พาขอบฟ้าไปหัวหิน พักที่ โรงแรม hilton ตรงข้ามร้านข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ
ถ่ายภาพทั้งทริปนี้ด้วยกล้อง nikon v1 เลนส์ 10f2.8
พาขอบฟ้าไปหัวหิน พักที่ โรงแรม hilton ตรงข้ามร้านข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ
ถ่ายภาพทั้งทริปนี้ด้วยกล้อง nikon v1 เลนส์ 10f2.8
วันนี้ผมไปติดต่อลูกค้า เลือกใช้รถไฟฟ้าแทนการขับรถไปเอง เพราะกรุงเทพรถติดสาหัส ไม่ลืมที่จะพกกล้องที่เพิ่งได้มาใหม่ติดตัวมาได้ Nikon v1 พร้อมเลนส์ 10mm f2.8 ที่รวมร่างกันแล้วใหญ่แค่กล้องคอมแพ็คราคาถูกๆทั่วไป
ครั้งนี้ผมไปยืนถ่ายมุมมหาชนมุมหนึ่งที่ผมมักจะใช้ลองกล้องอยู่บ่อยๆ มุมนี้ถ่ายมาตั้งแต่ยุคของฟิล์ม มีกล้องดิจิทัลกี่ตัวก็ผ่านมุมนี้มาแล้วทุุกตัว
เรื่องคุณภาพของภาพไม่ได้มีสาระ เพราะกล้องที่ออกมาทีหลังย่อมมีคุณภาพสูงกว่ากล้องเมื่อหลายปีก่อนเสมอ แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ วันนี้ยามไม่มาไล่ผม ไม่มาแจ้งว่าห้ามถ่ายภาพ เหมือนในครั้งก่อนๆที่เคยสะพายกล้องตัวใหญ่ๆดูเอิกเกริกมาถ่าย วันนี้ผมสังเกตุเห็นเพียงแค่ยามเดินมาดููผมแล้วก็เดินจากไป ผมถ่ายภาพเสร็จก็หันกลับมา เห็นหลังคุณยามค่อยๆเดินห่างออกไป คงมาดูแล้วว่าผมเป็นนักท่องเที่ยวมากกว่าจะเป็นช่างภาพที่ยามมักจะเกลียดโดยสัญชาตญาณ ดังเช่นหมาเกลียดคนส่งไปรษณีย์
เด็กชายขอบฟ้า 1 ขวบ 6 เดือน วันนี้วิ่งเล่นได้แทบจะเหมือนลิงแล้ว ขาดแค่ปีนต้นไม้เท่านั้น
นิสัยการยิ้มสู้กล้องยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง แม้จะไม่เท่าตอนสมัยยังแบเบาะ แต่ก็ยังพอเรียกให้หันมายิ้มได้ ทุกวันนี้ เวลาถามว่าจะไปไหน จะได้ยินคำตอบว่า “ไปเที่ยว” เป็นคำตอบแรกสุดและตอบได้อย่างไม่ต้อคิดเลย
ภาพนี้ถ่ายที่พุทธมณฑล บริเวณสนามหญ้าข้างองค์พระ แสงเย็นๆประมาณห้าโมงเย็นส่องมาทางด้านหลัง ใช้กล้อง DSLR canon eos6d พร้อมเลนส์เทเลซูมความไว 2.8 อย่าง 70-200L วัดแสงแบบชดเชยไปทาง over 1 stop โฟกัสกลางภาพแล้วถ่าย ได้ภาพค่อนข้างน่าพอใจ
การพกกล้องใหญ่ๆไปเที่ยวมีข้อดีและข้อเสียปนกัน ข้อดีคือได้ภาพที่มีคุณภาพ ได้ภาพสวยไว้ใจได้ ข้อเสียคือมันหนักและเป็นภาระในการขนย้าย ยิ่งต้องดูและเด็กซนๆสักคนแทบจะทำให้การพักกล้องใหญ่ๆเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่ผมเองพกกล้องเล็กมาเป็นปีแล้วตั้งแต่เร่ิมพาลูกออกจากบ้าน มีภาพจากกล้องเล็กๆเต็มไปหมด วันนี้ก็เลยลองพกของใหญ่ดู ก็ได้ภาพที่สวยงามคุ้มกับความยุ่งยาก
แถมภาพพอร์ตเทรตของขอบฟ้าเอาไว้ด้วย เด็กที่เกิดมาเป็นลูกของคนชอบถ่ายรูปก็ย่อมมีรูปเยอะเป็นธรรมดา ตอนลูกโตขึ้น ลูกจะเป็นคนที่มีภาพไว้อวดเพื่อนๆมากมายมหาศาล

