auto whitebalance ของกล้องแต่ละตัวเก่งไม่เท่ากัน

กล้องดิจิทัลให้ความสะดวกในการบันทึกภาพอย่างมาก ใครๆต่างก็มีใช้กันคนละตัวสองตัว อย่างน้อยโทรศัพท์ของทุกคนก็ถ่ายภาพได้  และในกล้องดิจิทัลเหล่านี้จะมีความสามารถในการวัดแสงทั้งสิน  และ มีการจัดการสี มีการปรับค่า whitebalance แบบอัตโนมัติเพื่อให้สีสันของภาพสมจริง

เมื่อก่อน สมัยที่เรายังใช้ฟิล์มถ่ายภาพ การถ่ายภาพกลางวัน และการถ่ายภาพกลางคืนที่เน้นไฟถนนจะใช้ฟิล์มคนละชนิดกันเพื่อให้ภาพมีความเที่ยงตรงของสี  ภาพกลางวันเราจะใช้ฟิล์ม daylight  ภาพไฟถนนตอนกลางคืนจะใช้ฟิล์ม tungstain   หากเราเอาฟิล์มกลางวันไปถ่ายภาพกลางคืน ภาพที่ได้ของหลอดไฟทังสเตนทั้งหลายก็จะดูสีส้มเข้ม  ภาพพื้น ถนน ผู้คนภายใต้แสงไฟทังสเตนจะมีสีสันที่ไม่ถูกต้อง

กล้องดิจทัลแก้ปัญหานี้ด้วยการมีเมนูปรับตั้งค่า whitebalance หลายค่า เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ แต่ละสภาพแสง  ซึ่งน้อยคนนักจะปรับค่า whitebalance เปลี่ยนไปตามสภาพแสงจริงทุกๆค่าแสง  ผู้ผลิตเลยมีเมนู auto whitebalance เอาไว้ด้วย เพื่อให้กล้องเลือกค่านี้ให้อย่างอัตโนมัติ  และสีสันในภาพก็จะถูกต้องตามจริง

แต่ความสามารถของการทำ auto whitebalance ของกล้องดิจิทัลแต่ละตัวแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อก็มีความสามารถไม่เท่ากัน  ทำให้ภาพจากกล้องบางตัวสีเพี้ยนมากเกินยอมรับได้  ภาพต่อไปนี้จะเป็นตัวอย่างยืนยันว่า autowhitebalance ของกล้องแต่ละตัวเก่งไม่เท่ากันจริงๆ

IMG_4893

ภาพแรกนี้เป็นกล้อง canon eos m พร้อมเลนส์ 22f2 ปรับค่า white balance เป็น auto ซึ่งให้ภาพอมเหลืองมากเกินพอดี

 

IMG_20170228_202621

ภาพที่สองเป็นภาพที่ถ่ายด้วยมือถือ huawei P9 ความเที่ยงตรงของสีจะมีมากกว่าอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นความเก่งกาจของค่ายมือถือที่พัฒนากล้องให้มีความสามารถมากขึ้น และแม่นยำขึ้น

 

หากใครยังคงต้องใช้ auto whitebalance บนกล้องที่ให้สีภาพยังไม่ถูกต้อง เราสามารถใช้วิธี ตั้งค่าเป็น custom whitebalance ซึ่งวิธีการทำจะมีอยู่ในคู้มือกล้อง  ซึ่งจะทำให้ได้ภาพดังภาพที่สาม

IMG_4892

ภาพที่สาม ปรับกล้องให้ใช้วิธีตั้งค่า custom whitebalance

muji สร้างสรรค์ทั้งของ และวิธี

การซื้อสินค้าหรือของขวัญให้ใครสักคนหนึ่ง เราก็สามารถไปเลือกหาได้จากในห้างทั่วไป ร้านค้าต่างๆ ยิ่งสินค้าที่เป็นแนวเครื่องเขียนยิ่งมีทางเลือกมหาศาล  ทั้งในห้างใหญ่ ห้างเล็ก ในร้านบีทูเอส ร้านอ๊อฟฟิศเมท ร้าน loft ร้าน สมใจ  ร้านค้าเหล่านี้มีเครื่องเขียนหลากหลายให้เราตื่นตาตื่นใจตลอดทั้งปี  ทั้งแนวถูก แนวแพง แนวแปลก

แล้วทำไมเราถึงเข้าร้าน muji  ซึ่งเป็นร้านชื่อญี่ปุ่น หน้าตาญี่ปุ่น สินค้าดูญี่ปุ๊นญี่ปุ่น และราคาแพงกว่าร้านในย่อหน้าแรกทุกร้าน  แน่นอนว่าเราเข้าไปดู ไปเปิดหูเปิดตา ถ้าเรางก เราก็จะไปดูความสวยงามของสินค้า muji แล้วออกไปซื้อร้านอื่น ในหน้าตาอื่นๆ แต่ทำหน้าที่เดียวกัน  ทำให้เราได้ใช้แต่สมุดโน้ตหน้าตางั้นๆมาตลอดชีวิต

IMG_20170214_105516   แล้ววันหนึ่ง  ก็ลองซื้อ muji ใช้  เมื่อเลือกสิ่งที่ต้องการแล้ว ก็ให้พนักงานห่อของขวัญไปให้ ระหว่างที่รอห่ออยู่นั้น สายตาก็สอดส่องไปเจอมุมประหลาดอยู่มุมหนึ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจว่ามันคืออะไร ดูอยู่นานก็พอจะนึกออกว่ามันคือ ตรายางสารพัดแบบ มีตัวหนังสือภาษาอังกฤษครบทุกตัว มีสัญลักษณ์ที่ใช้บ่อยในการทำป้ายห่อของขวัญ  และเมื่อถามพนักงานว่า เอาไว้ทำอะไร พนักงานขายก็อธิบายแบบที่เราเข้าใจ

