คิดถึง ipod คิดถึงความสุขในการฟังเพลง

IMG_9017

เครื่องเล่น mp3 เครื่องแรกที่ผมเคยได้ยินข่าวคราวก็คือเครื่องยี่ห้อ rio ผมจำสเป็คโดยละเอียดไม่ได้ และไม่เคยมีโอกาสได้ฟัง ในช่วงเวลาแรกเริ่มของ mp3 ผมฟังผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์และไม่เคยรู้สึกหลงใหลได้ปลื้มกับ mp3 เลย ทั้งๆที่ ณ เวลานั้นมีแผ่นรวมเพลง mp3 ขายอยู่แล้วมากมาย

อาจจะเป็นเพราะว่าการฟัง mp3 ในยุคแรกนั้นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก ทำให้ผมไม่สามารถพกพามันไปกับตัวได้  ปี 1998 ปีนั้นที่ฝรั่งเศสได้แชมป์ฟุตบอลโลก ผมยังคงไปซื้อเครื่องเล่นเทปแบบวอล์คแมนเครื่องใหม่หน้าตาสวยมาใช้งานอยู่เลย อัลบั้มเพลงที่ผมจำได้ว่าผมฟังจากเทปวอล์คแมนเครื่องนี้บ่อยที่สุดคืออัลบั้มของ pause ชุด mind ที่มีเพลงข้อความ เพลงความลับ ที่ยังคงเป็นเพลงน่าฟังอยู่ตลอดกาลของวงดนตรีวงนี้

mp3 ฮิตมากกับการใช้งานบนโต๊ะทำงาน เพราะเปิดด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ผมมีเพลง mp3 สะสมอยู่ในเวลานั้นหลายร้อยเพลง มีเพลงที่ชอบมากๆอยู่ประมาณ 100 เพลง และผมก็ไม่คิดว่าจะพกพามันไปฟังบนรถเมล์ หรือ ฟังตอนขับรถ เพราะไม่รู้จะขนเพลงเหล่านั้นทั้งร้อยเพลงไปได้อย่างไร ตอนนั้นลืมเครื่องเล่น mp3 แบบพกพาไปได้เลย เพราะเครื่องแพงมาก และหน่วยความจำที่มีอยู่ก็อยู่ที่ระดับประมาณ 16-32 เม็กกะไบต์ มันเก็บเพลงได้ไม่ถึง 10 เพลง ผมพกเครื่องเล่นเทปยังได้เพลงเยอะกว่า

หลายปีต่อมาผมได้ข่าวว่า apple ทำเครื่องเล่น mp3 ออกมาขายราคาประมาณสองหมื่นบาท ผมไม่สนใจเลยเนื่องจากไม่มีเงินซื้อ และไม่เคยคิดว่าจะต้องจ่ายเงินให้กับอุปกรณ์การฟังเพลงในราคาสูงขนาดนั้น แม้ว่าผมจะเป็นคนเล่นเครื่องเสียง และยินดีจ่ายให้กับเครื่องเสียงราคาหลายหมื่น แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะต้องจ่ายให้กับเครื่องเล่น mp3 ในราคาแพงกว่าเครื่องเสียงบ้าน ผมปฏิเสธ mp3 มาตลอดทั้งในด้านคุณภาพ และราคา

ในบางวันที่ผมฟังเทปจากวอล์คแมน ผมก็อยากฟังวิทยุบ้าง ตอนนั้นก็ไปซื้อเครื่องรับวิทยุมาใช้ เป็นเครื่องรับวิทยุที่ราคาถูกๆ มันรับคลื่นได้แต่ไม่ชัด สุดท้ายก็ทนฟังไม่ได้ ผมก็เลยหันหลังให้กับรายการวิทยุไปนานแสนนาน กว่าจะรู้ตัวอีกทีเขาก็มีคลื่นวิทยุที่เปิดเพลงกันต่อเนื่องห้าสิบนาทีเสียแล้ว ผมตกยุคไปหลายปีเลย

_MG_6408

แล้วผมก็ไปเพลิดเพลินอยู่กับการหัดถ่ายภาพ ผมแทบไม่ได้ฟังเพลงอย่างตั้งใจอีกเลย จนวันหนึ่งเพื่อนเอา ipod mini มาให้ลองฟัง ก่อนจะทดลองฟัง ผมก็ออกตัวกึ่งด่า กึ่งดูถูกไว้หลายอย่าง เพื่อนก็หวังดีบอกให้ผมฟังดูก่อน พอลองฟังสักสองเพลง ผมถามราคา เพื่อนบอกเจ็ดพันบาท ผมฝากซื้อทันที และมีเพื่อนอีกสองคนที่อยู่ในที่นั้นก็ซื้อพร้อมผมอีกคนละเครื่อง ผมบอกไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเทคโนโลยี แต่เพลง mp3 ในเครื่องเล่น ipod มันเพราะมาก มันเหมือนคนที่ไม่ได้กินอาหารถูกปากมานาน พอเจอเมนูอร่อยเข้าไปกลายเป็นคนตะกละขึ้นมาเลย

ipod mini เป็นเครื่องเล่นเพลงติดตัวผมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เครื่องเล่นเทปวอล์คแมนผมก็เก็บลืมตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเช่นกัน และจนบัดนี้มันก็ไม่เคยทำงานอีกเลย คุณภาพเสียงของ ipod mini ทำให้ผมเริ่มหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หาประวัติของ ipod เลยทำให้เริ่สนใจเครื่องคอมพิวเตอร์ของ apple ไปพร้อมกัน แม้ว่าผมจะชอบ ipod แต่ผมก็ยังไม่คิดจะใช้คอมพิวเตอร์ของ apple เพราะว่าตอนนั้นผมมีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ และเครื่องโน้ตบุ๊คส่วนตัวผมเป็น ibm หน้าตาดำๆถึกๆ มันเป็นโลกของ windows และ ibm และ โปรแกรม visual studio ของ microsoft

