ทนายความคบไว้ไม่มีเรื่อง

ทนายความผู้มากความสามารถเป็นที่ปรึกษาทางกฏหมายให้กับนักธุรกิจต่างชาติจำนวนมาก  ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษที่มาคู่กับความรู้ทางกฏหมายทำให้มีชาวต่างชาติต่อคิวรอใช้บริการอย่างต่อเนื่อง  หลักการของทนายความที่ป้องกันทุกปัญหาให้ลูกค้าด้วยวิธีแสนฉลาดคือทำให้ถูกกฏหมายตั้งแต่ต้น  ไม่ต้องแกว่งเท้าหาเรื่อง ไม่ต้องทะเลาะกับใคร  ลูกค้าบอกต่อจึงเยอะขึ้นเรื่อยๆ

IMG_9446

ทนายพงศ์เป็นคนกรุงเทพ เกิดและเรียนหนังสืออยู่ในกรุงเทพมาตลอด  เรียนมัธยมปลายได้ปีเดียวก็สอบเทียบม.6 ผ่าน ทำให้สามารถสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่อายุ 15   โดยสาขาที่เลือกเรียนคือคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง  ด้วยความมุ่งมั่นว่าอยากจะมีอาชีพที่ดูท้าทายเหมือนในภาพยนต์ที่เคยดูตอนเด็ก   การเรียนเร็วและข้ามชั้นไปหลายชั้นทำให้เรียนจบปริญญาตรีตั้งแต่อายุ  18    จากนั้นก็ไปสอบใบอนุญาตทนายความ  แม้จะสอบผ่านแล้วแต่ยังขึ้นทะเบียนทนายความไม่ได้ เพราะกฏหมายกำหนดไว้ว่าใบอนุญาติทนายความผู้ขอต้องมีอายุ 20 ปี ขึ้นไป  เมื่อยังไม่สามารถประกอบอาชีพทนายความได้ ก็เลยตัดสินใจไปสมัครทหาร  เพื่อที่จะได้ทำหน้าที่ตามกฏหมายให้ครบถ้วน  และเมื่อสิ้นสุดงานทหาร ก็ออกมาเป็นทนายความได้พอดี

IMG_9192

เริ่มงานเป็นลูกจ้างบริษัท  รับงานผ่านบริษัท  รับเงินเดือนบ้าง รับเป็นค้าจ้างบ้าง  รับงานส่งต่อบ้าง  ช่วงแรกของชีวิตการทำงานชอบทำคดีอาญา เพราะติดภาพความเท่ห์มาจากการดูหนัง   การได้ช่วยจำเลยออกมาจากคุกเป็นความรู้สึกที่ท้าทายความสามารถ   แม้ว่าการทำคดีอาญาจะสนุก  แต่ความจริงของการทำงานคือ ส่วนมากแล้วคนก่อคดีอาญามักจะเกิดจากการไม่มีเงิน  พอไม่มีเงินก็เลยทำผิดกฏหมาย  เช่น ลักทรัพย์  ทำร้ายร่างกาย โกงเงิน  ประกอบกับรายได้จากการเป็นพนักงานของบริษัทก็ไม่ค่อยพอใช้   เพื่อนฝูงหลายคนที่เติบโตมาพร้อมกันเริ่มขยายธุรกิจ เริ่มทำงานตำแหน่งใหญ่โตขึ้น     ประกอบกับลูกค้าคดีอาญาส่วนมากจะไม่ค่อยมีเงินจ่ายค่าทำคดี  สุดท้ายก็ทำต่อไม่ไหวจึงเริ่มมองหาแนวทางคดีลักษณะอื่น  อย่างเช่นคดีเกี่ยวกับธุรกิจ  เริ่มรับทำคดีแพ่งและอาญาคู่กัน  สะสมประสบการณ์เป็นลูกน้องในสำนักงานกฏหมายอยู่ประมาณ 10 ปี  พอมีความชำนาญเพิ่มขึ้น ประสบการณ์เยอะขึ้น  ก็เริ่มมีลูกค้าส่วนตัว   ในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกมาเปิดสำนักงานกฏหมายของตัวเอง 

IMG_9273

การเปิดสำนักงานกฏหมายจะมีความไม่มั่นคงในช่วงต้น  เพราะงานทนายความไม่ได้มีคนมาจ้างงานง่ายๆ   การเปิดสำนักงานแบบไม่มีคนรู้จักก็มักจะอยู่ไม่นาน ธุรกิจไปไม่รอด   เพื่อนร่วมอาชีพหลายคนเปิดสำนักงานแล้วแล้วปิดภายในเวลาไม่กี่ปี  คนที่จริงจังและมีจุดเด่นจริงๆเท่านั้นถึงจะอยู่รอด 

