รีวิว leica minilux

Richman toy or Poorman leica with Leica Minilux compact camera

Leica Minilux

กล้องไลก้า รุ่น มินิลักซ์ เป็นกล้องถ่ายรูปใช้ฟิล์ม ติดเลนส์ 40 มม. มาให้ ไม่สามารถซูมได้ รูรับแสงของเลนส์กว้างสุด f2.4 ถือว่าเป็นเลนส์ไวแสงระดับหนึ่ง ใช้ถ่านขนาด cr123a ซึ่งพอจะหาซื้อได้ในห้างและร้านสะดวกซื้อ ราคากล้องตัวนี้สมัยออกใหม่ๆคิดเป็นเงินประมาณสองหมื่น ในยุคที่ดิจิทัลยังไม่แพร่หลายกล้องรุ่นนี้ถือเป็นกล้องคอมแพ็คไฮเอนด์ บางคนบอกว่ามันคือ poorman leica หรือเป็นไลก้าคนยาก เพราะกล้องแมน่วลของไลก้าพร้อมเลนส์ในยุคนั้นราคาเกือบแสนทุกตัว มีเพียงกล้องคอมแพ็คตัวนี้เท่านั้นที่ราคาระดับสองหมื่น ใครเงินน้อยแต่อยากได้ไลก้าก็ต้องเล่นคอมแพ็คตัวนี้

แต่อีกฝั่งหนึ่งของผู้ใช้ บางคนบอกว่ากล้องคอมแพ็คตัวนี้คือของเล่นคนรวย เพราะกล้องคอมแพ็คยี่ห้ออื่นขายกันอยู่ในระดับหลักพัน แพงระดับหลักหมื่นมีแค่ไม่กี่ตัว และทะลุสองหมื่นคงมีเพียงแค่ไลก้าตัวนี้ และกล้องอีกสองสามตัวที่ติดกลุ่มกล้องน่าสะสม

ผมเจอกล้องตัวนี้ประกาศขายอยู่ในเน็ตก็รีบโทรศัพท์เพื่อนัดดูของทันที ราคาที่ได้มาหลักพันทำให้รู้สึกว่าผมโชคดี แม้ว่ากล้องรุ่นนี้จะมีชื่อเสียงเรียงนามว่ามันจะต้องรวนในส่วนที่เป็นสายแพรที่เชื่อมต่อเลนส์อยู่ด้านใน แต่ ณ วันนี้ที่มันยังคงใช้งานได้ เงินประมาณเจ็ดพันบาทสำหรับกล้องไลก้า กล้องที่มีบุคคลิกของไลก้าอยู่เต็มตัว ผมคิดว่ามันน่าลอง

เมื่อได้กล้องมาแล้วผมก็ไปขุดฟิล์มขาวดำที่เคยซื้อไว้มาลองถ่ายเล่น ตอนล้างฟิล์มก็เป็นปัญหาเช่นกัน เพราะว่าฟิล์มขาวดำหาคนรับจ้างล้างค่อนข้างยาก แถมยังไม่รู้ว่าเขาจะล้างให้เราแบบปราณีตไหม คนเล่นขาวดำจึงต้องล้างฟิล์มเองเป็นส่วนใหญ่

จุดเด่นของกล้องตัวนี้นอกจากจะเป็นเลนส์ไลก้าที่คุณภาพดีแล้ว ระบบของกล้องก็น่าสนใจมาก มันเป็นกล้องคอมแพ็คออโตโฟกัสที่สามารถรับเป็นแมน่วลโฟกัสได้ โดยเราสามารถเลือกระยะโฟกัสเป็นโซนได้ เช่นจะให้มันโฟกัสที่อินฟินิตี้ไปเลยก็ได้ หรือปรับแป้นหมุนระยะโฟกัสไปตามระยะต่างๆที่กล้องออกแบบเอาไว้ การเลือกโซนโฟกัสแบบนี้เหมาะกับช่างภาพที่คุ้นเคยกับการถ่ายภาพด้วยระบบไฮเปอร์โฟกัส ซึ่งมันเป็นการกำหนดระยะชัดที่เราต้องการได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีระบบ Av หรือการเลือกรูรับแสงที่เราต้องการแล้วให้กล้องหาความไวชัตเตอร์ที่ทำให้วัดแสงพอดีได้โดยอัตโนมัติ มันมีลูกเล่นระดับโปร แต่อยู่ในบอดี้กล้องคอมแพ็ค คนที่เป็นช่างภาพระดับจริงจังน่าจะถูกใจลูกเล่นเหล่านี้

ลองถ่ายลองล้างอัดกัน ฟิล์มที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นฟิล์ม fomapan ล้างด้วยน้ำยา Kodak d76 และทำการสแกนภาพด้วยสแกนเนอร์ตั้งโต๊ะ Epson perfection4490

tag minilux 24aug2012-29


ภาพเครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ท

scan-2012-minilux-jul-09


หมาบ้านเรากับหมาบ้านเขา

scan-2012-minilux-jul-17


เครื่องเล่นเพลงในรถยนต์ยุคดิจิทัล ใช้ ipod ต่อกับระบบในรถซะเลย

scan-2012-minilux-jul-15


เครื่องดื่มในรถเพื่อให้การเดินทางปราศจากความง่วง

scan-2012-minilux-jul-11


แม่ของลูก

tag minilux 24aug2012-28


กองกระดาษและเครื่องตัดในโรงพิมพ์

scan2012-minilux24aug2012-15


ก๋วยจั๊บหมาที่ใช้ชีวิตเหมือนคน

scan2012-minilux24aug2012-19


สวนหลังบ้าน

scan-m-2012-09


งานแต่งงานเอ็ม

ภาพลูกชายอายุ 1 วัน สแกนด้วยวิธีถ่ายภาพแผ่นฟิล์มด้วยกล้องดิจิทัลกับเลนส์มาโคร

(ดูวิธีสแกนฟิล์มขาวดำ)

30สิงหาคม2560 อัพเดท

เจ้า minilux ตัวนี้ ผมใช้ถ่ายภาพขาวดำอยู่หลายม้วน แล้วมันก็ประสบกับชะตากรรมสายแพรขาดและไม่สามารถซ่อมได้อยู่หลายปี  กล้องนอนนิ่งอยู่ในลิ้นชักอยู่ตลอด  จนกระทั่งมีเพื่อนทางเน็ตทักมาว่า มีคนซ่อมได้แล้วนะ ให้ลองติดต่อช่างเฮงดู  ผมก็ได้เล่าให้เพื่อนท่านนั้นฟังว่า ผมได้เคยติดต่อช่างเฮงแล้วรอบหนึ่ง ช่างเฮงแจ้งกับผมว่า ไม่มีอะไหล่สำหรับซ่อม และไม่รู้ว่าจะมีอะไหล่อีกไหม  เพื่อนก็บอกกลับมาว่า ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ช่างเฮงซ่อมได้แล้ว  ผมแทบกรี๊ดดดดดดดด  แล้วก็รีบไปหาช่างเฮงโดยพลัน

