ปฏิทินเพิ่มพื้นที่โต๊ะทำงาน สีขาว

ปฏิทินเพิ่มพื้นที่โต๊ะทำงาน รุ่นที่ 2

เมื่อปีที่แล้วผมลองออกแบบปฏิทินทรงผอม เพื่อให้มันสามารถใช้วางบนโต๊ะทำงานที่แสนยุ่งเหยิง และไม่กินพื้นที่มากเกินไป ปฏิทินฐานสามเหลี่ยมมาตรฐานทั่วไปจะมีขนาด 6×8 นิ้ว ส่วนปฏิทินทรงผอมนี้ จะมีฐานกว้างแค่ 3 นิ้ว ทำให้มันสามารถวางบนโต๊ะแล้วใช้พื้นที่ลดลงครึ่งหนึ่ง

การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ทรัพยากรเพียงครึ่งเดียวก็เป็นหลักการส่วนตัวที่ผมพยายามทำ เพราะพอหารสอง ทุกอย่างก็จะรบกวนโลกน้อยลง เหมือนแนวคิดที่ว่า หากคนมีความสูงเฉลี่ยน้อยลง เท่าตัว จะช่วยลดการใช้ทรัพยาการลงไปได้ถึง 4 เท่า ทั้งอาหารที่ลดลง พื้นที่สำหรับอยู่อาศัยก็จะเล็กลง บ้านหลังเล็กลง ที่ดินน้อยลง ทุกอย่างก็จะรบกวนโลกของเราน้อยลง

การลดขนาดสิ่งที่ลดได้ก็ทำให้โลกเรามีอายุยืนขึ้นนิดนึง เพราะอีกนิดนึงก็ยังดี

IMG_0375

นอกจากขนาดที่ลดลงครึ่งหนึ่ง พื้นที่ว่างใต้ตัวเลขก็ยังเว้นเอาไว้ ไม่ได้ใส่รูปให้รก เพื่อให้การจดบันทึกทำได้ง่าย และหากใครอยากจะติดภาพตัวเอง หรืออยากจะวาดภาพระบายสี ตกแต่งปฏิทินให้เป็นลายเฉพาะตัวก็ทำได้เลย

IMG_0376

เรารับจ้างผลิตปฏิทิน และเรานำเสนอปฏิทินเพิ่มพื้นที่โต๊ะทำงานชิ้นนี้เพื่อใช้แจกเป็นของขวัญ ของฝาก ในยุคที่ธุรกิจได้รับผลกระทบจากอินเทอเน็ต ทำให้ยอดขายหลายบริษัทลดลง เป็นผลทำให้ปฏิทินถูกสั่งผลิตน้อยลง เพราะเป็นงบในส่วนของขวัญที่โดนตัดก่อนงบด้านอื่น ของแถมอย่างปฏิทินที่ในอดีตเราเคยได้รับหลายชิ้นต่อปี เริ่มมีคนแจกน้อยลง และปัจจุบันบางบ้านถึงกับต้องซื้อปฏิทินใช้เอง เพราะไม่มีคนแจก

IMG_0384

ปฏิทินชิ้นนี้ไม่ได้ทำแจก แต่เป็นทางเลือกราคาประหยัดให้กับธุรกิจที่ต้องการของแจกราคาถูก และมีคุณค่า และมันจะอยู่บนโต๊ะทำงานของลูกค้าไปอย่างน้อย 1 ปี มันดีกว่าการแจกหม้อหุงข้าว เครื่องปิ้งขนมปัง พัดลม เพาเวอร์แบงค์ตรงที่ มันจะถูกมองตลอดปี และผู้รับก็มักจะไม่ทิ้งก่อนเวลาอันควร

IMG_0374
IMG_0388

พื้นที่ด้านล่างที่ว่างเอาไว้ ถ้าเราติดภาพถ่ายเข้าไปกูดูสวยงามน่ามอง ภาพจากกล้องโพลารอยด์ของฟูจิ อย่าง instax mini ให้ภาพขนาดเท่ากับบัตรเครดิต สามารถนำมาติดลงไปด้านล่างได้เลย จะออกแบบ จะติดรูปอะไรก็ตามใจเราเอง ปฏิทินของเรา รูปของเรา เลือกรูปติดกันเองเลย

สนใจสั่งซื้อ ติดต่อ pockethifi@gmail.com

คุยทางไลน์ได้ที่ line id : pockethifi

วิธีเพิ่มความเร็วในการ render ไฟล์ภาพชนิด raw

กล้องดิจิทัลค่าย canon จะใช้ไฟล์ชนิด .cr2 ในการเก็บบันทึกภาพแบบ raw หรือภาพที่จะมีข้อมูลมากที่สุด เป็นภาพแรกที่เกิดขึ้นบนเซ็นเซอร์รับภาพ ก่อนที่คอมพิวเตอร์ภายในกล้องจะแปลงไฟล์ภาพนี้อัตโนมัติเป็นภาพ .jpg ที่เราเห็น ไฟล์ raw ชนิดนี้จะเป็นตัวแบกข้อมูล bit สีที่มากที่สุดที่กล้องตัวนั้นถูกออกแบบไว้ เพราะหากเราถ่ายภาพเป็น jpg เราก็จะได้ค่าสีที่มีความลึกของ bit เพียง 8 bit เท่านั้น แต่ไฟล์ raw ของกล้องชนิดใหม่ๆนั้น จะมีระดับความลึกของ bit สี อยู่ที่ 9-14 bit ซึ่งเป็นระดับความลึกของสีที่มากกว่า 8 bit มหาศาล