IMG_20170214_105521

IMG_20170214_105527

เมื่อเราได้ห่อมาแล้ว เราก็เอามาพิมพ์ข้อความด้วยตรายางต่างๆด้วยตัวเอง  มีสัญลักษณ์ได้นิดหน่อย  เป็นการทำให้ห่อของขวัญของเราดูเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น  เป็นการสร้างความประทับใจให้กับผู้รับของอีกระดับหนึ่ง ซึ่งอะไรก็ตามที่มีชื่อคนอยู่ มักจะเป็นของที่ดูมีคุณค่า ผู้รับไม่อยากทิ้ง

แล้วสุดท้าย ผมก็เดินออกจากร้าน muji แบบที่ได้เลือกปั๊มตัวหนังสือตามใจเรียบร้อย  การช็อปปิ้งครั้งนี้ให้ประสบการณ์และความรู้ใหม่หลายอย่าง  อย่างแรก ผมเพิ่งรู้ว่า muji พยายามขนาดนี้ พยายามที่จะออกแบบทั้งสินค้าและวิธีขายที่สร้างความประทับใจได้ดีแบบนี้  ซึ่งผมยังไม่เคยพบกับสินค้ายี่ห้ออื่นๆ  เวลาเราไปหาซื้อสินค้าในห้าง อย่างมากเราก็ขอให้ร้านห่อของขวัญให้  แล้วเราก็ไปเขียนการ์ดในกระดาษสักใบมาติด แค่นี้ก็ปลื้มมากแล้ว  มาเจอห่อของขวัญมีพิมพ์ชื่อคน ยิ่งปลื้มเข้าไปใหญ่

อย่างที่สองคือ เครื่องเขียน กระดาษ ดินสอ ปากกา ของใช้ธรรมดาเหล่านี้ จะไม่ธรรมดาได้ด้วยวิธีการขายนั่นเอง  การสร้างคุณค่า การเพิ่มมูลค่า คือความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำให้ธุรกิจไม่ล่มสลายไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 อันเป็นคำหวานจากภาครัฐฯ

4.0 ในความหมายของรัฐบาลคงหมายถึงการเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม  ส่วนในความหมายของมาเก็ตติ้งชีวิตดิ้นรนอย่างผม ขอเรียกว่า ยุค 4.0 คือ ยุคที่การขายของธรรมดาจะมีคู่แข่งทั่วประเทศตามพื้นที่ครอบคลุมของอินเทอเน็ตและระบบขนส่ง  ถ้าอยากอยู่รอดต้องทำมากกว่าคนอื่นนิดนึง

 

 

 

ขอบฟ้าเขียนหนังสือ ประโยคแรก

วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นวันที่ผมได้เห็นขอบฟ้าเขียนหนังสือเป็นประโยค  คือ “ขอบฟ้ารักแม่”  เป็นคำที่ขอบฟ้าขอให้แม่สอนให้เขียน  ทีแรกแม่ก็สอนคำว่า ขอบฟ้า ซึ่งขอบฟ้ารู้จักตัวหนังสือในชื่อตัวเองมาหลายเดือนแล้ว แต่การหัดเขียนเพิ่งจะเริ่มทำกันในเดือนธันวาคมก่อนจะขึ้นปีใหม่  และคำว่า รัก แม่ ก็ตามมา เป็นการสอนให้เขียนตามคำขอร้อง  แล้วทั้งหมดก็มาเขียนรวมกันเป็นประโยคในวันนี้  แม้ลายมือเด็กจะไม่สวย  แม้จะดูไม่เป็นระเบียบ  แต่การพยายามจนทำได้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง  เวลาที่เด็กเกิดความอยากรู้อะไรสักอย่าง การเรียนรู้ในสิ่งนั้นจะรวดเร็วมาก และมีความพยายามที่ต่อเนื่อง จริงจังอย่างอัตโนมัติ  ผลลัพธ์เลยเกิดเร็ว

IMG_20170101_204254

พอเขียนประโยคแรกได้ สิ่งที่ตามมาก็คือ ขอบฟ้าอยากรู้จักตัวอักษรไทยทั้งหมดว่ามีอะไรบ้าง  และก็หัดเขียนมันทุกตัวอักษรเลย  พ่อกับแม่เลยเดือดร้อนต้องไปหา เพลงท่อง กไก่ ถึง ฮ นกฮูก มาท่องเอง และให้ลูกท่องด้วย  ความสนุกมันอยู่ที่  ลูกก็ฟังเพลง ซ้ำไปซ้ำมา แล้วก็เขียนเองบ้าง อ่านเองบ้าง  สุดท้ัาย ให้แม่เขียนตามเพลง เพื่อดูว่าแม่เขียนทันไหม  ผ่านไปไม่กี่วัน นับจากวันที่เขียนประโยคแรก ของฟ้าก็ท่อง ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูกได้จนจบ

 

รีวิว พิพิธภัณฑ์เด็ก

ในสมัยเด็กๆ คำว่าพิพิธภัณฑ์เป็นของไกลตัวมาก รู้จักเพียงพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติแถวสนามหลวง ซึ่งตอนอยู่ประถมเคยไปเพียงครั้งเดียว และมาถึงวันนี้วันที่ผมมีลูกอายุ 4 ขวบผมก็จำไม่ได้แล้วว่าในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาตินั้นมีอะไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์เด็ก4sep2016-IMG_3678

ในช่วงสิบปีนี้พิพิธภัณฑ์เกิดขึ้นเยอะมาก เป็นเรื่องน่ายินดีที่สังคมไทยของเรามีคนเห็นความสำคัญของการศึกษาจนสามารถสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาได้ มีทั้งแบบที่ทำดีน่ายกย่องไปจนถึงทำกันแบบเรียบง่ายลงทุนไม่เยอะ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายาม

พิพิธภัณฑ์เด็ก4sep2016-IMG_3674

พอลูกเกิด และเริ่มโต เราก็เริ่มเที่ยวพิพิธภัณฑ์กัน  ตอนผมหนุ่มๆผมก็ไปแค่ พิพิธภัณฑ์ของแปลกที่พัทยา  believe it or not ซึ่งไปแวะแบบฆ่าเวลา ไม่ได้ตั้งใจจะเดินจริงๆด้วยซ้ำ  การพาลูกไปเที่ยวเล่นตามห้างนั้นครอบครัวผมก็ทำกันบ่อยๆ แต่ในใจลึกๆก็อยากจะให้การเที่ยวเล่นมีคุณภาพ มีการเรียนรู้ มีประสบการณ์บางอย่างให้ลูกได้ซึมซับบ้างทีละเล็กละน้อย  การไปเที่ยวสวนสัตว์ก็ไปกันจนครบแล้วในรัศมี 200 กิโลเมตรจากกรุงเทพ  พิพิธภัณฑ์จึงเป็นทางเลือกที่ยังมีอยู่มากมาย

พิพิธภัณฑ์เด็ก4sep2016-IMG_3672

พิพิธภัณฑ์เด็กตั้งอยู่ที่ ถนนกำแพงเพชร2 ใกล้สวนจตุจักร  ทางเข้าออกจะรถติด รถเยอะ และมีรถจอดกันอย่างเห็นแก่ตัวอยู่โดยรอบ  แต่ในตัวพิพิธภัณฑ์เองนั้นมีพื้นที่จอดรถพอประมาณ และ รปภ ผู้คุมประตูจะไม่ยอมให้รถเข้ารั้วเด็ดขาดถ้าในรถคันนั้นไม่มีเด็กเล็กมาด้วย  เหตุผลคงเป็นเพราะระแวกนั้นมีคนมาซื้อของและเดินเล่นสวนจตุจักรเยอะมาก ที่จอดรถทุกที่เต็มหมด ลามไปจอดบนถนนกันเลย  ความเห็นแก่ตัวและมักง่ายของคนเที่ยวจตุจักรทำให้พิพิธภัณฑ์ต้องเข้มงวดกับการขับรถเข้าพื้นที่ ต้องมองหาเด็กเล็กในรถทุกคันเพื่อจะได้มั่นใจว่า ไม่โดนพวกมักง่ายมาแย่งที่จอดรถของเด็กและผู้ปกครอง

พิพิธภัณฑ์เด็ก4sep2016-IMG_3713

ภายในพิพิธภัณฑ์เด็กเหมือนเป็นที่รวมของพิพิธภัณฑ์หลายๆแห่งไว้ด้วยกัน  เพราะในนั้นมีไดโนเสาร์ มีบ่อทราย มีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ มีสนามเด็กเล่น  มีห้องเรียนรู้สารพัดอาชีพ มีห้องเด็กเล็ก  ถ้าหากเราไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์อื่นๆ เราอาจจะต้องตระเวณสักห้าแห่งเพื่อให้ได้ประสบการณ์ครบถ้วนดังเช่นที่ได้จากที่นี่

พิพิธภัณฑ์เด็ก4sep2016-IMG_3724

ในพิพิธภัณฑ์เด็ก ไม่มีร้านขายน้ำและอาหาร ต้องเตรียมไปเองหรือเดินออกมาซื้อนอกรั้ว ซึ่งจะมีร้านรถเข็นของพ่อค้าแม่ค้าย่านจตุจักรคอยให้บริการอยู่  แม้ผมจะไม่ค่อยชอบการเอารัดเอาเปรียบ การยืดที่บนทางเท้าไว้ขายสินค้าของแม่ค้าย่านจตุจักร แต่เราก็ต้องอุดหนุนอาหารและน้ำจากเขาอยู่ดี เพราะไม่มีร้านขายใกล้ๆเลย  การเตรียมอาหารและเครื่องดื่มไปเองจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดและน่ารักมากสำหรับการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว

พิพิธภัณฑ์เด็ก4sep2016-IMG_3697

เครื่องเล่นกางแจ้งขนาดใหญ่เป็นเครื่องเล่นที่เด็กต้องปีนป่าย มุด กระโดด วิ่ง ถ้าเด็กเล็กเกินไปก็ดูจะเป็นอันตรายอยู่ พ่อแม่ควรจะติดตามทุกฝีก้าว แต่ถ้าโตหน่อยก็ไม่เป็นไร แค่บอกลูกว่าอย่าไปวิ่งชนเด็กเล็กก็คงจะเพียงพอแล้ว  ส่วนของลานน้ำพุก็กว้างพอใช้ได้ เด็กสัก 20-30 คนเล่นกันก็ดูไม่แน่เกินไป  น้ำพุจะเปิดเป็นรอบ แต่ละรอบจะนานประมาณ 1 ชม. เด็กที่เล่นในลานน้ำพุจะต้องใส่เสื้อกางเกงครบ  ถอดรองเท้าเล่น ผู้ใหญ่ที่จะเข้าไปเล่น หรือ เข้าไปยืนในลานน้ำพุก็ต้องถอดรองเท้าเช่นกัน

พิพิธภัณฑ์เด็ก4sep2016-IMG_3708

ห้องไดโนเสาร์เป็นห้องที่ได้รับความสนใจจากเด็กทุกคน และลูกผมเองก็ชอบมากด้วย  ไดโนเสาร์ที่นี่ไม่ได้ใหญ่โตแบบที่เราเห็นในพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่คลองรังสิต แต่ก็มีมุมกิจกรรมการเลือกอาหารให้ไดโนเสาร์ที่ลูกผมชอบมาก คือการวางใบไม้ปลอม กับ เนื้อปลอม หน้าไดโนเสาร์ ถ้าวางถูกชนิด ถูกลักษณะว่าตัวไหนกินเนื้อ ตัวไหนกินผัก ไดโนเสาร์ก็จะผงกหัว  ถ้าวางผิดก็จะส่ายหัว แค่นี้ลูกก็ตื่นเต้นแล้ว เล่นซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายเที่ยวเลย