อีก 1 เดือนต่อมาหลังจากส่งซ่อม ผมได้กล้องกลับมาในสภาพที่สวยงามพร้อมใช้ สภาพกล้องสะอาดเอี่ยมถ่ายรูปได้แสนสวย  กล้องทำงานได้ครบถ้วนทุกฟังค์ชั่น สายแพรที่ขาดช่างเฮงแจ้งว่าในอีเบย์มีคนขายอยู่ทำให้สามารถซ่อมอาการนี้ได้  ขอบคุณอีเบย์ ขอบคุณช่างเฮง ขอบคุณเพื่อนจากเน็ตที่เราไม่รู้จักกันมาก่อน แล้ว minilux ก็ฟื้นคืนชีพ  พร้อมด้วยการทดลองใช้กับฟิล์มสีกันซะที

เหตุที่ผมทดลองใช้ฟิล์มสีในปีนี้ก็เพราะ เพื่อนสนิทคนนึ่งหัดถ่ายภาพมาพร้อมกันได้มาเรียนวิชาล้างฟิล์มขาวดำกับผม ซึ่งเพื่อนก็ได้ซื้อกล้องไลก้า m ไว้ใช้  ใช้กับฟิล์มสีมาหลายม้วน และจะลองฟิล์มขาวดำ เลยมาเรียนล้างฟิล์มกับผม  ผมจึงได้รู้ว่า ยังมีฟิล์มสีขายอยู่ และเป็นฟิล์มรุ่นใหม่ๆ  ไม่ใช่ฟิล์มเก่าเก็บ ผมหายโง่หายเชยไปเลย  ก็เลยได้ซื้อฟิล์มสีใหม่ๆมาลองถ่ายเล่น

01014minilux-000050
01014minilux-000031
01013minilux-000068
01013minilux-000066
01013minilux-000044
01012minilux-000048

ความคมชัดของเลนส์ติดกล้อง miniliux ตัวนี้อยู่ในระดับสุดยอด คมกริบเกินกว่ากล้องคอมแพ็คทั่วไป  แถมยังคมกว่าเลนส์กล้อง SLR อย่าง nikon 35-70 มม. และ 50f1.8 ที่บิดโฟกัสด้วยตัวเองอีกด้วย  นับว่าเป็นกล้องที่น่าใช้สุดๆ  ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมมันถึงเป็นที่หมายปองในตลาดมือสองอย่างต่อเนื่องยาวนาน  และมีทีท่าว่าจะนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยสถิติการอ่านรีวิวชิ้นนี้แต่ละปี มีคนอ่านเยอะขึ้น  ผมมีความสุขจริงๆเลยที่ได้ครอบครองกล้องตัวนี้ และมีภาพแสนคลาสิคจากกล้องที่เราโปรดปราน  ก่อนจะเขียนรีวิวเพิ่มเติม ผมก็จัดการแพ็คกล้องลงกระเป๋าติดตัว เพื่อรอโอกาสถ่ายภาพในชีวิตประจำวันอีกครั้ง  จะมีอุปกรณ์การถ่ายภาพสักกี่ชิ้นที่ทำให้เราอยากออกไปถ่ายรูป    ถ้าเราหาอุปกรณ์ชิ้นนี้เจอ เราก็จะมองข้ามข้อจำกัดของมัน และอยู่กับเหตุการณ์ที่เราอยากบันทึกภาพไว้เท่านั้น

IMG_20170523_175036-01

ลองไฟฟังรีวิวเป็นเสียง เป็นการรีวิวเพิ่มเติม เนื้อหาแตกต่างจากบทความนี้ เป็นแง่มุมการใช้งาน คลิกฟังต่อที่ลิงค์นี้ได้ครับ https://pockethifi.wordpress.com/2019/07/23/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87-leica-minilux/



ขับรถ honda freed ขับมาแล้วสองปี

เราต้องแยกให้ออกระหว่างคำว่า สมรรถนะ กับ ความรู้สึกนะครับ

ผมได้รถฟรีดมาใช้ตอนปี 2553 เดือนเมษายน นับเป็นผู้ใช้รุ่นโง่บุกเบิก (ขอเหน็บฮอนด้านิดนึง) ตอนนี้ก็ผ่อนมาได้ครึ่งทางแล้วครับ เหตุที่เลือกก็เพราะตั้งใจเอามาใช้กับคนในครอบครัว

ฟรีด เป็นรถมหาสนุกครับ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้วิ่งชนะวิออส หรือแคมรี่ มันออกแบบมาให้ใช้งานสำหรับความบันเทิงของคนในครอบครัว ลองคิดดูนะครับว่า มีรถคันไหนนั่งได้เกินห้าคนแล้วไม่อึดอัดบ้าง

การมีรถที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับพ่อแม่และคนแก่หลายๆคนเป็นเรื่องที่อิ่มในความรู้สึก มันวัดด้วยเงินไม่ได้  เอารถสปอร์ตสองที่นั่งมารับแม่ไปกินข้าว แม่ผมบอกว่า นั่งไม่สบาย เข้าออกลำบากมาก ดังนั้นเรื่องตัวเงินตัดไป  คนอายุเยอะเขาผ่านโลกมาเยอะ ของแพงเขาก็พอรับรู้ แต่ของน่าใช้มันวัดได้ที่รอยยิ้ม

