รับงานถ่ายภาพแว่นตา ลักษณะงานขอให้เป็นอารมณ์พาแว่นไปเที่ยว
งานตัวอย่างจากใน flickr.com
เอวาซอนหัวหิน หรือ เอวาซอนปราณบุรี มันคือที่เดียวกัน ตอนที่ผมรู้ว่าจะต้องขับรถมาที่นี่ก็หาข้อมูลจากในเน็ต และก็เกิดอาการมึนงงว่าตกลงมันอยู่ใกล้หัวหิน หรือ มันอยู่ปราณบุรี ใครช่างใส่ข้อมูลให้คนเดินทางต้องสับสน เลยต้องถามแฟนอีกครั้งว่า เอวาซอนมีที่เดียว ไม่มีสาขาใช่ไหม พอรู้ว่าที่เดียวก็เลยหายงง ขับรถไปปราณบุรีนั่นเอง
ออกเดินทางจากกรุงเทพ ถนนนครอินทร์ เติมน้ำมันเต็มถัง e20 รถฮอนด้าฟรีด จดระยะทางบนหน้าจอเก็บไว้ 133660 กม แล้วก็ขับไปตามเส้นทาง พระราม2 ปากท่อ เพชรบุรี เข้าบายพาสไม่ผ่านชะอำ ตรงไปที่ปราณบุรี แวะกินมื้อกลางวันที่ร้านยกซด ซึ่งเป็นร้านดังที่มีแต่รถกรุงเทพแห่มากิน และเข้าที่พักเอวาซอน ปราณบุรี โดยการนำทางของ gps ยี่ห้อ garmin
ห้องพัก 313 เป็นห้องพักขนาดใหญ่ ในห้องมีเตียงเดี่ยวขนาดนอนสองคนหนึ่งเตียง มีมุ้งให้ด้วย ที่ระเบียงหน้าห้องมีอีกหนึ่งเตียงใหญ่ๆพร้อมมุ้งเช่นกัน ใครอยากนอนดมกลิ่นดินและน้ำค้างก็ให้นอนระเบียงไม่ต้องกลัวยุง สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักเป็นไปในแบบหรูหราห้าดาว แต่ที่นี่ไม่มีอ่างอาบน้ำ ไม่มีเครื่องเล่นดีวีดี เคเบิ้ลทีวีไม่ระบุสัญชาติ ดูช่องทีวีดิจิทัลไม่ได้ อินเทอเน็ตแบบไร้สายมีให้ใช้ แต่ห้องหนึ่งจะจำกัดให้ต่อได้แค่ 2 อุปกรณ์ แฟนผมใช้สิทธิ์ไปหนึ่ง ตัวผมเอง มีโน้ตบุ๊คสองตัว มีมือถือ มีแท็บเบล็ต จะใช้แต่ละชิ้นก็ต้องคอย disconnect ตัวเก่าก่อนทุกครั้ง ลำบากมากกับคนของเล่นเยอะ
พื้นที่ในโรงแรมจัดไว้เป็นระเบียบ กว้างใหญ่ดี แต่ก็ทำให้ที่จอดรถอยู่ไกลจากห้องพักมาก ไม่สามารถจะเดินไปหยิบของที่รถแแล้วเดินกลับห้องได้ง่ายๆเลย ทีแรกก็ทำได้ แต่ถ้าให้ทำอีกทีขอเรียกรถกอล์ฟดีกว่า คนของเยอะกระเป๋าแยะต้องวางแผนการย้ายของให้ดี พอบ่ายมากๆเกือบเย็นก็พาลูกไปเล่นทรายที่ชายหาด ปรากฏว่า ไม่มี โรงแรมนี้ไม่มีหาดทราย มีถนนกั้นระหว่างโรงแรมกับทะเล พ้นถนนก็ตกทะเลเลย ไม่มีหาดทราย ย้ำ ไม่มีหาดทราย ผมได้ยินชื่อเอวาซอนมาหลายปี ไม่เคยคิดว่าจะเป็นโรงแรมติดทะเลที่ไม่มีหาดทราย
ในช่วงเวลาที่พวกเราอยู่ในเอวาซอนเป็นช่วงที่มีการทำถนนเรียบชายหาด แต่ชายหาดที่นี่มีเพียงสั้นๆและไม่ได้อยู่ใกล้โรงแรมในระดับที่เดินถึง หน้าโรงแรมด้านทะเลเป็นบันไดเดินลงทะเล ไม่สามารถเล่นน้ำทะเลได้ มีกองทรายก่อสร้างอยู่ด้านหน้าเอวาซอนที่ดูเหมือนจะเอาไว้จัดงานอะไรสักอย่างที่กำลังจะรื้อออก ก็เลยให้ลูกเล่นทรายที่บ่อทรายก่อสร้างนี้แทนก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้จะขับรถหาหาดทรายจริงๆให้
โลกของเด็กสวยงามเสมอ เห็นทะเล เห็นกองทรายก่อสร้าง เด็กชายขอบฟ้าก็บอกนี่ไงหาดทราย แล้วก็ขอเล่นทันที อุปกรณ์ตักทรายก็โรยตัวลงบนพื้นแล้วก็เรนเดอร์ไปตามจินตนาการของเด็กคนหนึ่ง เห็นลูกสนุกพ่อแม่ก็ฟินแล้ว ปล่อยให้เล่นไปตามใจเลยแบบนี้
กลับมาที่ห้องพัก เราเริ่มมองเห็นของหลายอย่างที่ดูน่าสนใจ มีรายละเอียดที่อยากจะบันทึกเอาไว้ เริ่มจาก ปลั๊กไฟ usb power ที่ฝังอยู่ที่ผนังพร้อมใช้งาน ไม่ต้องพกอแด๊ปเตอร์ usb เลย เราสามารถเสียบสายจากผนังมาชาร์จมือถือได้ทันที เพิ่งจะเจอที่นี่ที่แรกที่ออกแบบไว้พร้อมขนาดนี้ แถมปลั๊กไฟรอบๆห้องก็มีจุดให้เสียบหลายจุด สามารถเสียบโน้ตบุ๊คใช้ไฟห้องได้พร้อมกันไม่ต่ำกว่า 4 ตัว ซึ่งไม่ต้องไปแย่งปลั๊กไฟจากทีวี ตู้เย็นและกาต้มน้ำเสียด้วย ปลั๊กไฟที่นี่ให้หกดาวเลย
อีกจุดนึงที่เจ๋งก็คือไฟหัวเตียง ไม่ได้มาเป็นโคมไฟดูโบราณฝุ่นจับดูไม่กล้าแตะแบบโรงแรมทั่วไป แต่มาเป็นแท่งดูทันสมัย ใช้หลอด led เปิดปิดที่กระบอกโคมได้เลย แสงสว่างมากพอสำหรับอ่านหนังสือหรือให้ความสว่างในห้องได้อย่างเพียงพอ และแท่งแบบนี้มีทั้งสองฝั่่งเตียง ผมคิดว่าเจ้าของโรงแรมเข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดีถึงออกแบบแสงสว่าง ปลั๊กไฟ ได้โดนใจขนาดนี้
มีกระดาษแนะนำใบหนึ่งที่ดูดีมากๆ มากกว่าจะเป็นแค่กระดาษจดหมาย A4 ธรรมดา ลักษณะการพิมพ์เป็นงานพิมพ์สีเดียว พิมพ์บนกระดาษหนาพิเศษ คาดว่าจะเป็นงานพิมพ์ระบบ letterpress หรือไม่ก็ screen เพราะเครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ท และ injet ทำงานกับกระดาษหนาขนาดนี้ไม่ได้ กระดาษใบนี้ถูกวางไว้ในห้องเพื่ออธิบายสิ่งที่โรงแรมต้องการบอกกับนักท่องเที่ยว และตั้งใจใช้งานอย่างยาวนานเลยทำให้ดูพรีเมี่ยมและดูทน ใครเห็นก็ต้องอ่าน ไม่ใช่มองผ่านไปแบบกระดาษใบปลิวทั่วไป