เมื่อเราถ่ายภาพ raw แล้ว เราจะยังไม่ได้ภาพที่ดีที่สุด เราจะต้องนำภาพ raw ไปแปลงด้วยโปรแกรมเฉพาะ ซึ่งแต่ละค่ายก็มีโปรแกรมของตัวเองที่จะแปลงภาพ raw ให้เป็น jpg ซึ่งค่าย canon ใช้โปรแกรมชื่อ dpp ย่อมาจากคำว่า Digital Photo Professional ส่วนค่ายอื่นๆหากไม่ทำโปรแกรมแปลงไฟล์ของตัวเองก็จะเลือกโปรแกรมจากผู้ผลิตอื่นๆมาแถมให้ เท่าที่จำได้ก็เช่น panasonic จะใช้โปรแกรม silkypix เป็นตัวแปลงไฟล์ raw นอกจากนี้ ค่าย adobe ที่ทำมาหากินกับงานตกแต่งภาพอย่าง photoshop มายาวนาน ก็มีโปรแกรมแปลงไฟล์ raw คุณภาพสูงให้ใช้ด้วย นั่นคือโปรแกรมชื่อ Lightroom ซึ่งผมเคยทดลองใช้บ้างเป็นบางช่วงเวลา

การแปลงไฟล์ raw ให้เป็น jpg จะใช้เวลาพอสมควร หากเราถ่ายภาพมาหลายร้อยภาพ การแปลงไฟล์ raw จะใช้เวลานานมาก อย่างกรณีของ canon ที่ผมใช้ จะแปลงไฟล์ raw จากกล้อง canon eos 6d ความละเอียด 20ล้านพิกเซล จำนวน 100ไฟล์ ใช้เวลาประมาณ 29 นาที บนเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ASUS ZenBook Flip 14 UM462DA ที่ใช้ซีพียู ryzen7 3700u ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผลิตในปี คศ 2019

เรามีวิธีเพิ่มความเร็วในการแปลงไฟล์โดยไม่ต้องอัพเกรดเครื่องหรือเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีง่ายๆก็คือ ให้เราทำการแปลงไฟล์หลายๆจ๊อบพร้อมกัน แทนที่จะทำทั้งหมดในจ๊อบเดียว ยกตัวอย่างเช่น จากภาพ 100 ภาพ ก็ให้เราแบ่งเป็น 3 ส่วน คือชุดแรก 33 ภาพ ชุดที่ 2 อีก 33 ภาพ และชุดที่ 3 อีก 34 ภาพ แล้วเราทำการสั่งให้แปลงทีละชุด โดยการคลิกให้เริ่มแปลงไปทีละชุด เมื่อเริ่มแปลงชุดที่1แล้ว ก็ให้เริ่มแปลงชุดที่ 2 ต่อไปเลย เพื่อให้ทุกชุดถูกแปลงไฟล์ไปพร้อมๆกัน และเมื่อแปลงไฟล์จนจบ เราก็จะได้ภาพออกมา 100 ภาพเหมือนเดิม แต่ผลที่แตกต่างก็คือ ความเร็วในการทำงานจนครบ 100 ภาพ ใช้เวลาน้อยกว่าเกือบเท่าตัวเลย ซึ่งจากการทดลองของผมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวเดิม งานแปลง 3 จ๊อบพร้อมกัน ใช้เวลาไป 16 นาที เมื่อเทียบกับวิธีทำร้อยภาพในจ๊อบเดียวที่ใช้เวลา 29 นาที เท่ากับว่าเราทำงานเสร็จด้วยเวลาที่น้อยลงไปกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือลดเวลาทำงานเหลือเพียง 55% เท่านั้น

canon dpp 3 batch render

เทคนิคกาารแยกงานเป็นจ๊อบเล็กๆหลายจ๊อบแล้วค่อยสั่งแปลงไฟล์ raw ทุกจ๊อบพร้อมกันเป็นวิธีที่ทำให้เราทำงานเสร็จเร็วขึ้นที่มีประสิทธิภาพสูงมากบนคอมพิวเตอร์ตัวเดิม เข้าใจว่าโปรแกรมแปลงไฟล์ raw ของแต่ละยี่ห้อกล้อง หรือ แต่ละค่าย ก็จะมีความสามารถในการทำงานเป็น multiple batch กันทั้งนั้น เหตุที่เราสามารถทำแบบนี้ได้เพราะการแปลงไฟล์งานเป็นสคริปต์การทำงาน ที่เราสามารถสั่งรันสคริปต์หลายๆสคริปต์พร้อมกันได้ และ ฮาร์ดแวร์ของ ซีพียูที่ปัจจุบันเป็นแบบ หลาย core หลาย thread ก็ออกแบบมาเพื่อทำงานหลายๆงานพร้อมกันอยู่แล้ว อย่าง Ryzen7 3700u ตัวนี้ก็เป็นชนิด 4core 8 thread การทำงานหนักหลายจ๊อบเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อความคุ้มค่าเลย

สังเกตความเปลี่ยนแปลง 7 วัน

IMG_20190822_064608

ขอบฟ้ามีการบ้านโครงงานวิทยาศาสตร์ให้สังเกตุความเปลี่ยนแปลงของใบไม้หรือดอกไม้ 7 วัน ก็เลยจัดการเด็ดดอกไม้ และใบไม้มาอย่างละ 1 ชิ้น เพื่อคอยถ่ายภาพบันทึกไว้ทุกวัน โดยพ่อกับแม่ช่วยกันคิดแล้ว เลือกวิธีถ่ายภาพน่าจะง่ายสำหรับขอบฟ้ามากกว่า เพราะการจดบันทึกด้วยการวาดเป็นสิ่งที่น่าจะต้องใช้สมาธิและเวลามากเป็นพิเศษ ขอบฟ้ายังไม่สามารถใช้เวลานานๆกับการวาดภาพได้

การถ่ายภาพพ่อเลือกวิธีให้ใช้กล้อง DSLR ในการถ่ายภาพ ให้ถือเองถ่ายเอง โดยพ่อช่วยปรับกล้องให้เบื้องต้นเพื่อเตรียมกล้องให้พร้อมสำหรับการบันทึกภาพในสถานการณ์นั้นๆ

IMG_20190822_064402

IMG_0004
วันที่1
IMG_0011
วันที่2
IMG_0016
วันที่3
IMG_0025
วันที่4
IMG_0027
วันที่5
IMG_0033
วันที่6