รูปถ่าย0235

ถ้ามีเรื่องต้องเข้าออกโรงพยาบาล ผมยืนยันเลยว่าฟรีดเหมาะสม ตำแหน่งที่นั่งที่สูงของฟรีด มันเหมาะกับคนป่วยที่ไม่ต้องออกแรงพยุงตัวเองมาก  ถ้าใครเคยปวดหลังจะรู้ว่าการเข้าออกรถเก๋งมันใช้แรงที่หลังเยอะ พ่อผมป่วยเข้าออกโรงพยาบาลอยู่พักใหญ่ การมีรถแบบฟรีดทำให้ความรู้สึกในการเดินทางไปโรงพยาบาล มันเป็นกิจกรรมหนึ่งๆที่ไม่น่ากลัว ไม่น่าเบื่อ  ลองจินตนาการว่าถ้าต้องไปโรงพยาบาลด้วยแท็กซี่ กับรถเก๋ง มันไม่ต่างกัน มันจะรู้สึกว่าไปโดนเชือด ไปให้หมอด่า  แต่ถ้าไปด้วยฟรีด มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย มันคล้ายๆกับการไปหาข้าวนอกบ้านกิน บรรยากาศมันจะไม่เครียด พอความเครียดน้อย มันจะช่วยให้มีความสุขเพิ่มขึ้นจากภาวะการป่วยได้ ตอนพ่อผมเริ่มป่วยหนักและต้องใช้คนอุ้มเข้าออกจากรถ ประตูไฟฟ้าของฟรีดก็ช่วยให้การเข้าออกไม่ลำบากมาก ตอนนี้พ่อผมเสียไปแล้ว  ผมมั่นใจอย่างมากว่าตัดสินใจไม่ผิดที่ซื้อฟรีด  เพราะตอนที่เลือกรถคราวนั้น ผมลังเลระหว่างฟอร์ดโฟกัส TDCI ที่แรงและประหยัด  ส่วนฟรีดเลือกเพราะพ่อเลยและมันได้รับใช้พ่อผมเกือบสองปี

DSCF4355

DSCF4371

เทียบกับรถกระบะยกสูงยอดฮิตทั้งหลาย ช่วงน้ำท่วมผมได้มีโอกาสใช้วิโก้สี่ประตูยกสูง ความรู้สึกมันก็เหมือนฟอร์จูนเนอร์ไม่ผิดเลย มันใหญ่ นิ่ง เอิกเกริก จอดยากเหมือนกัน พละกำลังเหลือเฟือมาก ผมขับวิโก้ไปซื้อปูน 20 ถุงมาทำกำแพงกั้นน้ำ มันเป็นสิ่งที่ฟรีดทำไม่ได้ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการใช้งานประจำวัน ผมว่ามันใหญ่ไป แม่ผมต้องปืนขึ้นรถ แค่นี้้ก็ไม่ค่อยดีแล้ว พี่สาวพาพ่อกับแม่หนีน้ำท่วมไปต่างจังหวัด พ่อผมทรมานมาก เพราะไม่ค่อยแข็งแรง ผมอยากให้พี่สาวสลับรถเอาฟรีดไปแทน แต่พี่สาวกับแม่ก็ไม่อยากเสี่ยง เพราะไม่รู้จะไปเจอน้ำที่ไหน ตอนขนของส่วนตัวและเสื้อผ้าด้วยวิโก้สี่ประตู ด้านหลังเป็นกระบะเปลือย มันขนได้น้อยกว่าฟรีด เพราะของที่ไม่ต้องการให้โดนฝนหรือโดนน้ำต้องยัดในห้องโดยสาร กระเป๋าเสื้อผ้าของพ่อแม่ และของใช้คนป่วยยัดแทบไม่พอ พ่อนั่งหน้า แม่ผมต้องนั่งตัวลีบๆแถวสองไปกับกองของใช้ทั้งหลาย นาทีนั้นผมรู้สึกอยากได้ไมโครบัสมาใช้แทนจริงๆเลย

พี่สาวผมอีกคนซื้อแคมรี่ 2.0 มาใช้เมื่อสามเดือนก่อน แล้วก็ขับมาแลกกับผมเลยตอนออกจากโชว์รูม ผมเลยได้ใช้แคมรี่ป้ายแดงตั้งแต่หลักกิโลที่ห้าสิบ  ขับมาสามเดือน ใช้ไปแล้วแปดพันกิโล เหตุที่เขาเอามาแลกก็คือ เขาอยากลองขับฟรีดดูบ้าง  จะยืมผมขับเปล่าๆเป็นเดือนก็เกรงใจ

Camry 2.0

สามเดือนที่ผมขับแคมรี่ก็ค้นพบหลายๆอย่าง  ข้อดีของแคมรี่ก็คือ นุ่ม นิ่ม นิ่ง แรงดี ขับไปต่างจังหวัดสบายมาก  ผมสามารถเดินทางไปต่างจังหวัดได้เร็วกว่าฟรีดอย่างชัดเจน มันยอดเยี่ยมครับถ้านั่งคนเดียวหรือสองคน  แต่…….แต่พอนั่งห้าคน  สามคนด้านหลังแคมรี่มีอาการเมื่อยอย่างมาก ฟังจากคำบอกเล่าของแม่ยาย  แม่ยายนั่งรถผมไปเที่ยวพัทยา ไปพักหนึ่งคืน กลับมาบ้านนอนตัวงอเลย เพราะนั่งแถวหลังไปและนั่งเบียดไปสามคน  ผมกับแฟนนั่งหน้า เนื่องจากผมขับและแฟนกำลังท้อง เลยไม่ได้ให้คนแก่นั่งหน้า  เหตุการณ์คล้ายๆกัน ผมกับแม่ กับพี่สาว และน้อง และแฟน นั่งฟรีดไปพัทยา  ไปกินข้าวไกลๆ  ไปกลับแล้วคนนั่งทุกคนสบายดี คนที่เมื่อยคือผมเอง เพราะขับฟรีดด้วยความเร็วร้อยกว่า  มันต้องใช้สมาธิมากกว่าแคมรี่  แต่จบทริปแล้วก็สบายๆ ทุกคนมีความสุขกับการเดินทาง  แม่บอกว่า นั่งฟรีดเหมือนนั่งห้องรับแขก มันสบาย โปร่ง

อัตราสิ้นเปลืองของฟรีดผมเคยเข้าใจว่าประหยัด แต่พอได้ลองแคมรี่แล้วผมกลับพบว่าแคมรี่ทำอัตราสิ้นเปลืองได้ดีกว่า  โดยเฉพาะการขับในเมือง  ผมวัดด้วยระยะทางแปดพันกิโล จดค่าน้ำมันทุกถังที่เติม ฟรีดที่ผมขับทำได้อัตราเฉลี่ย 9-10กิโลเมตรต่อลิตร  ส่วนแคมรี่ทำได้ 10-11  ทางไกล ตอนผมไปเที่ยวพิษณุโลก สุโขทัย ทริปนั้นทั้งทริปผมจำตัวเลขไม่ได้แต่คุ้นๆว่าประมาณ 13-14 กิโลเมตรต่อลิตร  ส่วนแคมรี่ ผมขับลงใต้ไปเที่ยวชุมพร ไปกลับทั้งทริปทำได้ประมาณ 12-13 กิโลเมตรต่อลิตร