โรงแรมมีอาหารเช้าให้เป็นบุฟเฟ่ต์ มื้อเที่ยงต้องหากินเอง เราลองมากินที่ร้านของโรงแรมบ้าง พนักงานแนะนำว่า ถ้ามีเด็กมา จะมีเมนูให้เด็กฟรีหนึ่งเมนูในหน้าพิเศษ ดูรายการอาหารแล้วก็เลือกบะหมี่น้ำให้ขอบฟ้า ส่วนพ่อกินแซนวิช แม่กินพิซซ่า ของที่นี่เมนูเด็กก็ไซ้ส์เล็ก เมนูผู้ใหญ่ก็ไซ้ส์ใหญ่ กินกันอิ่มเลย เราบอกกับขอบฟ้าว่า ถ้าจะเล่นอะไรในโรงแรมจะต้องกินข้าวให้ท้องป่องถ้าท้องไม่ป่องพี่คนดูแลจะไม่ให้เล่น จะต้องให้มากินจนป่องเสียก่อน ที่ต้องบอกแบบนี้เพราะขอบฟ้าเป็นเด็กที่ห่วงเล่น กินยาก เวลาที่ขอบฟ้างอแงไม่ยอมกินก็จะขอเช็คท้องป่องกันทีนึง ก็เลยมีภาพเปิดพุงให้ดู
เย็นวันต่อมาเราขับรถไปหาหาดทรายเล่นกัน ใช้เวลาบนรถประมาณ 10 นาทีเราก็มาถึงหาดทราย สภาพอากาศร้อนๆ ลมแรง มีคนเล่น kite surf เต็มไปหมด เราก็ดูด้วยความสนใจ ส่วนเด็กก็ปักหลักเล่นทรายกันไม่สนสิ่งรอบข้างเลย
ขอบฟ้าชอบทะเล ชอบหาดทราย ชอบเล่นทราย เหตุผลเดียวที่เลือกมาทะเลคือพาลูกมาเล่นทราย ชีวิตในวัยเด็กของทุกคนคงเป็นแบบนี้ บ้านอยู่กรุงเทพ การมาทะเลจะสนุกมากเพราะได้เที่ยว ได้เล่นน้ำ และได้เล่นทราย คงเป็นที่สุดของการเดินทางหนึ่งครั้ง ขอบฟ้าเองก็มีที่สุดแบบนี้ไปหลายครั้งแล้วด้วย ในช่วงอายุที่น้อยกว่านี้ก็จะนั่งเล่นทราย ยังไม่มีภาพวิ่งและกระโดดแบบรอบนี้
เช้าวันใหม่ขอบฟ้าขอมาเล่นทรายอีก เช้าที่ทะเลแถบนี้ พระอาทิตย์จะขึ้นที่ทะเล นั่นหมายความว่าไม่มีต้นไม้บังแสงแดดให้เลย เมื่อวานเรายังได้ร่มไม้จากฝั่งช่วยบังแดดให้เลยเล่นทรายตอนแดดออกได้ แต่เช้าแบบนี้ พระอาทิตย์ยิงตรงมาจากด้านทะเล เป็นสิ่งที่ทรมานพ่อแม่ที่สุด เพราะในหัวหินรอบก่อนหน้านี้ พ่อก็ยืนเป็นยักษ์วัดแจ้งบังแดดให้
ด้วยความที่เป็นช่างภาพ เห็นแสงแดดและท้องฟ้าแบบนี้ ใช้หลักการวัดแสงแบบกฏ sunny 16 ได้เลย คือ iso100 สปีด 1/125 วินาที ค่า f16 จะให้แสงที่พอดี ถ้าถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ก็จะเป็นค่าสีที่สุดแสนจัดจ้าน ฟ้าเป็นฟ้า ส่วนที่เข้มก็จะน้ำเงินเข้มเกือบดำ ผมเลือกใช้ค่า f4 แทนแล้วเพิ่มสปีดให้มากขึ้น เพื่อหวังผลว่าจะได้ภาพที่มีชัดตื้นคือมีส่วนชัดและเบลออยูู่ในภาพ และปรับตั้งกล้องดิจิทัลให้ไม่ต้องชดเชยขอบภาพสีเข้มให้เป็นสีปกติเท่ากับกลางภาพ อันเป็นข้อจำกัดของเลนส์เวลาถ่ายภาพด้วยค่า f กว้างๆ แต่ผมชอบให้ขอบภาพสีเข้มกว่าตรงกลางภาพ เลยปิดฟังค์ชั่นชดเชยเสีย
แสงแดดแรงขนาดนี้ เลยไปเอาขาตั้งกล้องมาใช้วางใบไม้เพื่อช่วยบังแดด ไม่ทำให้คนเล่นต้องทรมานมาก เหมือนมีต้นไม้บังแดดให้ ได้ขาตั้งมาช่วยก็ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เดินหากิ่งร่วงๆแถวหาดทรายได้สองอันก็จัดการทำเป็นที่บังแดดซะเลย ถ่ายภาพไว้หลายมุมเก็บเป็นไอเดีย ไว้เที่ยวทะเลครั้งต่อไปจะต้องเตรียมของแบบนี้เอาไว้ด้วย
สุดท้ายเด็กยังไงก็จะเล่นแบบเด็ก อุตส่าห์บังแดดให้ก็ยังวิ่งเล่นไปทั่ว ความร่าเริงและซนไม่เลือกแบบนี้ไม่มีวิธีรับมือนอกจากวิ่งตาม ปล่อยให้เล่นจนเหนื่อยแล้วค่อยพากลับ มือและเท้าเต็มไปด้วยทราย รถเละเทะเลย ขนาดเตรียมน้ำใส่ขวดไว้ล้างก่อนขึ้นรถแล้วก็ยังมีเศษทรายอยู่เต็มรถไปหมด คนล้างรถคงเหนื่อยหน่อย
โรงแรมมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เยอะ มีสระว่ายน้ำสำหรับผู้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำเด็กที่อยู่ติดกับห้องของเล่น มีสปา มีพี่เลี้ยงเด็กช่วยดูเด็กให้คิดค่าใช้จ่ายพี่เลี้ยงเป็นชั่่วโมง ถ้าไม่ใช้พี่เลี้ยงก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม กล้องถ่ายภาพที่ใช้ตลอดทริปก็คือ canon eos 6d เลนส์ ef 24-105L
ขากลับมายังกรุงเทพ เดินทางออกจากที่พัก เปิด gps แล้ววิ่งตามแผนที่มาเรื่อยๆ มีแอบนอกใจ gps นิดนึงตรงทางแยกมีป้ายเขียนว่าไปเพชรเกษม ให้เลี้ยวขวา แต่ gps บอกให้เลี้ยวซ้าย ในใจก็คิดว่า gps ก็ผิดพลาดได้ เราวิ่งตามป้ายบอกทางดีกว่า ผลก็คือ ป้ายบอกทางพาเราไปถ.เพชรเกษมที่วิ่งผ่านสวนสนฯ และหัวหิน ไปโดนรถติดในหัวหินอยู่ครึ่งชั่วโมง แทนที่เราจะได้วิ่งเส้นบายพาสเหมือนขามา ถ้าเชื่อ gps ตลอดคงไม่ต้องมาเสียเวลากับหัวหินขนาดนี้ กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ตอนค่ำๆแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันแห่งเดิม เติม e20 เต็มถัง บันทึกหลักกิโลที่ 134194 เติมไป 1010 บาท จำนวนน้ำมัน 39.33 ลิตร
คิดเป็นระยะทางออกมาได้ 534 กิโลเมตร
คิดเป็น กิโลเมตรต่อลิตร 534/39.33 = 13.57 กิโลเมตรต่อลิตร
คิดเป็น บาทต่อกิโลเมตร 1010/534 = 1.89 บาทต่อกิโลเมตร
รถที่ใช้คือ honda freed อายุ 5 ปี
จบรีวิวอัตราสิ้นเปลืองรถยนต์ของผมครับ รีวิวโรงแรมแถมให้
ภาพของขอบฟ้าที่บันทึกเอาไว้ได้ในช่วงเวลาต่างกัน ภาพทางซ้ายคือช่วงเวลาประมาณปลายปี 2013 ซึ่งเป็นการถ่ายภาพด้วยฟิล์มขาวดำและได้สแกนเก็บไว้เป็นไฟล์ ส่วนทางซ้ายก็ถ่ายในช่วงเวลาเดือนเมษายน 2558 เป็นระยะเวลาที่ห่างกันประมาณ 17 เดือน
ภาพต้นฉบับของทั้งคู่คือภาพต่อไปนี้