พิพิธภัณฑ์เด็ก4sep2016-IMG_3683

บ่อทรายสำหรับขุดกระดูกมีพื้นที่กว้างมาก สามารถเล่นพร้อมๆกันได้เกิน 20 คนแน่ๆ  อุปกรณ์การขุดทั้งพลั่วและแปรงปัดทรายมีให้อย่างเพียงพอ  มีส่วนสำหรับล้างมือล้างเท้าที่ดี  ซึ่งทำให้พ่อแม่สบายใจกล้าจะให้ลูกเล่นทรายได้ตามใจ  ห้องน้ำทุกห้องก็ออกแบบมาเป็นอย่างดี มีโถฉี่ของเด็กติดตั้งทุกห้อง ซึ่งถือว่าเป็นความใส่ใจอย่างมากที่คำนึงถึงเด็กขนาดนี้  ไม่เหมือนสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ที่ไม่เคยคิดว่าเด็กก็ปวดฉี่ปวดอึเหมือนผู้ใหญ่ได้  อยากฝากผู้ที่เกี่ยวข้องกับดอนเมืองและสุวรรณภูมิว่ากรุณามาดูงานที่นี่  ถ้าไม่ว่าง มาไม่เป็น ลองไปดูเซ็นทรัล  ลองไปดูปั๊มน้ำมันบางจากที่ใหญ่ๆ  การทำส้วมเด็ก โถฉี่ของเด็ก ไม่ต้องใช้เงินเยอะ แต่ใช้หัวใจและความใส่ใจเป็นตัวนำ

การเดินทางมาพิพิธภัณฑ์ ควรจะมาถึงสักประมาณ 10.00 น. แล้วทะยอยเล่นไปทีละอย่าง  ถ้าลูกมีนิสัยต้องนอนกลางวัน ก็ควรจะทำให้จบกิจกรรมภายในเวลา 14.00 น. เพราะว่า พอเด็กเล่นมาเหนื่อยๆ แล้วได้นอนตอนบ่าย จะหลับง่ายมาก แค่ขึ้นรถห้านาทีก็หลับแล้ว

บันทึกให้ขอบฟ้า 31ตุลาคม2559

2016-10-30_09-57-10

ขอบฟ้าในช่วงเดือนนี้เป็นเดือนที่ขอบฟ้าได้ทำอะไรใหม่ๆหลายอย่าง  การถ่ายรูปด้วยกล้องตัวใหญ่ของพ่อก็ได้หัดถ่ายและได้ภาพที่พอใช้ได้  เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ขอบฟ้าเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องได้อย่างครบถ้วน  แม้ว่าตัวเล็กและกำลังน้อยเกินไปสำหรับกล้องหนักๆของผู้ใหญ่ แต่ท่าทางการจับถือและการจัดให้สิ่งที่ต้องการถ่ายอยู่ในภาพอย่างครบถ้วนนั่นทำได้ไม่บกพร่อง  และขอบฟ้าก็ได้ถ่ายภาพให้คุณยาย กับ อาม่า ของขอบฟ้าแบบที่สามารถเอาไปใส่อัลบั้มภาพของครอบครัวได้

IMG_0877

IMG_0001

ขอบฟ้ายังได้เรียนรู้เกี่ยวกับ การฝังกลบขยะ และการใช้น้ำจุลินทรีย์ดับกลิ่นด้วย  ขยะไขมันที่อยู่ในถังดักไขมันถูกนำมาตักทิ้งและจัดการฝังกลมในสนามหญ้า ขอบฟ้าเป็นคนตักดินมาปิดหลุมด้วยตัวเอง  กลิ่นเหม็นที่เล็ดลอดออกมาก็จัดการราดด้วยน้ำดับกลิ่นที่เตรียมไว้  พอขอบฟ้ารู้ว่าน้ำจุลินทรีย์ช่วยดับกลิ่นได้ ก็เดินหากลิ่นตามจุดทิ้งขยะแล้วราดน้ำลงไปดับกลิ่นทุกจุด

2016-10-30_04-12-48

Rock climbing on shutterstock

พาลูกไปเล่นปีหน้าผาจำลอง เลยถ่ายภาพกลับมา และส่งขาย shutterstock ซะเลย

 

 

พาลูกไปปีนหน้าผา

หลายเดือนก่อนขอบฟ้าได้มีโอกาสดูรายการทีวีชื่อ อเมริกันนินจา  เป็นการเล่นเกมส์โชว์ของฝรั่งที่ต้องให้คนวิ่งผ่านด่านต่างๆ ทั้งปีน เกาะ เรียกได้ว่าเป็นแนวแอดเวนเจอร์สุดขีด  คนที่เล่นผ่านได้ทั้งหมดจะต้องแข็งแรงมาก ขอบฟ้าสนุกกับการดูและมีอาการลุ้นไปกับคนเล่น  เล่นผ่านก็ดีใจตบมือ  ตั้งแต่เร่ิมดูรายการ ขอบฟ้าก็เร่ิมปีนเก้าอี้  กระโดดลงจากบันไดสองขั้น เก้าอี้ทุกตัวจะผ่านการกระโดดลงพื้นทั้งหมด

ด้วยความซนของเด็ก บวกกับพ่อแม่อยากเห็นรอยยิ้มสร้างฝันลูกให้เป็นจริงสักเรื่องนึง  เลยตัดสินใจพาไปปีนหน้าผาจำลองซะเลย  ซึ่งก็ทำให้รู้ว่าขอบฟ้าชอบมากแค่ไหน และแม้จะกลัวในตอนที่ถูกดึงขึ้นไปสูงๆ แต่พอลงมาก็วิ่งขึ้นไปใหม่  คนอื่นที่แข็งแรงและตัวโตก็จะปีนกันเอง  ขอบฟ้าไม่ได้มีแรงขนาดนั้นก็อาศัยให้คนคุมช่วยดึงเชือกขึ้นไป  นับว่าเป็น 1 ชั่วโมงที่สนุกมากของขอบฟ้า