สิ่งที่ผมชอบใน ipod mini คือหน้าตาที่ดูคลาสิค และรูปร่างไม่ใหญ่โต ตัวถังเป็นอลูมิเนียมที่เป็นรอยยากมาก หน้าจอใช้ไฟเรืองแสงสีขาว มันเป็นความลงตัวที่ผมรู้สึกดี ความจุที่มี 4Gb สามารถเก็บเพลงได้ประมาณ 1000 เพลง แน่นอนว่าผมมีเพลงสะสมจนเต็มความจุแล้ว ทุกวันนี้ยังไม่เจออุปกรณ์อะไรที่ดูน่าทนุถนอมขนาดนั้นเลย คุณภาพเสียงก็ดีถูกใจมาก โดยเฉพาะหูฟังที่มาพร้อมกับ ipod mini เป็นหูฟังที่มีบุคลิกที่เป็นกลาง คือมันราบเรียบ ฟังเสียงคนได้ชัดเจน มันสามารถฟังเพลงได้นานโดยที่ไม่รู้สึกล้า ไม่เลี่ยน มันแตกต่างไปจากหูฟังโซนี่ที่ฟังทีแรกจะรู้สึกว่าเพราะ มัน เสียงใส แต่ฟังนานๆหลายชั่วโมงแล้วทรมาน

เคยมีคนแย้งว่าทำไมถึงอยากจะฟังเพลงตั้งพันเพลง ipod ความจุเยอะเกินความจำเป็น ต้องจ่ายราคาแพงกว่าชาวบ้าน ipod ราคาเกือบหมื่น แต่ของคนอื่นขายกันสองพันบาท ความจุ 512mb ก็พอแล้ว หลายความเห็นออกมาแนวทางเดียวกันคือ ipod แพงเกินไป ผมก็รู้สึกว่าแพง แต่ผมก็พบว่าการที่ผมมีเพลงติดตัวไปสักหนึ่งพันเพลงผมก็ไม่ได้อยากฟังทุกเพลงหรอก แต่ว่าผมสามารถเลือกฟังเพลงอะไรก็ได้จากหนึ่งพันเพลง เลือกฟังได้ทันทีโดยไม่ต้องกลับบ้านไปลบเพลงเก่าและก็อปปี้เพลงที่ต้องการลงไป แต่ละวันผมอาจจะฟังเพลงแค่สิบเพลง แต่มันก็ไม่สามารถจะบอกได้หรอกว่าสิบเพลงนั้นมีเพลงอะไรบ้าง การแบกเพลงใส่ ipod ไว้หนึ่งพันเพลงมันทำให้ผมสามารถเลือกเพลงที่อยากฟังได้ครบตามที่ต้องการ หรือเกือบครบทุกเพลง มันเป็นสิ่งที่เครื่องเล่นอื่นๆให้ไม่ได้

ตอนนั้น ipod ไม่มีคู่แข่งเลย ทั้งในแง่คุณภาพเสียงและความจุ มียี่ห้ออื่นๆพยายามจะทำขายก็ยังไม่มีจุดเด่นที่ดีกว่า มันเป็นเรื่องที่ช่วยไ่ม่ได้จริงๆที่จะไม่เปิดใจให้กับเครื่องเล่นยี่ห้ออื่นๆ เพราะเมื่อลองฟังก็รู้สึกว่ามันไม่ลงตัว เสียงยังไม่ถูกใจ แต่ผมก็ทดลองฟังตัวอื่นๆอยู่เรื่อยๆ แล้ววันดีคืนดีก็เจอกับเครื่องเล่น mp3 ตัวใหม่ที่เสียงดีกว่าเดิม

IMG_9032

มันคือ ipod รุ่น shuffle รุ่นที่มีความจุเพียง 512 Mb หรือเก็บเพลงได้แค่ 120 เพลงเท่านั้น ผมเดินผ่านร้านขายเครื่องเสียง ก็แวะดูไปตามเรื่อง ถามพนักงานเรื่องคุณภาพเสียงของ ipod 3 ตัวที่วางเรียงกันอยู่ในร้าน พนักงานบอกว่า shuffle เสียงดีที่สุด ผมไม่เชื่อเลยขอลองฟังบ้าง ฟังเพลงเดียวกัน หูฟังเดียวกัน แล้ววันนั้นผมก็เสียเงิน ได้ shuffle กลับบ้านไปอีกตัว มันเป็นเครื่องเล่นที่ไม่มีหน้าจอ ก็อปปี้เพลงลงไปแล้วก็เปิดเล่นเลย หลายคนออกความเห็นว่าไร้สาระ เอา ipod ตัวใหญ่มาติดเทปบังหน้าจอไว้ก็เหมือนได้ใช้งาน shuffle แล้ว ซึ่งผมก็ไม่ได้แย้งอะไร แต่ผมรู้สีกว่า ipod shuffle ที่ไม่มีจอภาพมันมีดีกว่านั้น มันเป็นมากกว่านั้น แต่ก็อธิบายไม่ได้

การก็อปปี้เพลงลงไปในเครื่องเล่น ipod ต้องทำผ่านโปรแกรม iTune ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สามารถเปิดเพลงได้ทั่วไป สร้างรายการเพลงที่ชอบ รวมเพลงเป็นชุดๆได้ตามใจ ทุกเพลงที่อยู่ใน iTune กดปุ่มเดียวมันก็จะก๊อปปี้ทุกอย่างลงไปใน ipod แปลว่า บนเครื่องคอมพิวเตอร์เรามีเพลงอะไร จัดระเบียบจัดอัลบั้มรวมกันไว้อย่างไรมันก็มีอย่างนั้นใน ipod เช่นกัน และความพิเศษมากขึ้นอย่างหนึ่งก็คือมันบันทึกการเล่นเพลงต่างๆเอาไว้ เพลงไหนเล่นบ่อยที่สุดก็มีการนับไว้ และมันก็มีรายการเพลง top hit ให้เราอัตโนมัติ แปลว่า ในหลายๆพันเพลงจะมีเพลงที่เราฟังบ่อย 25 เพลงถูกจัดเป็น top hit ให้ และเราสามารถสั่งให้ ipod shuffle ก็อปปี้เพลง top hit เหล่านั้นลงได้ได้อัตโนมัติ

ipod shuffle ที่เก็บเพลงได้เพียงเล็กน้อยมีเพลงที่เราฟังบ่อยๆอยู่ในนั้น มันเป็นรูปแบบการเลือกเพลงที่”ไม่ผิดหวัง” เพราะว่าเราฟังบ่อยจริง มันแก้ปัญหาของคนลังเลได้อย่างดี เพราะเราคงเคยเจอปัญหาว่า มีเพลง มีแผ่น (เมื่อก่อนก็มีเทปด้วย) เยอะไปหมด จะเลือกเอาเพลงไหนไปฟังบนรถดี หรือจะเอาแผ่นเพลงไหนติดตัวไปเที่ยวต่างจังหวัดดี เมื่อก่อนผมเคยขับรถไปต่างจังหวัดหลายวัน ผมขนแผ่นซีดีใส่ลังไปด้วยเกือบห้าสิบแผ่น มันเป็นเรื่องบ้าๆที่เคยทำ