ภาพขาวดำจากกล้อง nikon fm2n เลนส์ 50f1.8 ฟิล์ม lucky200 ล้างด้วย d76 สแกนด้วยเครื่องสแกนฟิล์ม jumbl ราคา 99ดอลล่าร์จาก amazon
มิลลิเนีียมฮิลต้น เป็นโรงแรมหรูห้าดาวอยู่ในกรุงเทพ อยู่ถนนเจริญนคร ตัวโรงแรมติดแม่น้ำเจ้าพระยา ผมเดินผ่านตั้งแต่สมัยเด็กๆ ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมานอนพักที่นี่
การมาใช้เวลานอนเล่น 1 คืนในโรงแรมฝั่งธนรอบนี้เป็นความรู้สึกที่ดี เพราะว่าเราได้ใช้ชีวิตแบบนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบโดยที่ไม่ต้องไปต่างจังหวัด เราเข้าพักที่โรงแรมรอบบ่ายๆ เก็บของเรียบร้อยก็มองหาที่ไปต่อ ทางโรงแรมมีเรือให้นั่งไปที่เอเซียทิก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมน้ำย่านถนนเจริญกรุง เราก็เลยได้นั่งเรือเล่น
ก่อนจะลงเรือเราก็ดูให้แน่ใจว่ามีเสื้อชูชีพพอสำหรับทุกคนหรือไม่ ทีแรกก็กลัวจะไม่มี แต่เห็นวางกันเป็นตับแบบนี้ก็ค่อย
โล่งใจหน่อย ถ้ามีเหตุฉุกเฉินยังพอมีวิธีเอาชีวิตรอด แม้จะไม่เคยมีข่าวว่าเรือของโรงแรมเกิดอุบัติเหตุ แต่ก็ไม่อยากประมาท
ลูกชายผมได้นั่งเรือครั้งแรกก็ได้ลงเจ้าพระยาเลย ท่าเรือที่โรงแรมจะมีเรือเวียนไปส่งระหว่างสถานีรถไฟฟ้า BTS ตากสิน และ เอเชียทิกอยู่วันละหลายเที่ยว เรือไปเอเซียทิกจะมีทุก 40 นาที เราก็เลยได้นั่งเรือไปกินข้าวเย็นที่เอเชียทิก และเดินเล่นเรื่อยเปื่อย ก่อนจะกลับในอีกสองชั่วโมงถัดมา
ในช่วงกลางคืน วันวาเลนไทน์ จากหน้าต่างห้องพักเบอร์ 2123 เราได้ดูจุดพลุที่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย เป็นการดูพลุที่แสนสบาย นั่งมองอยู่ในห้องพัก ดูได้เต็มตา ยุงไม่กัด ไม่ต้องไปเบียดกับคนอื่น ไม่ต้องเงยหน้าเมื่อยคอ ขอบฟ้าเป็นเด็กที่โชคดีจริงๆเลย ถ้าเป็นผมตอนเด็กๆ จะดูพลุแบบนี้ ต้องไปยืนจองกันริมถนน ริมสะพานสาธรเท่านั้น
การถ่ายพลุที่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณโรงแรมย่านสาธร จะเป็นจุดแสดงพลุที่ทำทุกเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นลอยกระทง วันเฉลิม วันปีใหม่ ไม่รู้ว่าตรุษจีนด้วยหรือเปล่า จุดที่นักถ่ายภาพนิยมไปตั้งขาตั้งกล้องรอถ่ายภาพคือบนสะพานสาธร โดยเฉพาะลอยกระทงกับปีใหม่ สะพานจะเต็มไม่มีที่ยืนบนฟุตบาธเลย แต่รอบนี้ผมได้ถ่ายภาพจากในห้องพัก ก็เลยเอารูปแม่และเด็กไว้เป็นจุดเด่นของภาพ เพื่อให้เห็นบรรยากาศตอนดูพลุ ดูเสร็จก็เข้านอน
แล้วเราก็ตื่นเช้าขึ้นมาดูวิวกรุงเทพยามเช้า วิวห้องพักที่นี่สุดยอดมาก มองเห็นโค้งน้ำเจ้าพระยาแสนสวยพร้อมกับแนวตึกดูอลังการ กรุงเทพเมืองสวรรค์มันก็น่าเที่ยวดี เราตื่นเช้าแล้วก็ไปเล่นน้ำในสระเลยเนื่องจากลูกชายอยากเล่นน้ำมากๆ วิวสระน้ำก็เป็นชั้นสูงๆที่มีเตียงให้นั่งอย่างล้นหลาม มีวิวไกลๆให้มอง ถ้าแดดไม่แรงมันก็เป็นที่สำหรับการนอนปล่อยเวลาให้ไหลไปเรื่อยๆ
ผมคิดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะชอบบรรยากาศแบบนี้ เพราะได้อยู่กับแสดงแดดอ่อนๆ สระว่ายน้ำ ลมเย็นสบาย นั่งอ่านหนังสือกันจนลืมเวลาได้เลย วันพักผ่อนของคนต่างชาติน่าอิจฉามาก ไม่เหมือนวันพักผ่อนของผมที่ต้องพาลูกเที่ยว มันเหนื่อยแต่ก็ต้องทำเพราะเราอยากเห็นรอยยิ้มของลูก
ด้านข้างสระน้ำของโรงแรมมีพื้นทรายให้เล่นด้วย สวรรค์ของเด็กชัดๆเลย ขอบฟ้าเป็นเด็กเล่นทราย จะทรายก่อสร้างหรือทรายทะเลเล่นได้หมด ขอบฟ้าอยากไปทะเลเพราะอยากเล่นทราย ขอบฟ้าอยากไปโรงแรมเพราะอยากเล่นน้ำในสระ ขอบฟ้าน่าจะชอบโรงแรมแห่งนี้มากเพราะได้เล่นน้ำ ได้เล่นทรายพร้อมๆกัน แถมยังเป็นที่เล่นทรายที่มีอุปกรณ์ให้อย่างเพียบพร้อม ต้องขอขอบคุณโรงแรมจริงๆที่เตรียมของเหล่านี้ไว้ให้เด็กๆ
อาหารบุฟเฟ่ต์มื้อเช้าในมิลลีเนียมฮิลตันไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ ไม่มีของถูกปากสำหรับผมเลย ถือว่าเป็นข้อเสียข้อเดียวที่เกิดขึ้นกับโรงแรมแห่งนี้ แต่เป็นข้อเสียที่ไม่ร้ายแรง เพราะสิ่งที่ได้มาก็คือ ขอบฟ้ามีความสุขกับการเข้ามานอนเล่นในนี้ เราได้นั่งเรือ เราได้เล่นน้ำ เราได้เล่นทราย เราได้ดูพลุ เราได้ดูวิวกรุงเทพยามเช้า แค่นี้ก็เต็มอิ่มแล้ว
รูปในทริปนี้ทั้งหมดใช้กล้อง canon eos 6d เลนส์ canon ef 24-105L
ในตลาดกล้องถ่ายภาพระบบ mirrorless มีเจ้าตลาดชื่อ olympus มี fuji เป็นผู้ท้าชิงที่สู้กันได้สูสี มี sony ที่ทำได้ดีไม่แพ้กัน สามค่ายนี้ดูไม่ออกว่าใครจะเป็นหัวแถวในระยะยาว nikon ก็ออกระบบ nikon1 ตามมา แม้จะไม่โด่งดังแต่ก็มีจุดขายที่ทำให้อยากใช้ในเรื่องโฟกัสไวขั้นเทพ ถ่ายวิดีโอได้เนียนและถ่ายต่อเนื่องได้นานมากเอาไปทำหนังได้เลย ส่วน canon ออกมากับเขาเหมือนกัน ใช้ชื่อว่า eos m แต่กลับโดนบ่นจากผู้ใช้ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย
ทุกคนจะบอกว่า eos m เป็นกล้องที่โฟกัสช้า ช้าจนน่ารำคาญ และทำให้พลาดช็อตสำคัญไปบ่อยๆ มันก็เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ แต่ความผิดหวังมันเด่นชัดเพราะมันโดนตั้งความหวังไว้สูง ประมาณว่ากล้องที่ซื้อทีหลัง กล้องที่ออกมาทีหลังควรจะทำได้ดีกว่ากล้องรุ่นที่ออกมาก่อน ระบบ mirrorless ของค่าย canon ซึ่งเป็นค่ายสุดท้ายที่ออกมาเล่นตลาดนี้ก็น่าจะเบียดค่ายอื่นให้ซบเซาขายไม่ออกได้ แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น พอ eos m ออกมา ค่ายอื่นเลยกลายเป็นเทพไปหมดเลย ต้องปรบมือให้ canon จริงๆ