ส่วนมาก คดีแนวธุรกิจมักจะเป็นลูกค้าที่มีรายได้สูง  คนกลุ่มนี้จะไม่ค่อยทำผิดอาญา   อย่างมากก็เป็นเรื่องภาษี  คดีส่วนมากก็จะเป็นคดีแพ่ง  พอทำคดีแพ่งบ่อยขึ้นอัตราการว่าความชนะก็เพิ่มขึ้น   ทำให้มีลูกค้านักธุรกิจเยอะขึ้น  และเกือบทุกคนก็จะมาจากการบอกต่อ  ปัญหาในคดีแพ่งมักจะเกิดขึ้นกับธุรกิจตลอดเวลา จบคดีแรกก็มีคดีถัดไปรออยู่  เมื่อคุ้นเคยกันกับลูกค้า  ลูกค้ากลุ่มธุรกิจนี้จะเริ่มปรึกษาก่อนดำเนินกิจการหรือก่อนจะต้องตัดสินใจทางธุรกิจ  ผลก็คือ  การให้คำปรึกษาก่อนช่วยทำให้ป้องกันผลเสียหายจากการเป็นคดี  ซึ่งลูกค้าก็ชอบผลลัพธ์แบบนี้ งานที่ปรึกษาก็เริ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นงานหลักของสำนักงานไปเลย

IMG_9307

ในประเทศไทยคนเรียนกฏหมายประมาณ 80 เปอร์เซ็นจะไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ  ทนายพงศ์เลยเลือกจุดที่ทักษะภาษาอังกฤษของทนายไทยจะไม่ดีนัก ทำการฝึกฝนพัฒนาเรื่องการสื่อสารภาษาอังกฤษให้ชำนาญมากขึ้นเพื่อรองรับตลาดต่างชาติ  และจากประสบการณ์กว่าสิบปีพบว่าถ้าทำงานที่ปรึกษารัดกุมตั้งแต่ต้น ชาวต่างชาติจะไม่มีคดีในไทยเลย  การป้องกันการทำผิดในไทยจะทำให้ชาวต่างชาติมีธุรกิจที่ยั่งยืน  เป็นผลดีต่อทุกฝ่ายทั้งตัวเจ้าของธุรกิจและคู่ค้าคนไทย   ประเทศไทยก็ได้ประโยชน์ด้วย

ส่วนสำนักงานกฏหมายขนาดใหญ่จะไปเข้าหาลูกค้าระดับบนหรือระดับนานาชาติซึ่งค่าใช้จ่ายก็จะสูงไปเลย    ลูกค้าต่างชาติที่ยังเป็นธุรกิจเล็กหรือ sme ก็เลยจำเป็นต้องหาสำนักงานกฏหมายขนาดเล็ก  และสำนักงานเล็กๆทั่วไปก็ไม่ค่อยชำนาญภาษาอังกฤษ ทนายพงศ์จึงได้ทำงานให้ต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาศให้ทำงานกับต่างชาติได้จริง และต่างชาติก็ชอบที่จะใช้บริการหรือติดต่อกับทนายโดยตรง เนื่องจากไม่ได้อยากติดต่อผ่านล่าม เพราะบางทีการแปลความหมายทางด้านกฏหมายอาจจะไม่ชัดเจน ล่ามไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องกฏหมาย ทนายที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้จึงได้รับโอกาสเหล่านี้

IMG_9500

คดีที่ทำบ่อยก็มักเป็นคดีพิพาทระหว่างต่างชาติด้วยกันแต่เป็นความผิดที่เกิดขึ้นในไทย  ทนายพงศ์ก็ดำเนินการให้  งานแนวนี้ไม่ซับซ้อน  ทนายก็ทำตามรูปแบบที่ต้องทำ ถูกผิดก็ว่าไปตามหลักฐาน เอกสาร ส่วนมากก็จะเจรจาไกล่เกลี่ยปิดคดีได้ ไม่ต้องเสียเวลาฟ้องร้อง ไม่ต้องขึ้นศาล หากจะให้แนะนำนักธุรกิจต่างชาติก็จะขอบอกว่า ให้ทนายดูแลทางกฏหมายก่อนจะเกิดปัญหา  เป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนักธุรกิจต่างชาติในไทย เพราะการไม่มีเรื่องนั้นดีที่สุด

อีกหลักการหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับการทำงานกับกลุ่มนักธุรกิจต่างชาติก็คือ ทนายความจะพยายามไม่เป็นข่าว  ไม่ออกสื่อ เพราะถ้าเกิดเป็นข่าว หรือ มีการจับตาจากสังคม จะทำให้คดีหรืองานที่ทำอยู่โดนจับตามอง อาจมีปัญหา  และลูกความก็ไม่สบายใจที่ทนายของเขาเป็นคนดัง  เนื่องจากส่วนมากลูกค้าธุรกิจมักจะมีปัญหาพิพาท เพราะลูกความก็กลัวจะโดนขุดคุ้ย

IMG_9455

งานที่ทำบ่อยในช่วงปีนี้คือการเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทต่างชาติ พอปรึกษาก็จะมีงาน ขอวิซ่า ขอเวิร์คเพอมิทที่ต้องช่วยบริการตามมา หลังวิกฤตโควิดชาวต่างชาติเริ่มมองหาการเปิดบริษัทในประเทศไทยมากขึ้น การมองหาทนายในก้าวแรกของธุรกิจในไทยถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น