IMG_3535.JPG

IMG_3544.JPG

IMG_3542.JPG

 

การดูดเสมหะในเด็ก

การดูดเสมหะในเด็กเล็กนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้แม่เสียน้ำตาได้ง่ายๆเลย เพราะมันดูเจ็บปวดและทรมานมาก  ลูกของผมเองในวัยขวบเศษ ป่วยเป็นหวัด มีน้ำมูก มีเสมหะ และต้องดูดเสมหะออกจากคอ เพราะกลัวว่าเชื่อจะลงปอด  ในอายุเพียงขวบกว่า เด็กไม่สามารถขากเสมหะออกมาเองได้ เลยต้องดูดออกวิธีเดียว

 

คุณหมอจะให้พยาบาลเอาผ้าห่อตัวเด็กไว้ แล้วก็ทำการดูดโดยการสอดท่อเข้าไป ทั้งสอดจมูก และสอดปาก เห็นแล้วก็น้ำตาร่วง  เจ็บแทน  แต่ก็ต้องทนเพราะไม่อยากให้ปอดติดเชื้อ

 

การแสดงอนุบาล1 พ่อแม่เล่นละครให้ลูกดู โรงเรียนเพลินพัฒนา

IMG_3194

วันแม่แห่งชาติวนมาถึงอีกปี  ลูกชายผมอยู่ในชั้นอนุบาล1  ปีนี้ทางโรงเรียนเพลินพัฒนามีให้พ่อแม่ไปเล่นละครกันอีกเช่นเคย  การรวมตัวกันของพ่อแม่ในปีนี้ หมุนเวียนกันมาเล่น นักแสดงส่วนใหญ่เป็นหน้าใหม่ เพื่อให้ทุกคนได้หมุนเวียนกันมีส่วนร่วม  ส่วนของช่างภาพก็คือผมเองที่ปีที่แล้วก็่ถ่าย ปีนี้ก็ถ่าย  อาจจะเป็นเพราะพ่อบ้านอื่นติดภารกิจ  ทำให้หน้าที่ถ่ายภาพที่ต้องใช้คนสองคนเหลือมาให้ผมทำ  ซึ่งก็เป็นหน้าที่ไม่ยากสำหรับผมนัก

IMG_3174

การเตรียมตัวจะคล้ายๆปีที่แล้ว  มีการคัดเลือกบท ให้อาสาสมัคแต่ละบ้านมาเลือกว่าจะเล่นเป็นอะไร  ช่างภาพก็มาสังเกตุการณ์ มาดูสถานที่ เพื่อวางแผนการเก็บภาพ  วันซ้อมจริงก็พบกันครบหน้า  วันจริงก็แยกย้ายกันทำหน้าที่  ปีนี้ละครมีความฮาปะปนลงไปด้วย  ทำให้รู้สึกสนุกยิ่งขึ้น

2016-08-11_10-15-52

ปีนี้มีเรื่องเกินคาด  ตัวละครมีบทโดนจับ  เด็กหลายคนร้องไห้ตอนที่ตัวละครโดนจับ ถือว่าละครทำหน้าที่ได้เต็มร้อย เรียกน้ำตาจากเด็กไร้เดียงสาได้หลายคน  โดยเฉพาะ ลูกของผู้แสดงที่ร้องไห้หนักมาก ร้องราวกับว่ามันเป็นเรื่องจริง  ความน่ารักของเด็กทำให้ผู้ใหญ่อย่างผมและนักแสดงท่านอื่นปลาบปลื้ม เป็นการลงทุนเพื่อลูกของเราที่ได้ผลคุ้มค่า นั่นคือ ทำให้เราพวกผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ว่า แท้จริงแล้ว เด็กๆของพวกเราน่ารักขนาดไหน  คุ้มค่าต่อการดูแลประคบประหงมกันอย่างดี  ขอขอบคุณพ่อแม่ผู้ปกครองและโรงเรียนของลูกเราที่สร้างโอกาสมากมายให้พ่อแม่ลูกได้เรียนรู้ร่วมกัน

 

หมายเหตุ  เหตุเกิดที่โรงเรียน เพลินพัฒนา  ชั้นอนุบาล1

ภาพนิ่งทั้งหมดดูที่นี่

วิดีโอดูที่นี่

 

การแสดงวันแม่เมื่อปีที่แล้วดูได้จากที่นี่

เพลินพัฒนา เตรียมอนุบาล งานเล่านิทานให้ลูกฟัง

 

บันทึกไว้เกี่ยวกับการถ่ายภาพ

การถ่ายภาพงานกิจกรรมหรืออีเว้นลักษณะนี้ ผมใช้กล้อง eos m ติดเลนส์ 18-55is ด้วยเหตุผลว่า มันามมรถพกพาได้ง่าย เพราะก่อนที่จะเร่ิ่มแสดง ผมต้องจูงลูกเข้าสู่โรงเรียนด้วย การเดินเท้าหน้าโรงเรียนมือต้องจูงลูกตลอดเวลา เหตุผลเพราะริมถนนอันตรายเกินไปสำหรับเด็กสี่ขวบ  พอต้องจูงลูก อุปกรณ์ฺอื่นๆที่อยากได้อยากใช้ก็ไม่สามารถนำติดตัวมาได้ทั้งหมด กล้องตัวใหญ่ เลนส์ตัวใหญ่ ขาตั้งกล้อง ทุกอย่างนอนนิ่งอยู่ในรถ  เหลือเพียงกล้องตัวเล็กอย่าง eos m เท่านั้นที่พอจะพกออกมาได้ไม่เป็นภาระ

 