ผมก็ขอให้ขอบฟ้ายืนถ่ายคู่กับงานครั้งนี้ด้วย เพื่อให้ภาพมีเนื้อหาครบถ้วนสำหรับการเล่าเรื่องในครั้งนี้ ภาพขอบฟ้า พยายามยิ้มก็เลยออกมาดูปากโย้ๆนิดหน่อย ยังไม่รู้จะสอนให้ยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติได้ยังไง

IMG_0031

หมายเหตุ

การให้ขอบฟ้าถ่ายภาพครั้งนี้พบกับปัญหาเรื่องช่องมองภาพของกล้องถูกปรับตั้งให้พอดีกับตาของผม และมันทำให้ขอบฟ้ามองเห็นภาพในช่องมองไม่ชัด แม้ว่าสิ่งที่อยู่หน้ากล้องจะอยู่ในโฟกัสแล้ว การปรับสายตาของกล้องเป็นลูกเล่นที่กล้องออกแบบมาให้คนสายตาไม่ปกติได้ใช้งานกล้องได้อย่างสะดวกได้คุณภาพ นั่นก็คือ สายตาผมไม่ปกติแล้วนั่นเอง อาการสายตายาวมาเยือนกับคนวัยสี่สิบกว่าๆ ผลก็คือ กล้องของพ่อ กับ กล้องของลูก อาจจะต้องเป็นคนละตัวกันจริงๆ นี่อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้กล้องถ่ายภาพเป็นของที่ไม่ควรยืมกัน ไม่ใช่เรื่องของแพงหรือ หวงของ แต่มันเป็นของที่ต้องมองด้วยสายตาคนใช้งาน มันก็เลยต้องปรับตั้งละเอียดสำหรับเจ้าของเท่านั้น และสายตาของคนอายุต่างกันมากๆก็ต้องการช่องมองภาพที่ตั้งไม่เหมือนกันเลย แก่แล้วจริงๆ

ภาพขาวดำบนกระดาษขาวดำ

IMG_0113

ภาพขาวดำบนกระดาษขาวดำแท้ๆนั้นเป็นภาพขาวดำที่สมบูรณ์ที่สุด หากเราวัดแสงถูกต้อง ล้างฟิล์มด้วยมาตรฐานที่ดี เราก็จะได้ฟิล์มขาวดำคุณภาพดี และเมื่อนำฟิล์มมาอัดลงกระดาษอัดภาพขาวดำด้วยวิธีการฉายแสงอย่างพอเหมาะ รวมถึงการล้างกระดาษอัดภาพด้วยน้ำยาสร้างภาพที่มีคุณภาพ เราก็จะได้ภาพขาวดำบนกระดาษขาวดำที่ดีมาก

ยิ่งอ่านก็ยิ่งงง กว่าจะได้ภาพขาวดำดีๆสักภาพทำไมต้องมีขั้นตอนการทำงานที่เยอะเพียงนี้ แค่การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิทัลแล้วแปลภาพเป็นโทนขาวดำ แล้วเอาไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ภาพสักเครื่องก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ คำตอบก็คือมันได้ภาพตามที่ต้องการ แต่ภาพมันไม่เหมือนกัน สีขาวดำบนกระดาษขาวดำมันคมชัดและให้ความดำที่มากกว่า จะบอกว่าคอนทราสของภาพบนกระดาษขาวดำสูงกว่าก็ใช่ เพราะส่วนสีดำบนกระดาษขาวดำมีความดำมากกว่าบนกระดาษอัดภาพสี หรือบนระบบการพิมพ์ภาพสี แม้ว่าภาพสีจะทำให้เป็นสีโทนขาวดำ แต่ความดำที่ได้ ยังคงดำไม่มากเท่าระบบกระดาษอัดภาพโบราณ

หากเราจะดูในส่วนของสีขาว ภาพจากเครื่องพิมพ์จะให้ส่วนสีขาวเป็นภาพที่ขาดรายละเอียด จุดที่ขาวมากๆในภาพดิจิทัล เมื่อพิมพ์ลงกระดาษ ส่วนสีขาวก็จะเป็นพื้นที่สว่าง แต่ถ้าเป็นภาพที่อัดลงบนกระดาษขาวดำแท้ๆ ส่วนสีขาวจะยังคงมีรายละเอียดอยู่

2019-08-19_11-29-08

ภาพลูกของผมเมื่อวันแรกที่คลอดออกมา ผมพกกล้องคอมแพ็คฟิล์มยี่ห้อ leica minilux พร้อมฟิล์มขาวดำเข้าไปในโรงพยาบาลด้วย ตั้งใจจะถ่ายภาพในวันนี้เอาไว้เป็นฟิล์ม และก็ล้างอัดด้วยระบบขาวดำแท้ๆ ซึ่งฟิล์มก็ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ แต่กว่าจะมีเวลามาอัดภาพก็ล่วงเลยไปหลายปี ผมล้างฟิล์มและสแกนเป็นดิจิทัลเก็บเอาไว้ดูตั้งแต่สองเดือนแรกที่ถ่ายภาพ และเอาไฟล์ดิจิทัลไปพิมพ์ออกมาเป็นภาพใส่อัลบั้ม ภาพด้านบนนี้ด้านซ้ายเป็นภาพขาวดำบนกระดาษขาวดำที่ทำโดยการฉายแสงซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิม ส่วนด้านขวาเป็นการเอาไฟล์ดิจิทัลที่สแกนฟิล์มไปสั่งพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ภาพถ่าย canon selphy กระดาษสองใบนี้ผมเอามาวางข้างๆกันเพื่อถ่ายรูปร่วมกัน เป็นการถ่ายเพื่อเปรียบเทียบระบบการทำภาพสองระบบ

ผมชอบภาพด้านซ้ายมากกว่า ด้วยเหตุผลว่า เมื่อมองงานขาวดำด้วยตาเปล่า มองบนกระดาษขาวดำแท้ๆ ผมจะได้ภาพที่ดูดีมีความเป็นสามมิติที่ชัดมาก ซึ่งแตกต่างไปจากภาพดิจิทัลที่พิมพ์ลงกระดาษภาพถ่าย ภาพดิจิทัลจะแบนกว่า จะรู้สึกว่ารายละเอียดในเงามืดหายไป นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ผมชอบถ่ายภาพขาวดำและอัดภาพขาวดำแท้ๆ