กล้อง Holga เป็นกล้องจากประเทศฮ่องกง ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นของเล่นสำหรับนักถ่ายภาพที่อยากจะใช้ฟิล์มขนาดใหญ่ขนาด 6x6cm หรือฟิล์ม 120 ซึ่งเป็นฟิล์มที่ได้รับการใช้งานในวงการสตูดิโอระดับมืออาชีพมาตลอดตั้งแต่เรารู้จักกับคำว่าถ่ายภาพแฟชั่น

ฟิล์มใหญ่จะให้ความคมชัดสูงกว่าฟิล์มเล็กเป็นเรื่องที่นักถ่ายภาพท่องกันขึ้นใจ กล้อง Holga เป็นกล้องราคาถูก ซื้อขายกันง่าย ไม่ต้องดูแลมาก เป็นพลาสติกเกือบทั้งตัวยกเว้นสปริงที่เป็นเหล็ก มีรูรับแสงคงที่ มีช่องมองภาพเอาไว้เล็ง ปรับโฟกัสได้บ้างเป็นช่วงๆ คือถ่ายใกล้หน่อยสำหรับถ่ายคนเดียว ถ่ายไกลหน่อยสำหรับถ่ายหลายคน ถ่ายไกลสุดเอาไว้ใช้ตอนถ่ายวิว ระยะโฟกัสก็หมุนเอาตามสถานการณ์และความมั่นใจของช่างภาพ ภาพชัดไม่ชัดก็ไปลุ้นกัน ค่าสปีดชัตเตอร์ระบุไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่ให้ใช้หลักการของกฏ sunny16 เอาไว้ ก็คือ ต้องมีแดดถึงจะถ่ายได้ แดดยิ่งแรงยิ่งดี

ผมถ่ายภาพลูกด้วยค่าแสงตอนประมาณเจ็ดโมงเช้า รู้ทั้งรู้ว่าแสงยังไม่เข้มพอ เลยหลอกให้ลูกไปดูพระอาทิตย์ตรงๆ ให้แสงอ่อนๆตกลงบนหน้าพอดี ส่วนอื่นในภาพก็มืดไปตามสภาพที่ไม่โดนแสง
ความคมชัดของกล้องตัวนี้พอใช้ได้ที่กลางภาพ ถ้าโฟกัสถูกก็จะให้ภาพที่คาดหวังได้ แต่ขอบภาพจะมัวๆเบลอๆ ซึ่งเป็นบุคลิกของกล้องราคาถูก แต่ดันเป็นรูปแบบที่คนส่วนใหญ่ชอบคือตรงกลางชัด รอบๆช่างหัวมัน

ฟิล์ม fomapan น้ำยา d76 24องศา 5 นาที สแกนเนอร์ epson4490 และภาพยืนเกาะรั้วนี้ผมชอบมาก จนเอาไปอัดขยายใส่กรอบและใช้เป็นของประดับบ้านเลย
และนี่คือหน้าตาของกล้อง Holga120 ครับ
ถ้าสนใจก็ซื้อได้ที่นี่ https://s.lazada.co.th/s.Q4lb8?cc
ผมได้ทำคลิปวิดีโอพูดถึงกล้องตัวนี้เอาไว้ด้วย ลองไปชมดูได้นะครับ เป็นเนื้อหาที่ทำขึ้นมาคนละช่วงเวลากับการเขียนบทความนี้