หลายครั้งที่มีการพูดคุยกันในฟอรัมต่างๆ หรือในเฟสบุ๊ค การตอบคำถามเกี่ยวกับการโฟกัสของ eos m มักจะต้องอธิบายกันบ่อยๆ ผมในฐานะคนที่ใช้งานกล้องตัวนี้ก็ได้แต่ตอบว่า eos m เหมาะกับการถ่ายภาพอะไรก็ได้ที่ไม่มีขา ถ้ามีขาก็ห้ามเดิน มันเป็นคำตอบที่ผมใช้บ่อย และเลือกที่จะตอบแบบนี้เสมอ เพราะความไวในการโฟกัสของ eos m มันเป็นปัญหาจริงๆ มือใหม่ที่ซื้อกล้องตัวแรก ถ้ามาใช้ eos m เลย ผมคิดว่าคงเสียความรู้สึกไปพอสมควร เพราะกล้องตัวนี้ไม่ทำให้ชีวิตของเขาง่ายขึ้น เพราะแม้แต่ iphone ยังโฟกัสไวกว่า เพราะแม้แต่กล้องโบราณตัวอื่นๆยังโฟกัสไวกว่า eos m ไม่เหมาะกับมือใหม่สักเท่าไหร่
สำหรับมืออาชีพหรือมือเก่าที่ถ่ายภาพมาเนิ่นนาน ถ้าจะหากล้องสำรองสำหรับการรับงาน ตัวนี้ก็ไม่เหมาะอยู่ดี เพราะมันใช้ถ่ายงานอีเว้นไม่ค่อยดี การโฟกัสช้าจะทำให้พลาดภาพสำคัญไปได้ ถ้าเป็นงานที่ต้องทำมาหากิน eos m ก็ไม่เหมาะเลย แล้วมันเหมาะกับใครกันบ้างล่ะ แล้วมันมีอะไรน่าสนใจถึงทำให้มีรีวิวนี้
ถ้าเราตัดเรื่องความสามารถในการโฟกัสออกไป ที่เหลือของ eos m มันคือกล้องที่ดีมากตัวหนึ่ง มันเปลี่่ยนวิธีพกและวิธีใช้กล้องไปอย่างสิ้นเชิง คุณภาพของภาพก็อยู่ในระดับหัวแถวของวงการ อาจจะแพ้กล้องเซ็นเซอร์ใหญ่แบบ full frame ไป แต่มันก็ให้ภาพที่ดีที่สุดในกลุ่มเซ็นเซอร์ aps-c ณ วันที่มันเปิดตัว
ในช่วงเวลารุ่งเรืองของฟิล์มถ่ายรูป การหัดถ่ายภาพของช่างภาพส่วนใหญ่จะต้องผ่านการใช้งานเลนส์ฟิกซ์มาสักตัว บางคนก็ใช้เลนส์ 50มม. บางคนก็ใช้เลนส์ช่วงอื่นๆซึ่งมีให้เลือกหลายช่วง ตั้งแต่ 24 28 35 50 85 105 135มม. ซึ่งเลนส์เดี่ยวสักตัวจะต้องเคยผ่านมือช่างภาพกำลังพัฒนาแน่นอน ผมเองก็มีเลนส์ตัวโปรดเป็นช่วง 35มม. โดยมีเลนส์ EF35f2 เป็นเลนส์ติดกล้องสมัยถ่ายด้วยฟิล์ม และยังใช้งานต่อเนื่องมาถึงยุคดิจิทัลด้วย บุคคลิกของเลนส์ 35 เป็นอย่างไรจะจำได้ขึ้นใจ ระยะการยืนห่างจากแบบหรือวัตถุเมื่อใช้เลนส์ 35มม.จะอยู่ในหัวโดยความเคยชิน เราสามารถใช้เลนส์ 35มม. ตัวเดียวถ่ายได้ทั้งทริป ซึ่งมันติดเป็นความชอบ และเมื่อเรามองหากล้องตัวที่สอง ตัวที่สาม ตัวสำรอง ตัวไหนก็ตาม เราก็จะหากล้องที่ใช้งานในช่วง 35มม. ได้สนุกไว้ก่อน
ก่อนจะมี eos m ผมก็ใช้ fuji x100 เป็นกล้องติดตัวอยู่เกือบสองปี ซื้อเพราะมันเป็นเลนส์ 23f2 ซึ่งอยู่กับเซ็นเซอร์ aps-c แล้ว มันก็จะเทียบเท่า 35มม. กล้องตัวนี้คุณภาพดีมาก แต่ขายออกไปเพราะว่ามันโฟกัสช้าและถ่ายภาพลูกกำลังคลานไม่ทัน ต่อมาก็ได้กล้อง nikon v1 มาใช้งาน กล้อง v1 โฟกัสเร็วมาก แก้ปัญหาการถ่ายภาพลูกได้เกือบหมด แต่ติดอยู่ตรงที่ว่าเราชอบภาพที่มีหลังเบลอเยอะๆหน่อย เซ็นเซอร์ nikon1 เล็กจนทำให้หลังเบลอลำบาก เรียกได้ว่าเลนส์เกรดธรรมดาที่แถมมากับกล้อง nikon v1 ไม่สามารถให้ภาพหน้าชัดหลังเบลอได้เท่าที่ต้องการ
eos m เปิดตัวออกมาพร้อมเลนส์ 2 ตัว คือ 22f2 และ 18-55stm การใช้ 18-55stm บนบอดี้ eos m ให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหนือความคาดหมาย กล้อง DSLR ก่อนหน้านี้ก็ให้เลนส์ Kit ช่วง 18-55mm เช่นกัน คุณภาพก็พอใช้ได้ เป็นเลนส์ที่คนส่วนใหญ่จะวางไว้เฉยๆหรือขายทิ้งแล้วไปหาเลนส์เกรดสูงกว่านี้มาใช้แทน แต่กับ Eos m ไม่มีเลนส์เกรดสูงกว่านี้ เพราะระบบนี้เพิ่งเกิด ยังไม่มีเลนส์เกรดสูงช่วงซูมเดียวกันให้เลือกใช้ ก็เลยต้องทนใช้ไป
แต่กับเลนส์ 22f2 stm เป็นคนละเรื่องเลย เลนส์ฟิกซ์ยังคงเป็นเลนส์ที่มีคุณภาพดีมากแม้จะเป็นการผลิตแบบราคาถูก ช่วง 22mm บนกล้อง eos m เซ็นเซอร์ aps-c เทียบเท่ากับ fullframe ที่ระยะ 35mm เท่ากับเรามีเลนส์ 35f2 ใช้นั่นเอง ซึ่งเป็นระยะเลนส์ที่นิยมมากโดยเฉพาะคนที่ต้องการพกเลนส์ตัวเดียวแล้วถ่ายมันทุกอย่างที่ผ่านตาเข้ามา เป็นเลนส์ที่นักถ่ายภาพแนว street มักจะใช้ กล้องรุ่นยอดนิยมอย่าง Fuji x100 ก็ให้เลนส์ติดกล้องมาเทียบเท่ากับ 35f2 บน fullframe เช่นเดียวกัน
การใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างระดับ f2 ทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะมันถ่ายภาพได้เกือบทุกสภาพแสง ยิ่งมีระบบปรับ iso ได้อัตโนมัติที่ขึ้นสูงได้ถึง 6400 หรือ 12500 ยิ่งทำให้กล้องสามารถใช้งานได้แทบจะตลอดเวลาตราบใดที่เรามองเห็นกล้องก็ถ่ายติด ถึงแม้จะมืดมากจนมองลำบาก กล้อง eos m ก็มีไฟช่วยโฟกัสเป็นแสงนำที่ใช้ led เปิดไฟส่องให้เลย เป็นไฟช่วยโฟกัสที่ติดอยู่บนบอดี้ ไม่ได้เป็นระบบยิงแฟลชเพื่อช่วยโฟกัส เพราะ eos m ไม่มีแฟลชในตัวนั่นเอง ซึ่งเลนส์ 22f2 กับบอดี้ eos m สามารถหาซื้อได้ในราคาต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท หรือซื้อเซ็ทใหญ่ก็ได้ในราคาหมื่นกลางๆเท่านั้น ราคาระดับนี้มันน่าใช้ขึ้นมาทันที