พอรับ ipod เข้ามาในชีวิต ความบันเทิงแบบพกพาก็เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง จากการฟังเพลงแต่เพียงอย่างเดียวมันเริ่มมีความต้องการให้ ดูภาพได้ ดูวิดีโอได้ ซึ่งคนที่คิดแบบผมไม่ได้มีคนเดียว มันคิดแบบเดียวกันทั้งโลก และแล้ว ipod ก็มีรุ่น ipod photo ที่สามารถก็อปปี้ภาพลงไปดูได้ และแน่นอนว่าหน้าจอของ ipod กลายเป็นจอสีแล้ว หลังจากนั้นอีกไม่นาน ipod video ก็ตามมาติดๆ เป็นเครื่องเล่นแบบพกพาที่สามารถดูวิดีโอได้ด้วย ซึ่งในเวลานั้นเครื่องเล่นโนเนมจากจีนก็มีความสามารถในการเล่นวิดีโอออกมาก่อนแล้ว แต่วิดีโอในเครื่องโนเนมต่างๆเป็นวิดีโอที่คุณภาพต่ำ การแสดงผลยังไม่ประทับใจ และไม่สามารถต่อสายภาพออกมาเข้าเครื่องรับโทรทัศน์ได้ แต่ ipod video ทำได้ทุกอย่างที่บอกมา มันเป็นข้อได้เปรียบที่ ipod มีความจุเยอะ เลยสามารถเก็บข้อมูลวิดีโอที่มีขนาดใหญ๋ได้ คุณภาพของวิดีโอเลยดีกว่า

ความนิยมของ ipod ค่อยๆสะสมก่อตัวขึ้น จนกระทั่งแพร่หลายไปทั้งโลก สิ่งที่ชี้วัดได้ง่ายที่สุดก็คือมีอุปกรณ์เสริมต่างๆออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นซองผ้า ซองหนัง ซองพลาสติก ลำโพง เครื่องเสียง ทุกอย่างที่เอามาต่อพ่วงกับ ipod ได้จะถูกผลิตออกมาเต็มไปหมด แม้แต่เครื่องมีดโกนหนวดต่อกับ ipod ก็ยังมี เลเซอร์พอยเตอร์ก็มี มันไม่ได้เกี่ยวกับการฟังเพลงแต่ก็มีคนทำอุปกรณ์เสริมออกมา มันมากมายลามไปถึงกลุ่มแฟชั่น กระเป๋าหนังบางยี่ห้อมีช่องใส่ ipod แยกต่างหาก มันฮิตระเบิดเลย

scan-2012-minilux-jul-17

มาถึงปี ค.ศ. 2006  ipod พัฒนาไปมากกว่าเดิมหลายช่วงตัว มันกลายไปเป็น iphone เป็นเครื่องเล่นหน้าจอสัมผัส เล่นอินเทอเน็ตได้ มันมีกล้องในตัว มันเป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์ มันใส่โปรแกรมเพิ่มเพื่อทำงานอื่นๆได้อีกมากมาย มันไปไกลจนเกินกว่าจะเป็นเครื่องเล่นเพลงไปเสียแล้ว เราหยุดการพัฒนาไม่ได้ มันเป็นเรื่องปกติของอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ ผมแอบคิดเล่นๆว่า ipod ชวนคนทั้งโลกให้หันมาฟังเพลง แต่ตอนนี้กำลังพาคนทั้งโลกออกจากเพลง ไปสู่สิ่งใหม่ที่สับสนวุ่นวาย ทั้งภาพ วิดีโอ อินเทอเน็ต มันน่าคิดเหมือนกันว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร เครื่องเล่นเพลงที่แท้จริงมันอาจจะหยุดอยู่ที่ ipod รุ่นสุดท้ายก่อนที่จะเริ่มใช้ระบบสัมผัสหน้าจอ อารมณ์คนฟังเพลงต้องการแค่นั้นจริงๆ ที่มากกว่านั้นและทุกอย่างที่อยู่ใน iphone มันมากเกินไปสำหรับคำว่าดนตรี

เก็บอดีตมาเล่า วิทยุ โมเดิร์นด๊อก พระพุทธชินราช

ครอบครัวผมขายบ้านออกไปหลังหนึ่งเพราะว่าดูแลไม่ทั่วถึง บ้านหลังที่ผมโตขึ้นมาสมัยเรียนหนังสือ พอขายไปก็ต้องย้ายของออกมา พอย้ายของก็ได้เจอเรื่องในอดีตหลายเรื่อง เลยเก็บของบางอย่างมาถ่ายรูปเก็บไว้

วิทยุขวดโค้ก
มันเป็นวิทยุที่รับคลื่นแทบไม่ได้เลย ในสมัยนั้นปีไหนผมจำไม่ได้ มันเป็นของแถมมาจากร้านไอศรีมสเวนเซ่น ในตอนนั้นมันรับคลื่นได้บ้างไม่ได้บ้าง คลื่นหลักๆพอรับได้ แต่พอเปลี่ยนคลื่นอาจจะหมุนกลับมาที่เดิมไม่เจอ สรุปว่าวิทยุเครื่องนี้เป็นของพรีเมี่ยมที่ดูน่าสนใจแต่ใช้งานไม่ได้เรื่อง ยิ่งถ้าเอามาเปิดในปีนี้ (พ.ศ.2553) ผมคิดว่ามันคงจะรับคลื่นลำบากยิ่งกว่าเดิม เพราะวิทยุชุมชนมันอัดแน่นเต็มไปหมด ผมจะฟังคลื่นวิทยุหลักๆสักคลื่นบางทียังฟังไม่ได้ เพราะโดนคลื่นวิทยุชุมชนเบียดแย่งไปหมดเลย