ประตูของแคมรี่มันไหลครับ ปกติประตูรถยนต์จะมีระยะการเปิดได้หลายระดับ  เปิดนิดเดียวตอนเจอที่แคบ  เปิดระยะกลางๆเพื่อให้ขึ้นลงได้สบาย  เปิดสุดๆเลยเน้นกว้างเอาไว้เผื่อขนของเข้ารถ  คราวนี้ ประตูฟรีดมันก็มีระยะแบบนี้เหมือนกัน แคมรี่ก็มี  แต่ของฟรีดมันจะหยุดค้างที่สเต๊ปต่างๆได้เลย ไม่ไหลต่อ

แต่ของแคมรี่มันจะมีระยะให้เรารู้ว่ามันมีสเต๊ป แต่มันไม่หยุดค้างให้  พอเราเปิดแคบๆเพื่อระวังรถที่จอดข้างๆ ปล่อยมือจากประตูเมื่อไหร่  มันจะค่อยๆไหลออกไป แล้วก็ไปกระแทกค้นข้างๆ ผมเจอเหตุการณ์นี้บ่อยๆ ส่วนฟรีดเปิดนิดเดียวมันก็ค้างแบบนิดๆให้ แต่ถ้าเจอที่แคบมากๆ ก็ลงทางประตูสไลด์ไปเลย ผมก็ว่านี่แหละรถสำหรับเมืองหลวงอย่างแท้จริง

ตอนนี้แฟนผมท้องแก่แล้ว ก็เตรียมความพร้อมเรื่อง car seat เอาไว้ ไม่มีรถเก๋งคันไหนที่ติด car seat  1 จุดที่แถวสอง แล้วยังนั่งได้อีก 5 คน รวมคนขับ มีแค่ฟรีดนี่แหละ  จริงๆต้องบอกว่ามีแต่ MPV ที่ทำได้  ซึ่งในตลาดก็มียี่ห้ออื่นๆใกล้เคียงให้เลือก แต่ ฟรีด เป็น MPV ที่ประหยัดน้ำมันที่สุด และหน้าตาดีที่สุด  และมีประตูสไลด์

ผมไม่แปลกใจที่แคมรี่ขายดี เพราะใครได้ลองขับย่อมถูกใจทุกคน ระหว่าง วิออส อัลติส แคมรี่ ให้เลือกหยิบฟรี ทุกคนย่อมหยิบแคมรี่แน่นอน แล้วถ้าเลือกระหว่าง แคมรี่กับฟรีดล่ะ ผมก็จะยกมือบอกว่า ผมเลือกฟรีด ตอนนี้ผมแลกกลับแล้ว เพราะว่าฟรีดเป็นรถที่เอาใจคนนั่ง ไม่ได้เอาใจคนขับ ผมมีความสุขเมื่อคนที่นั่งรถไปกับผมมีความสุข  เหตุผลมันเรียบง่ายแค่นี้จริงๆ

review SALA Phuket พาเที่ยวศาลาภูเก็ตรีสอร์ท ภาค1

หลังจากผมกับแฟนแต่งงานได้ประมาณสองเดือน เราก็แวะมาเที่ยวภูเก็ตโดยแฟนได้ทำการซื้อวอยเชอร์ในงานท่องเที่ยว แล้วก็เลือกมาภูเก็ต พักที่ ศาลารีสอร์ต ชื่อเต็มผมไม่สนใจ ผมจะเรียกแค่นี้ เราเดินทางด้วยเครื่องบิน สายการบินนกแอร์ ขึ้นเครื่องบินที่ดอนเมือง

DSCF1792Phuket2011Full

ครั้งหนึ่งผมเคยได้รับการติดด่อเพื่อติดสติ๊กเกอร์บนตู้ใส่สัมภาระบนเครื่องบิน โดยที่ทางเจ้าของเครื่องบินแจ้งว่าผนังตู้มันค่อนข้างลื่น ผมไม่เคยได้สังเกตเลยว่ามันลื่นแบบไหน พอได้มาขึ้นเครื่องอืกครั้งก็พบว่ามันลื่นจริงๆ โชคดีแล้วที่่ผมไม่ได้รับงานนี้ เพราะว่าไม่เคยเห็นพื้นผิว ไม่เคยได้ดูหน้างานก่อนเริ่มทำ

DSCF1793Phuket2011Full

มาถึงสนามบินภูเก็ตก็แวะไปรับรถที่จองไว้ล่วงหน้า รถจอดรอที่สนามบินเลย เป็นรถฮอนด้าซิตี้รุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2554 เป็นรุ่นท๊อปของซิตี้ คุณภาพรถดีมาก เลขไมล์ในรถวิ่งมาแค่สองพันกว่ากิโลเมตร ค่าเช่ารถจำไม่ได้ แต่ก็ไม่แพงมาก คุณภาพรถเก๋งของฮอนด้าซิตี้คันนี้ไม่เลว มันมีความนุ่มนวลและกำลังดีใช้ได้ ถ้าผมต้องเลือกรถเก๋งซีดาน ราคาไม่แพง อ็อพชั่นครบ ผมว่าฮอนด้าซิตี้น่าสนใจมากๆ

DSCF1797Phuket2011Full

อีกไม่กี่นาทีผมก็มาถึงรีสอร์ต ที่จุดต้อนรับมีเครื่องดื่ม welcome drink ให้ด้วย ลักษณะการออกแบบที่นี่เน้นสี่เหลื่ยม สีเคร่งขรึม โซฟาสีแดงช่วยให้พื้นที่ดูดีขึ้นมาก ถ่ายรูปได้สวยเกินตาเห็น ใครนั่งก็หล่อ สาวนั่งก็สวย

DSCF1801Phuket2011Full

ข้างๆจุดต้อนรับเป็นห้องทำงานเล็กๆพร้อมชุดรับแขก ไม่แน่ใจว่าทำไว้ให้ใครใช้ แต่มันก็ดูดี เป็นการออกแบบที่น่ามอง ลักษณะสี่เหลี่ยมไม่ใหญ่เกินไป ถ้าบ้านมีพื้นที่กว้างพอผมก็อยากได้แบบนี้ไว้สักมุมเหมือนกัน ผมรู้สึกว่าการได้นั่งใช้เวลาในโต๊ะทำงานด้วยบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว เป็นเจ้าของบ้าน มันเป็นความรื่นรมย์แบบหนึ่ง