eos m + 22f2 stm + flash ex-90

eos m + 18-55is stm – wireless flash ex90 with 580exII

eos m + 18-55is stm – wireless flash ex90 with 580exII
การที่ eos m ไม่มีแฟลชในตัวทำให้มันต้องออกแฟลชแยกขนาดเล็กออกมาในชุดด้วย แฟลชตัวเล็กที่ว่านี้ชื่อรุ่น ex-90 ใช้ถ่านขนาด AAA จำนวน 2 ก้อน ดูขนาดภายนอกจะเล็กมาก พวงกุญแจของคนเราทุกคนยังอาจจะใหญ่กว่าแฟลชตัวนี้ก็ได้ แต่ความเล็กกลับไม่ธรรมดา ex-90 เป็นแฟลชไฮเทคและความสามารถสูง เพราะมันมาพร้อมกับความสามารถในการสื่อสารไร้สายกับแฟลชตัวอื่นในระบบของ canon โดยมันสามารถทำตัวเป็น master ควบคุมการยิงแฟลชไร้สายได้ ถ้าเราจะเล่นแฟลชไร้สายของ canon แต่เดิมเราจะต้องมีแฟลชตัวท๊อปกับตัวรองท๊อปของค่ายนี้อย่างละหนึ่งตัวเพื่อให้ตัวท๊อปเป็นตัว master และตัวรองท๊อปหรือตัวท๊อปอีกตัวเป็น slave รับคำสั่ง ซึ่งการเล่นแฟลชไร้สายค่าย canon มีค่าใช้จ่ายเกินสองหมื่นบาทแน่นอน หรือหากเราอยากจะใช้ตัวส่งสัญญาณแฟลชโดยเฉพาะอย่าง ST-E2 ที่ทำตัวเป็น master อย่างเดียว ตัวนี้ก็เกือบหมื่นบาท แต่ eos m แถมแฟลชตัวเล็ก ex-90 ที่ทำหน้าที่เป็น master ได้
eos m มี adaptor ที่เอาไว้ใช้แปลงเลนส์ ef และ efs มาใช้กับ eos m ออกมาด้วย นั่นทำให้เลนส์ตัวเก่าที่มีอยู่สามารถใช้กับ eos m ได้ทุกตัว และสามารถใช้งานได้เต็มระบบด้วย และนี่ก็คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ระบบ eos m มีเลนส์ในระบบน้อย เพราะว่าสามารถใช้เลนส์ ef และ efs ได้นั่นเอง

eos m + 22f2 stm + touchshutter
หน้าจอด้านหลังเป็นแบบ touchscreen สามารถสั่งการและปรับค่าต่างๆได้จากการสัมผัส สามารถดูภาพและเอานิ้วเลื่อนได้เหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไป ความไวในการเปลี่ยนภาพไม่เร็วมากแบบไอโฟนตัวล่าสุด แต่ก็ถือว่าไม่ช้าน่ารำคาญ และด้วยหน้าจอสัมผัสทำให้คำสั่งการลั่นชัตเตอร์สามารถเลือกได้ว่าจะลั่นจากการแตะหน้าจอด้วย หรือ touchershutter ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากกับการใช้งานส่วนใหญ่ โดยเฉพาะถ้าเราจะวานให้คนอื่นช่วยถ่ายภาพ เราก็แค่บอกคนถ่ายว่า ให้แตะที่หน้าคนกล้องก็จะถ่าย ผมให้ลูกอายุสองขวบช่วยกดถ่ายภาพ ก็ได้ภาพชัดที่หน้าได้อย่างง่ายดาย
eos m สามารถถ่ายวิดีโอได้ระดับ full HD คุณภาพวิดีโออยู่ในระดับที่ดีมาก แต่ปัญหาการโฟกัสผิดพลาดจะทำให้วิดีโอนั้นเสียไปได้ง่ายๆเช่นกัน ถ้าตั้งค่าเลนส์ให้เป็นแมน่วลโฟกัสไปเลยได้จะดีที่สุด หรือใช้เลนส์มือหมุนไปเลยจะได้ไม่หงุดหงิดใจ
แบตเตอรี่ที่ให้มาขนาดค่อนข้างเล็ก คงเป็นเพราะบอดี้ขนาดเล็กเลยต้องทำให้แบตเล็กไปด้วย การท่องเที่ยวด้วยกล้อง eos m ควรจะมีแบตติดไปสัก 3 ก้อน เพราะกล้องระบบ mirrorless จะใช้พลังงานเยอะกับการแสดงผลหน้าจอ และมันเปิดหน้าจอตลอดเวลาด้วยทำให้แบตหมดเร็ว การถือกล้องเดินถ่ายภาพไปเรื่อยๆน่าจะทำได้ไม่เกินสองชั่วโมงหากเราไม่ปิดกล้องเลย ผมเคยเอากล้องไปถ่ายภาพอีเว้น ใช้ได้ประมาณ 120 ภาพแบบไม่ถ่ายคร่อมไม่ถ่ายเผื่อเสียเลยแบตก็หมดแล้ว แบตสำรองก้อนที่สองและสามจึงเป็นทางเลือกที่ควรเตรียมไว้ เสียดายที่ eos m ไม่มีแบตเตอรี่แพ็คหรือกริ๊ปในระบบของตัวเอง
โหมดการโพรเซสภาพหลังการถ่ายก็เป็นลูกเล่นที่มีมาให้ในกล้อง เราสามารถเลือกสไตล์ภาพก่อนที่จะถ่ายได้เพื่อให้ได้ภาพที่มีบุคลิคแปลกตาตามรูปแบบที่มีให้เลือกสำเร็จรูป หรือเราจะถ่ายด้วยภาพปกติแล้วค่อยมาเลือกโพรเซสภาพตามสไตล์เหล่านี้ก็ได้ กล้องจะเซพภาพใหม่ที่ผ่านการประมวลผลแล้วให้เป็นไฟล์ใหม่ไม่ทับไฟล์เดิม ลูกเล่นเหล่านี้มาตามสมัยนิยม กล้องในปัจจุบันแทบทุกตัวจะมีความสามารถตรงนี้แล้วเช่นกัน
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเมื่อพก eos m แทนกล้องตัวใหญ่ก็คือ มันมีขนาดเล็ก สามารถใส่กล้องและเลนส์พร้อมแฟลชลงไปในกระเป๋าย่ามได้อย่างสบายๆ ทำให้การยกกล้องมาถ่ายในสถานการณ์ต่างๆเป็นเรื่องง่ายดาย การพก eos m ติดเลนส์ 22f2 ครอบคลุมการใช้งานส่วนใหญ่ของผม และ มันให้คุณภาพระดับกล้องโปรเลยทีเดียว ภาพที่ออกจากเลนส์ 22f2 เป็นภาพที่มีคุณภาพ มีระยะชัดตื้นเมื่อเปิด f กว้างสุดกำลังดี ต่อให้เปลี่ยนไปใช้กล้องโปรอย่าง eos 6d ก็ใช่ว่าจะได้คุณภาพภาพและไฟล์ที่ดีกว่านี้ ขนาดที่เล็กมันทำให้เราหยิบใช้ได้บ่อยขึ้น การท่องเที่ยวด้วย eos m เป็นคำตอบที่ดีมากสำหรับคนที่ไม่ต้องการน้ำหนักเยอะ และที่สำคัญสามารถไหว้วานให้คนอื่นช่วยถ่ายภาพให้ได้ ช่างภาพมีโอกาสได้มีภาพตัวเองบ้างโดยที่คนถ่ายก็สามารถโฟกัสภาพได้ชัด ขอเพียงแค่คนถ่ายมีตาและนิ้ว
