เทปโมเดิร์นด๊อกชุดแรก
เทปม้วนนี้เป็นอัลบั้มแรกแต่ปั๊มออกมาขายรอบที่สอง เพราะเทปม้วนนี้มีเพลงแถมคือเพลง “ก่อน” ในแบบอคูสติกด้วย มันเป็นเพราะเพลงนี้มันดังและฮิตมากนั่นเอง เทปม้วนแรกจริงๆของผมหายไปไหนผมก็จำไม่ได้แล้ว เลยซื้ออีกม้วนตอนที่มันมีเพลงแถมด้วย นอกจากเทปแล้วผมก็มีแผ่นซีดีเหมือนกัน เป็นแผ่นที่ผมพกไปขอลายเซ็นต์ของศิลปินตอนเขามาเล่นที่มหาวิทยาลัย ว่าไปแล้ว โมเดิร์นด๊อกก็กลายเป็นตำนานไปเลยหลังจากที่ทำอัลบั้มออกมาเพียงแค่ชุดเดียว เพลงอาจจะไม่เพราะทั้งหมด แต่มันสร้างสรรค์มากทุกเพลง เป็นความพยายามที่น่าชื่นชม และไม่รู้ว่าจะหาวงดนตรีวงไหนที่มีความสร้างสรรค์และนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่วงการเพลงไทยได้อีกครั้งเหมือนแบบที่โมเดิร์นด๊อกเคยทำได้

ภาพพระพุทธชินราช
ผมเป็นเจ้าของภาพนี้แต่ผมไม่ได้ถ่ายภาพนี้ ที่บอกอย่างนี้เพราะว่าผมวางแผนที่จะถ่ายภาพนี้ตั้งแต่ต้นโดยการฝากกล้องมีเดียมฟอร์แม็ต Yashica 635 ซึ่งเป็นกล้องโบราณแบบทวินเลนส์ไปกับเพื่อนที่กำลังเดินทางไปเที่ยวภาคเหนือ เพื่อนผมชื่อ “เขียน” มันไปเที่ยวและมันก็เป็นคนชอบถ่ายรูปด้วย มันพกกล้องของมันไปด้วย ผมก็เลยฝากกล้องโบราณติดไปด้วยตัวนึง และบอกกับมันว่า ภาพพระพุทธชินราชผมขอให้มันช่วยถ่ายให้หน่อย กล้องโบราณตัวนี้ไม่มีตัววัดแสง หมายความว่าต้องใช้กล้องสมัยใหม่ช่วยวัดแสงเสียก่อน แล้วก็มาปรับกล้องโบราณด้วยค่า f และ speed ที่วัดได้ ถ่ายให้องค์ประกอบสมดุลย์ ก็เลยได้ภาพนี้มา หลายปีผ่านไปฟิล์มก็หลงติดไปอยู่กับเพื่อนผมจนแทบจะหาไม่เจอแล้ว แต่สุดท้ายก็ตามกลับมาจนได้ ภาพนี้ผมเอาฟิล์มไปสแกนที่ร้านอัดรูปเพื่อเก็บไว้ดูในคอมพิวเตอร์ พระพุทธชินราชถูกบูรณะครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด ทำสี และเปลี่ยนผนัง จัดแสงไฟใหม่ ภาพนี้เลยเป็นภาพที่ไม่อาจจะถ่ายได้อีก

กาแฟและดนตรี ที่ร้านวาวี

ร้านกาแฟวาวี เป็นร้านที่ถูกพูดถึงในอินเทอเน็ตมาค่อนข้างนาน ผมได้ยินว่าเป็นร้านกาแฟที่มีการแสดงดนตรี เลยเกิดความสนใจที่จะมาดูให้เห็นกับตา ตำแหน่งของร้านอยู่ที่ซอยอารีย์1 วันนี้ว่างก็เลยแวะไป

เดินทางตอนบ่าย ขึ้นทางด่วนแล้วไปแวะที่ลาวิลล่าก่อน แวะทำไมก็จำเหตุผลไม่ได้ ไปดูเครื่องเสียงในร้าน iStudio นิดนึง แวะซื้อขนมและแผ่นซีดีเพลงแล้วก็ออกมา ออกจากลาวิลล่าร์ก็เลี้ยวเข้าซอยอารีย์ ซึ่งในรอบแรกผมหาร้านไม่เจอ เพราะไม่รู้ว่าอยู่ซอยไหน เลยตัดสินใจแวะปั๊มน้ำมันแล้วหาข้อมูลในอินเทอเน็ตว่าที่อยู่ร้านมันอยู่ตรงไหนของซอยอารีย์

ออกจากปั๊มน้ำมันก็เลี้ยวเข้าซอยอารีย์อีกครั้ง ครั้งนี้รู้แล้วว่าอยู่ ซอย 1 และรู้เพิ่มมาว่าวงดนตรีจะมาเล่นตอน 17.30 – 20.00 น. โดยประมาณ ที่จอดรถในซอยอารีย์ 1 ค่อนข้างน้อย อาศัยจอดแนบฟุตบาธ ซึ่งมีพื้นที่ให้จอดไม่กี่สิบคัน ถ้าจังหวะคนเยอะรับรองไม่มีที่จอดแน่นอน ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะเดินทางด้วยรถไฟฟ้า แต่มันจะเป็นไปได้สำหรับคนบ้านไกลอย่างผมได้ยังไง แต่วันนี้ก็โชคดีที่ได้ที่จอดรถ เพราะผมไปถึงประมาณสี่โมงเย็น มันเป็นช่วงเวลาที่คนยังไม่เยอะมาก ผมได้โต๊ะนั่งที่บริเวณด้านนอกของร้าน กาแฟเย็นแก้วละ 65 บาท ผมซื้อแล้วนั่งแช่เลย รอเวลาจนเย็นวงดนตรีถึงจะมาเริ่มตั้งเครื่อง

