Category Archives: photo
nikon v1 กับเลนส์ CCTV
กล้อง nikon v1 ต่อกับเลนส์ CCTV จะต้องต่อผ่าน adaptor ชิ้นหนึ่ง ซึ่งจะแปลงเม้าเกลียวของระบบ CCTV ให้เป็นเม้า nikon1 ลองซื้อมาใช้แล้วก็ใช้งานได้ปกติ แต่ติดปัญหาก็คือไม่สามารถโฟกัสอินฟินิตี้ได้เลย เพราะระยะเกลียวของ adaptor มันไม่ลงลึกพอที่จะให้เลนส์อยู่ใกล้กับบอดี้ตามที่ควรจะเป็น เหตุผลที่มันลงไปลึกไม่ได้ เพราะกระบอกเลนส์ CCTV มันใหญ่กว่าความกว้างของหลุมที่ adaptor มันเว้นไว้ให้ มันก็เลยหมุนลงไปไม่ได้
ผลก็คือถ่ายภาพได้แต่ระยะใกล้ๆและระยะมาโครเท่านั้น จะถ่ายภาพวิวไม่ได้เลย พยายามหาข้อมูลแล้วแต่ก็ไม่เจอว่าจะต้องหา adaptor ยี่ห้อไหน ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่า adaptor ไม่ได้มาตรฐาน หรือ เลนส์ CCTV ตัวนี้ไม่ได้มาตรฐาน อะไรกันแน่
ภาพแม่และเด็กที่ผมชอบ
ภาพแม่และเด็กในรูปแบบที่ผมชอบจะเป็นลักษณะแบบภาพนี้เลย เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความรัก ความตั้งใจที่จะเอาใจใส่ต่อชีวิตน้อยๆหนึ่งชีวิต การเป็นแม่ที่ดีต้องใช้ความพยายามและความอดทนมหาศาล ในช่วงแรกของเด็กยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เด็กจะอยู่รอดก็เพราะแม่คนเดียวเท่านั้น พ่อที่ยืนถ่ายรูปอยู่ด้านข้างเป็นแค่คนที่คอยช่วยหยิบจับสิ่งของบางอย่าง เป็นเพียงคนบันทึกภาพ เป็นพยานว่าแม่รักลูกแค่ไหน
ถ่ายรูปให้เป็นดังใจคิด
พระอาทิตย์ทรงกลด ไม่ได้เป็นเรื่องราวของโชคราง หรือนิมิตใบ้คำทำนายทายทัก มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่รุ้งกินน้ำจะเกิดเป็นวงกลมรอบเส้นตรงที่ลากจากพระอาทิตย์มายังดวงตา ถ้ารุ้งกินน้ำเกิดตอนสี่โมงเย็น มันก็จะอยู่ริมขอบฟ้า เส้นวงกลมของรุ้งกินน้ำก็มีบางส่วนของวงอยู่บนฟ้าเป็นภาพให้เราเห็น บางส่วนของวงอยู่ใต้ดินซึ่งก็คือไม่มีให้เห็น รุ้งกินน้ำที่เกิดตอนเที่ยง ตอนที่พระอาทิตย์ตรงหัว มันก็เกิดเป็นวงกลมเต็มวงให้เราดู ถ้าเราสามารถมองได้ไม่แสบตา การถ่ายภาพนี้ ไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าเลย มองผ่านช่องมองภาพก็ไม่ได้ด้วย อาศัยการปรับกล้องแมน่วลโฟกัสให้โฟกัสที่อินฟินิตี้ กล้องnikon fm2n เลนส์ 24f2.8 ฟิล์ม fuji velvia ปรับความเร็วชัตเตอร์ไปที่ความเร็วสูงสุดของกล้อง แล้วก็ปรับค่ารูรับแสงตั้งแต่ค่า f8 f11 f16 f22 ไล่ไปเรื่อยๆ มันจะได้ภาพดีสักภาพหนึ่งแน่นอน ตอนเล็งก็อาศัยการหลับตาแทนการมอง หันกล้องขึ้นฟ้า หลับตาเพื่อให้ภาพมืด แล้วแดดที่ตกเข้ามายังกล้องก็จะส่องมาที่ดวงตาที่หลับไว้ เราก็จะเห็นเป็นแสงสีส้ม เอียงกล้อง ส่ายกล้องไปมาเพื่อหามุมที่แสงสีส้มสว่างที่สุด แล้วก็เร่ิมถ่าย….
กระเป๋า Gas Mask น่าใช้
กระเป๋าหน้าตาเชยๆ แต่เป็นกระเป๋ารุ่นที่เข้าฉากถ่ายทำหนังเรื่อง indiana jones เป็นกระเป๋าที่ผลิตจริงในยุคสงครามโลก และมีการแจกจ่ายให้ประชาชนใช้ใส่อุปกรณ์ป้องกันแก๊สพิษ กระเป๋ารุ่นนี้ได้รับการผลิตจำนวนมาก และหลงเหลือมาสู่ยุคปัจจุบัน ในช่วงที่มีการถ่ายหนังเรื่อง indiana jones ก็ได้มีการคัดเลือกกระเป๋าให้เป็นเครื่องประดับของพระเอก กระเป๋ารุ่นนี้ก็ได้รับการคัดเลือก และหลังจากหนังได้รับความนิยมและทำต่อเนื่องกันสามภาค กระเป๋า Gas Mask ก็ได้รับการสืบประวัติและถูกนักสะสมตามซื้อเก็บกันตั้งแต่หนังสามภาคดังเป็นพลุแตก
คนมีนิสัยชอบถ่ายรูปจะพยายามหากระเป๋าสักใบที่มีคุณภาพดีและสามารถใส่ของได้เยอะ และสามารถพรางตัวไม่เป็นจุดเด่น ดูไม่รวย ดูไม่เป็นช่างภาพ ซึ่งกระเป๋า Gas Mask ตอบโจทย์เหล่านี้ได้หมด ตอนที่ได้มาผมก็ลองใส่ของไปหลายๆอย่างก็รู้สึกถูกใจ เพราะมันใส่ของได้เยอะโดยที่กระเป๋าไม่บวมป่อง มีช่องเล็กช่องน้อยที่ทำไว้ให้ใช้งานได้ง่าย สามารถหยิบของทุกอย่างในกระเป๋าได้โดยตรงโดยที่ไม่ต้องรื้อกระเป๋า ซึ่งการใช้งานจริงผมก็ลองใส่จนลงตัวว่ากระเป๋าใบนี้ผมใช้ใส่อะไรบ้างดังนี้
กล้องถ่ายภาพตัวที่หนึ่ง nikon 1 V1 ติดเลนส์ 10f2.8
กล้องถ่ายภาพตัวที่สอง canon eos m ติดเลนส์ 18-55STM บ้าง บางวันก็ติดเลนส์ 22f2 บ้าง
แฟลชตัวเล็ก canon ex90
เพาเวอร์แบงค์ 5500Ma ของ yoobao
สมุดโน้ตขนาด 4×5 นิ้ว ความหนาประมาณ 40 หน้า
tablet Galaxy note8 บางวันก็มี ipad mini ใส่เข้าไปด้วย
ปากกาลูกลื่น ปากกาเมจิก ดินสอเหลาอย่างละแท่ง
เครื่องเล่น mp3 ขนาดเล็ก บางวันก็ใช้ samsung w1 บางวันก็เป็น ipod shuffle gen1
หูฟัง 1 เส้น
หลอดไฟ led สำหรับต่อกับพอร์ต usb เอาไว้ส่องสว่างเวลาทำงานในที่แสงน้อย
กล้องฟิล์ม contax t3 ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น nikon1 v1 แทน
ถ้าจะบอกว่าเป็นกระเป๋าที่ถูกใจที่สุดในรอบสิบปีก็ไม่ผิด เพราะมันใส่ของที่อยากใส่ออกนอกบ้านได้ค่อนข้างเยอะและครบ กระเป๋าใบนี้ทำให้เราสามารถพกกล้องไปได้ทุกที่ เหตุที่ต้องมีกล้อง 2 ตัวเอาไว้ในกระเป๋าก็เพราะ กล้อง nikon v1 เป็นกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ขนาดเล็กมากที่สามารถโฟกัสภาพได้เร็วมาก เป็นกล้องที่ีจะหยิบมาถ่ายภาพเวลาที่ต้องการภาพเน้นเนื้อหา เน้นสาระ เน้นว่าต้องเก็บภาพให้ได้ ส่วนกล้อง eos m เป็นกล้องขนาดเล็กอีกตัวหนึ่งที่ให้ภาพได้สวย เลนส์ 22f2 พร้อมกล้อง eos m ให้ภาพชัดตืิ้นได้ถูกใจผมที่สุด แทบจะไม่ต่างไปจากกล้องโปรเลย แต่มันโฟกัสช้ามากทำให้ไม่สามารถใช้ได้ทุกสถานการณ์ มันก็เลยต้องพกสองยี่ห้อ สองบอดี้นั่นเอง
eos m กับงานถ่ายแพ็คช็อต หรือถ่ายภาพสินค้า
eos m กับงานถ่ายแพ็คช็อต หรือถ่ายภาพสินค้า
เมื่อก่อนตอนใช้ DSLR จะถ่ายสินค้า ก็จะตั้งโหมด m เลือกค่า f ตามใจ เลือกสปีดตามความเร็วซิงค์แฟลชของกล้องตัวนั้นๆ เลือก iso ต่ำๆไว้ก่อน 200 บ้าง 400 บ้าง ต่อหัวจุกทริกเกอร์เพื่อส่งสัญญาณไร้สายไปยังตัวรับที่ต่อกับแฟลชนอก เวลาถ่ายก็โฟกัสด้วยช่องมองภาพ กดถ่าย แฟลชติด ได้ภาพ
พอใช้ eos m ตั้งโหมด m เหมือนเดิม ตั้ง iso ประมาณ 400 ต่อทริกเกอร์ตัวเดิม ผลก็คือ ภาพในจอมืด จัดองค์ประกอบไม่ได้เลย ต้องกดโฟกัสลงไปครึ่งนึงเพื่อให้กล้องเริ่มโฟกัส ภาพถึงจะมา เราไม่สามารถจัดองค์ประกอบได้ตลอดเวลา เพราะภาพมืด มันรับแสงตามค่าโหมด m แต่ถ่ายได้ กดถ่ายก็ได้ภาพ ได้แสงพอดี เพราะแสงแฟลชจากทริกเกอร์ทำงานได้ปกติ
กล้อง eos m จะส่งภาพที่ค่าแสงจริงที่ถ่ายได้โดยไม่รู้ว่าเราจะถ่ายด้วยแฟลช ที่ต่อกับทริกเกอร์ ภาพในจอเลยมืด ถ้าเราปรับโหมดไปที่ A Tv หรือ P ภาพจะสว่างพอดี
กรณีนี้ถ้าเปลี่ยนจากทริกเกอร์เป็นแฟลชของcanonเอง กล้องจะรู้ว่าเราใช้แฟลช ก็จะแสดงภาพให้มองเห็นอัตโนมัติ แม้เราจะตั้งเป็นโหมด M ก็ตาม แต่แสงแฟลชจากหัวโดยตรงก็ไม่ดีพอจะถ่ายสินค้า
สรุปได้ว่า eos m ถ่ายสินค้าลำบากมากถ้าใช้แฟลชทริกเกอร์ แต่จะทำงานได้ถ้าใช้แฟลช canon
ทางออกที่เปลืองที่สุดสำหรับกรณีนี้ก็คือ ใช้แฟลช canon ทุกตัว แฟลชติดกล้องก็เป็น canon หรือเป็นตัวส่งสัญญาณแฟลชของ canon แฟลชนอกกี่ตัวก็ใช้เป็น canon เพื่อรับคำสั่งไร้สายทั้งหมด
เปลืองมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่ผลลัพธ์จะสะดวกมากๆ และทำงานได้เร็วสุดๆ
ผมลอง ex90 ติดกล้อง ส่งสัญญาณไปยังแฟลช 580ex และ 550ex เพื่อถ่ายสินค้า สะดวก เร็ว แต่เปลืองมาก ถ้าไม่เป็นเพราะมีของเยอะ เคยรับงานมาหลายปี มีอุปกรณ์เป็นคันรถอยู่แล้วคงไม่คิดจะลองให้จบแบบนี้ เพราะแค่จะลงทุนซื้อแฟลชค่ายมาสามตัวก็ดูเปลืองมากๆ เทียบกับทริกเกอร์ของจีนชุดไม่กี่ร้อยบาท แฟลชบ้านๆเก่าๆแต่ไฟแรงตัวละสองพัน ประหยัดกว่ากันเยอะ
ใครรู้เรื่องแฟลชและจะลงทุนซื้อกล้องมาถ่ายสินค้า ใช้ DSLR ไปเถอะ แต่ถ้าไม่คิดจะใช้แฟลช ใช้แสงหลอดไฟ ใช้แสงธรรมชาติก็คงไม่มีปัญหา eos m ยังคงน่าใช้ แต่สำหรับผมคิดว่าถ่ายสินค้าอีกที คงกลับไปใช้ DSLR เหมือนเดิม
สนามบินสุวรรณภูมิ พ.ศ.2549
สนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนเปิดให้บริการ ได้มีการจัดประกวดถ่ายภาพเพื่อหาภาพชนะเลิศใช้ทำสื่อต่างๆของสนามบินอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นปีแรกที่เปิดทำการ การประกวดถ่ายภาพเริ่มต้นก่อนสนามบินเปิดประมาณ 3-6 เดือน (จำไม่ได้แน่นอน) ผู้ชนะเลิศเป็นใครผมจำไม่ได้ รู้แค่ว่าภาพชนะเลิศ มันคล้ายกับภาพที่ผมถ่ายเช่นกัน แต่ภาพชนะเลิศเขายืนห่างจากจุดที่ผมยืนไปอีกหลายสิบเมตร เพราะมุมภาพเดียวกัน แต่องค์ประกอบหลวมกว่า เหมาะกับการใช้ทำสื่อสิ่งพิมพ์มากกว่า
มันคือภาพข้างบนนี้แต่ถอยหลังไปถ่ายไกลกว่า และภาพไม่เอียง ภาพที่ผมถ่ายมันดูแน่นเกินไป ในวินาทีนั้นทำไมผมไม่คิดจะเดินถอยหลัง อาจจะเป็นเพราะความเหนื่อยผสมความขี้เกียจเนื่องจากถ่ายภาพมายาวนานเกือบหกชั่วโมง ภาพท้ายๆฟ้าเริ่มมืด ยุงเริ่มกัดทะลุกางเกงยืน ผมไม่สามารถยืนนิ่งๆได้อีกแล้ว ยุงกัดจริง เจ็บจริง ยุงกัดจนผมไม่มีสมาธิจะตั้งขาตั้งกล้องให้ตรงเลย ตอนที่สแกนภาพเพื่อดูบนจอ ผมเห็นว่าภาพนี้มีความเอียงจนไม่ควรใช้เป็นภาพส่งประกวด ถึงส่งก็คงไม่ได้รับคัดเลือกเพราะมันเป็นภาพที่องค์ประกอบแย่มาก
หลายเดือนต่อมาผมขายภาพนี้ให้กับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง เขาซื้อภาพนี้ไปด้วยเหตุผลคือ มันเหมือนเป็นภาพเดียวกับภาพชนะเลิศ แต่เขาเอาไปคร๊อปภาพทำให้สัดส่วนสมบูรณ์ขึ้นได้ และใช้ทำเป็นสื่อเพื่อใช้ทางธุรกิจประกันภัย
นี่คือภาพอื่นๆที่ผมเห็นว่าสวยแต่กรรมการไม่เห็นเหมือนผม ภาพอื่นๆอีกสองภาพของผมที่ตัดฟิล์มส่งไปยังกองประกวด ป่านนี้คงสาบสูญไปแล้ว การประกวดมีข้อดีคือเป็นเวทีของนักถ่ายภาพสมัครเล่นให้ได้แสดงฝีมือ แต่ภาพที่ไม่ได้รับรางวัลก็กลายเป็นขยะไป หรืออาจจะกลายเป็นสินทรัพย์ใช้ได้ฟรีๆไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ก็ได้ ใครจะรู้
จดหมายถึงขอบฟ้า
วันที่ 27 มีนาคม 2557 ผมรู้สึกอย่างเขียนข้อความบางอย่างถึงลูก เลยออกมาเป็นกลอนแบบนี้