อีเว้นที่เกิดขึ้นเป็นการแสดงละคร มีการเคลื่อนไหวที่เยอะ กล้องโฟกัสไม่ค่อยทัน อาศัยตัวละครมีบทพูดแล้วจะหยุดเคลื่อนที่ทำให้ eos m พอจะรับมือไหว  สภาพแสงใต้หลังคาก็แสงไม่เยอะมาก ภาพโดยส่วนใหญ๋จะมี  iso ประมาณ 1000-3200   เพราะเลนส์ 18-55mm นั้นไม่ค่อยจะเก่งเรื่องแสงน้อย  แถมแบตเตอรี่ก็ยังหมดเร็ว  คือแบตหมดไปตั้งแต่การแสดงยังไม่จบ  โชคดีที่พกแบตไว้สองก้อน  เพราะการทำงานกับ eos m ด้วยแบตก้อนเดียวเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป

 

ในส่วนของวิดีโอ บันทึกด้วยกล้องวิดีโอของ zoom รุ่น q4 ซึ่งเป็นกล้องถ่ายวิดีโอที่ใช้งานง่ายมาก  เพียงแค่เปิดให้กล้องทำงาน แล้วมีปุ่มให้เราสั่งการณ์แค่ 1 ปุ่มเท่านั้น คือปุ่ม เริ่มบันทึก  และปุ่มหยุดบันทึก ซึ่งใช้ปุ่มเดียวกัน

 

 

บันทึก เนื้อหา สัมมนา ความสำคัญของการเลี้ยงดู สู่การเรียนรู้ของลูก ณ เพลินพัฒนา 29jul2016

บันทึก เนื้อหา สัมมนา ความสำคัญของการเลี้ยงดู สู่การเรียนรู้ของลูก ณ เพลินพัฒนา 29jul2016 โดย ศ.พญ.วินัดดา ปิยะศิลป์

เลี้ยงเด็กต้องไม่ตามใจ  การตามใจไม่ใช้สมอง คนที่โง่ที่สุดในประเทศก็ตามใจคนอื่นได้

3 ขวบ เป็นวัยเริ่มต้นการเรียนรู้อย่างจริงจัง  เราต้องใส่ข้อมูลที่ถูกต้องให้เด็ก

ถ้าเด็กคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ขึ้นไปชั้น ป1 จะพัง ลูกเราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ คนอื่นทำได้  ลูกเราคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ คนอื่นทำได้  ลูกเราจะโดดเดี่ยว มีปมด้อย

ถ้าเด็กไม่พร้อมในด้านความสามารถ ไม่พร้อมในด้านการคุมอารมณ์ จะให้ขึ้น ป1 หรือไม่  ควรได้ขึ้นหรือไม่

ชีวิตเด็กยิ่งใช้ยิ่งดี การเก็บไว้ในบ้าน การเก็บไว้ในห้อง ไม่มีประโยชน์  เด็กควรได้ใช้กำลังนอกบ้าน ได้ออกกลางแจ้ง อย่างน้อยวันละ 3 ชั่วโมง เพื่อฝึกความคล่องแคล่ว ฝึกกล้ามเนื้อทุกชนิด และฝึกการแก้ปัญหาในการเล่นต่างๆ

ความอดทน ทำภารกิจจนเสร็จ เป็นรากฐานสำคัญ  ต้องฝึกให้ได้ เช่น การเก็บของเล่นจนเสร็จ

ยกตัวอย่างการวิ่งให้ครบ 2 รอบ  รอบแรกผ่านไปได้คือความอดทน  รอบที่สองที่ผ่านได้คือความสำเร็จ ความภูมิใจ  ความพยายาม  แม้จะอิดออด แม้จะงอแง แต่ก็ควรพยายามผลักดันให้ทำจนจบ

ยกตัวอย่าง การติดกระดุมด้วยตัวเองทุกเม็ด เป็นการฝึกความอดทน ความพยายาม ถ้าไม่ฝึก เด็กจะไม่รู้จักอดทน

เวลาผู้ใหญ่กำหนดกรอบ สร้างกติกาต่างๆ เด็กที่ฉลาดจะทดสอบกรอบ ฝืนได้ไหม แหกกฏได้ไหม  ถ้าทำได้ จะมีปัญหาระยะยาว ถ้าปล่อยให้เด็กเอาชนะกติกาบ่อยๆจะเป็นอย่างไร  ผลลัพธ์คือ ไร้วินัย ไม่ได้ฝึกการยับยั้งชั่งใจ

ของในกระเป๋าแม่ห้ามหยิบ ต้องฝึกให้เข้มงวด เพราะถ้าหยิบตามใจ ต่อไปจะหยิบของกระเป๋าคนอื่น  ต่อไปจะหยิบของอย่างอื่น ปัญหาข้างหน้าจะใหญ่ขึ้น

ของเล่นเป็นของที่รักที่สุด ต้องฝึกให้เก็บให้รักษาให้ได้  ถ้าของเล่นยังเก็บไม่ได้ ต่อไปจะฝึกอย่างอื่นลำบาก

การฝึกเด็ก ต้องมีดังนี้  1 จริงจัง  2 กติกาชัด  3 พ่อแม่ต้องอดทนรอ

ก่อนเริ่มเล่นของเล่น ให้ตกลงก่อนเล่น บอกกติกาให้ชัด  ถ้าเล่นผิดกติกา จะเตือน ครั้งที่ 1 เพื่อบอกว่าผิด  และถ้ามีเตือนครั้งที่2จะให้เลิกเล่น  พ่อแม่ต้องอธิบายว่าให้เลิกเล่นเพราะอะไร บอกเหตุผลสั้น อย่ายาว  ทั้งหมดนี้ต้องคุย ต้องบอกก่อนเริ่มเล่นของเล่น