DSCF1805Phuket2011Full

DSCF1807Phuket2011Full

กำแพงปูนออกแนวดิบๆ ทางเดินมีหญ้าแซมเรื่อยๆ ป้ายบอกข้อมูลเป็นกระดาน เน้นว่าที่นี่ดีไซน์เป็นสี่เหลี่ยม เปิดประตูรั้วเข้าไปในแต่ละห้องจะมีสระน้ำและมีห้องนอนแยกเป็นห้องอีกชั้นหนึ่ง สระน้ำกว้างพอให้เล่นจนเหนื่อย ประตูหัองมาแนวสี่เหลี่ยมเล่นลายแนวตั้ง

DSCF1810Phuket2011Full

DSCF1814Phuket2011Full

ด้านข้างสระน้ำเป็นกระจกพร้อมอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้า ดูหรูหรา มีอุปกรณ์เสพสปาเตรียมไว้ให้พร้อม อาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันก็ทำได้แถวนี้เช่นกัน แต่ว่าต้องทนยุงทนแมลงได้นะ เพราะที่นี่โอเพ่นแอร์ ฝักบัวอยู่ด้านข้าง แหงนหน้ามองฝักบัวจะได้แถมท้องฟ้า

DSCF1815Phuket2011Full

DSCF1825Phuket2011Full

DSCF1836Phuket2011Full

DSCF1841Phuket2011Full

ในห้องนอนเป็นเตียงขนาดคิงไซ้ร์ + 1 หรือมันยาวกว่าคิงไซ้ร์ปกติ (แฟนบอก) สามารถตีลังกาจากซ้ายไปขวาได้โดยที่ยังไม่ตกออกจากเตียง หัวเตียงมีไฟส่องสว่างสำหรับอ่านหนังสือของใครของมันแยกกันเด็ดขาด ใครนอนทีหลังอยากอ่านหนังสือก็ตามใจ ไม่รบกวน หลังเตียงออกไปเป็นเค้าเตอร์บาร์ มีอุปกรณ์เครื่องดื่มรอไว้ให้ใช้ เอามาเป็นซับเจ็คในภาพถ่ายก็สวยดี เวลามาเที่ยวรีสอร์ตแนวนี้ไม่ค่อยได้หยิบใช้หรอก เพราะของในมินิบาร์มันราคาไม่ถูกเลย

DSCF1850Phuket2011Full

ข้างเตียงด้านหนึ่งเป็นโซฟา ข้างเตียงอีกด้านหนึ่งเป็นโต๊ะทำงาน ใช้วางคอมพิวเตอร์ก็ได้ ที่นี่มีอินเทอเน็ตให้เล่น หน้าห้องเป็นสระว่ายน้ำ ออกจากเตียงก็กระโดดลงน้ำได้เลย ทุกอย่างอยู่ในรั้วส่วนตัวปิดมิดชิด อยากแก้ผ้าเล่นน้ำก็ไม่ต้องกลัวใครเห็น

ออกไปดูนอกห้องกันบ้าง รีสอร์ตแห่งนี้อยู่ติดทะเล พื้นที่ด้านนอกเป็นสระน้ำใหญ่ เป็นห้องอาหาร เป็นจุดชมวิว มีเตียงรอให้มานั่งเล่น มีเค้าเตอร์เครื่องดื่ม สนามที่นี่กว้างมาก สามารถเล่นฟุตบอลหรือกีฬากลางแจ้งได้เกือบทุกชนิด กว้างจนหมดความพยายามจะเดินไปเอาเท้าจุ่มทะเล

ริมทะเลมีต้นไม้ใหญ่สามารถใช้เป็นองค์ประกอบในการถ่ายรูปได้ มีชิงช้าแขวนไว้บริการหญิงสาวช่างฝัน ทำไมต้องมานั่งชิงข้าริมทะเลด้วย ตอนนั่งเหม่อออกไปอยากรู้เหมือนกันว่าคิดอะไร

และก็เป็นธรรมเนียมที่จะต้องมีภาพนั่งชิงช้าคู่กัน กล้องฟูจิ x100 ไม่มีขาตั้งกล้อง อาศัยวางบนกิ่งไม้ โฟกัสไว้ล่วงหน้า ตั้งเวลาถ่ายให้เรียบร้อย กดแล้ววิ่งเข้ามาอยู่ในภาพทำหน้าไม่เหนื่อยแม้ว่าจะหายใจแรงกว่าปกติก็ตาม ทำอยู่สามเที่ยวก็ได้ภาพน่าพอใจ ไปรีสอร์ตแพงก็แบบนี้แหละ จะหนีบเพื่อนที่เป็นช่างภาพไปด้วยก็รู้สึกเปลืองเงิน กดแล้ววิ่งแบบนี้ต้องหัดให้ชำนาญเพราะมีอีกหลายทริป

สระน้ำด้านนอกนี่ใหญ่สะใจมาก แต่ก็ไม่ได้ลงเล่นเพราะไม่อยากแต่งชุดว่ายน้ำโชว์พุงเดินผ่านสาธารณะชนออกมา ถ้าไม่มั่นใจว่าหุ่นดีขอผ่านดีกว่า เพราะถ้าลงเล่นในสระใหญ่เมื่อไหร่จะมีคนมองแน่นอน เพราะแทบไม่มีใครเล่นเลย

ห้องอาหารเป็นแบบกินไปชมวิวไป โต๊ะริมที่ดูใกล้ชิดทะเลมากกว่าโต๊ะอื่นเล็กน้อยอยู่ในทำเลที่โดนแดดตอนบ่าย โต๊ะอื่นๆที่วางกลางห้องโถงจะนั่งสบายกว่า น่าเสียดายโต๊ะริมเป็นอย่างมาก แถมนอกจากแดดแล้วยังมีผ้าใบบังลมทำให้รู้สึกอืดอัดเสียอีก ถ้าลมไม่พัดมันก็ไม่ใช่ทะเล ถ้าลมพัดมันก็กินอาหารลำบาก มันก็เลยต้องมีผ้าใบพลาสติกมาบังลมไว้ กลายเป็นว่าใครนั่งโต๊ะริมต้องทนดูผ้าใบขุ่นๆไปด้วย แต่ถ้าลมสงบเราก็จะได้ธรรมชาติที่สวยงามกลับคืนมา