ปีนป่ายก่ายกันนอน
หัวไร้หมอนตอนรุ่งสาง
ทับแขนทับพุงกาง
มือเท้าวางอยู่ข้างกัน
ตื่นมาน้ำตาไหล
แม่แม่หายอยู่ไหนหนอ
ลูกเอ๋ยจงนั่งรอ
เดี๋ยวพ่อพ่อเล่าให้ฟัง
หุงข้าวกับทอดปลา
แม่ขึ้นมาในทีหลัง
ผ้าอ้อมเหม็นหนักจัง
นอนเอนหลังเปลี่ยนผืนใหม่
แปรงฟันเรื่องโหดร้าย
ลูกโวยวายไปถึงไหน
แปรงเสร็จหอมชื่นใจ
ยื่นปากให้พ่อแม่ดม
หยิบกล้องส่องรอยยิ้ม
ยิ้มอิ่มอิ่มพ่อสะสม
วิ่งเล่นเป็นลิงลม
ป้อนข้าวต้มแทบไม่ทัน
กินข้าวแล้วเดินเล่น
ต้องเคี่ยวเข็นเป็นครึ่งวัน
กินนมก่อนนอนฝัน
นอนกลางวันได้นานนาน
หนังดีเพลงไพเราะ
หนังเรือเหาะบู๊ล้างผลาญ
ทุกอย่างไม่พบพาน
ตั้งแต่วันที่ลูกมา
อ้อมกอดพ่อแม่เจ้า
ไม่ใหญ่เท่าผืนโลกา
แต่จะอุ้มเจ้าขอบฟ้า
เท่าเวลาที่หายใจ