ในร้านเป็นบรรยากาศร้านกาแฟมาตรฐาน แต่คนที่แวะมาที่ร้านทุกคนล้้วนแต่มีคอมพิวเตอร์พกมาด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ บางโต๊ะก็เป็นกลุ่มมาคุยงาน โต๊ะข้างๆไกลๆผมเห็นกระดานเขียนแบบกำลังถูกใช้งานอยู่ มันเป็นที่รวมของคน IT ไปเสียแล้ว นอกจากคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คแล้ว มือถือเกือบทั้งร้านจะเป็น iPhone หรือไม่ก็ Black Berry และที่สำคัญ ที่นี่ผมเห็น iPad ตัวจริงหลายเครื่องมาก ซึ่งผมยังไม่เคยเห็นตัวจริงเลยแม้ว่าจะเดินห้างฟอร์จูนบ่อยแค่ไหนก็ตาม

โต๊ะด้านนอกก็มีทั้งแบบม้านั่ง และเป็นแบบโต๊ะพร้อมเก้าอี้ ผมได้ที่นั่งเป็นโต๊ะพร้อมเก้าอี้ สามารถนั่งคุยหรือนั่งทำงาน หรือประชุมกันก็ได้ แต่วันนี้มาคนเดียว

กาแฟรสชาดปกติ ผมไม่ได้รู้สึกว่าอร่อย แต่บรรยากาศของร้านมันก็น่านั่งดี น่าจะถูกใจผู้คนแถวนี้ เพราะซอยอารีย์มีคอนโดเยอะ น่าจะมีคนในพื้นที่ใช้บริการเยอะ แต่ที่เยอะจริงๆน่าจะเป็นผู้คนจากทั่วกรุงเทพที่ชอบฟังเพลงเสียมากกว่า เพราะวันนี้ผมก็แวะมาที่ร้านเพื่อฟังเพลง

วงดนตรีเริ่มเล่นประมาณ 18.00 น. เล่นเพลงป็อปทั่วไป มีเพลงเบเกอรี่ค่อนข้างเยอะ แนวเพลงที่เล่นก็เป็นเปียโนไฟฟ้าพร้อมกับนักร้องและเครืองเคาะเล็กๆน้อยๆ เป็นลักษณะที่เรียบง่ายดี การแสดงของนักดนตรีก็อยู่ในระดับที่เป็นกันเอง เล่นเอาความรู้สึกสนุกมากกว่าจะเล่นเพื่อโชว์ฝีมือ ผมคิดว่าการแสดงแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีกว่าการพยายามโชว์ เพราะมันรู้สึกสบายและไม่ต้องพยายามฟัง

ไม่ได้ถ่ายรูปวงดนตรีไว้เพราะว่านั่งอยู่ค่อนข้างไกลจากจุดแสดง และไม่อยากลุกไปถ่ายภาพ มาคนเดียวกลัวว่าลุกแล้วจะมีคนมานั่งแทน ก็เลยนั่งฟังไปเรื่อยๆ กาแฟหมดแล้วไปตั้งนานแล้ว แต่ผมก็ยังนั่งแช่ไม่เลิก นั่งจนเบื่อก็ลุก มาคนเดียวนั่งได้ไม่นานเพราะไม่รู้จะคุยกับใคร

ศิลปินข้างถนน

วันที่ไปติดต่อธุระในพาราก้อน จอดรถที่ซอยสยามสแควร์แล้วเดินข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ขากลับหลังจากเสร็จธุระ เดินกลับมาที่จอดรถ ก็มาเจอคุณลุงคนนี้เล่นกีต้าร์พร้อมกับเชิดตุ๊กตา แบบนี้ไม่รู้เรียกว่าวนิพกได้ไหม ดูแล้วรู้สึกว่าตั้งใจเล่น ตั้งใจทำมาหากิน ขอเงินด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่ยอมรับได้ เพราะอาศัยฝีมือ เลยช่วยสมทบทุนไปนิดหน่อย

belkin tunebase second show

วันก่อนที่ได้ tunebase มาใช้กับ iPod Shuffle แล้ว เห็นว่ามันเป็นช่องเสียบสาย usb ก็เลยคิดว่ามันน่าจะชาร์จ iPod ทั่วไปได้ด้วยผ่านทางสาย usb ที่มีแถมมาให้กับทุกเครื่องอยู่แล้ว ก็เลยเอา iPod Video มาลองเสียบดู ผลก็คือชาร์จไฟเข้า iPod ได้จริงๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่น่าสนใจก็คือ มันไม่มีเสียงรบกวนของภาคจ่ายไฟเข้ามาด้วย ก่อนหน้านี้เคยลองที่แปลงไฟที่จุดบุหรี่ในรถเป็นช่อง usb ซึ่งเป็นของไม่มียี่ห้อ น่าจะมาจากจีน คุณภาพค่อนข้างแย่ เพราะมีเสียงรบกวนหึ่งๆๆๆๆๆ ตลอดเวลาที่เสียบสายกับ iPod ทำให้ไม่สามารถเสียบสายชาร์จแล้วฟังเพลงได้เลย ต้องเสียบแล้ววางไว้เฉยๆ แต่ tunebase ไม่มีเสียงรบกวนที่ว่านี้ แถมหน้าตาก็ดูดีอีกต่างหาก ทำให้รถยนต์หน้าตาตกรุ่นกลายเป็นรถที่น่านั่งมากขึ้นอีกนิดหน่อย ของเล่นชิ้นนี้ให้ความพึงพอใจอย่างดี สรุปสั้นให้กับ tunebase ก็คือ มันคือที่ชาร์จไฟในรถที่หน้าตาดีและไม่ทำให้ iPod เสียงแย่ลง

belkin tunebase ของเล่นใหม่

ปีนี้ ค.ศ. 2009 แต่ว่าของเล่นที่ได้มาน่าจะผลิตในปี 2005 ตอนนั้นค่าตัว 30 ดอลล่าร์  แต่ผ่านมาสามปีกว่ามันก็ถูกวางอยู่ในตระกร้าเลหลัง  ผมได้มาในราคา 199 บาท  โดยบนตัวกล่องมีราคาเดิมติดอยู่ที่พันสี่ร้อยกว่าบาท

มันคืออุปกรณ์เสียบชาร์จไอพอดในรถยนต์  ด้านหนึ่งเสียบกับที่จุดบุหรี่ในรถ  อีกด้านเป็นช่อง usb สำหรับเสียบ ipod shuffle จริงๆอาจจะใช้กับอุปกรณ์อื่นๆที่เป็นพอร์ท usb ได้  แต่เจ้า tunebase ชิ้นนี้เขาออกแบบมาเพื่อใช้งานกับ ipod shuffle เป็นหลัก  โดยดูจากหน้าตาและทรวดทรง  มันเข้ากับกับ ipod อย่างไม่ต้องพยายามมอง  สิ่งที่น่าสนใจก็คือมันเสียบชาร์จ usb แต่ดันมีช่องต่อสายสัญญาณเสียง audio out ….