ครอบครัวผมตัดสินใจพาลูกเที่ยวในเส้นทางเขาใหญ่บ้าง หลังจากที่ตลอดสองปีที่ผ่านมาเราจะไปกันแค่พัทยากับหัวหินและไปซ้ำกันหลายครั้งแล้ว เส้นทางเขาใหญ่ก็เลยเป็นตัวเลือกที่อยากไป โดยที่ก่อนจะไปเรารู้จักเขาใหญ่แค่ มันมีรีสอร์ต มันเป็นอุทยานแห่งชาติ และมันคงอากาศไม่ร้อน
พอจองที่พักได้ซึ่งเป็นที่กรีนเนอรี่รีสอร์ต หน้าตาเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ และจะไปเที่ยวอะไรบ้างก็ไม่รู้ ปกติผมเป็นคนขับรถ ก็จะไม่ค่อยได้ดูแผนที่สักเท่าไหร่ทำให้การจัดวางเส้นทางท่องเที่ยวต่างๆเป็นของภรรยาเสียหมด แต่ทริปนี้ผมได้มีโอกาสดูแผนที่เองก่อน เลยได้ลองวางเส้นทางเดินทางดู พร้อมกับจุดแวะที่ภรรยาส่งรายชื่อมาอีกเป็นแพ็คใหญ่ ก็เลยลองวางเส้นทางแบบเน้นสบายขับรถน้อยๆดู
เราออกเดินทางจากรุงเทพที่ย่านบางบัวทอง เติมน้ำมันเต็มถังที่ถนนปิ่นเกล้านครไชยศรี และเดินทางไปเขาใหญ่ด้วยเส้นทางดังนี้ บางบัวทอง บางปะอิน สระบุรี ซอยแดรี่ฟาร์ม ขึ้นเขาใหญ่ แวะกิน แวะเที่ยว แวะพักในเส้นทางถนนธนรัชต์ แล้ววนไปลงทางปากช่อง แล้วก็ขับรถกลับกรุงเทพด้วยเส้นทางเดิม แวะกินของที่บางปะอินนิดหน่อยแล้วก็กลับบางบัวทอง เส้นทางที่ใช้ระยะทางรวมประมาณ 458 กิโลเมตร ตั้งใจบันทึกระยะทางไว้เพื่อดูสถิติการใช้น้ำมัน E85ในรถฮอนด้าฟรีดเมื่อเดินทางไกล

เมื่อเริ่มเดินทาง เราสามคน พ่อแม่ลูก พอไปถึงโซนเขาใหญ่ เดินทางขึ้นทางด้านแดรี่ฟาร์มก็แวะจุดแรกเป็นร้านอาหารชื่อ pb valley ซึ่งที่นี่เป็นไร่องุ่นและร้านอาหาร เป็นจุดแวะที่นิยมมากแห่งหนึ่ง ร้านอาหารต้องจองโต๊ะ เราไปกันสามคนก็โชคดีที่มีที่ว่าง ปกติจะมีกรุ๊ปใหญ่หรือรถทัวร์มาลงตลอด อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ก็จะเป็นกระดูกหมูรมควัน มีน้ำองุ่นเป็นพระเอก จริงๆก็จะมีไวน์ด้วยแต่ครอบครัวผมไม่กิน บรรยากาศโดยรอบร้านก็จัดระเบียบพอใช้ได้ มีพื้นที่นั่งกินสบายๆ ดูวิวไร่องุ่น มีสนามหญ้าให้เด็กวิ่งเล่น มีเครื่องเล่นเล็กๆน้อยๆให้เด็กเล่น ลูกผมก็เล่นซะเต็มที่เลย เล่นเหมือนไม่เคยเล่นมาก่อนเลย


อาหารที่นี่จานใหญ่ การมาแค่สามคนพ่อแม่ลูกโดยลูกยังเล็กอยู่เป็นสิ่งที่ทรมานพุงอย่างมาก กินไม่หมด ต้องใส่กล่องกลับบ้านกันเลย กระดูกหมูชิ้นใหญ่มาก พิซซ่าก็พอใช้ได้ สปาเก็ตตี้สั่งตั้งใจจะแบ่งกินกับลูก รสชาดโดยรวมของอาหารในร้านนี้ก็สมราคา ไม่ถูก ไม่แพง สามารถแวะมากินซ้ำได้ถ้ามีคนชวนอีก



อากาศตอนเที่ยงวันที่นี่ค่อนข้างร้อน ใครที่เคยบอกว่าปากช่องและเขาใหญ่อากาศเย็นสบายขอบอกว่าไม่จริง กลางวันร้อนอบอ้าวจริงๆ ดูจากลูกชายที่หัวกระเซิง เหงื่อออกจนตัวเปียก