เป็นงานทดสอบที่เคยทำไว้นานแล้ว วันนี้ค้นเจอภาพเก่าเลยเอามาโพสท์รวมไว้เป็นบันทึก อาจจะมีประโยชน์กับนักอ่านคนอื่นบ้าง
เริ่มจากการควบคุมแสงแฟลชเพื่อให้ผลเฉพาะอย่างแบบที่แตกต่างไปจากการยิ่งแฟลชธรรมดา เทคนิกการควบคุมให้เป็นแสงเฉพาะจุดจะใช้วิธีการห่อด้านหน้าแฟลชด้วยกรวยที่บรรจุด้วยหลอดกาแฟ ยิ่งหลอดกาแฟยาว แสงยิ่งเป็นวงเล็กลง บางคนอาจจะเรียกลักษณะการห่อแบบนี้ว่า snooz ซึ่งมันแปลว่าอะไรก็ไม่เคยหาความหมายซักที
ถ้าเราห่อไม่ดี แสงแฟลจจะมีเป็นวง และเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมผสมกันออกมา
ถ้าห่อให้เรียบร้อย แสงแฟลชจะเป็นดวงเล็กที่ดูกลมสวยงาม
เวลาถ่ายภาพก็ตั้งค่าสปีดของกล้องให้ไม่เกินความเร็วในการซิงค์แฟลช ส่วนรูรับแสงก็เป็นไปตามระยะห่างระหว่างแฟลชกับวัตถุ เมื่อก่อนไม่มีระบบดิจิทัล หากจะเล่นกับแฟลชจะต้องมีมิเตอร์วัดแสงแฟลชเพื่อวัดว่าเราต้องใช้รูรับแสงเท่าไหร่ถึงจะได้แสงพอดี แต่ถ้าใช้กับกล้องดิจิทัล เราก็ถ่ายทดสอบไปเรื่อยๆว่าแสงที่พอดีจะต้องใช้ค่ารูรับแสงเท่าไหร่ ความเข้มของแสงจะเพิ่มขึ้นตามระยะทางที่แฟลชวางใกล้วัตถุมากขึ้นทำให้ต้องใช้รูรับแสงแคบลงเรื่อยๆ
ลองเอาไปถ่ายวัตถุบ้าง ภาพดอกไม้ก็กะเอาว่าแสงแฟลชลงที่ดอกไม้พอดี ส่วนอื่นไม่โดนแฟลชโดยตรง เป็นการเน้นความสว่างไปที่ดอกไม้แต่เพียงอย่างเดียว
ถ่ายวัตถุอื่นๆ ให้แสงเข้าด้านข้าง
ลองถ่ายพระพุทธรูปดูบ้าง
ภาพขาวดำที่ถ่ายด้วยฟิล์มถ้าเราไม่อัดภาพลงบนกระดาษ เราก็ต้องสแกนเป็นไฟล์ดิจิทัลเพื่อดูในจอภาพ การสแกนก็ทำได้ด้วยสแกนเนอร์รุ่นพิเศษที่ออกแบบมาให้สแกนฟิล์มได้ หลายปีก่อนในยุคฟิล์มรุ่งเรือง สแกนเนอร์คุณภาพพอใช้ได้ที่พอจะสแกนฟิล์มได้ก็จะมีราคาหลักหมื่นบาท
ในยุคนี้ที่กล้องดิจิทัลราคาถูกลงอย่างมาก เราก็มีวิธีใช้กล้องดิจิทัลแทนสแกนเนอร์ โดยการ เอาฟิล์มไปวางบนกล่องไฟ แล้วก็ถ่ายภาพจากฟิล์มเลย แล้วก็เอาไฟล์ดิจิทัลที่ได้ไปประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เอาไปกลับสีเป็นจากเน็กกาทีฟเป็นโพสิทีฟ