รักบี้ 3สิงหาคม2562

วันที่ 3 สิงหาคม 2562 โรงเรียนเพลินพัฒนาพาเด็กนักเรียนชั้นประถมไปแข่งกีฬารักบี้ โดยมีรุ่น 7 ปีที่ขอบฟ้าอยู่ในทีม รุ่น 7 ปีถือว่าเป็นรุ่นเล็กสุดของกีฬารักบี้ โดยก่อนหน้าวันแข่งประมาณ 3 สัปดาห์ทางโรงเรียนก็มีการรวมตัวกันซ้อม และทางครูก็ทาบทามเด็กจำนวนหนึ่งให้มาร่วมทีม

IMG_0258

ขอบฟ้าเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ครูชวนไปเล่น มีจดหมายอย่างเป็นทางการจากโรงเรียนว่าจะขอให้นักเรียนร่วมฝึกซ้อมและไปแข่งขัน และเมื่อผู้ปกครองอนุญาตก็จะเริ่มฝึกซ้อมสัปดาห์ละ 4 วันในตอนเย็นหลังเลิกเรียน ตลอดเวลาช่วงฝึกซ้อมขอบฟ้าก็กลับบ้านเย็นตลอด บางวันขอบฟ้าติดเรียนพิเศษตอนเย็นก็จะไม่ได้ซ้อม

IMG_0177

วันแข่งขันโรงเรียนจัดรถไปส่งนักกีฬาหลายรุ่น ซึ่งรุ่น 7 ปีจะมีการแข่งในวันนี้ 3 นัด และทีมของขอบฟ้าก็ชนะ 1 นัด เสมอ 2 นัด ตอนจบวันก็แจกเหรียญรางวัลให้กับทีมที่เข้าแข่งทุกทีมโดยไม่มีการประกาศผลชนะเลิศ เพราะเป็นการแข่งเพื่อกระชับมิตร ไม่ได้แข่งหาแชมป์

IMG_0578
IMG_0364

พ่อแม่ก็มีหน้าที่สนับสนุน ตามไปเชียร์ ช่วยกันถ่ายภาพลูกหลานตลอดวัน มีภาพถ่ายจำนวนมากกว่า 1000 ภาพถูกส่งเข้าห้องไลน์เฉพาะกิจของกิจกรรมครั้งนี้ แค่ดูไปเรื่อยๆก็เมื่อยมือและปวดตามากแล้ว มีภาพสวยๆหลายภาพ มีคลิปวิดีโอหลายคลิป

IMG_0840
IMG_0206

ผมตั้งใจให้ลูกเก็บประสบการณ์ ทีแรกจะได้ประสบการณ์อะไรบ้างก็ตอบไม่ได้ แต่หลังจากที่ผ่านวันแข่งมาก็ได้คำตอบของตัวเอง เพราะเด็กทุกคนผ่านการซ้อมหลายสัปดาห์ นั่งรถบัสไปแข่ง ไปอยู่ในที่ที่ร้อนไม่สบายเหมือนในห้าง ต้องรอแข่ง 3 นัดในวันเดียว กินข้าวกินน้ำกับทีม ฝึกความอดทนที่จะเชื่อฟังโค้ช ซึ่งทุกอย่างที่ว่ามาเด็กทุกคนก็ผ่านมาได้ด้วยดี และสิ่งสำคัญก็คือ เด็กได้เรียนรู้การตั้งเป้าหมาย ได้เรียนรู้วิธีการ ได้ทุ่มเทความอดทน ความพยายามและเวลาที่เพียงพอ ประสบการณ์ที่ใช้เงินซื้อไม่ได้แบบนี้ “คุ้ม” จริงๆ เพราะในวัยเด็กของผมเอง กว่าจะเรียนรู้การทำงานกับเพื่อนแบบหามรุ่งหามค่ำ กว่าจะผ่านช่วงเวลาเหนื่อยร่วมกับเพื่อนๆผมต้องรอจนถึงมัธยมเลย

IMG_0513
IMG_0432

รีวิวเป็นเสียง leica minilux

กล้อง leica minilux ผมใช้มานานหลายปีแล้ว ลองเอามาเล่าเป็นเสียงบ้าง แง่มุมที่พูดถึงจะเป็นเนื้อหาที่เพิ่มเติมไปจากรีวิวปกติที่เคยเขียนไว้ เช่น ภาพขาวดำจาก minilux การสแกนภาพจากฟิล์มสีของร้านล้างฟิล์ม ความทนทาน อาการเสียประจำรุ่น เชิญฟังได้ครับ หลังจากฟังแล้วค่อยกลับมาอ่านต่อด้านล่างนี้

ภาพที่ชอบที่สุดจากกล้อง leica minilux คือภาพวันแรกเกิดของลูกผมเอง ก่อนจะได้ถ่ายภาพนี้ผมก็เตรียมตัวมาล่วงหน้าหลายเดือน การเตรียมตัวก็คือ เอาฟิล์มขาวดำมาทดลองถ่ายและล้างฟิล์มออกมาดู ยังมีขั้นตอนการโหลดฟิล์มเข้าแท๊งค์ล้างฟิล์มด้วย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เสี่ยงต่อความเสียหายที่สุด เพราะหากโหลดฟิล์มติดขัด ฟิล์มไม่เรียงตัวในตะแกรงอย่างเป็นระเบียบ ฟิล์มก็จะทำปฏิกิริยากับสารเคมีไม่ทั่วถึง ภาพก็จะเสียนั่นเอง การซ้อมยังรวมถึงการทดลองผสมน้ำยา ทดลองล้างที่อุณหภูมิตามสเป็ค เพื่อดูผลของฟิล์มว่าผ่านการล้างแล้วเป็นอย่างไร และอีกส่วนที่ต้องทำก็คือเตรียมกล้องให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานเพราะกล้องเก่าแล้ว เช็คสภาพก่อนจะถ่ายจริงก็เป็นเรื่องที่ควรทำ ฟิล์มขาวดำผมเลือกใช้ยี่ห้อตลาดราคาไม่แพง ด้วยเหตุผลว่า มันยังมีขายในช่วงเวลานั้นและเคยใช้ฟิล์มตัวนี้กับน้ำยาล้างฟิล์มตัวที่คุ้นเคย และภาพที่ออกมาก็สร้างความรู้สึกตื่นเต้นได้ดี และในตอนที่ถ่ายภาพในเหตุการณ์จริง ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ซ้อมไว้

