเสร็จเหลือบไปเห็นว่ายาเม็ดที่เรียงลำดับไว้มันก็ดูสวยดี พอเก็บของที่จัดไฟเอาไว้เรียบร้อยแล้วก็กางขาตั้งกล้องมาถ่ายภาพที่เรียงเม็ดยาเอาไว้อีกภาพ คิดว่าน่าจะเอาไปใช้งานได้ในโอกาสต่อไป

รับงานถ่ายภาพที่พัทยา ไปๆกลับๆ

สัปดาห์ที่แล้ว พี่ที่รู้จักท่านหนึ่งโทรมาถามเรื่องถ่ายภาพ ต้องการให้ไปถ่ายภาพงานสัมมนางานหนึ่ง ตัวงานจัดสามวัน มีวันที่ต้องการถ่ายรูปเน้นๆ 1 วัน คือวันแรก ซึ่งเป็นการประชุมบนเรือยอร์จ ตามกำหนดการคือต้องถ่ายภาพวันศุกร์ 9.00 น. เป็นต้นไป เพราะเรือจะออก 10 โมง

ผมไปถ่ายภาพเองไม่ได้ เพราะติดงาน แต่ก็รับงานไว้ เพราะวางแผนการถ่ายไว้แล้วว่าจะต้องใช้ช่างภาพสองคน ก็เลยติดต่อเพื่อนสองคน โชคดีที่เขาว่าง (ยอมโดดงานอื่นมารับงานนี้) ภาพที่ถ่ายจะต้องเอามาปริ๊นท์ด้วยเครื่องพิมพ์ขนาดเล็ก และเอาภาพพิมพ์ไปทำเป็นปกสมุดโน้ต และหลังจากวันแรก จะมีการถ่ายภาพที่ระลึกเพื่อติดกับการ์ดใบหนึ่งด้วย สรุปคืองานมีสองแบบ

สมุดโน๊ตเป็นลักษณะเข้าเล่มด้วยห่วงเหล็ก วันก่อนงานผมเตรียมไส้ในสมุดโน้ต และปกหลัง ทำการเจาะรูให้พร้อมสำหรับทำเล่มไว้แล้ว รอแค่ภาพปกมาประกบเท่านั้น ผมยกเครื่องเจาะรูและเข้าเล่มห่วงไปที่งานด้วย เตรียมกระดาษปริ๊นท์รูปไป 5 กล่อง เพราะคาดว่าจะมีการทำสมุด 100 เล่ม และเผื่ออีก 400 สำหรับการถ่ายภาพติดการ์ดเป็นที่ระลึก ตัวกระดาษการ์ดผมพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดิจิทัล fujixerox 700 เตรียมก่อนงาน 12 ชั่วโมง

วันศุกร์เช้ามืด ผมนัด 05.30 น. ที่บ้านผม เพื่อนมากันครบสองคน ออกเดินทางไปพัทยา แวะกินข้าวที่ปั๊มน้ำมัน 08.00 น. ผมกับเพื่อนอีกสองคนก็ขนของลง ณ จุดทำงาน อธิบายวิธีการทำงาน และนัดแนะกับเจ้าภาพเรียบร้อย แล้ว 9.00 น. ผมก็ออกมาจากพัทยา กลับมาที่ทำงานเพื่อทำงานอื่นๆต่อ และกลับมาทำการ์ดติดภาพอีกชุดหนึ่ง เพราะเพิ่งจะนึกออกว่า ต้องมีการ์ดสองแบบ ผมเตรียมไปแค่แบบเดียว

ปล่อยเพื่อนทำงานตอนกลางวันไป ผมเตรียมของเพิ่มเติมที่กรุงเทพ ให้เพื่อนพักที่พัทยา 1 คืน วันรุ่งขึ้นสิบโมงผมก็เดินทางไปพัทยาอีกรอบหนึ่ง ไปถึงเกือบบ่ายโมงเพราะรถติดที่ถนนบายพาส ถนนก็ดี แต่รถยังติด รถบรรทุกไม่เคยเจียมตัว ถนนสี่เลนส์มันเล่นวิ่งกันสามเลนส์ เหลืออีกเลนส์ให้รถเก๋ง รถกระบะวิ่ง มันก็เลยติด

ไปถึงก็ไปช่วยเพื่อนทำงานนิดหน่อย ถ่ายภาพที่ระลึกจำนวนไม่เยอะ แต่ก็มีคนมาถ่ายอยู่เรื่อยๆ ผมอยู่ช่วยจนถึงค่ำ แล้วก็ขนของกลับ แวะกินข้าวข้างทาง ออกจากพัทยาสามทุ่ม ถึงบ้านห้าทุ่ม หลับสนิทเลย

ทดสอบ macbook air 11 นิ้ว ภาค 2

ผมใช้เครื่อง macbook air มาประมาณ 1 สัปดาห์ เป็นการใช้งานที่รู้สึกดี เพราะมันเร็วถูกใจ ความเร็วจากการเปิดเครื่องปิดเครื่อง เปลี่ยนโปรแกรมทำได้ดีโดนใจ มันเป็นจุดเด่นจากการที่ใช้ตัวเก็บข้อมูลแบบ SSD และความดีความชอบจากระบบบัสที่เร็ว สิ่งที่จะเป็นจุดอ่อนของ macbook air ที่ใช้ความเร็วซีพียูแค่ 1.4Ghz ก็คือการประมวลผลหนักๆ เพราะการประมวลผลจะใช้ความสามารถของซีพียูเป็นหลัก ผมก็เลยลองให้มันประมวลผลภาพสักชุดหนึ่ง