ตอนเย็นๆก็แวะออกไปหาของกินในตัวเมือง ตามโพยที่พยายามค้นคว้ามาก็มีคำแนะนำให้ไปลองกินที่ร้านอาหาร “ระย้า” อยู่ในตัวเมืองภูเก็ต ขับวนอยู่ในเมืองสองสามรอบก็หาเจอ เป็นร้านอาหารไม่เล็กไม่ใหญ่ อยู่ในตึกเก่าโบราณ  แม้แต่ปลั๊กไฟก็ยังโบราณ ตึกน่ะโบราณก็สวยดีดูมีคุณค่า แต่ปลั๊กไฟเก่าผมไม่ค่อยศรัทธาเท่าไหร่เพราะว่ามันอันตราย

อาหารในร้านก็เป็นเมนูท้องถิ่น อาหารทะเล ปลา แกง น้ำพริก รสชาดก็ออกแนวรสจัด ปนเผ็ด  บรรยากาศในร้านก็ดูโล่ง คนน้อยแทบไม่มีใครแวะมาเลย ตอนที่ผมไปก็มีแค่โต๊ะผมโต๊ะเดียว  สักพักหนึ่งก็มีเพิ่มอีกหนึ่งโต๊ะ กินอิ่มเสร็จแล้วก็ยังไม่มีใครเข้ามาเพิ่ม  อาจจะเพราะว่าวันนี้ไม่ใช่วันหยุดก็ได้ ทำให้สามารถเลือกนั่งโต๊ะไหนก็ได้ตามใจ ผมเลือกนั่งมุมที่มีหน้าต่างเพราะจะได้ถ่ายรูปสวยกว่ากำแพงล้วนๆ

ร้านนี้ท่าทางจะเป็นร้านที่มีชื่อเสียงพอสมควรเพราะมีบอร์ดเซ็นชื่อโชว์อยู่ด้วย  บรรยากาศรอบๆร้านก็ออกแนวต้นไม้เยอะ ท่าทางยุงเยอะ กินอิ่มแล้วผมก็รีบออกเพราะไม่อยากโดนยุงหาม

ออกจากร้านอาหารก็หาของหวานกิน แฟนผมทำการบ้านมาอย่างดี ชี้เป้าไปที่ถนนใกล้ๆ ขับรถไปไม่กี่นาที แวะกินเค้กสักก้อนก่อน  แต่โชคร้ายที่วันนี้เค้กมีน้อยเพราะเป็นวันคนน้อย ทางร้านก็เลยมีเค้กเอาไว้รับรองแขกไม่มาก เมนูพื้นฐานก็มีแค่เท่าที่เห็น

บรรกาศของร้านก็ตกแต่งเรียบง่ายออกสไตล์ดิบๆ เพดานและกำแพงก็เป็นปูนเปลือยเป็นส่วนใหญ่ ยกของมาวางให้ดูเป็นระเบียบ ติดแอร์ให้เย็น เอาเค้กวาง เอากาแฟวางก็เปิดเป็นร้านไว้รับลูกค้าได้แล้ว  ผนังด้านข้างก็ระบายสีแบบแนวเปื้อนๆมั่วๆ แต่ก็สวยดี

ผมนั่งกินเค้กและเครื่องดื่มเล็กน้อย  ฝรั่งข้างๆสองคนนี้ผมเดาว่าไม่ได้มาด้วยกัน เพราะลักษณะการสื่อสารระหว่างสองคนนี้ดูแล้วเหมือนต่างคนต่างมา และเดาต่อว่าผู้หญิงกำลังจีบผู้ชายอยู่ แต่ช่างพวกเขาเถอะ  ผมกินเค้กเสร็จก็กลับแล้ว

กลับที่พักนอนหลับสบาย ตื่นสายๆ แล้วก็ออกมากินอาหารเช้าที่สุดอลังการยิ่งกว่าที่พักอื่นๆที่เคยไปมา  เพราะอาหารเช้าที่นี่นอกจากจะมีบุฟเฟ่ต์ของว่างให้ตักตามใจแล้ว ยังสามารถสั่งสเต๊กในเมนูได้คนละจานอีกด้วย

พอกินอิ่มแล้วก็เดินเล่นสำรวจรอบๆ  บรรกาศตอนเช้ายังคงรู้สึกเย็นสบายไม่อบอ้าวแบบเมื่อวานตอนบ่าย  แสงแดดกับอาคารสี่เหลี่ยมมันก็ดูเพลินตา  เค้าเตอร์เครื่องดื่มมีขวดสารพัดสีสันสดใส  เหมาะกับการเก็บภาพไว้ดูสวยๆ

จริงๆแล้วยังมีที่นั่งบริเวณนี้อีกมากมายที่ออกแบบไว้ให้นั่งปล่อยเวลาหายใจทิ้งได้เป็นวันวัน  แต่ว่าอากาศกลางปีของเมืองไทยมันไม่ค่อยจะเย็นสักเท่าไหร่นั่งไม่นานก็เหงื่อออกกันให้เหนียวตัว  ถ้ามากันหลายคนน่าจะได้เปิดวงเล่นไพ่กันครบขาบนโซฟากลมๆใหญ่ๆที่เห็น

เดินแวะไปชายหาดนิดหน่อยไปถ่ายภาพเก็บวิวริมทะเลบ้าง มาทะเลก็ควรจะได้รูปชายหาดและเรื่องราวขอบทะเลกลับไปบ้าง เหลียวซ้ายและขวาไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเลย อาจจะเป็นเพราะค่าใช้จ่ายที่นี่มันแพงก็ได้คนมาพักถึงน้อยและไม่พลุกพล่าน  ซึ่งแตกต่างกับหาดสาธารณะทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด  มองไปมองมาเจอแต่ซากเรือที่จงใจยกมาวางไว้เฉยๆกับ รถเข็นที่ไม่น่าจะจงใจวางแต่บังเอิญมันจอดอยู่ตรงนี้พอดี เลยได้ภาพกลับไป

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

วิธีถ่ายภาพสินค้าแบบง่ายเร็วประหยัด

IMG_8644, originally uploaded by pockethifi.

กล้องหอมจากโลตัสข้างบ้าน หนึ่งถุงมีกล้วย 5 ใบ ราคาทั้งถุง 15 บาท เอามาจัดถ่ายรูปเก็บไว้เป็นสต๊อคภาพ เพื่อเอาไว้ใช้ตอนออกแบบกล่องใส่ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกล้วย จัดไฟอาศัยไฟ 1 ดวง ยิงเข้าด้านบนกล่องพลาสติกขาวขุ่น กล้วยอยู่ในกล่องที่ว่า

กล้อง canon eos5d เลนส์ canon ef100macro แฟลช nikon sb-25
เบื้องหลังการทำงานเป็นแบบนี้

จัดไฟถ่ายกล้วย lighting banana

ได้ภาพแบบนี้
Banana in lighting box

กล่องพลาสติกสีขาวขุ่นซื้อในงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับบ้าน ไฟแฟลชนิคอนติดอยู่บนขาตั้ง ขาตั้งไฟอีกอันเอามาหนีบกระดาษเพื่อสะท้อนแสงเข้าไปในกลอ่ง

IMG_1149auto



IMG_1149auto, originally uploaded by pockethifi.