IMG_9465
ภาพอัดลงกระดาษขาวดำ

หลังจากไปยืนเป็นพยานตอนลูกเกิด ไปรอถ่ายภาพพ่อแม่ลูกในห้องคลอดเสร็จแล้ว ก็ออกมาที่ห้องพัก คุณหมอจะพาลูกมาให้เริ่มดูดนมแม่ และเปิดโอกาสให้พ่อแม่ได้เห็นหน้าลูกชัดๆ และสามารถถ่ายรูปได้ตามใจด้วย ผมเข็นเตียงเด็กไปอยู่ใกล้ๆหน้าต่างเพื่อให้แสงสว่างมากเพียงพอที่จะถ่ายภาพได้ ยกกล้อง minilux ตั้งค่าที่ตัวกล้องเป็นการถ่ายแบบเลือกรูรับแสงเอง ผมตั้งรูรับแสงของกล้องไว้ที่ 2.4 แล้วก็โฟกัสสิ่งที่ต้องการแล้วถ่ายภาพเลย หลังจากถ่ายไป ประมาณ 2 สัปดาห์ ผมว่างพอจะล้างฟิล์ม ก็ทำการล้างในแบบที่เคยซ้อมไว้ ได้ฟิล์มที่มีภาพบันทึกสมบูรณ์แบบ คุณภาพการล้างเป็นไปตามมาตรฐาน เราสามารถใช้ฟิล์มนี้ไปสแกนด้วยเครื่องสแกนฟิล์มก็ทำได้สวยงาม ทดลองสแกนด้วยการถ่ายภาพผ่านกล้องดิจิทัลก็ทำได้ และ การอัดภาพลงกระดาษขาวดำโดยตรงก็ได้ดังภาพที่เห็น

ไฟล์สแกนดูบนจอ

ภาพขาวดำบนกระดาษขาวดำแท้ๆ เป็นภาพที่สวยงามมาก ระบบการแสดงภาพบนจอทุกชนิดไม่สามารถให้คุณภาพได้เหมือนกระดาษ ไม่ว่าเราจะพยายามสแกนฟิล์มให้ได้ไฟล์ที่มีคุณภาพอย่างไร ภาพที่ได้ก็ไม่เหมือนภาพบนกระดาษอัดภาพแท้ๆที่ผ่านการฉายแสงด้วยวิธีดั้งเดิม ผมเอาไฟล์ดิจิทัลที่สแกนฟิล์มไปทดลองพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ต่างๆก็ไม่ได้คุณภาพแบบที่กระดาษขาวดำให้ได้ ผมลองทั้งเครื่องดิจิทัลปริ๊นท์ระดับโปรดักชั่นของโรงพิมพ์ราคาเครื่องเป็นล้าน หรือ เครื่องพิมพ์ภาพถ่ายของ canon ที่เป็นระบบการพิมพ์แบบ dye-sublimation ซึ่งเป็นการผลิตภาพที่ให้คุณภาพสีจากไฟล์ดิจิทัลที่สูงที่สุดของเทคโนโลยีทางการพิมพ์แล้ว ความรู้สึกตรงนี้ต้องเห็นด้วยตาตัวเองถึงจะเข้าใจ มันเหมือนการมองโลกผ่านกระจก มันมีอารมณ์ร่วมมากกว่ามองผ่านจอทีวี แล้วชีวิตเราดีขึ้นไหมจากการถ่ายภาพ ล้างฟิล์ม อัดภาพเอง ก็ไม่ได้ดีขึ้นหรอก เราแค่หาความสุขจากการถ่ายภาพให้ครบวงจรเท่านั้นเอง

สแกนฟิล์มสไลด์ด้วยมือถือ

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มกลับมานิยมอีกครั้งในยุคปีพศ 2562 ซึ่งเป็นความนิยมที่ค่อยๆก่อนตัวมาก่อนหน้านี้สัก 3 ปี ปัจจุบันมีร้านล้างฟิล์มเกิดขึ้นอีกหลายร้านหากนับจากช่วงตกต่ำของวงการถ่ายภาพด้วยฟิล์ม และฟิล์มที่นิยมใช้งานกันก็จะเป็นฟิล์มเน็กกาทีฟและฟิล์มขาวดำ ส่วนฟิล์มสไลด์ยังถือว่ามีความนิยมเล่นน้อยอยู่เพราะการล้างฟิล์มสไลด์มีต้นทุนสูงกว่า และมีร้านที่รับจ้างล้างน้อยกว่า

เมื่อมีการถ่ายภาพด้วยฟิล์ม การล้างฟิล์มก็มีคนรับล้างแล้ว ขั้นตอนต่อจากการล้างฟิล์มในอดีตจะเป็นการอัดภาพมาเป็นกระดาษ แต่ในปัจจุบัน(พศ2562) แทบไม่มีใครอัดภาพเป็นกระดาษแล้ว แต่จะใช้วิธีสแกนฟิล์มให้เป็นไฟล์ภาพดิจิทัล แล้วดูด้วยโทรศัพท์มือถือกันเกือบ 100% นั่นทำให้การสแกนภาพเป็นสิ่งจำเป็น และหากเราจะสแกนฟิล์มสักม้วน ถ้าไม่ทำเอง ถ้าไม่ลงทุนเครื่องสแกนและเรียนรู้เอง เราก็ต้องจ้างร้านทำให้ ร้านล้างฟิล์มยุคปัจจุบันจึงต้องสแกนฟิล์มด้วย