ผมเตรียมไฟล์ภาพชนิด Raw ถ่ายด้วยกล้อง eos 5d ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล แล้วทำการแปลงไฟล์ raw ให้เป็น jpg ด้วยโปรแกรม digital photo professional หรือ dpp รุ่น 3.8 ของ canon โดยผมจะทำการสั่งให้แปลงไฟล์จำนวน 10 ไฟล์แล้วดูเวลาที่มันสร้างไฟล์ JPG ออกมา ว่าภายในเวลา 1 นาที macbook air 1.4Ghz หน้าจอ 11 นิ้วตัวนี้ทำได้กี่ไฟล์ ผลลัพธ์เป็นไปตามภาพ นั่นคือ ในเวลา 1 นาทีมันสามารถทำได้ 5 ภาพ

สรุปว่าความสามารถการแปลงไฟล์เป็นสัดส่วนตามความเร็วของซีพียู core2duo รุ่นอื่นๆ เพราะเครื่อง mac mini ความเร็ว 2.0Ghz ผมสามารถแปลงไฟล์ได้ประมาณ 7 ภาพต่อนาที และ macbook pro ความเร็ว 2.2Ghz ผมทำได้ประมาณ 9 ภาพต่อนาที

palio ปาลิโอ เขาใหญ่ สวยแต่รูปจูบไม่หอม

วันที่กรุงเทพเร่ิมมีอากาศเย็นสบาย คล้ายๆว่าหน้าหนาวมาถึงแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นลมหนาวแท้ๆ หรือเป็นความเย็นจากภาวะน้ำท่วมเกือบทั่วประเทศ ผมก็เลยแวะไปเดินเล่นที่ ปาลิโอ สถานที่ช็อปปิ้งแห่งใหม่ที่สีสันสวยบาดใจ ณ เขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติที่เป็นมรดกโลก

ระหว่างทางเลี้ยวเข้าไปในเขาใหญ่ ก็เห็นการทำถนนสองข้างทาง ผมเคยได้ยินข่าวว่ามีข้าราชการหวังดีถางป่าริมถนนเพื่อขยายถนนให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ ผมไม่รู้ว่าจุดที่เห็นเป็นจุดที่เป็นข่าวหรือไม่ ขับรถผ่านบริเวณสองข้างทางที่มีร่องรอยและกำลังก่อสร้าง ก็นึกไปตามเหตุการณ์ ถามคำถามอยู่ในใจ ใครกันที่ อยากได้ถนนกว้างๆ นักท่องเที่ยวแบบไหนอยากได้ถนนมากกว่าป่า ถ้าถนนกว้างกว่าที่เห็น มันก็อาจจะกลายเป็นแนวจอดรถ สุดท้ายก็วิ่งกันเลนเล็กๆอยู่ดี

ร้านค้า รีสอร์ท โรงแรม ร้านอาหาร สนามกอล์ฟ ก็มีตลอดสองข้างทาง พอไปถึง ปาลิโอ ผมไปครั้งนี้เป็นครั้งแรก ผมไม่เห็นป้ายแสดงชื่อเลย เห็นแต่ว่าเป็นตึกสีสันสวยดี แต่ไม่เห็นป้ายบอกว่าถึงปาลิโอแล้ว เกือบจะขับเลยไปซะแล้ว

เลี้ยวเข้าไปมีที่จอดรถบริการ คิดคันละยี่สิบบาท เป็นราคาที่ไม่แพง เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะจะได้ทำให้มีเงินไปจ้างพนักงานมาดูแล มาโบกรถ มาอำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่นี่ยังไปไม่ถึงระดับนั้น เพราะผมก็ไม่เห็นว่าจะมีพนักงานมาอำนวยความสะดวกเลย หาที่จอดกันเอง มีน้ำขังนิดหน่อย ไม่น่าจะเป็นเพราะน้ำท่วม น่าจะเป็นเพราะการก่อสร้างบางส่วนกำลังดำเนินอยู่ การระบายน้ำบางจุดก็เลยยังไม่เรียบร้อย ผมจอดรถอยู่บริเวณที่เปียกน้ำนิดหน่อย ไม่เป็นไร เพราะรถไม่ได้ล้างมาหลายวันแล้ว

ตึกสวยมาก สวยชวนถ่ายรูป ผมได้รูปสีสวยเยอะดี แต่ก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากภาพที่เห็นตามอินเทอเน็ต นอกจากตึกที่จัดวางให้ดูสวยแล้ว คนมาเที่ยวเยอะมาก คนเยอะจนผมรู้สึกว่าผมไม่อยากเที่ยวที่นี่เลย แต่ละคนเดินดู เดินถ่ายรูป ไม่เห็นมีใครซื้อของเลย ผมรู้สึกสงสารคนขายของในนี้อยู่เหมือนกัน เพราะผมก็เดินดู ไม่ได้ซื้อของอะไร

โปสการ์ดใบละห้าสิบบาท ผมซื้อไม่ลงเลย ของกินต่างๆไม่ได้ถามราคา แต่ผมก็เลือกกินร้านสเต๊ก เพราะเห็นว่าเป็นร้านที่ไม่มีคนเข้าเลย น่าจะสงบดี รสชาดอาหารอร่อยมาก เป็นสต๊กหมูที่เนื้อแน่นนุ่มกำลังน่ากิน ผมไม่เคยกินเนื้อสภาพแบบนี้เลยในกรุงเทพ ราคาอาหารในร้านนี้เฉลี่ยประมาณ 150-200 บาทต่อจาน

ก่อนจะแวะกิน ผมเดินเล่นเพื่อถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย เดินไปดูบริเวณฟู้ดเซ็นเตอร์ กะว่าจะไปดูร้านขายอาหารของเพื่อนที่เขามาเช่าพื้นที่ขายเอาไว้ เพื่อนผมขายขนมจีน แต่ก็หาไม่เจอว่ามีร้านไหนขายขนมจีน เลยถามพนักงานที่นั่งเฝ้าอยู่ในฟู้ดเซ็นเตอร์ ถามเขาไปว่า “ที่นี่มีฟู้ดเซ็นเตอร์กี่จุดครับ” เพราะหาร้านเพื่อนไม่เจอ ก็คิดว่าอาจจะอยู่จุดอื่น พนักงานตอบมาว่า ก็มีที่นี่ที่เดียวแหละ แล้วก็มีร้านอาหารข้างๆเป็นสเต๊ก ไม่มีหางเสียง หน้าตาบอกบุญไม่รับ ผมฟังแล้วรู้สึกว่า ถ้าผมเป็นคนดูแลที่นี่ผมอยากจะไล่พนักงานคนนี้ออกทันที ณ วินาทีนี้เลย เอาคนแบบนี้มาเฝ้าได้ไง ไร้มารยาทแบบนี้น่าจะเอาไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่ต้องพูด ช่างมัน ช่างมัน ช่างหัวมัน