เด็กจะมี mirror brain คือการทำตามแบบอย่างที่เห็น
แม่ยิ้มเด็กจะยิ้ม
แม่กวาดบ้านเด็กจะกวาดบ้าน
พ่อล้างรถเด็กจะล้างรถ
ถ้าพ่อแม่ทำอะไรที่ไม่ดี เด็กจะทำแบบนั้นเหมือนกัน
ถ้าพ่อแม่ใจร้อน เด็กใจร้อน

เด็กเคลื่อนไหวจะทำให้การเรียนรู้น้อยลง อายุ 3-6 ปี จะเป็นวัยที่ต้องพัฒนาการหยุดให้ได้  การหยุด การนิ่ง การคิด การไตร่ตรองจะมาตอนที่ร่างกายหยุดเคลื่อนที่  จะทำให้เกิดการพัฒนาสมอง

การฝึกให้หยุด เช่น อย่าเดินป้อนข้าว  ให้นั่งโต๊ะ
การฝึกให้นิ่ง ต้องฝึกผ่านกิจวัตรประจำวัน เช่นการฝึกติดกระดุม  พ่อแม่ก็ต้องเฝ้ารอด้วย อย่าไปเร่งให้ติดเร็วๆ อย่าไปช่วย

ถ้าแม่เก่งคนเดียว  หรือ พ่อเก่งคนเดียว เด็กจะไม่เห็นทีมเวิร์ค เด็กจะซึมซับว่าทำคนเดียวก็ได้  ไม่เห็นว่าต้องเป็นทีม ผลเสียจะเกิด เพราะอนาคตคือเด็กต้องเข้าสังคม ต้องทำงานเป็นทีม

แนวทางของโรงเรียน และที่บ้านต้องมีแนวทางเดียวกัน เป้าหมายเดียวกันแต่วิธีการต้องต่าง  กิจกรรมที่บ้านกับที่โรงเรียนต้องต่าง
ถ้าที่โรงเรียนปั้นแป้งโด  กลับบ้านยังเจอปั้นแป้งโดอีก แบบนี้เด็กจะเบื่อบ้าน จะไม่อยากเล่นที่บ้าน

การฝึกความสามารถด้านการเล่นสำคัญอย่างไร
– ฝึกการมีส่วนร่วม การอยู่ร่วมกัน
– เรียนรู้การเคารพกติกา
– ฝึกจินตนาการ
– ฝึกความอดทน
– ฝึกการยอมแพ้

การฝึกหยุด ในชีวิตประจำวัน
– กินข้าว
– ล้างจาน
– แต่งตัว

การฝึกหยุดด้วยการเล่น
– เล่นซักผ้า
– เล่นเกี่ยวกับของในบ้าน

อายุ 3-6 ปี ต้องฝึกเล่นให้ถูกบทบาท เพื่อป้องกันการเบี่ยงเบนทางเพศ
เช่น ลูกชาย ต้องฝึกให้ช่วยถือของให้ผู้หญิง
ลูกชายร้องไห้ได้ แต่อย่านาน

การล้มเหลว
สร้างบ้านต้องใช้เวลาสร้างรากฐานนาน  เด็กก็เหมือนกัน

———-
เอกลักษณ์    12-18 ปี       สับสน
ความสามารถ    6-12ปี          ปมด้อย
ความคิดริเริ่ม         3-6ปี       ความรู้สึกผิด
เป็นตัวของตัวเอง       1-2ปี                  ไม่แน่ใจ
ไว้วางใจ                       0-1                   ไม่ไว้วางใจ

การฝึกความไว้วางใจ ถ้าฝึกได้สำเร็จ จะทำให้เด็กมั่นใจ  กล้าที่จะออกไปสู่ภายนอก
ถ้าฝึกไม่สำเร็จหรือมีปัญหาเรื่องความไว้วางใจเด็กจะวิ่งเข้าหาพ่อแม่ตลอดเวลา

การฝึกให้มีกรอบ  ห้ามทำอะไร  สามารถทำอะไร มีกติกา จะทำให้เด็กเรียนรู้ จะได้ฝึกการยับยั้งชั่งใจ

การใช้ชีวิตในอนาคตจะมีปัญหา ถ้ามีสิ่งต่อไปนี้
– คุมอารมณ์ไม่ได้
– แก้ปัญหาไม่ได้
– ปรับตัวไม่ได้
จึงต้องฝึกให้ควบคุมอารมณ์  ต้องฝึกให้นิ่งเพื่อคิดหาทางแก้ปัญหา  ต้องฝึกให้ปรับตัวง่าย

ต้องให้เด็กไปพบเจอปัญหา ได้หัดแก้ปัญหา เช่น ไปเล่น ไปแก้ปัญหาในการเล่นกิจกรรมต่างๆ

ต้องทำงานเป็นทีม  โรงเรียนกับที่บ้านต้องเป็นทีมเดียวกัน
ทีมที่บ้านคือ พ่อกับแม่ต้องช่วยกัน

เด็กที่มีอารมณ์รุนแรง ต้องฝึกให้เขามีความสามารถหลายๆอย่าง  ให้เลือกกิจกรรม 1 อย่างต่อสัปดาห์ ค่อยๆฝึกไปทีละเรื่อง เพื่อให้เด็กสะสมความมั่นใจในตัวเอง
เช่น  สัปดาห์นี้ ปอกเปลือกไข่
สัปดาห์ถัดไป  ผัดมาม่า
สัปดาห์ถัดไป ทอดไข่
สัปดาห์ถัดไป  ปลูกต้นไม้
หากิจกรรมทำทุกสัปดาห์ ให้เด็กได้ทำสำเร็จทีละเรื่อง