ฟิล์มเน็กกาทีฟสี และ ฟิล์มขาวดำ จำเป็นต้องสแกนด้วยเครื่องมือพิเศษ เพราะจะต้องมีขั้นตอนการกลับสี ต้องมีโหมดการแก้สีช่วยทำงาน ขั้นตอนเหล่านี้เป็นขั้นตอนปกติในการสแกนฟิล์ม และเราควรใช้เครื่องสแกนที่ทำหน้าที่นี้อย่างตรงหน้าที่ ส่วนฟิล์มสไลด์เรามีทางเลือกอื่นนอกจากสแกนด้วยเครื่องสแกนจริงๆ

ฟิล์มสไลด์เป็นฟิล์มที่ให้สีปกติ สามารถมองด้วยตาเปล่าเป็นภาพปกติ ดังนั้นเราสามารถใช้กล้องดิจิทัลถ่ายภาพจากฟิล์มได้เลย จัดแสงให้เข้าด้านหลังฟิล์มแล้วถ่ายภาพเป็นภาพสีเก็บไว้ดูในคอมพิวเตอร์หรือบนมือถือก็สามารถทำได้ทัน และแม้แต่จะถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือเลยก็ทำได้ ยิ่งมือถือปัจจุบันมีความสามารถในการถ่ายภาพที่ดีมาก มีพิกเซลจำนวนมหาศาล ทำให้เราถ่ายภาพจากฟิล์มสไลด์แล้วคร็อปภาพเพื่อดูได้ทันที

ตัวอย่างด้านล่างนี้เป็นการสแกนสไลด์ด้วยโทรศัพท์มือถือ เป็นขั้นตอนที่ง่าย รวดเร็ว และได้ภาพไปดูและแชร์ได้ทันที

ผมใช้มือถือที่ผลิตขายในปี พศ 2562 หรือ คศ 2019 อย่าง redmi note7 ที่มีความสามารถในการถ่ายภาพที่ความละเอียด 48ล้านพิกเซลมาเป็นตัวถ่ายภาพ เอาฟิล์มเก่ามาส่องบนกล่องไฟ แล้ววางมือถือให้นิ่งบนกล่องกระดาษยกสูงเล็กน้อย พอให้มือถือสามารถโฟกัสภาพบนฟิล์มได้ แล้วก็กดถ่าย



เมื่อเราได้ภาพแรกจากการถ่ายแล้ว ฟิล์มสไลด์จะอยู่กลางภาพเพื่อให้โฟกัสได้ ภาพที่ได้เราจะต้องเอามาคร็อปขอบภาพออกเพื่อให้เหลือพื้นที่เฉพาะภาพตรงกลาง การคร๊อปก็ใช้ความสามารถของโทรศัพท์มือถือได้เลย และหลังจากคร็อปภาพแล้วเราจะแก้ไขสี ปรับสี ปรับแต่งโทนสีต่างๆอย่างไรก็ได้ตามใจเรา ภาพที่ได้จะมีความคมชัดเพียงพอต่อการดูบนโทรศัพท์มือถือ สามารถดูในคอมพิวเตอร์ได้ และใช้แชร์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆได้เลย

ลองสแกนฟิล์มอีกหลายม้วน ดูเพลินๆก็สวยดีสำหรับการย้อนดูอดีตอันรุ่งเรืองของฟิล์ม

IMG_20190718_143626_1
IMG_20190718_200725

เที่ยวเกาะเกร็ด แวะปั้นหม้อ

เกาะเกร็ดเป็นพื้นที่เกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ในเขตจังหวัดนนทบุรี ต้องเดินทางไปขึ้นเรือข้ามฟากที่ท่าน้ำปากเกร็ด ซึ่งเป็นบริเวณที่รถติดมาก ติดนรก ติดไร้เหตุผล ที่จอดรถน้อย ไม่เพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยว ค่าที่จอดรถ 40 บาทต่อคัน

เกาะเกร็ดคือเมืองโบราณมีชีวิต วิถีชีวิตของชาวเกาะเกร็ดในอดีตคืออะไรยังไม่แน่ใจ แต่อาชีพปัจจุบันคือขายของให้นักท่องเที่ยว บ้านเรือนรอบเกาะถูกจัดระเบียบทางเดินให้นักท่องเที่ยวเดินผ่านไปเรื่อยๆ คนเยอะ อากาศร้อน วันเสาร์อาทิตย์ที่นี่ก็คงเป็นตลาดนัดที่วุ่นวาย ส่วนวันธรรมดา จันทร์ถึงศุกร์เป็นอย่างไรยังไม่เคยเห็น แต่คาดว่าจะเงียบและสงบกว่านี้(เดา)

จุดหมายคือมาปั้นหม้อ ปั้นดิน

IMG_1095
IMG_1116
IMG_1125
IMG_1136
IMG_1143

สถานที่สำหรับทำงานปั้นก็คือ บ้านของ ป้าตุ่น เป็นบ้านที่อยู่ติดกับวัดไผ่ล้อมในเกาะเกร็ด ที่แห่งนี้เป็นแหล่งปั้นหม้อ ทำงานเครื่องปั้นดินเผามานาน และเปิดให้คนที่สนใจได้หัดปั้นด้วย ถือเป็นกิจกรรม how-to ชนิดหนึ่งที่เป็นแม่เหล็กทำให้เกาะเกร็ดดูดีมีชาติตระกูล มีราก มีวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงแค่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวตลาดนัดทั่วไป

เกาะเกร็ดมีร้านกาแฟเยอะ กาแฟโบราณก็เยอะ ร้านกาแฟติดแอร์มีอยู่ร้านเดียวและไม่มีคนแวะเลย

ร้านอาหารบางร้านหน้าตาดูบ้านๆ สั่งข้าวกระเพราไข่ดาว ใช้เวลา 1 ชม. ถึงจะได้กิน

ร้านขายของกิน ขายขนมมีตลอดทาง จะไปเที่ยวเกาะเกร็ดอย่าเพิ่งกินอะไรตอนเช้า ไปเดินซื้อเดินกินที่เกาะเกร็ดเลย หลากหลายและเยอะ และกินไม่ทั่วถึงแน่นอน