อากาศเย็นสบายทำให้การเดินเล่นไม่หงุดหงิด แต่จำนวนคนเยอะแบบนี้ผมไม่อยากมารอบสองแล้ว ประเทศเรามันขาดแคลนแหล่งท่องเที่ยวกันขนาดนี้เลยหรือ ที่นี่ทำตึกได้สวยแปลกตาจริงผมยอมรับ แต่มันก็เป็นแค่ของทำปลอมขึ้นมา มันไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ ไม่ได้เป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ได้มีความหมาย ไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้อยากรู้ แค่ก้อนหินก้อนปูนสะท้อนแสงแดดมาเข้าตาได้เท่านั้นเอง ความขุ่นมัวทั้งหมด มันมาจากพนักงานฟู้ดเซ็นเตอร์คนนั้นคนเดียวจริงๆ

ภาพสีสันสวยๆที่ผมถ่ายมา ผมหมดอารมณ์อยากเอาขึ้นเว็บไปซะแล้ว ไม่อยากเป็นอีกแรงที่ช่วยโปรโมทปาลิโอ ถ้าไม่ใช่เพราะมีรูปแฟนอยู่ในภาพ ผมก็คงลบทิ้งไปแล้ว เซ็งอย่างแรง

ถ้ามีใครสักคนชวนผมไปปาลิโออีกที ผมจะเลือกไปเดินเล่นวัดพระแก้ว วัดเบญจมบพิตร และตึกเก่าๆในเกาะรัตนโกสินทร์แทน ปล่อยให้คนชวนไปถ่ายที่ปาลิโอให้พอ แล้วค่อยนัดเอารูปมาแบ่งกันดู ผมมั่นใจว่าภาพที่ผมได้ จะมีความหมาย มีคุณค่า มากกว่า รวมไปถึงอาหารที่หลากหลาย และราคาย่อมเยากว่า

ถ่ายรูปพระเครื่องตอนที่ 2

หลังจากที่ถ่ายรูปเหรียญพระแบบโลหะมันวาวไปแล้วในตอนทีึ่ 1 ผมก็พบว่าภาพเหรียญโลหะมันคมชัดดี แต่สีสันไม่ไม่เหมือนการมองด้วยตาเปล่า โลหะจะมีความมัน และความมันก็สะท้อนกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆจนเห็นเป็นสีดำ ผมเข้าใจว่ามนสะท้อนกับเพดานด้านบน ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่โดนแสงแฟลช ทำให้มันได้ภาพสะท้อนมืดๆอยู่บนผิวโลหะ เลยมองเห็นเหมือนเป็นสีเข้มๆดำๆ

อย่างภาพตัวอย่าง ตรงกลางเหรียญควรจะเป็นโทนสีเหลือง กลับกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ เป็นปัญหาเงาสะท้อนชนิดหนึ่ง ใครที่ไม่เคยเห็นขั้นตอนการถ่ายภาพวัตถุมันวาวจะไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร ต้องให้คนที่เคยถ่ายภาพมาอธิบายถึงจะรู้ที่มาที่ไป ตอนผมหัดถ่ายภาพกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านก็อธิบายหลักการถ่ายภาพวัตถุมันวาวเอาไว้ นั่นคือจะต้องถ่ายในมุ้ง หรือในเต๊นท์

ผมวิเคราะห์ว่า การมีเต๊นท์หรือมุ่งมาคลุมวัตถุมันวาวเอาไว้ จะทำให้ภาพของผนังเต๊นท์ไปปรากฏอยู่บนผิววัตถุ การมีพื้นที่สีขาวเยอะๆไปสะท้อนให้เกิดภาพบนผิดของวัตถุมันวาวจะทำให้สีที่ปรากฏขึ้นเป็นการผสมระหว่างผิววัตถุกับผนังเต๊นท์ ดังนั้นถ้าเราทำให้วัตถุอยู่ในพื้นที่ห้อมล้อมด้วยสีขาวทั้งหมด ภาพสะท้อนก็จะเป็นสีขาว ก็คือเป็นการทำให้สีของวัตถุสว่างขึ้นนั่นเอง อย่า อย่าเพิ่ง งง

ผมไม่มีเต๊นท์ ก็เลยอาศัยว่าถ่ายในขวดน้ำผ่าครึ่ง เหมือนตอนที่แล้ว แต่เพิ่มเติมการปิดด้านบนด้วยกระดาษขาวมาคลุมไว้ ผมติดกระดาษขาวเข้าไปกับเลนส์ แล้วก้มลงไปถ่ายภาพในขวด กระดาษแผ่นจะทำหน้าที่เหมือนฝากระป๋อง คลุมกระป๋องเอาไว้ทั้งหมด ทำให้วัตถุเหมือนอยู่ในเต๊นท์

ซึ่งก็จะให้ผลลัพธ์เป็นแบบภาพนี้

แบ็คกราวน์ไม่เหมือนเดิมเพราะวางกระดาษแข็งลงไปบนพื้นด้วย

doctor portrait

มีงานด่วนให้ไปถ่ายภาพคุณหมอ เป็นคลีนิคเกี่ยวกับแอนไทเอจจิ้ง หรือ คลีนิคชะลอความแก่ ใครไม่อยากแก่ต้องแวะมาใช้บริการคลีนิคประเภทนี้