ปีคศ 2024 โลกเรามีระบบ AI ที่ฉลาดมาก สามารถทำงานหลายอย่างได้อย่างมหัศจรรย์ และได้ลองเอากลอนนี้ไปทำเป็นเพลงได้ออกมาเป็นแบบนี้
พาลูกเที่ยวพัทยา
บันทึกขอบฟ้า 1 ขวบ 8 เดือน
วันที่ 15 เมษายน 2557 ผมและภรรยาและลูก เดินทางไปพัทยา ไปพักในโรงแรมราวินดรา ซึ่งเป็นโรงแรมหรูที่อยู่หาดจอมเทียน อยู่ใกล้กับโอเชี่ยนมาลีน่าที่เป็นสถานที่จอดเรือยอร์ชสุดหรู เราเดินทางกันตอนสายๆ และไปถึงพัทยาในตอนเที่ยง เลยตัดสินใจแวะเที่ยวกันก่อนสักหนึ่งที่แล้วค่อยเข้าที่พัก
พัทยามีอควอเลี่ยมเปิดใหม่มาหลายปีแล้วชื่อว่า under water world เป็นอคอเลี่ยมขนาดเล็กๆ มีห้องแสดงภายในไม่มากนัก ใช้เวลาเดินจนครบรอบสักสิบห้านาทีก็ครบแล้ว มีปลาขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ให้ดู พอให้ตื่นเต้นได้บ้าง เหมาะกับลูกเล็กๆที่สนใจทุกเรื่องรอบตัว ขอบฟ้าเป็นเด็กที่กำลังเรียนรูู้ ทุกสิ่งเป็นเรื่องใหม่ในชีวิต ขอบฟ้าดูการ์ตูน ดูทีวี สามารถเรียกปลาฉลามได้แล้ว ขอบฟ้าจะเรียกหาฉลามอยู่บ่อยๆ ก็เลยเลือกที่จะพามาอควอเลี่ยม
ณ วันที่เดินทาง ขอบฟ้าอายุ 1 ขวบ 8 เดือน 26 วัน สามารถพูดประโยคต่างๆได้ครบองค์ประกอบแล้ว คือมีประธาน กริยา กรรม แม้จะเป็นประโยคสั้นๆก็ตาม ขอบฟ้าตื่นเต้นกับปลาต่างๆอยู่มาก สิ่งที่ขอบฟ้าเรียกได้ถูกต้องเมื่อได้เห็นก็จะมีปลา เต่า กระเบน เป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นแต่กลัวที่จะสัมผัสจริงๆ ตุ๊กตามาสคอร์ตที่เป็นตัวการ์ตูนเดินโชว์ทักทายแขกก็เป็นจุดสนใจของเด็กๆ ขอบฟ้าก็สนใจ แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ ถ้าแม่ไม่อุ้มเข้าไปก็จะไม่ยอมเข้าใกล้เองเลย
วันนี้ขอบฟ้าได้ศัพท์คำใหม่ “ปลาคร้าฟ” แต่ขอบฟ้าจะออกเสียงเป็น “ปลาคับ” เป็นการเรียกชนิดของปลาได้แล้ว เพราะทุกทีจะเรียกแค่ปลา ปลาตัวใหญ่ ตัวเล็ก ปลาสีส้ม ปลาสีขาว รอบนี้เลยสอนให้เรียกปลาคร้าฟ ต่อไปนี้คือภาพบรรยากาศที่ขอบฟ้าได้ไปปพบเจอ หวังว่าขอบฟ้าจะจำบางอย่างได้เมื่อโดขึ้น

ของดูดเงินพ่อแม่ดักอยู่ใกล้ๆทางเข้า ขอบฟ้าชอบตู้หยอดเหรียญแบบนี้มาก แถมรู้ด้วยว่าต้องขอตังแม่ไปใส่เพื่อจะเอาของข้างในออกมา

สายตาไม่ไว้วางใจ ถ้าแม่ไม่อุ้มเข้าไปใกล้ๆก็จะไม่ยอมอยู่ใกล้ๆเลย

ปลาคร๊าฟไม่กลัวคน มันรอให้คนเอาอาหารมาหย่อนให้ถึงปากเลย

ให้อาหารปลาด้วยขวดนมก็คิดมาดูดเงินนักท่องเที่ยวได้ด้วย แถมปลาไม่กลัวคนอีกต่างหาก

ตู้ปลาจะจัดแสงและพื้นหลังไว้ค่อนข้างดี ถ่ายรูปง่าย ถ้าเอาไปหลอกเพื่อนว่าลงไปถ่ายใต้น้ำมาก็น่าจะมีคนเชื่ออยู่

เลือกใช้กล้องที่โฟกัสแม่นๆ และสามารถใช้ iso ได้สูงมากๆก็จะสามารถถ่ายภาพพวกนี้ได้สบายมาก ทริปนี้ใช้กล้อง canon eos6d และเลนส์ 24-105f4