การเดินทางทริปนี้ใช้ GPS กันอย่างเต็มที่ เพราะผมรู้จักแค่ถนนสายหลักที่วิ่งเข้ามาแถวนี้ แต่ถนนขึ้นเขาใหญ่ ถนนลัดเลี้ยวไปตามเขาเพื่อไปยังที่ต่างๆก็อาศัย GPS พาไปทั้งหมด เพราะไม่ได้มีแผนที่เป็นเล่มมานั่งดูแล้ว เราอยู่ในยุคดิจิทัลก็ขอใช้เครื่องมือกับเขาบ้าง และผลการใช้งานก็ทำได้ยอดเยี่ยม GPS ยี่ห้อ Garmin พาเราไปยังที่หมายได้ทั้งหมด ไม่หลงเลย
ออกจากร้านอาหารมือแรกของวันนี้เราก็เดินทางไปยังที่พัก ที่พักอยู่ที่ กรีนเนอรี่ ขับรถออกมาก็วิ่งตาม GPS ไปเรื่อยๆ GPS ก็พาเราลัดเลาะไปตามทางเล็กแล้วไปออกถนนธนรัชต์ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเขาใหญ่ และเราก็มาถึงกรีนเนอรี่โดยเราวิ่งผ่านจุดที่น่าสนใจจุดหนึ่งนั่นก็คือ Primo piazza หรือ primo posto เดิมนั่นเอง คงมีการรีโนเวทอะไรบางอย่างซึ่งผมไม่ได้ติดตามข่าว ผมเป็นช่างภาพที่ไม่เคยไปเหยียบและถ่ายรูปที่ primo posto เลย แม้จะได้เห็นรูปและรู้สึกอยากไปมาหลายปีแล้วก็ตาม

พอมาถึงที่พักที่กรีนเนอรี่ เราก็เช็คอิน แล้วก็มาเล่นสวนน้ำของโรงแรมทันที เราเลือกโรงแรมนี้เพราะสวนน้ำเป็นปัจจัยหลัก เนื่องจากขอบฟ้าลูกชายผมชอบเล่นน้ำและว่างเว้นจากการเล่นน้ำมานานแล้วก็เลยคิดว่าควรจะเลือกที่พักที่มีสระน้ำและของเล่นในน้ำเยอะๆไว้ก่อน และก็ได้ผล ขอบฟ้าอยากว่ายน้ำจนทำตัวงี่เง่าในบางเวลา และขอมานั่งดูโอ่งช้างที่จะเทน้ำเมื่อน้ำเต็มภายใน



หลังจากเล่นน้ำเสร็จก็เตรียมตัวไปกินมื้อเย็น เราก็เลยขับรถไปดูที่ primo piazza(n14°32.569′, e101°20.214′) ที่เพิ่งขับรถผ่านมา เป็นการแวะดูนอกโปรแกรม ตั้งใจว่าจะไปดูเล่นๆแล้วค่อยหาอะไรกิน แต่พอไปถึงที่แล้ว ดูบรรยากาศมันก็ดูสงบและน่านั่งเลยเลือกที่จะกินมื้อเย็นที่นี่เลย ซึ่ง primo piazza ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะบรรยากาศดี อาหารรสชาดดี แต่ราคาสูงมาก ซึ่งก็คงเป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องดูแลสถานที่ให้ดูสวยแบบนี้ตลอดเวลา มันก็คงทำให้ราคาถูกไม่ได้นั่นเอง



ที่ primo piazza ตอนกลางวันน่าจะคนเยอะมาก เพราะสถานที่ตกแต่งได้ดี ตึกสวย ทำขึ้นมาเพื่อเอาใจคนชอบถ่ายรูปโดยเฉพาะ ผมไปตอนเย็นตอนที่คนเริ่มน้อย บรรยากาศคนน้อยๆนี่ดูสบายและสงบดีมาก การประดับไฟก็ทำได้ในระดับที่ดูดีไม่โอเวอร์ ไม่อลังการบ้าพลังเกินไป มีร้านขายของที่ระลึกตัวเบา สินค้าในร้านก็มาแนวน่ารักและน่าซื้อไปทั้งหมด

ในส่วนของร้านอาหาร โต๊ะภายนอกเกือบเต็มและส่วนใหญ่โดนจองมาล่วงหน้า ส่วนโต๊ะภายในอาคารนั้นว่างมาก ผมก็เลยเลือกนั่งภายใน ซึ่งมีอีกโต๊ะหนึ่งข้างๆที่มีคนนั่งอยู่แล้ว ส่วนอีกเกือบสิบโต๊ะใหญ่ๆที่เหลือก็ไม่มีคนนั่งเลย เป็นบรรยากาศภายในร้านอาหารที่ถูกใจผมมากๆ เพราะผมไม่ชอบคนเยอะ มีที่ว่างให้ลูกได้เดินเล่นสบายใจ ขอให้ร้านอยู่ได้นานๆนะครับ คนหลวมๆแบบนี้ผมชอบ




กินเสร็จแล้วก็เดินเล่นเล็กน้อย อากาศตอนเย็นๆค่ำๆเริ่มเย็น ผมเริ่มรับรู้ถึงความเย็นที่พอดีๆ เป็นอากาศที่ทำให้รู้สึกสบาย และมันดีกว่าไปเที่ยวพัทยาและหัวหินอยู่ เด็กๆก็ใส่เสื้อกันหนาวไว้ สาวๆนักท่องเที่ยวก็มากันขาสั้นเลย ถ้ากรุงเทพหนาว ที่นี่คงหนาวมาก

ตอนเช้าอีกวันเราก็เริ่มวันด้วยการออกไปขับรถเล่น ปาลิโอ้อยู่ใกล้ๆกับที่พักเรา ก็เลยถือโอกาสแวะไปดูซะหน่อย เป็นการไปขับรถเพื่อดูเส้นทางเพื่อเตรียมไว้สำหรับมือกลางวัน ขับรถออกจากที่พักไปนิดเดียวขอบฟ้าก็ตื่นเต้นกับช้างที่เดินเล่นอยู่ ก็เลยได้แวะดู แวะให้อาหารช้าง และเราได้แวะดูรถขยะคันใหญ่ในเทศบาลแถวนั้นด้วย ขอบฟ้าเป็นเด็กที่ชอบรถขยะ จะขอแวะดูทุกครั้งที่มีโอกาส การแวะดูทำให้เรารู้ว่าเทศบาลที่เขาใหญ่ชื่อ เทศบาลหมูสี ดูได้สักพักก็กลับเข้าโรงแรมและกินอาหารเช้า

ต่อด้วยเล่นน้ำอีกครั้ง

จริงๆแล้วมื้อกลางวันเราวางแผนไว้ว่าจะกินที่ zanotti (n14°32.445′, e101°24.220′)ซึ่งเป็นร้านพิซซ่าที่มีเพื่อนแนะนำ หรือไม่ก็ที่ร้านบ้านไม้ชายน้ำ ตามลายแทงที่คนส่วนใหญ่ในอินเทอเน็ตแนะนำ แต่ขอบฟ้าขึ้นรถแล้วหลับเลย และหลับยาวด้วย เราก็เลยขับรถมุ่งหน้ากลับกรุงเทพ ไม่ได้แวะกินมื้อเที่ยง กะว่าถ้าลูกตื่นแล้วค่อยแวะกิน ปรากฏว่าลูกตื่นตอนอยู่ใกล้ๆบางปะอินแล้วก็เลยแวะกินที่ร้าน”ต้นน้ำ” เป็นร้านอาหารที่มีเมนูกุ้งแม่น้ำที่ดังมาก อยู่ใกล้กับวังบางปะอิน การแวะครั้งนี้ถ้าให้ไปเองก็ไปไม่ถูกแน่นอนเพราะไม่รู้ทาง แต่ GPS พาไปได้อย่างแม่นยำ