ได้รับการติดต่อตอนสามทุ่ม วันรุ่งขึ้นก็ไปถ่ายเลย ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นการรอคุณหมอซะมากกว่า อุปกรณ์ที่เตรียมไปก็มี กล้อง canon 5d เลนส์ tamron 28-75 f2.8 ตัวส่งสัญญาณแฟลชไร้สาย แฟลชสองตัวเป็น nikon sb-25 และ sb-26 ขาตั้งแฟลช 2 ตัว ขาตั้งกล้อง manfrotto และร่มสีขาว 2 ตัว

สาเหตุที่ใช้แฟลชนิคอนก็เพราะว่า แฟลชของนิคอนมีระบบ stand by ที่ฉลาดกว่า ก็คือ เมื่อไม่ได้ใช้งาน 1 นาที แฟลชก็จะเข้าสู่โหมด stand by และเมื่อกดสั่งให้แฟลชทำงานอีกครั้ง แฟลชก็จะติดขึ้นมาทันที ไม่เหมือนแฟลของ canon ที่เข้าโหมด stand by แล้วจะต้องปิดและเปิดใหม่เท่านั้น ไม่สามารถกระตุ้้นด้วยคำสั่งยิงแฟลขได้

ภาพที่ถ่ายภายในห้องตรวจจะไม่ใช้ร่มร่วมด้วย เพราะว่าสภาพห้องค่อนข้างแคบ แต่ผนังและเพดานเป็นสีขาว เลยใช้ยิงสะท้อนเข้ากับกำแพงแทน ซึ่งก็ให้คุณภาพแสงที่พอใช้ได้

จากนั้นก็ออกมาถ่ายด้านนอก

มาเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วน
ในห้องที่ถ่ายภาพเดี่ยวทีละคน จัดแสงโดยการใช้แฟลชสองตัวยิงเข้าผนังฝั่งตรงข้ามกับแบบทั้งหมด

ตอนถ่ายผมยืนหันหลังให้กับจอทีวี แบบอยู่ด้านหน้าผม ไฟจะสะท้อนผนังแล้ววิ่งเข้าสู่แบบเหมือนกับเป็นการจัดไฟซ้ายและขวา ยิง 45 องศาเข้าไป

ถ่ายรูปพระเครื่อง

การถ่ายรูปพระเครื่องถือเป็นงานถ่ายภาพมาโครประเภทหนึ่ง หลักการถ่ายภาพแนวมาโครก็มีรูปแบบที่ค่อนข้างชัดเจน คือใช้เลนส์มาโคร ใช้ขาตั้ง ใช้ระบบแฟลชเพื่อความสะดวก จะถ่ายตอนกลางวันหรือกลางคืน แสงของสภาพแวดล้อมก็จะไม่มีผลต่อภาพ

โจทย์การถ่ายภาพพระเครื่องโดยเฉพาะเหรียญโลหะมันวาวเป็นโจทย์ที่เพื่อนคนหนึ่งให้ไว้ เพราะว่าที่ผ่านมามีปัญหาว่าเขาไม่สามารถถ่ายให้ภาพชัดและสีสวยได้ ผมฟังแล้วก็นั่งนึกถึงวิธีการจัดแสง พอรับปากได้ตัวอย่างเหรียญโลหะมา ก็เอามาลองจัดไฟตามแบบที่เคยนึกเอาไว้

การถ่ายของมันวาวควรจะถ่ายในสภาพที่มีวัสดุสีขาวห่อหุ้มเอาไว้ ผมเลยนึกถึงขวดพลาสติกขนาดใหญ่ เนื้อขาวขุ่น เอามาตัดด้านบนออกแล้วก็ยิงแสงแฟลชเข้าไปด้านข้างขวด วัตถุที่อยู่ในขวดก็จะได้แสงสว่างที่นุ่มนวล กล้องถ่ายภาพจะถ่ายจากด้านบน เพื่อบันทึกภาพในแนวดิ่ง ซึ่งเป็นภาพที่จะให้รายละเอียดของพระเครื่องหรือเหรียญโลหะที่ครบถ้วน นึกแล้วก็จัดสภาพตามนี้

ตัวเลนส์ใช้ ef100 macro f2.8 แฟลชใช้ nikon sb25 และ sb26 ส่งสัญญาณแฟลชด้วยทริกเกอร์ไร้สาย ค่าแสงที่ลองถ่ายอยู่ที่ f16 ความเร็วชัตเตอร์ 1/125 วินาที ตอนถ่ายภาพก็ค่อนข้างยาก เพราะว่ากล้องต้องวางในแนวดิ่ง เลนส์ชี้ลง แบบนี้ต้องใช้ขาตั้งราคาแพงเท่านั้น เพราะขาตั้งราคาถูกไม่สามารถจัดระนาบกล้องให้ถ่ายแนวดิ่งได้ ภาพออกมาตามนี้

ลองเอากระดาษมารองด้านหลังของวัตถุดู เพื่อเพิ่มฉากหลังให้มีลวดลายอื่่นๆแทนที่จะเป็นเนื้อพลาสติก

ผมดูภาพแล้วก็ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แม้ว่าความคมชัดของภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ชัดเพียงพอ แต่สีสันยังไม่สวย ยังไม่สามารถบอกว่าภาพนี้เป็นภาพที่สวยได้ เลยลองจัดแสงแบบอื่นดูบ้าง ก็เลยหาอุปกรณ์ใกล้ตัวชิ้นอื่นๆที่น่าจะพอใช้ได้มาลองดู ก็เลยลองกับ ring flash ดู

การใช้ Ring flash จะต้องให้เลนส์ถ่ายภาพอยู่ในพื้นที่ของวงแหวน ผมก็เลยจัด ring flash ไปต่อกับแฟลช nikon sb-25 แล้วใช้ตัวทริกเกอร์เป็นตัวส่งสัญญาณ วางวงแหวนไว้ในแนวราบ เวลาถ่ายจะต้องเอาเลนส์ไปสอดไว้กลางวงแหวน