ปลากระเบนคือตัวการที่ทำให้ต้องพาขอบฟ้ามาดู

ดูแมงกระพรุน เห็นแล้วอยากกินเย็นตาโฟเลย

ที่ under water world เด็กต่ำกว่า 90cm เข้าฟรี ผู้ใหญ่ 250 บาท

ถ่ายรูปด้านหน้าไว้เป็นที่ระลึก ปลาฉลามที่ขอบฟ้าอยากดูู
ออกจากที่นี่ก็ตรงเข้าที่พัก โรงแรมแสนสวย บรรยากาศดี มีสระว่ายน้ำกว้างใหญ่ ทุกอย่างดูดีเสียอย่างเดียวมีกลิ่นบุหรี่ในหลายๆจุด ที่โต๊ะรับแขกในล๊อบบี้มีที่เขี่ยบุหรี่วางอยู่บนโต๊ะ ดูแล้วน่าหงุดหงิด หลายจุดเป็นพื้นที่สาธารณะ อย่างสระว่ายน้้ำก็ยังมีกลิ่นบุหรี่ และมีป้ายห้ามสูบ แต่อาจเป็นพราะลูกค้าฝรั่งพวกนี้มันอ่านหนังสือไม่ออก ดูป้ายห้ามสูบแล้วมันไม่เข้าใจ พนักงานโรงแแรมก็พูดภาษาฝรั่งไม่ได้ ทำให้ไม่มีใครเข้าไปบอกว่าห้ามสูบ

บรรยากาศร้านอาหารของโรงแรม ระหว่างรออาหารมาเสริฟ

พิซซ่าโรงแรม รสชาดดีกว่าพิซซ่าริมถนนอยู่

ขอบฟ้าเป็นเด็กกินอาหารยากมาก สมาธิไม่อยู่กับอาหาร สนใจแต่เรื่องวิ่งเล่น เลยต้องย้ายที่กิน ย้ายที่เดินป้อนอาหารไปเรื่อยๆ
ส่วนมื้อเย็นไปกินข้างนอกโรงแรม ไปร้านอาหารเดอะวิว ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ร้านนี้ผมเคยแวะกินมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่การมาครั้งนี้ไม่่ประทับใจ อาหารช้า สั่งของไป บางอย่างไม่มีก็ไม่มาบอก ปล่อยให้ลูกค้ารอเป็นชั่วโมง การจัดการแย่มาก รับรองว่าไม่ไปเหยียบซ้ำแน่นอน
วันรุ่งขึ้นก็เดินทางกลับแวะซื้อของระหว่างทาง ขอบฟ้ายอมนั่งคาร์ซีทแต่โดยดี แต่ถ้าต้องนั่งนานเป็นชั่วโมงจะเริ่มโวยวาย คิดว่าคงเมื่อยมากกว่า เพราะคนขับก็เมื่อยเหมือนกัน
รีวิวกล้อง nikon v1 กล้องตกรุ่นน่าใช้ ตอนที่ 2
กลับไปดูตอน 1 ได้ที่นี่ รีวิวกล้อง nikon v1 กล้องตกรุ่นน่าใช้
Nikon v1 ตอน 2

กล่อง Nikon v1 โหมดขาวดำจากกล้องโดยตรง
ก่อนจะได้ v1 มาเป็นของตัวเอง ผมก็ยุเพื่อนคนนึงให้ซื้อของใหม่เอาไว้ เพราะเพื่อนบ่นให้ฟังว่าอยากหากล้องตัวใหม่ที่ใช้ถ่ายภาพนิ่งได้ ถ่ายวิดีโอได้ ผมอ่านรีวิว v1 มาสักพักเลยมั่นใจว่า v1 สามารถใช้แทนกล้องวิดีโอได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะความสามารถถ่ายวิดีโอได้ยาวต่อเนื่องกัน 30 นาที ซึ่งถือว่ายาวมากสำหรับกล้องดิจิทัล และนอกจากการถ่ายโหมดปกติที่ความละเอียดระดับ HD แล้ว v1 ยังมีความสามารถถ่ายภาพสโลโมชั่นอีกด้วย ก็เลยแนะนำกันไป เพื่อนก็ตามไปซื้อมาใช้จริงๆ

Nikon v1 ต่ออแด๊ปเตอร์ Ft1 ต่อเลนส์ Nikon 18-105
ต่อมาเพื่อนก็เลยเอา v1 ทั้งชุดมาให้ลอง ผมก็แลกกระเป๋ากล้องกันกับเพื่อน เราเอา v1 มาเล่น เพื่อนเอา 6d ไปเล่น พอได้ v1 มาเล่นสักสามวัน เล่นจนเข้าใจแล้วว่า v1 ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ลักษณะภาพที่ได้จาก v1 เป็นอย่างไร ผมก็พอรับได้ แต่สิ่งที่ถูกใจที่สุดก็คือลูกเล่นต่างๆที่มาค้นพบตอนที่ต้องจับเองเล่นเอง ผมลองเอากล้องไปถ่ายภาพลูกด้วยลูกเล่นพิเศษที่มีชื่อว่า best shot หรือชื่อเต็มเรียกว่า smart photo selector ซึ่งกล้องจะถ่ายภาพด้วยความรวดเร็ว ถ่ายเก็บไว้หลายสิบภาพในการกดปุ่มชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว กล้องจะเอาภาพที่เก็บได้มาบันทึกเป็นไฟล์ให้เลย 5 ภาพ แค่การทดลองครั้งแรกครั้งเดียว ผมก็สามารถถ่ายภาพลูกจอมซนของผมได้ชัดเจน และในวันต่อมาผมก็อ่านเจอประกาศขาย v1 พอดี เลยตามไปซื้อมาแต่เป็นกล้องกับเลนส์แค่ตัวเดียวนั่นก็คือเลนส์ 10f2.8

Nikon v1 อแด๊ปเตอร์ FT1 เลนส์ Nikon 50f1.8
หน้าตาของ Nikon v1 สีขาวมันดููสวยงามถูกใจอย่างยิ่ง ถ้าเอาโลโก้ nikon ออกแล้วใส่คำว่า apple เข้าไป ผมเดาว่าอาจจะมีคนเชื่อ เพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็นมันดู minimal จริงๆ หน้าตาเรียบง่าย ปุ่มน้อยๆ มีแค่ปุ่มที่จำเป็นจริงๆ ที่เหลือซ่อนไว้ในเมนูทั้งหมดเลย มันอาจจะถูกใจแม่บ้าน นักท่องเที่ยว แต่ไม่ถูกใจช่างภาพมือโหดทั้งหลายก็ได้ การที่ Nikon v1 เอาโหมดการถ่ายภาพ M Av Tv P ไปซ่อนไว้ในเมนู ต้องเข้าถึงด้วยการกดยิกๆๆๆๆๆ หลายครั้ง มันทำให้คนที่คุ้นเคยกับ Dslr ต้องบ่นเป็นหมีกินผึ้งกันเลย แต่มันก็จะไปถูกใจช่างภาพขี้เกียจแบบผมนี่แหละที่ไม่ค่อยจะเปลี่ยนโหมดซักเท่าไหร่ และจากประสบการณ์การถ่ายภาพมาหลายปี สุดท้ายเราก็ปรับกล้องไปที่โหมด Av เสียเป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าประมาณ 90% ของการถ่ายภาพเลย ผมจำไม่ได้เลยว่าใช้โหมด M ตอนไหนบ้างนอกจากการถ่ายสินค้า ถ่ายมาโคร ส่วนการถ่ายภาพเพื่อบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ รวมไปถึงการถ่ายเล่นๆ ผมก็ใช้โหมด Av ทั้งสิ้น นานๆจะมีโหมด P ซักทีตอนที่ถ่ายภาพแบบไม่ต้องการคิดอะไรเลย
ผมถือว่าการออกแบบปุ่มจำนวนน้อยๆและการซ่อนโหมด M Av Tv P เอาไว้ในเมนูชั้นลึกๆเป็นเจตนาของผู้ออกแบบเพื่อให้กล้องตัวนี้ใช้งานง่ายที่สุด เหมือนกับว่ากล้องตัวนี้ไม่ได้มีไว้หัดถ่ายภาพ แต่มีไว้ให้กับมือโปรที่อยากพกของเบาๆ มือโปรระดับที่ว่า รู้อยู่แล้วว่าจะถ่ายด้วยโหมดอะไร รูรับแสงเท่าไหร่ iso ต่ำหรือสูง คือรู้ตั้งแต่ยังไม่เอาขึ้นมาตั้งท่่าเพื่อจะถ่ายภาพ และมันก็ยังเหมาะกับมือโปรที่ขี้เกียจใช้สมอง คือเป็นกล้องโหมด P หรือ Full Auto ไปเลย เพราะไม่อยากคิด