IMG_1146

ภาพพระพุทธรูปองค์ใหญ่คือวัดบางจาก ผมถ่ายจากร้านอาหารแห่งนึ่งในเกาะเกร็ด เราจะเห็นท่าเรือข้ามฟากที่พาคนมาที่เกาะเกร็ดได้เช่นกัน เส้นทางนี้ไม่ได้รับการพัฒนาและประชาสัมพันธ์ คงมีคนไม่อยากให้เกาะเกร็ดเข้าออกได้มากกว่า 1 เส้นทาง นักท่องเที่ยวที่หาข้อมูลจากเน็ตเลยมาจอดรถที่วัดสนามเหนือ ย่านปากเกร็ด แล้วก็นั่งเรือข้ามฟาก ที่จอดรถแถววัดสนามเหนือราคาคันละ 40 บาท ถ้ามาครั้งต่อไป ผมจะไปจอดรถที่วัดบางจาก

เกาะเกร็ดขายทอดมันหน่อกะลาเยอะมาก หน่อกะลามีหน้าตาคล้ายถั่วฝักยาว มันเลยอยู่ในทอดมัน และ ร้านขนมจีนน้ำยา

ทางเดินสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นทางเดินแคบๆ ก็ยังอุตส่าห์มีนักปั่นมาขับจักรยาน ผมอยากจะถามเขาจริงๆเลยว่าไม่เห็นเหรอว่าคนเดินกันแน่นขนาดนี้ แค่เดินผ่านยังต้องรอจังหวะสวนทางจังหวะคนอื่นหยุดดู หยุดซื้อของ แล้วทำไมถึงยังอยากขี่จักรยานในทางแคบๆแบบนี้ แต่ไม่กล้าถามซึ่งๆหน้าหรอก เพราะจูงลูกอยู่ ไม่อยากมีเรื่อง แต่สอนลูกเสมอว่าขี่จักรยานต้องขี่ในที่กว้างๆไม่เบียดเบียนคนอื่น

รักษ์โลกไม่ได้แปลว่าต้องขี่จักรยาน อยากออกแรงให้ไปกวาดลานวัดจะได้สุขภาพและได้ฝึกนิสัยมีจิตสาธารณะ อยากลดการใช้น้ำมันต้องไม่นั่งเรือข้ามฟากมาเกาะเกร็ด อยากดูฉลาดต้องไม่ขี่จักรยานที่เกาะเกร็ด

ตัวอย่างภาพ 48 ล้านพิกเซล จาก xiaomi หรือ Redmi note7

โทรศัพท์ Redmi note7 เป็นมือถือรุ่นราคาไม่แพง ให้สเป็คกล้องมาโหดระดับ 48 ล้านพิกเซล ตัวเครื่องมาพร้อมความจุด 128Gb ให้แรม 4Gb จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของมือถือเครื่องนี้ก็คือ มีช่องส่งสัญญาณอินฟาเรดมาด้วย และมี app รีโมทคอนโทรลให้เราสามารถใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้หลายชนิด

ในส่วนของกล้องก็มีความจุ 48 ล้านพิกเซล ซึ่งเราจะใช้งานโหมดนี้ต้องปรับตั้งค่าของกล้องให้เป็นโหมด pro เราจึงจะถ่ายที่ความละเอียด 48 ล้านได้ ปกติ กล้องจะตั้งค่าไว้ที่ 12 ล้านเท่านั้น ผลการถ่ายภาพที่ความละเอียดระดับสูงสุดก็ทำได้น่าพอใจ ดูจากภาพตัวอย่างนี้ได้

13.772324,100.470186

และข้อมูลการถ่ายภาพที่ดูจากในมือถือเองก็ระบุความละเอียดไว้ดังนี้

Screenshot_2019-07-01-09-46-43-502_com.miui.gallery

นอกจากความละเอียดที่มากแล้ว ยังมีข้อมูลการถ่ายภาพ มี location ให้ด้วย ใครใช้มือถือถ่ายภาพก็จะติดข้อมูลการถ่ายภาพนี้ไปด้วยเพราะเป็นความสามารถของ smartphone แต่เราก็ตั้งค่าให้ไม่ต้องบันทึก location ก็ได้ แต่ผมชอบให้บันทึกสถานที่เอาไว้ เวลาดูใน app สำหรับแสดงภาพ เราสามารถใช้ประโยชน์ของ location ในการจัดกลุ่มภาพด้วย ทำให้รู้ว่าเราไปที่ไหนมาแล้วบ้างนั่นเอง

IMG_20190623_101303_1

คุณภาพของกล้องก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ให้ภาพชัด สีสันสดใส สามารถใช้ถ่ายในสภาพแสงที่ค่อนข้างน้อยได้ดี มีระบบประมวลผลพิเศษช่วยให้ภาพยังคมชัดได้แม้จะสปีดชัตเตอร์ต่ำ ถ่ายภาพแล้วสามารถปรับแต่งต่อได้เลยโดย app ติดเครื่องมาก็สามารถปรับแต่งได้หลากหลายจนน่าทึ่งมาก มีสไตล์สีที่ถูกใจ บางครั้งผมยังใช้ภาพจากกล้อง DSLR ก็อปปี้มาวางในเครื่อง smartphone แล้วใช้ตัวปรับภาพของ Redmi note7 ปรับแต่งสี เพราะสไตล์สีบางอย่างถูกใจผมมาก

Redmi note7 12M vs 48M pixels

redmi note7

โทรศัพท์ Redmi รุ่น note7 เป็นโทรศัพท์ที่มีจุดเด่นหลายอย่าง หนึ่งในหลายอย่างนั้นคือระบบการถ่ายภาพมีโหมดความละเอียดสูง โดยภาพปกติจะมีขนาด 12Mpixels ส่วน โหมดพิเศษจะสามารถถ่ายภาพที่ความละเอียด 48Mpixels ได้ ซึ่งก็ทำให้เกิดความสงสัยว่า เป็นขนาด 48 M ที่ขยายด้วยซอร์ฟแวร์หรือเปล่า หรือฮาร์ดแวร์มีความสามารถเก็บภาพละเอียดขนาดใหญ่ได้จริงๆ เลยทดสอบดูดังนี้