ภาพที่ได้เป็นแบบนี้

ภาพจาก ring flash มันดูดีขึ้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะฉากหลังเป็นสีเขียว หรือลักษณะแสงมันช่วยให้ดูดีกว่าแบบวางในขวดพลาสติก แต่ก็จำหลักการเอาไว้เพื่อใช้ถ่ายภาพชิ้นอื่นๆต่อไป

ทดสอบ ring flash ราคาประหยัด

Ring Flash คือตัวกระจายแสงแฟลชแบบวงแหวน มีแสงออกจากตัวมันโดยรอบ การใช้งานก็ต้องวางวงแหนวไว้รอบเลนส์ถ่ายภาพ ลักษณะการใช้ Ring flash ได้รับความนิยมมาจากการถ่ายภาพฟัน ถ่ายภาพช่องปาก แล้วก็เลยเถิดมาสู่การถ่ายภาพมาโคร และก็มาถึงการถ่ายภาพบุคคล

Ring Flash ที่ทดสอบในบทความนี้เป็นรุ่นของเทียม คือมันเป็นเพียงวงแหวนสะท้อนแสงภายใน แหล่งกำเนิดแสงจะต้องเป็นแฟลชอีกตัวหนึ่ง ตัวมันเองมีหน้าที่บังคับทิศทางแสงเท่านั้น ซึ่ง Ring flash ของแท ตัววงแหวนมันจะต้องเปล่งแสงจากตัวเองได้เลย แต่มันก็จะมีราคาแพงมาก ยิ่งวงแหวนใหญ่ ยิ่งแพง Ring flash แบบอนาถาเลยเป็นเพียงวงแหวนกระจายแสงเท่านั้น ซึ่งคุณภาพก็จะด้อยกว่าของแท้ แต่มันก็พอใช้ศึกษา พอใช้งานทั่วๆไปได้บ้าง

ภาพโชว์ตอนมันทำงานผมติด Ring Flash ไว้กับ Flash ของ nikon แล้วก็รับสัญญาณแฟลชจากทริกเกอร์หรือตัวส่งสัญญาณแบบไร้สาย

ตอนทดสอบการใช้งานแบบปกติจะต้องติดแฟลขบนกล้อง และ เอา Ring flash ล้อมรอบเลนส์เอาไว้ เวลาถ่ายภาพวัตถุจะทำให้ไม่มีเงาอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับแฟลชแบบปกติ แต่พอใช้งานจริงๆแล้ว ภาพจาก ringflash มันกลับทำให้มีเงาทั้งสองข้าง แต่เป็นเงาที่จางลง ซึ่งสามารถทำให้หายไปได้ถ้าเลือกให้ความไวชัตเตอร์ต่ำพอจะให้แสงรอบข้างมันสว่างจนลดผลของเงาได้ ยิ่งอธิบายก็ยิ่งงง เอาเป็นว่า ลักษณะเงาของ ring flash มันจะแตกต่างไปจากปกติ และมันเป็นรูปแบบที่เหมาะกับภาพที่ต้องการรายละเอียดของวัตถุเป็นหลัก

ลองหันไปถ่ายแฟลชติดทริกเกอร์บนขาตั้ง ถ่ายแบบวัดแสงให้อันเดอร์นิดหน่อย จะเห็นว่าฉากหลังมืดๆจะทำให้เห็นเงาของแฟลชอยู่ทั้งสองด้านของวัตถุ ส่วนวัตถุได้รับแสงพอดีจาก ring flash

การจะลดเงาฉากหลังลงก็ปรับค่าการรับแสงของกล้องให้พอดี หรือ วัดแสงโอเวอร์นิดหน่อย บางคนอาจจะเรียกว่าเป็น fill in คือใช้แสงแฟลชและแสงธรรมชาติในระดับพอดีทั้งหมด ภาพก็จะเป็นแบบนี้

หันไปถ่ายชั้นวางของ

ถ่ายรูปบล็อกปั็มไดคัท ลักษณะแสงแฟลชจะส่องไปทั้งซ้ายและขวา ทำให้ไม่เกิดเงาดำ แต่ก็จะเห็นเป็นเงาจางๆแทน

ลองเทียบลักษณะแสงกับแฟลชธรรมดา โดยแฟลชทั้งคู่ติดบนขาตั้ง รับคำสั่งจากทริกเกอร์ ภาพนี้แฟลชวางหันเข้ากำแพง ระดับกำลังไฟสว่างมากทำให้ดูไม่รู้ว่าลักษณะการกระจายแสงของมันเป็นอย่างไร

ปรับรูรับแสงของกล้องให้แคบลง จะเห็นว่าแฟลชปกติ กับ ring flash มีลักษณะการกระจายแสงไม่เหมือนกัน และถ้าดูให้ละเอียดอีกนิดจะสังเกตว่า สีที่วิ่งออกจาก ring flash มันจะติดสีแดงอย่างเห็นได้ชัด การเอาไปใช้งานควรจะต้องคำนึงถึงความเพี้ยนของสีให้ดีด้วย

เอามือไปวางไว้หน้าแฟลชปกติแล้วถ่ายภาพ

เอามือไปวางไว้หน้า ring flash

พอลอง ring flash เสร็จ เลยถือโอกาสลองแฟลชในแบบปกติด้วย แล้วปรับตั้งเพื่อหาความแตกต่างหลายๆแบบ อย่างเช่น ภาพนี้ ด้านซ้ายปรับระยะซูมหน้าแฟลชไว้ที่ 24mm ส่วนด้านขวาตั้งค่าซูมแฟลชไว้ที่ 85mm ผลก็คือด้านซ้ายวงกว้างกว่า แสงกระจายตัวกว้างกว่า และให้ความสว่างต่ำลง ส่วนด้านขวาซูมเยอะหมายถึงรวมแสงเข้าด้วยกัน การกระจายตัวก็จะแคบกว่า แสงที่บีบมารวมกันก็จะทำให้สว่างกว่า