มีงานวิจัยตัวนึง ค้นหาคนที่มีความสุข แล้วหาว่าคนเหล่านั้นมีอะไรเหมือนกัน
ผลวิจัยบอกว่า  คนมีความสุขคือ คนที่มีอดีตที่ดี
ในวันนี้เราอยู่กับการสร้างอดีต  เราจะต้องทำให้มันเป็นอดีตที่ดี
จะต้องไม่เสียใจ ไม่ต้องพูดว่าถ้าย้อนกลับไปแก้อดีตจะทำอะไร
เราต้องไม่เสียใจกับอดีตของเราเอง
เราต้องลงมือทำสิ่งที่ดี เพื่อให้มันเป็นอดีตที่ดี

เขียนบันทึกให้ขอบฟ้า บันทึกช่วงเวลา ตุลาคม2558-มีนาคม2559

ในช่วงสองเทอมสุดท้ายของเตรียมอนุบาล ที่โรงเรียนเพลินพัฒนา ขอบฟ้ากลับกลายเป็นคนที่อยากไปโรงเรียนแต่เช้า อยากไปนั่งกินข้าว กินน้ำที่โรงเรียนให้เรียบร้อย ทั้งๆที่ช่วงสองเทอมแรกเป็นเด็กที่อยากไปสายที่สุด อยากเข้าห้องเรียนเป็นคนสุดท้าย  การไปโรงเรียนแต่เช้าให้พอมีเวลานั่งกินข้าวและนั่งปล่อยอารมณ์ของเด็กสามขวบกว่าๆทำให้มีเวลาพูดคุยกับพ่อพอสมควร  ขอบฟ้าสนใจอ่านตัวหนังสือที่ติดอยู่ในป้ายต่างๆรอบตัว  ตอนนั่งโรงอาหาร ก็ขอให้อ่านชื่อร้าน  ร้านอาหารตามสั่ง  ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ คำเหล่านี้อ่านให้ฟังแทบจะทุกวัน  และแม้แต่การเข้าห้องน้ำก็ยังต้องอ่าน อย่าทิ้งกระดาษชำระลงในชักโครก ทุกประโยคที่อ่านได้ขอบฟ้าจะขอให้อ่านให้ฟังทั้งหมด

ขอบฟ้าชอบร้องเพลงมาก เพลงภาษาอังกฤษที่เป็นเพลงเด็กขอบฟ้าฟังบ่อยและร้องได้  มีเพลงประจำอยู่หลายเพลง แต่ละเพลงจะถูกร้องซ้ำๆอยู่หลายสัปดาห์ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเพลงใหม่  ในเรื่องสัตว์สังเกตุว่าขอบฟ้าชอบไดโนเสา  ชอบปลาวาฬ  จะจำรายละเอียดของสัตว์ทุกตัวที่ชอบได้

การจับปากกาหรือดินสอยังไม่ถูกต้อง  ยังคงจับแบบกำมือ การวาด การลงเส้นจะไม่แม่นยำ แต่ก็อยากระบายสี อยากลากเส้นต่างๆ  ของเล่นแนวขีดเขียนที่อยู่ในบ้านอาจจะไม่เยอะมากพอทำให้ความสนใจในการใช้ปากกาและดินสอยังไม่มาก  แต่ของเล่นพวกจิ๊กซอร์ หุ่นยนต์ เลโก้ ขอบฟ้าเล่นได้ดีและซับซ้อนมากขึ้น  สามารถประกอบตัวต่อให้สูงและมีแขนยกของได้แล้ว

IMG_9745.JPG
oct2015

IMG_9931.JPG
nov2015

IMG_0003
dec2015

IMG_0012
jan2016

IMG_0927.JPG
feb2016

IMG_1201.JPG
mar2016

จัดแสงถ่ายแหวนแต่งงาน

เมื่อสมัยหัดถ่ายรูปใหม่ๆ เวลาเจอภาพสวยๆก็จะทึ่งในความเก่งกาจของช่างภาพ  ยิ่งหากเป็นการจัดแสงด้วยแฟลชแล้วยิ่งทำให้รู้สึกว่าทำยังไงถึงจะฝึกฝนให้ได้ระดับนั้น  แต่พอหัดถ่ายมากขึ้นมีความรู้พื้ันฐานเกี่ยวกับการถ่ายภาพลักษณะต่างๆแล้ว ก็ทำให้เราพอจะแกะรอยของแสงต่างๆได้  ก็เลยถือโอกาสถ่ายแหวนแต่งงานด้วยเทคนิคที่คาดว่าจะทำให้ได้ภาพแบบที่ต้องการ

DSCF1394 นี่คือภาพที่ต้องการ เบื้องหลังก็คือ ต้องจัดแสงให้ตัวแหวนเกิดเขาแข็งๆ ไม่ใช่แสงแฟลชนุ่มๆแบบที่ใช้ถ่ายภาพคน แฟลชที่ใช้กับภาพนี้ก็เลยเลือกที่จะใช้แฟลชยิงเข้าหาแหวนและหนังสือโดยตรง เพื่อให้แสงแข็งๆทำมุมเอียงๆให้เกิดเงาแข็งเป็นเส้นดำชัดเจน DSCF1384

ปรับตั้งค่ากล้องให้มีค่ารูรับแสงกลางๆ และค่าความไวชัตเตอรสูงๆเข้าไว้เท่าที่จะทำงานทันกับแฟลชของเรา ค่าแสงแฟลชจะทำให้พื้นที่ของหนังสือและแหวนได้รับแสงพอดี ภาพจากบรรยากาศจะมืดดำและมีส่งผลต่อภาพของเราเลย

DSCF1395

เมื่อถ่ายในมุมห่างๆเพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างทำงานอย่างไร แสงพอดีที่สมุดเป็นอย่างไร และสภาพบรรยากาศที่มืดดำไปเพราะความไวชัตเตอร์สูงๆเป็นอย่างไร เมื่อได้สภาพแสงที่ต้องการแล้ว ก็จัดองค์ประกอบใหม่โดยไม่เปลี่ยนแปลงค่าแสงแฟลช และไม่เปลี่ยนแปลงค่ารูรับแสงและไม่เปลี่ยนความไวชัตเตอร์