Nikon v1 อแด๊ปเตอร์ FT1 เลนส์ Nikon 50f1.8
Nikon ยังคงออกแบบกล้องออกมาได้ดี และมีความสามารถในการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เก่าๆได้ด้วย อย่าง Nikon v1 ตัวนี้ก็มีเม้าท์อแด๊ปเตอร์แยกขายต่างหาก สำหรับคนที่อยากใช้ v1 ร่วมกับเลนส์ Nikon รุ่นต่างๆที่ใช้กับ SLR และ DSLR ซึ่งมีผลพลอยได้ที่สุดยอดประการหนึ่งตามมาด้วย นั่นคือ v1 ใช้เซนเซอร์เล็ก ทำให้เลนส์เก่าๆที่มีอยู่ เมื่อนำมาใชกับ v1 ทางยาวโฟกัสของเลนส์จะเหมือนถูกคูณด้วย 2.7 เท่า เลนส์ 50f1.8 เมื่นำมาใส่ร่วมกับ V1 โดยใช้อแด๊ปเตอร์รุ่น FT-1 จะทำให้กลายเป็นเลนส์ประมาณ 135f1.8 ตัวเลขเลนส์ระดับ 135f1.8 น่าจะเป็นเลนส์ที่แพงมาก เพราะลำพังแค่ตัว 135f2 ก็แพงระดับสามหมื่นกว่าบาทแล้ว แต่ Nikon v1 ทำให้เลนส์ถูกๆรูรับแสงกว้างๆกลับมาสู่ตลาดมือสองอย่างคึกคัก เพราะมันเอาไปใช้กับ Nikon v1 ได้นั่นเอง

Nikon v1 อแด๊ปเตอร์ FT1 เลนส์ Nikon 50f1.8
เราได้เห็นการใช้งานสารพัดเลนส์บนกล้อง v1 ทั้งเลนส์เก่าค่าย nikon เอง หรือ เลนส์แมน่วลค่ายอื่นๆ รวมไปถึงเลนส์ของระบบกล้องวิดีโอ CCTV ที่เป็นเลนส์ขนาดเล็ก รูรับแสงกว้าง และราคาถูกระดับไม่เกินพันบาท เลนส์เหล่านี้จะให้ภาพที่ครอบคลุมพื้นที่เล็กๆ มันเลยไม่ได้ถูกนำไปใช้ในกล้อง fullframe แต่มันกลายเป็นของที่ใช้งานคู่กับกล้อง nikon v1 ได้เป็นอย่างดี แม้ภาพหน้าชัดหลังเบลอจะทำได้ยากบนกล้อง nikon v1 แต่มันก็พอทำได้บ้างถ้าใช้เลนส์ราคาถูกๆเหล่านี้
ก่อนหน้าที่จะมีกล้อง nikon v1 ผมเป็นช่างภาพที่อยากมีกล้องคอมแพ็คสักตัวที่ใช้ถ่ายภาพด้วยฟิล์ม เป็นกล้องชั้นดีแต่ราคามือสอง เอาไว้ถ่ายภาพขาวดำ หรือ สไลด์ ขนาดกล้องเล็กมาก สามารถพกพาได้อย่างไม่เป็นภาระ หยิบขึ้นมาแล้วก็มั่นใจว่าได้ภาพที่มีคุณภาพแน่นอน แม้คอมโพสจะไม่เป๊ะเหมือนกล้อง SLR แต่มันก็จะใกล้เคียง และสามารถไปสแกนฟิล์ม แล้วค่อยคร๊อปเพื่อจัดองค์ประกอบให้แม่นยำก็ได้ กล้องคอมแพ็คเทพๆที่อยู่ในความทรงจำก็จะมี leica minilux 40มม. ricoh GR1 28มม. contax t3 35มม. ซึ่งทั้งหมดเป็นกล้องที่ซูมไม่ได้ และภาพที่เราคาดหวังว่าจะได้ก็คือภาพที่ถ่ายชัด ถ่ายวิวก็ชัดทั้งหมด ถ่ายคนระยะใกล้ๆก็ได้หน้าชัดหลังเบลอ แต่ก็จะเบลอในแบบเลนส์มุมกว้างประมาณ 35มม. เพราะคิดเองว่า กล้องฟิล์มในใจนักถ่ายภาพทุกคนก็จะเป็น leica m บวกกับเลนส์ฟิกส์สักตัว กล้องคอมแพ็คเลนส์เทพๆก็จะทำงานได้ไม่ต่างกัน

ภาพขาวดำจากกล้อง Nikon v1 ถ่ายตอนกลางคืน ตั้ง iso เป็นออโต้
แล้วผมก็ได้กล้องคอมแพ็คเทพมาครอบครองในราคามือสอง แต่ก็มีโชคร้ายที่กล้องคอมแพ็คฟิล์มขั้นเทพเหล่านี้อายุเยอะ และมันก็มาหมดอายุในมือผมพอดี จะซ่อมก็หาอะไหล่ซ่อมไม่ได้เพราะมันเลิกผลิตไปเกินสิบปีแล้ว ผลก็คือมีกล้องเทพนอนตายอยู่ในลิ้นชัก มีไว้ทับกระดาษเล่นๆ พอดิจิทัลมีกล้องคอมแพ็คที่หน้าตาดี มีคุณสมบัติหลายอย่างที่ดี ผมก็ไม่ลังเลที่จะหาซื้อมาใช้ กล้องคอมแพ็คดิจิทัลคุณภาพดีอย่าง Fuji x100 ก็ซื้อมาด้วยอารมณ์ล้วนๆ เป็นการซื้อกล้องของใหม่ที่ใช้เวลาคิดไม่กี่นาที แล้้วมันก็ติดตัวผมมาตลอดสองปีกว่าๆ ก่อนที่จะขายออกไปเพื่อหาตัวใหม่มาทดแทนด้วยเหตุผลที่่ว่า x100 โฟกัสช้า ส่วน nikon v1 มีความเร็วที่จะทดแทนฟังค์ชั่นนี้ได้ ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกก็ได้ความเรียบหรู ดูไฮเทคแบบสุภาพๆ ไม่ได้ดูวินเทจอนุรักษ์นิยมแบบกล้อง fujix100 ซึ่งต่างก็มีเสน่ห์คนละอย่าง