Canon 5d + Ef 35f2

กล้อง Eos 5D เป็นกล้องดิจิทัลความละเอียด 12 ล้านพิกเซล เปิดตัวเมื่อประมาณปี คศ 2005 เป็นกล้องที่ใช้เซ็นเซอร์รับภาพขนาดเท่ากับฟิล์ม ทำให้เราสามารถใช้กล้องตัวนี้ร่วมกับเลนส์ระบบเก่าที่เราเคยใช้กับกล้องฟิล์มได้ทุกตัว คุณภาพของกล้องที่มีเซ็นเซอร์ใหญ่จะมีจุดเด่นที่ระดับสัญญาณรบกวนหรือ noise มีค่าต่ำกว่า noise ในกล้องทั่วไป ผลก็คือคุณภาพของภาพที่ได้จากกล้องตัวนี้จะสูงมาก สีสันจะดีกว่ากล้องรุ่นล่างๆทั้งหมด

เลนส์ Ef35 f2 เป็นเลนส์ทางยาวโฟกัสเดี่ยว มุมรับภาพเท่าไหร่ผมจำไม่ได้ รู้แต่ว่าเป็นระยะเลนส์ที่ได้รับความนิยมมายาวนาน เป็นเลนส์มุมกว้างกว่าการมองปกติเล็กน้อย จุดเด่นของระยะเลนส์ 35 มม. ก็คือ มันจับภาพที่เรากำลังสนใจได้พอดี อย่างเช่น ถ้าเรากำลังยืนมองกองผลไม้สักกองหนึ่งในระยะที่เรามองเห็นทั้งกองพอดี เราก็ยกกล้องที่ติดเลนส์ 35 มม. ขึ้นมาถ่ายภาพ เราก็จะได้ภาพกองผลไม้นั้นพอดิบพอดี หรือเรากำลังมองหลังคาบ้านสักหลังหนึ่ง เราก็จะได้ภาพหลังคาส่วนนั้นมาเป็นจุดเด่นในภาพเท่านั้น ยิ่งพูดก็อาจจะยิ่งงง ถ้าจะพูดให้เลี่ยนยิ่งกว่านั้นก็อาจจะต้องพูดว่า เลนส์ระยะ 35 มม มันเก็บภาพที่เราเห็นด้วยตาได้อย่างตรงไปตรงมา เห็นอะไรก็เก็บอย่างนั้น

ถ้าคุณยืนคุยกับใครสักคนหนึ่ง คุณคงไม่ยื่นหัวเข้าไปใกล้เขาจนอืดอัด และคงไม่ยืนไกลจนคุยกันไม่รู้เรื่อง ระยะที่คุณยืนคุยกัน คุณจะมองเห็นหน้า หัว หัวไหล่ อก และอาจจะเห็นถึงเอว หรือเห็นครึ่งตัวนั่นเอง ในจุดที่เรายืนคุยกันนี้ ถ้าเรายกกล้องที่ติดเลนส์ 35 มม ขึ้นมา เราก็จะได้ภาพครึ่งตัวพอดี ด้วยความที่มันเก็บภาพคล้ายๆการมองด้วยตา มันทำให้เลนส์ 35มม. เป็นเลนส์ประจำตัวของนักข่าวและนักถ่ายภาพแนวสตรีทส่วนใหญ่

ถ่ายภาพทุ่งนาผมได้ความรู้ติดตัวกลับมาอีกมากมาย

IMG_8637

พี่อัมพรกับพี่เกียรติ เจ้าของทุ่งนา 35 ไร่ที่ชัยนาท รอยยิ้มที่นานๆจะมีสักที ผมไปถ่ายภาพงานโดยใช้พี่ทั้งสองเป็นนายแบบและนางแบบผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่ใช้กับต้นข้าว หลังจากเสร็จงานพี่ทั้งสองคนขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ผมก็จัดการถ่ายภาพนี้ให้

ถ่ายภาพทุ่งนาผมได้ความรู้ติดตัวกลับมาอีกมากมาย เช่น นา 1 ไร่ให้ข้าว 1 เกวียน (1 ตัน) ค่าเกี่ยวข้าวใช้จ้างรถมาเกี่ยวไร่ละ 500 บาท รวมค่าน้ำมันแล้ว เลี้ยงเป็ด 5 ตัว จะทำให้มีไข่เป็ดไว้กินทุกวัน ถ้าไม่กินก็เก็บไปขาย ปลูกกะเพราต้นเดียวเด็ดกินได้ทั้งปี

Rice at chainat



Rice at chainat, originally uploaded by pockethifi.

Rice at chainat

ทุ่งนาที่ชัยนาท รับงานวันเสาร์ วันจันทร์เดินทางไปถ่ายภาพแต่เช้า ออกจากบ้าน 8.30 น. นัดกันที่ร้านลาบเป็ดชัยนาท ตอนขับออกจากบ้านก็กด GPS ค้นหาคำว่าลาบเป็ดชัยนาท มันก็เจอในแผนที่ด้วยเลยขับตามแผนที่ไปเลย

เส้นทางที่ GPS เลือกให้ เริ่มต้นที่ถนนจอมทอง ผ่าน วุฒากาศ ตลาดพลู เลี้ยวซ้ายเข้ากัลปพฤกษ์ ต่อราชพฤกษ์ แล้วไปนครอินทร์ เข้ากาญจนาภิเษก บางบัวทอง ขับไปสุดถนนกลายเป็นบางปะอิน แล้วก็เข้าสายเอเชีย วิ่งยายถึงชัยนาท ตลอดทางสายเอเชียรถยนต์ค่อนข้างโล่ง เลยลองใช้ระบบ ครู๊ซคอนโทรลของโตโยต้าแคมรี่ ตั้งค่าความเร็วไว้ที่ 110 กม/ชม. หน้าปัดขึ้น 110 แต่ใน GPS ขึ้น 103 กม/ชม ขับสบายๆไหลไปเรื่อยๆ สุดท้ายไปถึงร้านลาบเป็ดชัยนาทตอน 11.20 น. แต่ร้านปิด

เจอเจ้าภาพที่ร้านนี้แล้วก็ขับออกไปกินที่ร้านอื่น กินเสร็จก็ขับรถไปยังทุ่งนาเป้าหมาย แล้วก็เริ่มงาน ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. ก็เสร็จสิ้นภารกิจ ออกจากชัยนาท 16.00 น. เปิด GPS พากลับบ้าน เดินทางมาถึงบ้านถนนจอมทองประมาณ 19.30 น.