คราวนี้เราก็มีวิธีที่ง่ายกว่านั้นโดยใช้กล้องดิจิทัลที่มีโหมดปรับภาพแบบเน็กกาทีฟในตัว ผลก็คือเราจะได้ภาพขาวดำโทนสีปกติทันทีที่ถ่ายภาพเสร็จเลย สะดวกอย่างยิ่ง แถมกล่องไฟที่ใช้ก็ยังสามารถอาศัยอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆพกติดตัวเคลื่อนย้ายง่ายได้อีกด้วย เราจะมาดูวิธีการกัน
อุปกรณ์ที่ใช้
ฟิล์มขาวดำกับกล่องไฟสำหรับดูสไลด์ กล่องไฟรุ่นนี้เป็นกล่องไฟใส่ถ่านไฟฉาย 2 ก้อน ขนาดหน้าจอแสงสว่างจะใหญ่ประมาณ 6x6cm เป็นกล่องไฟพกพาสำหรับการดูฟิล์มสไลด์ขนาด 120 หรือ 6x6cm นั่นเอง เราเอามาใช้ให้แสงสว่างกับแผ่นฟิล์ม
ถ้าเราถ่ายภาพด้วยโหมดสีปกติของกล้องดิจิทัล เราก็จะได้ภาพออกมาเป็นสีโทนน้ำตาล ที่ไม่เป็นสีโทนเทาเพราะหลอดไฟไม่ได้ให้สีขาวจริงๆ แต่ให้สีเป็นสีชา ภาพที่เราได้ก็จะเป็นสีที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่า
จากนั้นเราก็ปรับโหมดการถ่ายภาพของกล้องดิจิทัลให้เป็นสีแบบ เน็กกาทีฟ ซึ่งกล้องบางตัวจะทำได้ บางตัวทำไม่ได้ ตัวที่ทำได้เราก็จะได้ภาพกลับสีทันที ซึ่งจะได้สีเป็นสีปกติของงานขาวดำ
แล้วเราก็เอาภาพที่ได้ไปปรับแต่งคอนทราส หมุนภาพ คร๊อปภาพได้ตามใจ อย่างในภาพสุดท้ายนี้คือเอาไปผ่านโปรแกรม snapseed ซึ่งเป็นโปรแกรมแต่งภาพที่อยู่ในสมาร์ดโฟน สามารถหาโหลดมาลงได้ไม่มีค่าใช้จ่าย
ส่วนภาพบนสุดที่มีขอบภาพหน้าตาประหลาดนั้นเป็นการเอาภาพที่ปรับเสร็จแล้วไปผ่านโปรแกรมของ polaroid ซึ่งหาโหลดได้ฟรีเช่นกัน ขอบภาพที่เห็นเป็นเส้นกากบาทนั่นคือขอบภาพเลียนแบบภาพ polaroid จากกล้อง SX-70 ในอดีต
กล้องดิจิทัลจาก polaroid ในรุ่น z340 เป็นกล้องลูกผสมระหว่างกล้องดิจิทัลความละเอียด 14 ล้านพิกเซล กับ ปริ๊นเตอร์ขนาดเล็กสามารถพิมพ์ภาพขนาด 3×4 นิ้วได้ในตัว ในส่วนของกล้องดิจิทัลจะใช้แผ่น SD card แบตเตอรี่ในเครื่องสามารถใช้พิมพ์ภาพได้ 10 ภาพต่อการชาร์จแบต 1 ครั้ง ส่วนการถ่ายภาพแบบไม่ต้องพิมพ์ภาพ สามารถถ่ายได้กี่ครั้งยังไม่รู้ข้อมูล เดี๋ยวใช้ไปเรื่อยๆคงรู้เอง
ภาพที่ถ่ายเล่นด้วยกล้องดิจิทัลโพลารอยด์