สรุปแล้ว Ring Flash เป็นลักษณะการใช้แฟลชที่เน้นการถ่ายเพื่อเก็บรายละเอียด ส่วนลักษณะเงาที่เกิดขึ้นก็ถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งอาจจะไม่ได้ถูกใจอย่างที่คิดไว้ แต่ก็ดีกว่าการใช้แฟลชแบบปกติเพื่อถ่ายวัตถุ เพราะเงาดำจะจางลงไปเยอะเมื่อใช้ ring flash

อุปกรณ์เก่าเก็บไม่ค่อยได้ใช้

ตั้งแต่หัดถ่ายรูปมา ตอนนี้ก็ครบสิบปีแล้ว มีของที่ทะยอยซื้อหลายชิ้น บางอย่างก็พังไปแล้ว บางอย่างมีขายออกไปบ้าง ตอนนี้ก็เลยเอามาถ่ายภาพเก็บเป็นข้อมูลไว้ เพราะตั้งใจจะทะยอยขายออกไปเหมือนกัน


ตะแกรงล้างฟิล์ม และแท้งค์ล้างฟิล์ม เป็นของคู่บุญกับงานขาวดำ ใครจะถ่ายภาพขาวดำต้องทำเอง ต้องล้างเอง อุปกรณ์พวกนี้เป็นของจำเป็นไม่แพ้กล้องและเลนส์


เลนส์ sigma 24-70 f2.8 เป็นเลนส์ซูมระยะ 24-70 รุ่นแรกของโลก ออกมาก่อนยี่ห้อหลักเสียอีก เป็นเลนส์ที่ได้มือสองมา เคยซ่อมไปครั้งหนึ่ง ถึงทุกวันนี้มันทำเงินได้เกินค่าตัวไปหลายสิบเท่าแล้ว มันเป็นกำลังหลักของการรับงานของผมในสมััยที่ยังใช้ฟิล์มถ่ายภาพอยู่ พอเป็นยุคดิจิทัลก็ไม่ค่อยได้ใช้อีกเลย


เลนส์ซูม 35-70 f3.3-4.5 nikon เป็นเลนส์ซูมตัวเล็กคุณภาพสูง เลนส์ตัวนี้ซื้อมาพร้อมกล้อง สมัยน้องชายเริ่มเรียนถ่ายภาพ ผมพาน้องไปซื้อที่มาบุญครองเอง ตอนซื้อ กล้องหมื่นสอง เลนส์ตัวนี้หกพัน ยุคนั้นไม่มีกล้องดิจิทัล ผ่านมาถึงวันนี้ กล้องฟิล์มแทบจะเลิกใช้ไปแล้ว ทุกวันนี้ก็จับคู่กับกล้องฟิล์มตัวเดิม นานๆเอาออกมาใช้สักที สเป็คเลนส์ตัวนี้จะมีคล้ายๆกันหลายตัว บางตัวเป็นบอดี้พลาสติกน้ำหนักเบา ตัวที่ผมมีอยู่เป็นเหล็กค่อนข้างหนัก เรียกว่าเป็นของดีก็พอได้แหละ เวลาติดอยู่บนตัวกล้องแล้วก็ดูดีเหมือนกัน


แฟลช vivitar เป็นแฟลชยี่ห้ออิสระ ออกแบบมาให้ใช้กับกล้องได้ทุกยี่ห้อ เป็นแฟลชระบบแมน่วล และมีอ้อโต้สองระดับ เวลาจะใช้ต้องคำนวณระยะทาง ความไว รูรับแสงควบคู่กัน กว่าจะได้ค่าแสงที่พอดีต้องคิดเยอะมาก แต่สมัยใหม่มีแฟลชระบบไฮเทคที่ช่วยให้การใช้แฟลชง่ายกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่ได้ระดับแสงที่ต้องการจริงๆเท่ากับระบบแมน่วล การใช้งานแฟลชเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ และต้องใช้เวลามากกว่าการหัดใช้กล้องเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นแฟลชกระจอกระดับไหนก็ตาม ทักษะการใช้แฟลชเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน หนังสือเกี่ยวกับการใช้งานแฟลชหายากมาก หนังสือที่ดีที่สุดที่ผมเคยอ่านตอนนี้ไม่สามารถหาซื้อได้แล้ว จากวันที่เริ่มเรียนรู้แฟลชจนผ่านมาสิบปี ไม่มีหนังสือเกี่ยวกับแฟลชที่ดีให้เห็นอีกเลย ไม่รู้ว่าเพราะไม่มีคนคิดจะเขียน หรือ เป็นเพราะไม่มีใครอยากอ่านเลยไม่มีใครอยากจะเขียน


เลนส์ nikon 135 f2.8 เป็นเลนส์แมน่วลเทเลโฟโต้ราคาประหยัด คุณภาพดีมาก ได้มือสองมาจากร้านแถวเจริญกรุง ใช้กับฟิล์มได้สนุกมาก อารมณ์ถ่ายภาพด้วยฟิล์มเป็นอารมณ์ที่หาทดแทนไม่ได้จากระบบดิจิทัล การได้เลนส์และฟิล์มดีๆจะทำให้ภาพออกมาดีเลิศเลอน่าหลงไหล เลนส์ตัวนี้ให้ภาพสวยที่สุดเท่าที่กล้องแมน่วลจะมีให้ได้ ของที่ดีกว่านี้ก็มี แต่ว่าราคามันก็จะสูงขึ้นมาหลายเท่า ถ้าจำกัดงบ เลนสตัวนี้จะกลายเป็นเดอะเบสท์ และด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่โต สามารถใช้กระเป๋ากล้องสำหรับ SLR แบบที่เล็กที่สุดได้ไม่มีปัญหา