การ์ดแต่งงาน letterpress

การ์ดแต่งงานที่พบในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ แบบที่ทำยากและไม่ค่อยพบว่ามีใครเขาทำกันคือแบบ letterpress ปกติเวลาได้รับการ์ดแต่งงานเราก็จะได้รับการ์ดสีครึมหรือสีชมพู ในนั้นก็จะพิมพ์ด้วยตัวสีทอง หรือสีเงิน เป็นงานปั๊มทองเค ในโรงพิมพ์จะเรียกว่า เคทอง หรือ เคเงิน คำว่า “เค” มาจากไหนผมก็ไม่แน่ใจ แต่มันก็คือการเอาบล็อกเหล็กมาติดกับแผ่นความร้อนแล้วเอาไปกดแผ่นทองชนิดพิเศษ แผ่นทองเมื่อโดนความร้อนจะละลายติดกับกระดาษ แรงกดและความร้อนจะทำให้ทองติดบนกระดาษ การพิมพ์แบบนี้ก็เป็น letterpress ประเภทหนึ่ง แต่มันไม่มีสี

เมื่อต้นเดือนนี้ผมทำการ์ดแต่งงานให้ลูกค้ารายหนึ่ง เจ้าภาพต้องการอารมณ์ letterpress คือตัวหนังสือมีรอยจมลงไปอย่างเด่นชัด ผมดูอาร์ตเวิร์คแล้วก็เลือกที่จะพิมพ์ด้วยระบบอ็อพเซ็ทแทนที่จะพิมพ์ด้วยบล็อกเหล็กตรงๆ เพราะว่ากระดาษที่ใช้เป็นสีขาวงาช้าง มีการย้อมสีพื้น ตัวหนังสือเป็นสีประมาณสามสี การพิมพ์ letterpress ลงบนพื้นที่กว้างๆเป็นสิ่งที่ไม่น่าทำ มันเหมือนตรายางที่ไม่สามารถจะกดหมึกได้เรียบตลอดกระดาษ ยิ่งกระดาษมีรอยเป็นลอนๆเสียด้วยยิ่งพิมพ์แล้วไม่สวย

ผมใช้วิธีพิมพ์อ็อพเซ็ทด้วยสีพิเศษจำนวน 4 สี ค่าสีระบุตามรหัสสีของ pantone ทำเพลทสีพิเศษ 4 ใบ ผสมสีตามตัวอย่างของ pantone พิมพ์จริง 1 รอบเพื่อให้ลูกค้าตรวจ เมื่อสีผ่านแล้วก็ค่อยพิมพ์จริงทั้งหมด กระดาษเท็กเจอร์ เลือกกระดาษชื่อ ACQ สีขาวงาช้างความหนา 300g พอพิมพ์เสร็จก็เอาบล็อกเหล็กสำหรับทำงานปั๊มจมมาทำการปั๊มต่อ ก็คือมีบล็อกเหล็กสองแผ่น แผ่นบนจะเป็นตัวผู้มีตัวหนังสือตรงกับอาร์ตเวิร์คตัวหนังสือทุกคำ แผ่นล่างจะเป็นบล็อกตัวเมีย ปั๊มจมเพื่อสร้างรอยกดให้เหมือนเป็นงาน letterpress โดยตั้งน้ำหนักกดให้ไม่มากเกินไป เอามือลูบผ่านตัวหนังสือจะรู้สึกจมก็พอ

ตอนที่อยู่ในขั้นตอนการพิมพ์และปั๊มก็ลุ้นว่าจะออกมาสวยไหม พองานจบก็โล่งใจ สวยตามที่คิดไว้ หยิบตัวอย่างมาถ่ายภาพเก็บไว้ การถ่ายภาพรอยจมของกระดาษเป็นเรื่องที่ยากเหมือนกัน ต้องใช้เลนส์มาโครโฟกัสใกล้ๆ เลือกแนวแสงสว่างให้ช่วยเน้นรอยจมให้ดูชัดขึ้น ก็ได้ภาพตามที่เห็น

งานฌาปนกิจ นรินทร์ เจริญบุรี



Untitled, originally uploaded by pockethifi.

บรรยากาศหน้าเตาเผาศพของพ่อ จัดที่วัดมงคลวราราม ถ่ายภาพโดยเพื่อนกลุ่มถ่ายรูป กล้อง fuji x100 โหมด ขาวดำ+ฟิลเตอร์สีแดง

กระดูกที่เหลือจากการเผาศพ



Untitled, originally uploaded by pockethifi.

หลังจากมีการเผาศพไปแล้ว วันถัดมาทางวัดก็เรียกไปเก็บกระดูก ซึ่งสามารถจะนำไปเก็บไว้ที่บ้านหรือนำไปลอยอังคารก็ได้ ก่อนจะเก็บใส่ภาชนะที่เรียกว่า โกศ ก็จะมีการเรียงกระดูกที่เหลือมาให้ดูเป็นรอบสุดท้าย กระดูกทั้งตัวเผาเหลือเท่าที่เห็นในภาพ ชิ้นส่วนต่างๆจะถูกเรียงเพื่อให้ใกล้เคียงรูปร่างของคน กระดูกชิ้นขาวๆจะถูกหยิบใส่โกศ บริเวณหัวจะมีกระดูกจากฟันค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็ได้ความรู้ว่า ไฟไหม้แล้วฟันยังเหลืออยู่

กระดูกบางส่วนถูกเก็บใส่โกศ ส่วนใหญ่ที่เหลือจะห่อผ้าเก็บไว้เพื่อนำไปลอยน้ำต่อไป

ถ่ายภาพด้วยกล้อง fuji x100 โหมดขาวดำ+ฟิลเตอร์สีแดง

Panorama shot

ถ่ายภาพที่ระลึกเพื่อนที่มาร่วมงานศพของพ่อ

image

image

ถ่ายด้วย fuji x100 โหมด พาโนรามา 120 องศา โฟกัสภาพที่ตรงกลาง
แล้วเริ่มแพนกล้องจากด้านซ้ายไปขวา ลองถ่ายสองครั้งได้ภาพตามที่เห็น
โหมดสีของกล้องปรับเป็นโหมดขาวดำ+ฟิลเตอร์สีแดง