สัญญาณเสียงจาก ipod มันเดินทางอย่างไรให้ผ่านขา usb ซึ่งเป็นแค่สัญญาณไฟฟ้าแบบดิจิทัลล้วนๆ แล้วไปออกที่ Audio out ได้  น่าแปลกใจมาก  ที่สำคัญ  มันสามารถเร่งวอลลุ่มบน ipod แล้วเสียงที่ audio out ก็เปลี่ยนตามที่เรากด  กดเปลี่ยนเพลง  เพลงก็เปลี่ยน  ทีแรกนึกว่ามันอ่านข้อมูลเหมือนเป็น thumb drive ตัวหนึ่งแล้วไปแปลงเป็นเสียงเพื่อส่งออก  ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง  เราก็จะไม่สามารถกดปุ่มบนตัว ipod เพื่อสั่งการตามที่เราต้องการได้  แสดงว่ามันไม่ใช่แบบอ่านไฟล์…  แต่มันทำงานยังไงยังหาคำตอบไม่เจอ

เข้าเว็บฝรั่งเพื่อหาคำตอบ  ยังไม่มีคำตอบในประเด็นนี้  แต่ฝรั่งหลายเว็บรีวิวไว้ว่าเสียงไม่ดีเท่ากับเสียบสายตรงๆบนหัว ipod นั่นก็แสดงว่า audio out บน tunebase มีการแปลงสัญญาณด้วยวิธีการบางอย่าง  นั่นทำให้เสียงไม่ดีเท่าออริจินัล

วันหลังจะหาโอกาสทดสอบกับอุปกรณ์ usb อื่นๆ เพราะไหนๆก็มีช่อง usb ในรถแล้ว ก่อนหน้านี้เคยมีตัวแปลงไฟจากที่จุดบุหรี่เป็น usb เพื่อเอาไว้ชาร์จ ipod แต่พอทดลองใช้แล้วพบว่ามีเสียงรบกวนเยอะมาก ถ้าเสียบไปฟังเพลงไป จะได้ยินเสียงหึ่งๆกับเพลงด้วย แสดงว่าการแปลงไฟในอุปกรณ์มันทำได้ไม่ดี แต่กับ tunebase กลับเงียบสนิทไม่พบว่ามีสัญญาณรบกวนเลย แสดงว่าอุปกรณ์ออกแบบมาดีมาก ใช้ของคุณภาพสูง สองร้อยทอนหนึ่งบาท ผมไม่แน่ใจว่าถูกหรือแพง รู้แต่ว่าถูกใจมาก.

backup data

เมื่อวานไปซื้อฮาร์ดิสก์ยี่ห้อ Western Digital ขนาด 640g แบบภายนอก ตั้งใจว่าจะเอามาแบ็คอัพข้อมูลรูปภาพที่ถ่ายเก็บไว้ เพื่อให้เป็นข้อมูลสำรองสำหรับการเอาไปใส่ในเว็บขายภาพ เพราะปัจจุบันข้อมูลภาพถ่ายต่างๆกระจายอยู่ในฮาร์ดดิสก์ 3 ตัว เล็กบ้างใหญ่บ้าง คราวนี้ก็เลยจะเอามารวมกันให้อยู่ในฮาร์ดดิสก์ลูกเดียว แล้วก็เก็บเป็นตัวสำรอง ส่วนตัวที่จะเอาไปลงไว้ในเว็บขายภาพก็จะใช้ฮาร์ดดิสก์อีกตัวหนึ่งซึ่งซื้อเตรียมไว้แล้ว

ตอนที่เอามากีอปปี้ข้อมูล ก็เลือกชื่อโฟลเดอร์ที่เป็นของตัวเอง แล้วก็ลากทั้งหมดไปลงในฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่ ข้อมูลประมาณสองร้อยกว่าจิ๊ก ใช้เวลาก๊อปปี้ห้าชั่วโมง พอมันเริ่มทำงาน ก็ปล่อยมันทำไป แล้วก็ออกไปทำธุระข้างนอก แล้วก็แวะกลับไปที่บ้าน ไปถึงบ้านก็พบว่าไฟดับ เลยนึกถึงข้อมูลที่กำลังสำรองอยู่ที่โรงพิมพ์ กลัวว่าไฟดับแล้วจะทำให้เครื่องพัง หรือทำให้ฮาร์ดดิสก์พัง เลยรีบเข้ามาดูก็พบว่าเครื่องดับไปแล้ว ลองเปิดขึ้นมาใหม่โชคดีที่ไม่มีอะไรเสียหาย แต่ข้อมุลที่ก๊อปปี้ค้างไว้ก็หยุดไปด้วย เลยต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

ตอนเริ่มทำใหม่ก็มีอาการผิดพลาดเต็มไปหมดเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เลยต้องค่อยๆลากไฟล์ทีละโฟลเดอร์ย่อย เพราะถ้าลากโฟลเดอร์ใหญ่ทีเดียวเลยมันจะไปสะดุดกับข้อมูลบางส่วนแล้วก็หยุดทำงาน

ระหว่างที่ก๊อปปี้ทีละโฟลเดอร์ย่อยก็นั่งรอไปทีละครั้งๆ ตอนนี้ผ่านไปสองชั่วโมงกว่าแล้ว ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนเหมือนกัน คงต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะครบทุกอย่าง.