leica minilux กล้องคอมแพ็คฟิล์มนอนตายอยู่ในปัจจุบัน
สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในกล้อง nikon v1 มี 2 ประการ นั่นคือ ประการที่ 1 nikon v1 เป็นกล้องคอมแพ็คที่มีช่องมองภาพ เพราะนิสัยการถ่ายภาพของผมจะชอบเอากล้องแนบตา การเอากล้องขึ้นแนบตามีผลทำให้ภาพจะมีความคมชัด เพราะกล้องจะไม่สั่นแบบที่ถือเพียงสองมือลอยไว้ การมีจุดสัมผัสที่หน้าผากอีกจุดหนึ่งทำให้กล้องนิ่งขึ้นอย่างมาก เป็นเหตุผลที่คนถ่ายภาพด้วยกล้อง leica และ SLR จะสามารถถ่ายภาพที่นิ่งกว่าคนถ่ายภาพด้วยมือถือ หรือกล้องดิจิทัลที่ไม่มีช่องมองภาพ ประการที่ 2 ก็คือ กล้อง nikon v1 เอาปุ่มโหมดการใช้งาน 4 อย่างมาไว้ให้ปรับสะดวกมาก คือ จะถ่ายวิดีโอก็หมุนไปที่วิดีโอ จะถ่ายภาพนิ่งก็หมุนไปช่องภาพนิ่ง จะถ่ายภาพ best shot ก็หมุนไปช่อง best shot เพื่อถ่ายรัวแล้วเซพไว้ 5 ภาพที่ชัดที่สุด จะถ่ายภาพวิดีโอผสมภาพนิ่งเพื่อใช้ทำคลิปสนุกๆก็ปรับไปได้โดยตรง การเลือกโหมดการถ่ายภาพผมว่าเป็นสิ่งที่เปลี่ยนบ่อยที่สุดในการเดินทางท่องเที่ยว เราเปลี่ยนโหมดระหว่างภาพนิ่ง กับ วิดีโอ บ่อยกว่า การเปลี่ยนโหมด M Av P Tv เสียอีก คนออกแบบน่าจะคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญเลยเอาคำสั่งที่ใช้งานบ่อยที่สุดมาใช้บนแป้นหมุน

Nikon v1 เล็กและหยิบง่าย ลูกเพิ่งตื่นก็คว้ากล้องมาถ่าย
สิ่งที่ชอบรองลงมาก็คือการปรับค่า iso auto ที่ nikon ให้ความฉลาดกับกล้องเอาไว้ คือเป็นโหมดการปรับ iso ให้สูงหรือต่ำอัตโนมัติ ผลการใช้งานก็ได้ผลลัพธ์ที่ดี คือถ้าเราปรับใช้ iso auto แล้ว กล้องจะเลือกค่า iso ให้เหมาะกับปริมาณแสงที่มีในสถานการณ์นั้นๆ ระบบนี้ฉลาดกว่า iso auto ของ x100 เพราะว่า ที่แสงแดดจัด กล้อง nikon ก็จะเลือก iso ต่ำๆให้เอง เราจะเห็นค่า iso200 ได้บ่อยๆ ส่วน fuji x100 เมื่อใช้งานโหมด iso auto กลับได้ค่า iso เริ่มต้นที่ 800 เสมอ แม้จะแสงเยอะก็ตาม ผลก็คือ fuji ไม่สามารถถ่ายภาพกลางแจ้งที่รูรับแสงกว้างสุดได้เลย เพราะ iso auto เลือกค่า iso ให้ สูง พอตั้งค่ารูรับแสงกว้างๆระบบวัดแสงของฟูจิจะไม่ใช้ค่าชัตเตอร์เร็วเกิน 1/2000 วินาที แต่fujiดัน จะเลือกค่า iso ให้ 800 ผลก็คือ ภาพสว่างขาวจ้าเป็นภาพเสีย แต่กลับกัน กล้อง nikon v1 มีชัตเตอร์สูงลิบ สามารถสูงได้ถึง 1/16000 วินาที ซึ่งเป็นค่าความเร็วชัตเตอร์ที่สูงที่สุดในโลกของกล้องระดับคอมเมอเชียล แม้แต่กล้องโปรตัวละแสนยังให้ชัตเตอร์แค่ 1/4000 วินาที บางตัวก็อาจจะมี 1/8000 วินาที ซึ่งให้นึกชื่อก็นึกไม่ค่อยออกแล้ว แต่ถ้าเป็นกล้องฟิล์มที่พอจะจำได้ กล้องตัวท๊อปของค่าย nikon และ canon จะให้ความไวสูงสุดไว้ที่ 1/8000 วินาทีเท่านั้น
ในส่วนการถ่ายวิดีโอก็มีเรื่องดีๆน่าจดจำกับ v1 คือ มันถ่ายแล้วรู้สึกว่ามันถ่ายง่าย โฟกัสติดตามวัตถุได้ค่อนข้างดี ถ้าเห็นหน้าคนชัดๆภาพที่ได้แทบจะไม่หลุดโฟกัสเลย อาจจะมีบางวินาทีที่กล้องเริ่มโฟกัสพลาด แต่มันก็จะแก้ไขกลับมาได้รวมเร็ว ไม่เหมือน fuji x100 ที่เร่ิมต้นชัดแต่จะหลุดง่าย พอพลาดแล้วพลาดเลย มันจะมัวขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดมัวระดับมองอะไรไม่รู้เรื่อง ส่วน DSLR อย่าง Canon eos6d ก็ยังโฟกัสตามหน้าคนได้ไม่เร็วเท่า แม้ว่าคุณภาพวิดีโอระดับ Full HD ของ Canon eos6d จะดีมาก แต่มันก็ยังพลาดในเรื่องการโฟกัสติดตามหน้าคนเป็นบางครั้ง
ภาพสโลโมชั่นเป็นของแถมที่สนุกมาก nikon v1 ถ่ายภาพสโลแบบ 400fps และ 1200fps โดยขนาดภาพจะเล็กลงไปตามความเร็วที่เพิ่มขึ้น ขนาดภาพที่ได้จะไม่ใหญ่มาก แต่ก็มากพอจะให้ดูเพลินๆบนมือถือและแท็ปเบล็ตทั่วไป เหมาะกับการถ่ายภาพแอ๊คชั่นน่ารักๆ ก่อนจะได้มา ผมนึกถึงจังหวะการยิงลูกฟรีคิกของกีฬาฟุตบอล ผมอยากจะเอา nikon v1 ไปถ่ายภาพสโลตอนที่นักเตะปั่นฟรีคิก อยากเห็นภาพลูกบอลค่อยๆลอยออกจากเท้าแล้วเลี้ยวไปเข้าตาข่าย มันเป็นภาพที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสถ่าย เพราะเรานึกไม่ออกว่าจะต้องใช้กล้องตัวไหน แพงแค่ไหนถึงจะมีให้ใช้ แต่ตอนนี้มันฟังค์ชั่นซุปเปอร์สโลว์มันอยู่ใน nikon v1 แล้ว
สรุปข้อดีที่ทำให้ตัดสินใจซื้อ
1 ขนาดเล็ก พกง่าย เลนส์ก็เล็ก ยามไม่ไล่ให้รำคาญเพราะคิดว่าเป็นนักท่องเที่ยว
2 ความเร็วในการโฟกัสภาพสูงพอจะถ่ายภาพเด็กซนได้
3 การถ่ายวิดีโอมีความราบลื่น ภาพสวย ติดตามหน้าคนในวิดีโอได้ดีมาก
4 มีเลนส์อื่นๆให้เอามาใช้ร่วมกับกล้องอย่างมหาศาล
5 ตัวคูณของเซ็นเซอร์ 2.7 เท่า ทำให้เลนส์เทเล่ กลายเป็นซุปเปอร์เทเล่ นักถ่ายนกและนักข่าวกีฬาน่าจะชอบ
6 มีเลนส์ไวแสงระดับ f1.2 วางขายแล้ว แม้จะราคาสูง แต่ก็ไม่ได้แพงเกินกว่าเหตุ ใครอยากได้ของเล็กแต่พรีเมี่ยม ก็มีช่องทางให้ใช้เงินแล้ว
7 มีช่องต่อไมโครโฟน สำหรับคนทำงานวิดีโอแบบจริงจัง เหมาะกับการถ่ายหนัง ถ่ายละคร และถ่ายรายการข่าว
8 ราคา nikon v1 ในตลาดมือสองถือว่ามีราคาถูกมาก
ข้อเสียที่อาจจะทำให้ไม่ตัดสินใจซื้อ
1 เซ็นเซอร์เล็ก ให้ภาพชัดตื้นไม่สวยเท่า DSLR ทั่วไป
2 มีอุปกรณ์ค่ายอื่นอยู่เต็มบ้าน ไม่อยากเพิ่มยี่ห้อ nikon เข้าไปอีก
3 หากริ๊ปใช้ลำบาก เพราะยังไม่เห็นมีการผลิตออกมา พอไม่มีกริ๊ป ก็เลยไม่มีช่องให้ใส่แบตก้อนที่สอง
4 ไม่มี wifi ไม่มี touchscreen
รีวิวกล้อง nikon v1 กล้องตกรุ่นน่าใช้
รีวิวกล้อง Nikon v1
กล้อง Nikon v1 เป็นกล้องที่ออกสู่ตลาดเมื่อปลายปี คศ 2011 นับถึงวันที่ผมนำมาเขียนมันก็ผ่านมาสองปีกว่า ตกรุ่นไปสองครั้งแล้ว เพราะในปัจจุบันมีกล้อง Nikon v2 และ v3 เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีมุมน่าสนใจคือ ยังคงมีกล้องรุ่น v1 วางขายในราคาเคลียร์แล้นด้วยเช่นกัน
v1 เป็นกล้องที่เรียกว่ากล้อง mirrorless หรือกล้องไร้กระจก ซึ่งผมออกจะแปลกใจเล็กน้อยที่ศัพท์คำนี้เป็นศัพท์ยอดฮิต เป็นตัวแทนของกล้องรุ่นใหม่ไปเสียได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งที่โลกของเรามีกล้องถ่ายรูประดับโฮมยูสมาเกือบร้อยปี กล้องตัวแรกๆของโลกก็เป็นกล้องแบบ mirrorless เหมือนกัน แต่ตอนนั้นยังไม่มีใครบัญญัติศัพท์ให้เท่านั้นเอง คงเป็นเพราะกล้องระบบ SLR หรือ Single len reflex เป็นกล้องที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามมาตลอดหลายสิบปี เป็นกล้องที่มีกลไกของกระจกสะท้อนภาพที่บังหน่วยรับภาพอยู่ การเอากระจกชิ้นนี้ออกก็เลยดูเหมือนเป็นการปฏิวัติการออกแบบ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นการถอยกลับไปสู่ระบบดั้งเดิมมากกว่า
ผมรู้จักกับ v1 มานานตั้งแต่ที่มันมีการเปิดตัว ติดตามข่าวสารและคำวิจารณ์มาโดยตลอด และมีสิ่งที่เป็นความเชื่อฝังใจส่วนตัวอยู่ว่า กล้อง mirrorless เป็นกล้องที่ยังไม่สุกงอม ยังขาดโน่น ขาดนี่อีกหลายอย่าง ยิ่งผมใช้งานกล้องรุ่นที่ใช้เซ็นเซอร์ fullframe มาตลอดหลายปียิ่งทำให้การแบ่งวรรณะในความคิดผมชัดเจนมาก กล้อง mirrorless ที่เกิดมาก่อน Nikon v1 เป็นกล้องที่ทำงานช้า โฟกัสช้า มี noise มหาศาล mirrorless มีภาพลักษณ์เหมือนเอากล้องคอมแพ็คราคาถูกมาถอดแยกเลนส์ออกจากบอดี้ แล้วจัดชุดขาย โปรโมทว่าเปลี่ยนเลนส์ได้ คุณภาพที่มีจะอยู่ในระดับสมัครเล่น
ผมใช้กล้อง fullframe มาหลายปี จนกระทั่่งมีลูก แรกๆก็ยังใช้กล้อง Dslr ถ่ายภาพได้อย่างภาคภูมิใจ มีนอกใจไปซื้อกล้องคอมแพ็คตัวอื่นอย่าง fuji x100 มาใช้บ้าง ซึ่ง x100 เป็นกล้องที่ให้ภาพสวย โฟกัสไม่เร็ว แต่มันไม่เป็นปัญหากับผม จนกระทั่งวันหนึ่งที่ลูกเริ่มวิ่งได้ เด็กน้อยน่ารักที่เคยนอนนิ่ง นั่งนิ่งๆกลายเป็นลิงแสนซน Fuji x100 ไม่สามารถจะถ่ายภาพลิงน้อยได้อีกเพราะลูกของผมมันวิ่งเร็วกว่าความเร็วในการโฟกัส ส่วนกล้องโปร fullframe ของผม ก็ยังห้าสิบห้าสิบ คือบางทีก็โฟกัสทัน บางทีก็โฟกัสไม่ทัน ถ้าโฟกัสกลางภาพแล้วขยับกล้องจัดองค์ประกอบ ลูกก็หายไปจากช่องมองภาพแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา คือ กล้องที่มีอยู่ถ่ายภาพลูกไม่ทัน