ถ่ายภาพสินค้าตัวอย่างเอาไปทำอาร์ตเวิร์ค

ผมกำลังทำงานโปรโมทหน่วยงานแห่งหนึ่งอยู่ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโรงพิมพ์เป็นหลัก จำเป็นต้องถ่ายรูปตัวอย่างงานที่เป็นบรรจุภัณฑ์หลายรูปแบบ ทางผู้สนับสนุนข้อมูลได้ให้ตัวอย่างบรรจุภัณฑ์มาให้ผมเอาไว้ใช้ประกอบการทำเอกสาร ก็เลยจำเป็นต้องถ่ายรูปเก็บไว้

เท่าที่ดูของมาเป็นกล่องใหญ่สองใบ แต่ละใบมีกล่องเล็กกล่องน้อยอยู่เต็มไปหมด ผมเห็นกล่องที่ขนมาแล้วก็ไม่อยากนับว่ามีอยู่เท่าไหร่ และก็เลื่อนวันที่จะถ่ายภาพทั้งหมดไปเรื่อยๆเพราะว่าติดธุระอย่างอื่นอยู่หลายอย่าง

ผมประเมินคร่าวๆแล้วว่างานนี้ต้องถ่ายภาพเยอะ และก็เป็นการถ่ายภาพแบบไม่มีค่าตัวเสียด้วย ก็เลยเลือกที่จะถ่ายแบบง่ายที่สุดและใช้เวลาให้น้อยที่สุด และใช้เวลาในวันหยุดสักช่วงหนึ่งถ่ายเก็บทั้งหมด ก็เลยเป็นวันนี้ วันเลือกตั้ง สก. สข. ผมไปหย่อนบัตรเลือกตั้งเสร็จแล้วก็มาเตรียมของที่จะถ่ายภาพ

ผมเซ็ทอัพกล่องและไฟสำหรับถ่ายภาพในแบบที่คุ้นเคย ผมแฟลชดวงเดียวสำหรับการถ่ายภาพครั้งนี้ โดยจัดให้ไฟส่องจากด้านข้างกล่อง ให้ฝาบนและฝาข้างของกล่องได้รับแสงจากแฟลชไปพร้อมๆกัน ซึ่งจะให้ผลของภาพค่อนข้างสวยในสายตาของผม คือแสงที่ตกกระทบวัตถุจะมีน้ำหนักบนและข้างไม่เท่ากัน ส่งผลให้ภาพดูมีมิติตื้นลึก

ผมใช้แฟลชนิคอน sb-25 ต่อกับตัวรับสัญญาณแฟลชแบบคลื่นวิทยุ หรือ ทริกเกอร์ เปิดกำลังไฟเพียง 1/8 ของกำลังไฟทั้งหมดเพื่อให้แฟลชสามารถยิงแสงได้ต่อเนื่องหลายครั้ง ถ้ายิงเต็มกำลังทั้งหมด พอยิงไปแล้วจะต้องรอชาร์จไฟจนเต็ม ซึ่งมันใช้เวลาหลายวินาที มันจะทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง เพราะว่าช่างภาพมักจะกดถ่ายภาพค่อนข้างถี่ บางครั้งการรอให้ชาร์จไฟอีกเพียงห้าวินาทีก็ทำให้เสียอารมณ์การทำงานได้

กล้อง eos5d เลนส์ tamron 28-75 ค่ารูรับแสง f8 iso400 เมื่อได้แสงที่ถูกใจก็เริ่มถ่ายจริง ผมทำงานคนเดียว หยิบเอง วางเอง ถ่ายเอง เก็บของเอง ด้วยความที่ไม่อยากจะใช้เวลามากเกินไป ผมเลยเร่งการทำงานแบบค่อนข้างเร็ว ของมีอยู่กี่ชิ้นไม่ได้นับ แต่ภาพที่กดถ่ายออกมาได้มีอยู่ 298 ภาพ ซึ่งผมใช้เวลาทั้งหมดตั้งแต่ภาพแรกจนถึงภาพสุดท้้ายไปทั้งหมด 85 นาที แล้วใช้เวลาเก็บของอีกประมาณสามสิบนาที

พิมพ์เร็วด่วนได้ และโปรแกรมจัดหน้าชื่อ Pages

ในวันที่ 1 กันยายนที่จะถึงนี้ จะมีงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการหน่วยปฏิบัติการออกแบบและวิจัยการออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ เป็นหน่วยย่อยหน่วยหนึ่งในศูนย์นวัตกรรมอาหาร ซึ่งเป็นโปรเจ็คใหญ่ของคณะวิทยาศาสตร์และเภสัชศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผมกับเพื่อนอีกคนช่วยกันจัดงานแถลงข่าวของโครงการผลิตบรรจุภัณฑ์นี้

เอกสารค่อนข้างด่วน แก้ไขรายวัน ทุกอย่างต้องปรับเปลี่ยน ส่งตรวจ แก้ไขกลับไปกลับมาหลายรอบ บัตรเชิญถูกพิมพ์ไปแล้ว 3 เวอร์ชั่น แต่ละเวอร์ชั่นมีอายุ 1 วัน เวอร์ชั่นล่าสุดคาดว่าจะไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว เพราะมันใกล้ถึงวันแถลงข่าวเหลือเกิน

ด้วยความเร่งรีบ และต้องการบัตรเชิญจำนวนน้อย การพิมพ์ที่เหมาะสมกับงานนี้ก็หนีไม่พ้นระบบดิจิทัล ซึ่งมันเป็นลักษณะที่ตรงกับคอนเซ็พท์ Print on Demand หรือ พิมพ์ด่วน เอาจำนวนแค่เท่าที่พอใช้ ระบบดิจิทัลนี้มีจุดเด่นก็คือ ทำจำนวนน้อยได้ คุณภาพใกล้เคียงงานพิมพ์อ็อพเซ็ทสี่สี สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้บ่อยเท่าที่ต้องการ(ถ้าไม่กลัวคนทำอาร์ตเวิร์คด่าลับหลัง) ผมพิมพ์การ์ดเชิญทุกวัน วันละยี่สิบชุดบ้าง ห้าสิบชุดบ้าง วันนี้รอบที่สามผมพิมพ์ไป 100 ชุด การ์ดเชิญงานนี้ถ้าถูกนำมาแสดงโชว์ในงานจะมีรูปแบบที่หลากหลายมาก (ไม่ได้ตั้งใจ)