คุยเรื่องเครื่องเสียงนิดนึง

สองสามวันนี้ได้จัดห้องให้ดูเรียบร้อยขึ้นนิดหน่อย เป็นเพราะว่าได้ขนอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกตัวที่อยากใช้มาวางไว้รวมกัน ก็เลยถือโอกาสจัดวางเครื่องเสียงให้เป็นที่เป็นทาง จริงๆมันก็อยู่ในที่ที่สมควรแล้ว แต่ก็ไม่ได้เชื่อมสายใช้งานร่วมกันทั้งหมดเท่านั้นเอง

ยกเครื่องเล่นดีวีดีมาวางไว้ในห้องทำงานด้วย เจตนาเพื่อจะฟังเพลง ต่อสายเสียงจากเครื่องเล่นดีวีดีเข้ากับแอมป์หลอด คุณภาพเสียงได้ยินแล้วหงุดหงิด เพราะมันค่อนข้างแย่ จากความรู้สึกเมื่อเกือบสิบปีก่อนที่ได้ฟังเพลงจากเครื่องเล่นดีวีดียุคนั้นเสียงแย่มาก อยู่เงียบๆดีกว่า มาถึงวันนี้คิดว่าจะพัฒนาขึ้น เพราะอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์น่าจะมีคุณภาพดีขึ้นเมื่อผลิตด้วยเทคนิคการผลิตใหม่ๆ แต่เสียงของเครื่องเล่นดีวีดีก็ยังแย่อยู่เหมือนเดิม คำว่าคุณภาพเสียงแย่อาจจะเป็นสิ่งที่เข้าใจลำบาก อาจจะมีคำถามว่าถ้าเสียงแย่แล้วทำไมดูหนังยังดูได้สนุกดี เหตุผลมันก็คงเป็นเพราะว่า การดูหนังจะมีภาพมาดึงความสนใจ ทำให้การรับรู้เรื่องเสียงลดความสำคัญลง เลยไม่รู้สึกว่าเสียงดีหรือเสียงแย่ แต่ถ้าฟังเพลงอย่างเดียว การรับรู้หรือการได้ยินจะกลับมามีประสิทธิภาพมากกว่าการมองเห็น เสียงอะไรที่ไม่ค่อยดีก็จะได้ยินง่ายขึ้น เหมือนคนตาบอดมักจะหูดี ผมสันนิษฐานไว้เช่นนี้

ผมทำการปรับปรุงคุณภาพเสียงของเครื่องเล่นดีวีดีเสียใหม่ ด้วยการหาตัวถอดรหัสเสียงมาใช้งานร่วมกับมัน ปกติเครื่องเล่นดีวีดีจะมีตัวถอดรหัสเสียงในตัว ซึ่งผมไม่พอใจเลย เลยหาตัวถอดรหัสภายนอกมาใช้ ต่อสัญญาณดิจิทัลจากเครื่องเล่นดีวีดีไปถอดรหัสด้วยเครื่องที่คุณภาพดีกว่า ผลก็คือเสียงดีขึ้นตามวัตถุประสงค์ตั้งต้น ผมอยู่กับเสียงเพลงจากเครื่องเล่นดีวีดีได้นานขึ้นหลายชั่วโมงทันที เพราะสามวันที่ผ่านมา ผมนั่งทำงานฟังเพลงในห้องได้นานมาก ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างสบายใจ

ข้อดีของการเล่นเครื่องเสียงที่ผมค้นพบเป็นรอบที่หนึ่งร้อยก็คือมันทำให้ผมอยู่ติดบ้าน หลายปีที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้ฟังเพลงอย่างจริงจัง อาศัยไปฟังในรถเป็นส่วนใหญ่ ผมเลยชอบขับรถ เพราะขับรถแล้วได้ฟังเพลง พอเครื่องเสียงในบ้านสามารถตอบสนองความรู้สึกส่วนนี้ได้ ผมก็เลยอยู่ในบ้านนานขึ้นกว่าเดิม ยิ่งตอนนี้มีอินเทอเน็ตความเร็วสูงยิ่งทำให้ผมเลือกฟังรายการวิทยุได้หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะรายการวิทยุที่แยกตามแนวเพลง เพลงแจ๊ส หรือ เพลงร็อค อยากได้แบบไหนก็คลิกเลือกเอาเอง อยากจะเปิดทิ้งไว้ทั้งวันเลย แต่ก็รู้สึกว่ามันเปลืองไฟ เปลืองพลังงานของโลก …. การเปิดเครื่องทิ้งไว้ดูเหมือนไร้จิตสำนึก ไม่กล้าทำทั้งๆที่อยากทำ

ระหว่างการเขียนบทความนี้ ผมก็กำลังฟังเสียงทรัมเปตจากไมล์ เดวิส ในอัลบั้มชุดที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของวงการเพลงแจ๊ส ดียังไงผมก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าได้ยิน ดีกว่า อยู่เงียบๆ

มิวสิควิดีโอที่สร้างสรรค์ที่สุดของปี 2008 ในความเห็นของผมเอง

index.cfm?fuseaction=vids.individual&videoid=7517583

 
SHITDISCO ‘OK’

งานมิวสิควิดีโอที่สร้างสรรค์มากๆ ทึ่ง

ฟังเพลงระบบไร้สายด้วย Airport Express

จากบทความตอนที่แล้วที่ผมได้จัดหา Airport Express มาใช้งานทำระบบแลนแบบมีสายในบ้านให้เป็นไร้สาย  นอกจากความสามารถหลักของมันแล้ว ของแถมที่ได้มายังมีฟังค์ชั่นน่าใช้อีกสองอย่าง  คือมีช่องต่อ USB เอาไว้ต่อกับปริ๊นเตอร์  ทำให้เราสามารถสั่งพิมพ์งานแบบไร้สายได้เลย  และอีกฟังค์ชั่นหนึ่งก็คือการต่อลำโพงเข้ากับตัวมันเพื่อฟังเพลงโดยโปรแกรม iTune

การฟังเพลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์เรามักจะต่อลำโพงเข้ากับเครื่องที่เราใช้งาน  หรือถ้าเป็นโน๊ตบุ๊คก็จะมีลำโพงมาให้อยู่แล้ว  คุณภาพเสียงก็จะเล็กน้อยไม่สามารถคาดหวังอะไรได้  ส่วนใหญ่เราต้องการแค่ได้ยินเท่านั้น  หากเราสามารถทำให้เสียงไปออกยังลำโพงสเตอริโอในบ้าน  หรือ ชุดเครื่องเสียงหลักที่มีคุณภาพดี  เราก็สามารถใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเปิดเพลงฟังเพราะๆได้เลย  การเดินสายไปยังเครื่องเสียงหลักในบ้านจะเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว  เพราะการเดินสายระโยงระยางเป็นเรื่องวุ่นวาย ไม่น่าดู