ตั้งค่าของกล้องเอาไว้ที่ฟิลเตอร์แบบโลโม่ ซึ่งจะมีลักษณะเพิ่มขอบดำให้กับภาพ แล้วก็ถ่ายภาพนี้จากในรถ โฟกัสภาพไว้ที่กระจกที่มีหยดน้ำเกาะอยู่ วัดแสงไปตามที่กล้องวัดให้ โฟกัสชัดก็กดถ่ายไปเลย

นอกจากจะถ่ายไปนอกตัวรถแล้ว ลองโฟกัสที่คอนโซลรถบ้าง สภาพแสงตอนนี้ค่อนข้างน้อยเพราะว่าขับรถอยู่บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี

ภาพศาลตายายถ่ายในโรงพิมพ์ ตั้งค่าเป็นแบบโลโม่เพื่อช่วยให้ภาพมีขอบดำเข้มขึ้น คุณภาพกล้องคอมแพ็คระดับ 14 ล้านพิกเซลอยู่ในระดับมาตรฐานกล้องทั่วไป แต่ลูกเล่นเรื่องฟิลเตอร์ต่างๆก็เป็นของเล่นที่น่าเล่น ภาพที่ได้มีคุณภาพเพียงพอที่จะนำไปโพสท์หรือใช้ในงานสิ่งพิมพ์ได้ไม่มีปัญหา

การถ่ายภาพในห้องนอนก็มีคุณภาพพอใช้ สภาพแสงในห้องมีเพียงไฟฟลูออเรสเซนท์หนึ่งดวง กล้องพยายามเร่ง iso ขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่กล้องจะมีให้ได้ ภาพที่ได้ก็มีรายละเอียดพอใช้ได้ แม้ว่าจะดูมีกลากเกลืื้อนต่างๆอยู่ในผิวคนและทั่วทั้งภาพแต่มันก็ยังคงให้ภาพได้ คือเก็บภาพได้ ไม่สั่นจนเสีย
วันที่ 19 พค 2556 ผมมีนัดไปดูสถานที่ก่อสร้างหลายแห่ง เป็นกิจกรรมส่งเสริมการขายของบริษัทที่ปรึกษางานสร้างบ้าน บริษัทนี้จัดให้ว่าที่ลูกค้าได้ไปดูสถานที่จริงในการก่อสร้าง นั่นคือ มีคนจะสร้างบ้าน บริษัทที่ปรึกษาก็จะรับจ้างให้คำปรึกษา ควบคุมงานก่อสร้าง ติดต่อคุยกับผู้รับเหมา ควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามแบบ ตามสเป็คที่กำหนดไว้ เมื่อมีปัญหา บริษัทที่ปรึกษาจะแจ้งให้เจ้าของบ้านทราบเพื่อแก้ไขให้ทันท่วงที ถือเป็นธุรกิจที่มีรายได้ดี เป็นการจับเสือมือเปล่า ลงแต่ความรู้ ความคิด ไม่ต้องลงทุนตัวเงินในการทำงาน
บ้านหลังนี้เป็นตัวอย่างที่บริษัทที่ปรึกษาพาไปดู ผมพกกล้องถ่ายรูปไปถ่ายเล่นๆ เห็นมุมเงยแบบนี้ก็อดที่จะถ่ายเก็บไว้ไม่ได้ กล้องฟูจิ x100 ติดเลนส์ตายตัวขนาด 35mm รูรับแสง f2 ตั้งค่าให้กล้องเป็นระบบ Av f2 ความไวแสงตั้งเป็น Auto ตอนถ่ายก็ใช้ระบบ ND ในกล้องช่วยลดค่าแสงลงไปอีก 3 สต๊อป เพราะตั้งใจใช้รูรับแสงกว้างๆ ความไวของกล้องมีแค่ 1/2000 วินาที ทำให้ค่าแสงตอนกลางวันจะมากเกินไปเมื่อเทียบกับสเป็คของการถ่ายที่รูรับแสงกว้าง เลยต้องลดแสงลงด้วยระบบ ND ซึ่งระบบนี้มีอยู่ในกล้อง Fuji x100 อยู่แล้ว
Self portrait may 2013. กล้องFuji x100