IMG_20190617_191150

ถ่ายภาพที่มุมเดียวกันในโหมด 12Mp และ 48Mp แล้วเอาทั้ง 2 ภาพมาเปรียบเทียบกัน โดยการขยายขนาดของภาพ 48Mpไปที่ 100 % และขยายภาพจาก 12Mp ให้มีวัตถุในภาพใหญ่เท่ากับ 48Mp

compare 12vs48mpixcels

ด้านซ้ายคือภาพจาก 12Mp ส่วนด้านขวาคือ 48 Mp จะเห็นได้ว่า ตัวหนังสือคำว่า”จำนวนเงิน” ในด้านซ้ายอ่านยากมากเพราะตัวหนังสือติดกันเป็นพรืด ขณะที่คำเดียวกันที่ฝั่งขวาอ่านออกชัดเจน นั่นหมายความว่าด้าน 48Mp มีความคมชัดกว่า นี่น่าจะเป็นข้อยืนยันว่า 48Mp ของ redmi note7 น่าจะเป็น 48Mp จริงๆ เพราะมีรายละเอียดที่คมชัดกว่า 12Mp อย่างชัดเจน

ปรับปรุงรสชาดแซนวิช

IMG_0004
แซนวิชสำเร็จรูปซื้อจากเซเว่น ดูวันหมดอายุก่อนซื้อด้วย

แซนวิชคือขนมปังสองแผ่นประกบกัน ตรงกลางระหว่างทั้งสองแผ่นจะใส่เครื่องปรุงและสิ่งที่อยากกิน แซนวิชกึ่งสำเร็จรูปในครั้งนี้เราจะกินแซนวิชเนยหน้าตาธรรมดาซื้อจากเซเว่น

IMG_0006
เตรียมเครื่องปิ้งแซนวิช เป็นเครื่องระบบไฟฟ้า

แซนวิชเนยเพียวๆ ไม่มีน้ำตาล ขายอยู่ในเซเว่นราคา 15 บาท สามารถซื้อมาแกะห่อแล้วกินได้เลย ขนมปังกับเนยก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่เราทำให้มันพิเศษขึ้นมาได้ด้วยการดัดแปลงเล็กน้อย

IMG_0008
แกะออกจากซอง ขนมปังฟูดูดีน่ากินตั้งแต่ต้นแล้ว

ปกติขนมปังกับเนย ก็จะใช้วิธีการปิ้ง ในตลาดบางแห่ง มีขนมปังเนยน้ำตาล ปิ้งแล้วราดด้วยนมข้น โรยน้ำตาล ขายเป็นของกินเล่น ร้านกาแฟหลายแห่งก็ทำขนมปังเนยน้ำตาลขายด้วย

IMG_0010
แยกแผ่นบนและล่างออกจากกัน เห็นเนยเยิ้มๆ กระจายทั่วแผ่น

แต่ถ้าเราทำร้อนด้วยการอบด้วยเครื่องทำแซนวิช เราจะได้ขนมปังเนยน้ำตาลอีกรูปแบบหนึ่ง ก่อนจะเริ่มทำให้ร้อน ก็ให้เราใส่น้ำตาลลงไปในเนยเล็กน้อย เพราะขนมปังชิ้นนี้ไม่ได้มีน้ำตาลมาให้ด้วย แต่หากไม่ชอบหวานเราก็ไม่ต้องเติมน้ำตาลก็ได้

IMG_0014
โรยน้ำตาลเพิ่มรสชาด

จัดการอบขนมปังด้วยการวางในเครื่องทำแซนวิช วิธีวางก็วางขวางไปเลย ขนมปังจะถูกแบ่งเป็น 2 ชิ้นในแนวนอน หากเราวางด้วยท่าปกติ รอยแบ่งก็จะเป็นแนวทะแยงมุม ซึ่งวางแบบไหนแล้วแต่คนทำ แต่วางแบบแนวนอนจะได้ขนมปังตอนสุดท้ายดูน่ารักกว่าแบบสามเหลี่ยม

IMG_0015
วางเอียงๆในเตา กะให้รอยกดตรงกลางของเตากดแบ่งแซนวิชกลางตัวเลย
IMG_0017
เสียบปลั๊ก รอเวลา

วางขนมปัง ปิดฝาเตา เปิดไฟเข้าไป รอสามนาทีโดยประมาณ ถ้าเป็นเครื่องทำแซนวิชไฟฟ้าก็มักจะมีระบบจับเวลามาให้ในตัว พอไฟเขียวสว่างก็แปลว่าครบเวลาแล้ว ขนมปังในเตาจะร้อนกรอบและมีสีเกรียมน้ำตาลอ่อนๆพอดีดูน่ากิน ขอบขนมปังจะเชื่อมตัวเองเป็นแซนวิช แต่ตรงกลางยังฟูป่องอยู่ ไมได้แฟบเป็นแซนวิชแบนๆ

IMG_0033
ครบ 3 นาที ไฟเขียนติด ดึงปลั๊กออก
IMG_0036
เปิดฝาดู ขนมปังเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลอ่อน

อาหารที่ร้อนมักอร่อย อาหารจำพวกขนมปังทำร้อนๆก็มักจะอร่อยกว่าของอุณหภูมิห้อง และการอบด้วยความร้อนก็จะทำให้ผิวด้านนอกมีความกรอบ ด้านในร้อนนุ่ม หยิบออกจากเตารอให้พอหายร้อนหยิบด้วยมือได้ ก็กินได้เลย อร่อยกว่าเดิมเยอะ ถ้าจะให้ดีขึ้นไปกว่านี้อีก การใส่ไส้ที่ต้องการก็น่าสนใจ จะใส่ชีสเพิ่ม ใส่ผัก ใส่ถั่ว ไส่อะไรก็ได้ที่อยากกิน อาหารอร่อยคืออาหารที่เราอยากกินซ้ำ