ภาพจาก eos6d เลนส์ 24-105f4 โฟกัสไม่ทัน
การถ่ายภาพเด็กเป็นเรื่องยากมาก ยากกว่าการถ่ายสัตว์เลี้ยง และยากกว่าการถ่ายภาพนกบินเสียอีก ภาพนกนางนวลที่บางปูผมยังสามารถเก็บภาพได้พอสมควร ไม่ว่านกจะบินเร็วแค่ไหน เพราะว่าเราคาดเดาทิศทางการบินของมันได้ สัตว์เลี้ยงก็เดาได้ มันมีจังหวะที่นิ่งให้เราถ่ายได้ไม่ยาก แต่กับเด็กซนๆคนหนึ่งนั้นจะมีความยากคนละเรื่องเลย ระดับความยากผมถือว่ายากที่สุด

ภาพจาก eos6d เลนส์ 24-105f4 ภาพนี้อาศัยมุมกว้าง และเลือกโฟกัสตรงกลางเพื่อเก็บให้ทัน
ผมเริ่มอยากได้กล้องตัวใหม่ที่จะใช้ถ่ายลูกตัวเองได้ วิเคราะห์แล้วมันก็คงเป็นกล้องคอมแพ็คที่มีความเร็วสูง หยิบใช้ง่าย ถ้า x100 ถูกพัฒนาให้โฟกัสได้เร็วมากๆผมก็คงไม่ต้องซื้ออะไรใหม่ แต่มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็มีกล้อง mirrorless ที่พัฒนากันมาอย่างเต็มที่จนกระทั่งมันเร็วพอ เร็วพอที่จะต่อกรกับกล้อง dslr นั่นคือกล้องของ olympus รุ่น omd-em5 และมันก็เป็นมาตรฐานใหม่ของกล้อง mirrorless ที่มีความเร็วสูง สามารถโฟกัสได้ทันอกทันใจ ซ้ำยังสามารถแตะหน้าจอเพื่อทำการโฟกัสได้ด้วย แตะแล้วโฟกัสแล้วสั่งให้ถ่ายภาพได้เลย มันเป็นความแปลกใหม่ที่แสนสะดวกสบาย มันเร็วจนผมอยากได้ และมันก็เป็นที่มาของการค้นคว้าหาข้อมูลของ Nikon v1 ออกมาอ่านใหม่อีกรอบ

อีกภาพที่โฟกัสไม่ทัน eos6d เลนส์ 24-105 f4
ช่างภาพส่วนใหญ่ทั่วโลกส่ายหัวให้กับ Nikon v1 ทันทีที่มันเปิดตัว เพราะมันเป็นกล้องเซ็นเซอร์เล็กมากเมื่อเทียบกับกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ตัวอื่นๆ ความเล็กของเซ็นเซอร์ทำให้มันไม่สามารถให้ภาพชัดตื้นหลังละลายได้เหมือนกล้องเซ็นเซอร์ใหญ่ ช่างภาพส่วนใหญ่ที่มีธงอยู่ในใจว่าจะใช้กล้องโปร fullframe ก็เลยไม่ชอบ อ่านไปอ่านมาจากหลายๆเว็บมันมีข้อเสียแค่ข้อนี้ข้อเดียวจริงๆ ที่เหลือคือข้อดี คือการพัฒนา คือการยกระดับ คือการวางมาตรฐานใหม่ คืออะไรหลายอย่างๆที่กล้องในอุดมคติควรจะมี