Airport Express นอกจากจะเป็นระบบแลนไร้สายแล้ว ตัวมันเองยังรับสัญญาณเพลงจากโปรแกรม iTune ได้อีกด้วย  ถ้าเราฟังเพลงด้วยโปรแกรม  iTune และเรามี Airport Express อยู่ในระบบเน็ทเวิร์คของเรา  เราก็สามารถเลือกให้  iTune ส่งสัญญาณเสียงไปออกที่ Airport Express ได้อีกช่องทางหนึ่ง  แทนที่จะออกแค่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา  จะให้ออกจุดไหนจุดเดียวก็ได้  หรือออกทั้งสองจุดก็ได้

คุณภาพเสียงที่ได้จาก Airport Express มีคุณภาพดีใกล้เคียงเครื่องเล่น iPod มากๆ  และอาจจะดีกว่ายืดหยุ่นกว่าตรงที่  มันสามารถส่งสัญญาณขาออกแบบดิจิทัลได้ด้วย  กล่าวคือ  ถ้าเราต่อสายสัญญาณแบบอนาลอกเข้ากับเครื่องขยายเสียงมันก็จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณเสียงไปตามปกติ  แต่เราสามารถเลือกสายต่อที่เป็นสายไฟเบอร์ออพติก เพื่อต่อสัญญาณดิจิทัลออกมาได้  สัญญาณดิจิทัลประเภทนี้จะต้องส่งไปเข้าตัวถอดรหัสเสียง  ซึ่งถ้าเรามีเครื่องเล่นโฮมเธียเตอร์ที่สามารถรับสัญญาณดิจิทัลได้  เราก็จะสามารถใช้โฮมเธียเตอร์ของเราถอดรหัสดิจิทัลให้เป็นอนาลอก แล้วก็ฟังเพลงได้ตามปกติ  แม้ว่าขั้นตอนดูจะยุ่งเหยิงเรื่องมาก  แต่ก็เป็นวิธีการเพิ่มคุณภาพเสียงประการหนึ่งที่ถูกออกแบบมาไว้ให้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มคุณภาพเสียงแลกกับการเดินสายเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย  ซึ่งนักเล่นเครื่องเสียงมักจะคุ้นเคยและรู้ว่ามีเครื่องถอดรหัสเสียงดิจิทัลเป็นอนาลอกให้เลือกใช้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ราคาหลักพัน ไปถึงหลักแสน  เราชอบแบบไหนเราก็เลือกสิ่งนั้นมาใส่เพิ่มในระบบได้

ความคุ้มค่ามีมากน้อยแค่ไหนคงไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับทุกคน  บางคนต้องการแต่ได้ยิน  บางคนต้องการฟัง  บางคนต้องการเสพ  แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นของแถมในโลกไอที ที่ apple ได้ทำเอาไว้ให้เป็นทางเลือก  เพราะคิดว่าคนออกแบบผลิตภัณฑ์ตัวนี้คงจะเคยพบกับความรู้สึกว่า  อยากฟังเพลงนี้กับเครื่องเสียงดีๆในบ้าน  แต่ไม่อยากเดินสาย  ทำอย่างไรดี….

เพิ่มระบบแลนไร้สาย ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะวางไว้ในห้องทำงาน  ระบบเน็ตไร้สายอยู่ข้างนอกห้อง  ถ้าใช้โน๊ตบุ๊คก็ไม่มีปัญหา  สามารถใช้ wireless ในตัวมันเองเล่นเน็ทได้เลย  แต่คราวนี้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ  จะซื้อแท่ง usb wireless มาใช้ ก็อาจจะใช้ได้กับเครื่องที่ลงวินโดส์เท่านั้น  แต่ผมตั้งใจว่าในห้องทำงานจะมีเครื่องที่เป็นระบบปฏิบัติการอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็น OSX ของแม็คอินทอช  หรือ Linux ตระกูลต่างๆ  แท่ง usb wireless อาจจะไม่สามารถทำงานได้ในระบบปฏิบัติการอื่นๆเพราะคงไม่มีไดรเวอร์ให้ใช้  การใช้งานเน็ตคงเหลือเพียงต่อผ่านสายแลนเท่านั้น

 

 

การต่อสายแลนจากห้องหนึ่ง ไปอีกห้องหนึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมาก  ต้องเจาะ ต้องเดินสาย  เสียเงินไม่น้อย  แถมยังเสียความสวยงามของบ้านไปอีก  อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าจะแก้ปัญหาได้ดีก็คือ  ซื้อตัวรับส่งสัญญาณ wireless ที่มีช่องรับสายแลน  แล้วเอาตัวที่ว่านี้ไปต่อกับสายแลนในห้องทำงาน  ในส่วนของระบบไร้สายก็ให้มันไปเชื่อมต่อกับระบบไร้สายเดิมในบ้าน

 

 

ทุกอย่างที่ออกแบบไว้เป็นความสามารถที่มีอยู่ใน Airport Express ซึ่งเป็นอุปกรณ์ระบบ Wireless ตัวหนึ่งของ apple  เจ้าตัว Airport Express นี้มีหน้าที่เชื่อมต่อสายแลนแล้วแปลงให้เป็นระบบไร้สาย  ผมมีอุปกรณ์ตัวนี้อยู่ก่อนแล้ว 1 ตัว คือต่อไว้กับ Router Adls  เพื่อทำให้ในบ้านสามารถเล่นเน็ทไร้สายได้  ทำให้เครื่องแมคอินทอชที่ต่ออยู่กับทีวีสามารถใช้เน็ทได้  และพอผมเพิ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไว้ในห้องทำงาน  ผมเลยซื้อ Airport Express เพ่ิมอีกตัวหนึ่งเพื่อทำให้คอมพิวเตอร์ในห้องทำงานที่เป็นระบบสายแลนทั้งหมดสามารถเชื่อมต่อกับเน็ทในบ้านได้  งงไหม?

 

Airport Express ยังมีข้อดีที่เด็ดกว่านี้อีก  ถือว่าเป็นของแถมที่ชักชวนให้ซื้อยิ่งกว่าความสามารถหลักของมันเสียอีก  ไว้จะมาโม้ต่ออีกทีครับ