ยังคงมีเอกสารอื่นๆอีกสองตัวที่จำเป็นต้องจัดเตรียมแบบเร่งรีบไม่แพ้กัน นั่นก็คือแผ่นพับอีกสองรูปแบบ แต่ละรูปแบบก็ปรับเปลี่ยนแก้ไขมาหลายรอบ

เอกสารด้านบนนี้เป็นเอกสารตัวแรก จำนวน 8 หน้า ทีแรกจะทำ 200 ชุด ผมคิดไว้ในใจแล้วว่าจะทำเป็นระบบดิจิทัลเช่นกัน แต่คุยไปคุยมา เจ้าของงานบอกว่าจะเก็บไว้ใช้งานอื่นด้วย เลยต้องเพ่ิมจำนวนพิมพ์เข้าไปเป็น 500 ชุด ด้วยปริมาณพิมพ์เท่านี้จะเริ่มไม่เหมาะกับระบบดิจิทัลเสียแล้ว เพราะต้นทุนดิจิทัลต่อเล่มจะแพงเกินไป สุดท้ายงานนี้ก็เลยต้องไปพิมพ์ด้วยเพลท แต่ก็ต้องแลกกับเวลาทำงานที่นานขึ้น เอกสารตัวนี้ถ้าไม่สรุปในวันพรุ่งนี้ (อีก 24 ชั่วโมงหลังจากโพสท์นี้) ก็จะไม่ทันใช้งานในวันที่ 1 เดือนหน้า

เอกสารอีกตัวหนึ่งที่เพิ่งได้ข้อมูลมาเมื่อเช้า และป่านนี้(ดึกมาก) ก็ยังส่งข้อมูลมาไม่ครบ ผมเลยทำอาร์ตเวิร์คเท่าที่ทำได้ออกมาให้ตรวจเสียก่อน ก็ได้รูปแบบงานพิมพ์ออกมาตามภาพต่อไปนี้

ภาพนี้คือหน้าปก ผมให้ลูกน้องออกแบบชื่อและจัดวางตัวหนังสือของชื่อให้ ภาพประกอบผมถ่ายเองเมื่อตอนเดือนกุมภาพันธ์ต้นปีนี้ ซึ่งตอนถ่ายภาพก็ไม่คิดว่าจะได้หยิบใช้จริงๆ แต่ก็่ถ่ายเก็บไว้เป็นสต๊อกภาพ ถ่ายด้วยกล้องดิจิทัลราคาถูกมากๆตัวหนึ่งของโกดัก ถ้าผมจำไม่ผิดมันจะเป็นรุ่น c140 ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ราคาขายสองพันกลางๆ ผมชอบกล้องตัวนี้เพราะมันราคาถูก มันโฟกัสภาพได้ชัด มันใช้ถ่ายไฟฉายขนาด AA ซึ่งหาซื้อได้ง่าย และมันใช้หน่วยความจำ SD ซึ่งราคาถูกมาก

หน้าอื่นๆของเอกสารก็ค่อยๆทะยอยทำออกมา ดูรูปแบบเหล่านี้แล้วบอกได้เลยว่าผมไม่สามารถทำเองได้เลยในโปรแกรมจัดหน้ายอดนิยมอย่าง indesign ซึ่งเป็นเครื่องมือของคนทำนิตยสารส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ถึงหากพยายามจะทำก็อาจจะพอได้ แต่คงใช้เวลาหลายชั่วโมงอย่างมาก ความง่ายและเร็วเหล่านี้เป็นผลมาจากโปรแกรมจัดพิมพ์เอกสารชื่อ Pages ซึ่งเป็นโปรแกรมจัดหน้าประเภทหนึ่งที่ apple เป็นผู้พัฒนาขึ้นมา โปรแกรมนี้ทำงานบนความเรียบง่าย และหลักการง่ายๆ อะไรที่ควรจะง่ายมันก็ออกแบบให้ง่ายอย่างแท้จริง มันทำให้ผมสร้างเอกสารสวยๆได้ในเวลาที่สั้นอย่างไม่น่าเชื่อ

การเอาตัวรอดจากโปรเจ็คนี้ผมยังคิดไม่ออกว่าผมจะทำได้อย่างไรถ้าไม่ได้โปรแกรมจัดหน้าตัวนี้ และถ้าผมไม่มีเครื่องพิมพ์ดิจิทัลของตัวเอง ผมอาจจะทำไม่ทันก็ได้ การมีเครื่องดิจิทัลให้ใช้งานทำให้ผมสามารถทำสิ่งที่ไม่เคยทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับงานด่วนแล้วพิมพ์ออกมาในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หรือการพิมพ์บางส่วนไปใช้งานเบื้องต้นก่อนด้วยดิจิทัลแล้วค่อยไปผลิตแบบจำนวนเยอะด้วยเครื่องพิมพ์อ็อพเซ็ท การมีเครื่องพิมพ์ดิจิทัลในครอบครองช่วยให้ธุรกิจงานพิมพ์สามารถขยายตัวไปอยู่ในส่วนที่โรงพิมพ์ที่ใช้เครื่องจักรยุคเก่าไม่สามารถทำได้ มันเป็นข้อดีที่ไม่เคยเกิดขึ้นในโรงพิมพ์สมัยเก่า ผมคิดว่าการปรับตัวมาใช้เครื่องพิมพ์ดิจิทัลเป็นการขยับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมสำหรับตัวผมเอง และเชื่อว่าบริการพิมพ์เร็วด่วนได้แบบนี้คือคำตอบของการทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ในยุคต่อจากนี้ไป