กินเสร็จจากที่นี่ก็ขับรถกลับบางบัวทอง ระยะทางทั้งทริปอยู่ที่ 458 กิโลเมตร เติมน้ำมันกลับให้เต็มถังต้องเติม 40.65 ลิตร น้ำมัน E85 ของบางจากครับ
บ้ายบาย nikon v1
nikon v1 เป็นกล้องดิจิท้ลที่มีพัฒนาแบบก้าวกระโดดที่สุดที่ nikon ผลิตออกมาหลังจากที่ทำกล้องฟิล์ม nikon f5 เป็นตำนานในยุคก่อนปีคศ 2000 ซึ่งเป็นกล้องตัวแรกที่วัดแสงเป็นภาพสี มีความถูกต้องมากยิ่งกว่ากล้องฟิล์มตัวอื่นๆ ในส่วนของ V1 มีเหตุผลหลายอย่างที่ยอดเยี่ยมจนต้องยกตำแหน่งให้ ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการโฟกัสที่เร็วมาก มันมากับการโฟกัสใบหน้าที่ให้ภาพชัดตั้งแต่นิ้วยังไม่กดปุ่มเพื่อเริ่มโฟกัส ความเร็วระดับนี้เป็นสิ่งที่กล้องระบบ liveview ของ nikon ไม่เคยทำได้มาก่อน พอออกมาก็ทำได้เร็วเหลือเชื่อ อาจมียี่ห้ออื่นบางรุ่นที่โฟกัสได้เร็วกว่าแต่ถ้าเทียบในระดับราคาเดียวกันมันไม่มีคู่แข่งเลย และการติดตามใบหน้าของ nikon1 แทบจะไร้ข้อผิดพลาด
nikon1 v1 มีช่องมองภาพระบบอิเล็คทรอนิสก์ที่ให้ความละเอียดมามากเป็นพิเศษ การมองช่องมองภาพให้ความรู้สึกราบลื่น ไม่สะดุด ไม่รู้สึกถึงการกระพริบ ในวันที่มันเปิดตัวออกมา มันก็ให้ภาพในช่องมองภาพที่สวยที่สุดแล้ว และที่สำคัญกว่านั้น ภาพที่ช่องมอง กับภาพในจอคอมฯ ก็มีสีใกล้เคียงกันมาก
nikon1 ทำอแด๊ปเตอร์แปลงเลนส์เก่าๆของ nikon มาใส่กับ nikon1 ได้อย่างครอบจักรวาล เลนส์เก่าๆของค่าย nikon ที่วางนิ่งรอให้ฝ้าขึ้น รอให้รากิน ถูกขุดขึ้นมาลองใช้และให้ภาพได้อย่างน่าปลาบปลื้ม การเปิดตัว nikon1 ทำให้นักถ่ายภาพรุ่นโบราณหลายคนมีของให้เล่นเพิ่มขึ้นอีกชิ้น แม้จะมีฟังค์ชั่นไฮเทคมากมาย แต่ขนาดตัวกล้องก็ไม่ได้ใหญ่โตเกินไป
ประสบการณ์การใช้งานกล้อง nikon1 v1 เป็นสิ่งที่น่าประทับใจ เพราะกล้องถูกออกแบบให้มีความรู้สึกเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่าการถ่ายภาพคือมีช่องมองภาพให้ใช้งานในขณะที่มันเป็นเครื่องมือที่ยัดความไฮเทคเอาไว้มากมาย คนที่จะใช้กล้อง nikon1 v1 ได้อย่างมีความสุขจะเป็นคนที่อยู่คนละซีกสุดขั้ว ขั้วแรกคือกลุ่มไดโนเสาร์ที่เคยใช้กล้องถ่ายรูประบบฟิล์มมาก่อน กับ กลุ่มมือใหม่ไร้การเรียนรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพใดๆ กับมือเก่าแค่เอากล้องแนบตา แล้วปล่อยให้ระบบวัดแสงทำงาน องค์ประกอบภาพที่คุ้นเคยก็ถูดจัดวางราวกับว่ามันเป็นกล้องฟิล์ม จบด้วยการกดปุ่มลั่นชัตเตอร์ที่มีความเร็วสูงถึง 1/16000 วินาที ซึ่งเป็นความเร็วระดับที่สูงที่สุดตั้งแต่กล้องระดับโฮมยูสจะเคยมีมา ซึ่งในวงการกล้องต้องรอเวลาถึงสามปี กว่าจะมีตัวที่ทำความเร็วชัตเตอร์ได้สูงกว่า nikon1 v1 ส่วนสำหรับมือใหม่ก็แค่ยกมาถ่าย ยังไงก็ได้หน้าคนชัด
ผมเป็นคนที่วางของระวังมาก การวางกระเป๋ากล้อง กระเป๋าโน้ตบุ๊ค ก็เลือกวางพื้น ไม่วางบนโต๊ะ เพราะไม่ต้องการให้ของตก ป้องกันความเสียหาย วางฮาร์ดดิสก์ก็วางพื้น เพราะไม่อยากให้ฮาร์ดดิสก์ตก อะไรที่ไม่ต้องการให้ตกจะวางพื้นเสมอ การใช้กล้องก็คล้องสายสะพายกล้องตลอดเวลา ทั้งเวลาถ่าย และดูภาพ กล้องทุกตัวไม่เคยตกเลย แต่ nikon v1 ตัวนี้ ดันโดนทำตก ตอนผมหยิบของจะวางบนรถ ในที่จอดรถมืดๆ ผมหยิบกล้องจะวางบนเบาะ มือดันไปชนบางส่วนของตัวรถแล้วกล้องหลุดมือ แค่นี้เอง ถึงพังเลย ครั้งแรกก็พังเลย น่าเศร้ามากๆ
กล้องตัวนี้ผมได้มาในช่วงที่มันตกรุ่น ตามไปซื้อมือสองมาจากเจ้าของเก่า พอมันตกพัง จะไปหาซื้อก็ไม่มีคนประกาศขายแล้ว พอเจอประกาศขายก็เจอกับราคาที่แพงกว่าตัวที่ผมได้มา ตอนที่เพิ่งตกไปสองสามวันแรกรู้สึกเซ็งอย่างบอกไม่ถูก พอผ่านมาเกือบเดือนก็เริ่มทำใจได้ รอหาของมือสองต่อไป ราคาคงจะค่อยๆขยับลงมาแทน สิ่งที่เสียดายที่สุดก็คือ พอผมเริ่มจะจับทางได้ว่า v1 ใช้คู่กับเลนส์ตัวไหนแล้วให้ภาพสวยถูกใจ พอค้นพบก็ทำพังไปเสียแล้ว
ภาพจากกล้อง v1 คู่กับเลนส์ nikon 50f1.8 mf เป็นคู่ที่ให้ภาพได้สวยจนผมตกใจ ระยะเลนส์เมื่ออยู่บนกล้อง v1 จะกลายเป็น 135mm f1.8 มันไวแสง มันเป็นภาพเทเลที่ระยะยืนสำหรับถ่ายครึ่งตัวไม่ห่างเกินไป ภาพจากคู่หููคู่นี้ดีกว่ากล้อง eos 6d กับเลนส์ 70-200 f2.8L ที่ผมใช้ประจำเสียอีก แม้ว่าระบบโฟกัสจะต้องปรับเอง เล็งเองว่าชัดเพราะไม่มีตัวช่วยคอนเฟิร์มโฟกัส แต่มันก็ไม่ได้ยาก และเมื่อโฟกัสให้ชัดแล้ว ภาพมีมิติลอยเด่นถูกใจยิ่งกว่ากล้องชุดใหญ่ มันเป็นชุดเล็กขนาดย่อมเยาที่ให้ภาพดีมาก ดีจนต้องเสียดายไม่เลิกราที่ทำกล้องตกจนพัง
กล้อง lytro ถ่ายก่อนโฟกัสทีหลัง ภาพที่เหมาะกับกล้องตัวนี้ควรจะมีระยะวัตถุใกล้กล้อง และ ห่างจากกล้องมากๆ รวมอยู่ในภาพเดียวกัน ภาพรถติดบนถนนกัลปพฤกษ์บังเอิญอยู่ในช่วงถนนที่มีระยะทางลงสะพานมองเห็นข้างหน้าทอดยาวไกลๆ รถคันหน้ามีเสาอากาศพร้อมตุ๊กตาพอดี ก็เลยได้ภาพแบบนี้มา ถ้าให้ไปถ่ายอีกทีคงไม่ได้อารมณ์แบบนี้แล้ว
โรงพิมพ์จอมทอง ถ่ายภาพด้วยกล้อง lytro