Nikon v1 กับสภาพแสงปกติ ให้ภาพที่ดีน่าพอใจ
การโฟกัสภาพได้ทั้งจอภาพในขณะที่ความเร็วในการโฟกัสยังสูงอยู่ เป็นสิ่งที่ dslr ไม่มี การโฟกัสใบหน้าที่กล้องคอมแพ็คและกล้องในโทรศัพท์มือถือทำได้ดีก็สามารถทำได้ดีมากๆใน v1 ซึ่ง dslr ก็ทำไม่ได้เช่นกัน แค่สองอย่างนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รูปถ่ายของลิงน้อยของผมโฟกัสชัดตลอดเวลา รวมไปถึงลูกเล่นการถ่ายภาพได้ต่อเนื่องระดับ 60 ภาพต่อวินาทีแล้วบันทึกเป็นภาพให้เราเลือก 5 ภาพ ก็เป็นการการันตีได้เลยว่าเราจะได้ภาพที่ใช้งานได้ ไม่ใช่ว่าโฟกัสชัดแล้วดันเก็บภาพจังหวะลูกหลับตาพอดี การได้มา 5 ภาพ ยังไงก็ต้องมีภาพที่ลืมตาแน่ๆ





ห้าภาพที่ได้จากการถ่ายครั้งเดียว แต่ละภาพจะห่างกันเสี้ยววินาที สังเกตที่ปากจะแตกต่างกัน
ในส่วนของการถ่ายวิดีโอก็ดูเหมือนจะเป็นจุดเด่นที่ช่างภาพหลายคนไม่เคยสนใจ อาจจะเพราะไม่เคยคิดว่าจะใช้กล้องถ่ายภาพมาถ่ายวิดีโอก็ได้ อาจจะด้วยความเชื่อเก่าๆ ความเชื่อจากประสบการณ์เก่าๆ ซึ่งความสามารถในการถ่ายวิดีโอของ v1 ต้องยกนิ้วให้ เพราะมันทำหน้าที่ได้ดีกว่า dslr ที่เกิดมาก่อนมันทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นความสามารถแบบมาตรฐานที่ถ่ายวิดีโอระดับ full hd ได้ มันยังถ่ายได้ถึงระดับ 1080i 60 เฟรมต่อวินาทีด้วย และระหว่างถ่ายวิดีโอยังสามารถกดเพื่อเก็บภาพนิ่งได้เต็มความละเอียดของเซ็นเซอร์เสียอีก และยังเพิ่มลูกเล่นการถ่ายภาพสโลโมชั่นเท่ห์ๆระดับ 400 ภาพต่อวินาที และสูงได้ถึง 1200 ภาพต่อวินาที ลูกเล่นเหล่านี้กล้อง dslr ตัวละหลายแสนยังทำไม่ได้เลย
ภาพโยนลูกกอล์ฟแบบสโลโมชั่น 400fps
ผู้ออกแบบกล้อง Nikon v1 น่าจะคิดไว้แล้วว่าจะต้องมีคนเอา v1 ไปถ่ายวิดีโอด้วย เลยเพิ่มความสามารถต่างๆด้านวิดีโอเข้าไป รวมไปถึงการพัฒนา accessory ต่างๆที่ออกมารองรับการทำงานด้านวิดีโอ เห็นได้จากพอร์ตอเนกประสงค์ที่ติดอยู่บนตัวกล้องจะเป็นพอร์ตที่ทำได้หลายหน้าที่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาอุปกรณ์อะไรมาติด มันสามารถติดไฟส่องสว่างแทนสปอร์ตไลท็ มันสามารถติดไมโครโฟน พร้อมมีรูเสียบสาย mic ในตัวบอดี้โดยตรง สามารถติดตัวรับสัญญาณ gps ได้ ถ่ายภาพแล้วจะได้มีตำแหน่งบันทึกเอาไว้ เพราะซอร์ฟแวร์การจัดการภาพสมัยใหม่ล้วนแต่สามารถจัดหมวดหมู่โดยอาศัยตำแหน่งละติจูดและลองติจูดได้แล้ว
จุดเด่นของระบบ nikon1 ก็คือ เป็นระบบที่ใช้เซ็นเซอร์เล็กกว่าทุกระบบในกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้ยกเว้นแต่ระบบของ pentax q เท่านั้นที่ใช้เซ็นเซอร์เล็กกว่า ซึ่งการใช้หน่วยรับภาพขนาดเล็กมีผลทำให้ระบบเลนส์ก็สามารถลดขนาดลงไปได้อีกมาก เลนส์ฟิกส์ติดกล้องในระบบของ nikon1 ถือว่ามีความเล็กมาก น้ำหนักก็เบาด้วยเช่นกัน กล้องอย่าง Nikon v1 พร้อมเลนส์ 10f2.8 ก็เป็นชุดคู่ขวัญที่มีขนาดเล็ก สามารถเลือกใช้เคสหรือกระเป๋ากล้องเล็กๆได้อย่างสบายใจ
ภาพที่ได้จากเลนส์เล็กๆรุ่นใหม่เหล่านี้ให้ภาพที่ใสได้อย่างน่าตื่นเต้น เพราะราคาค่าตัวของเลนส์ก็ไม่ได้แพง เพียงแค่ไม่กี่พันก็ซื้อเลนส์ตัวใหม่ได้แล้ว ระบบของ nikon1 เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถเป็นเจ้าของกล้องคุณภาพดี พร้อมเลนส์คุณภาพดี ได้ในราคาประหยัด ซึ่งมีเพียงข้อด้อยคือทำระยะชัดตื้นได้ไม่ดีเท่ากล้องเซนเซอร์ใหญ่ แต่ถ้าแข่งกันถ่ายชัด ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ ผมเชื่อว่าเอาภาพสองภาพจากกล้อง nikon v1 วางเทียบกับกล้องโปรเซนเซอร์ใหญ่ตัวละแสน ผมว่ามีคนดูไม่ออกแน่นอนว่าภาพไหนจากกล้องตัวเล็ก ภาพไหนจากกล้องตัวใหญ่
ข้อมูลทางเทคนิค ข้อมูลตัวเลขต่างๆจะขอข้ามไปไม่พูดถึง เพราะผมมีนิสัยไม่สนใจตัวเลขเหล่านี้ ช่วงสิบปีหลังมานี้ เวลาจะหากล้องใช้จะไม่ได้ดูเรื่องตัวเลขอีกแล้ว จะถามคำถามเพียงไม่กี่ข้อคือ มันโฟกัสได้เร็วหรือช้าเมื่อเทียบกับกล้องตัวเก่าที่ผมมี มันต่ออุปกรณ์ภายนอกเพิ่มเติมได้ไหม มีแฟรชในตัวไหม ต่อแฟรชเพิ่มได้ไหม แบตเตอรี่ติดกล้องมาถ่ายภาพได้เกินห้าร้อยภาพไหม ถ้ามันเปลี่ยนเลนส์ได้ เลนส์ตัวอื่นๆมีเลนส์อะไรให้เลือกบ้าง ราคาถูกหรือแพง ในกล้องตัวใหม่จะทำให้เราจะถ่ายภาพลักษณะไหนได้เพิ่มเติมซึ่งทำไม่ได้จากกล้องตัวเก่า คำถามเหล่านี้จะให้คำตอบว่า เราควรซื้อหรือไม่
รีวิวกล้อง nikon v1 กล้องตกรุ่นน่าใช้ ตอนที่ 2

เที่ยวหัวหิน mar2014
พาขอบฟ้าไปหัวหิน พักที่ โรงแรม hilton ตรงข้ามร้านข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ
ถ่ายภาพทั้งทริปนี้ด้วยกล้อง nikon v1 เลนส์ 10f2.8
















































































































































































