ปัจจุบัน ทนายพงศ์ เปิดเพจให้ความรู้สำหรับชาวต่างชาติที่จะตั้งใจมาทำธุรกิจในประเทศไทย รวมถึงความรู้ทางกฏหมายทั่วไปที่ประชาชนอาจเข้าใจผิดก็จะรวบรวมมาเล่าเรื่องในเพจ อย่างเช่น

IMG_9507

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการขับรถ    ถ้าเราขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ มีคนมาชน แล้วเราไม่มีใบขับขี่  หลายคนจะบอกว่าไม่มีใบขับขี่จะเป็นฝ่ายผิด  ความจริงแล้ว ต้องแยกข้อหา  ขับรถไม่มีใบขับขี่ผิด 1ข้อหา  แต่ขับแล้วเกิดอุบัติเหตุ จะเป็นอีกข้อหา  

การที่ชาวต่างชาติจะทำธุรกิจในประเทศไทย ควรเริ่มต้นด้วยการทำทุกอย่างถูกกฏหมาย ควรได้รับการแนะนำอย่างตรงไปตรงมาโดยนักกฏหมาย เพราะการทำทุกสิ่งอย่างถูกต้องคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการทำงานระยะยาว

พงศ์ประพันธ์ มินสาคร
Pongprapan Minsakorn
Bangkok Law Firm
Mobile +66 86 604 2330
bangkok.lawfirm@hotmail.com

การสร้าง Visibility

Visibility คือการมีตัวตน การแสดงตัวว่าเราคือใคร ทำงานอะไร มีสินค้าหรือบริการอะไร สิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ เพราะถ้านึกดูให้ดี ตอนเราจะทำบริษัท เราก็ต้องจดทะเบียนบริษัท ต้องเปิดร้าน เปิดโรงงาน ต้องมีสถานที่ทำงาน ต้องมีนามบัตร ต้องมีเว็บไซต์ สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของการมี Visibility

การมี Visibility ที่ชัดเจนจะทำให้เรามีโอกาสได้รับการแนะนำงาน หรือ ลูกค้าจำเราได้ โดยเฉพาะในกลุ่ม Networking หรือการประชุมทางธุรกิจ สมาชิกในห้องทุกคนควรจะรู้ว่าเราทำอะไร เราต้องแสดงตัวอย่างชัดเจน นอกจากการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการแล้ว การทำสิ่งอื่นๆอีกหลายอย่างจะทำให้เรามี Visibility ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และที่ดีที่สุดคือ เราต้องมี Visibility ในความทรงจำของผู้คนเลย คือนึกถึงสินค้าแล้วนึกถึงเรา หรือ นึกถึงบริการตัวนี้ต้องนึกถึงเรา

ลองดูในคลิปแล้วทดลองทำตามนะครับ

content commerce 2023

Slide2

ในอดีตที่ผ่านมาในยุคที่ยังไม่มีอินเทอเน็ต  สิ่งแรกที่คนทำธุรกิจต้องคิดก่อนจะเริ่มขายก็คือต้องหาที่ทางในการเปิดร้าน  จะขายอะไรสักอย่างหนึ่งเราก็ต้องหาทำเล  เราจะไปเปิดร้านที่ไหนที่ลูกค้าถึงจะคิดถึงและแวะไปหาเราได้  ถ้าเราจะขายต้นไม้  คนซื้อจะแวะไปดูที่ไหน  ก็คงเป็นสวนจตุจักร  ถ้าเราจะขายคอมพิวเตอร์  คนซื้อก็มักจะไปดูที่ห้างไอที  สมัยก่อนก็พันทิพย์  ฟอร์จูน    ถ้าลูกค้าอยากได้ของแห้งจากต่างประเทศเขาก็น่าจะแวะไปดูแถวเยาวราช เจริญกรุง  ถ้าจะซื้อเครื่องดนตรีก็แวะไปเวิ้งนครเกษม  ถ้าซื้ออุปกรณ์สังฆภัณฑ์ก็น่าจะไปย่านเสาชิงช้า  ลูกค้าจะถามจากคนเคยซื้อว่าต้องไปดูที่ไหน  คนทำธุรกิจก็ต้องตามไปเปิดร้านที่นั่น  โลกเราถึงมีคำว่าทำเลทอง 

ลูกค้าสนใจจะซื้อของก็จะเดินทางไปยังทำเลทองของสินค้าตัวนั้น  เมื่อไปถึง ลูกค้าจะเลือกสุ่มเดินเข้าไปสักร้าน  ร้านค้าในย่านทำเลทองก็จะมีสินค้าแนวเดียวกัน แวะร้านไหนก็ได้  ลูกค้าสุ่มเข้าสักร้าน แล้วก็คุยกับคนขาย  ถ้าถามตอบคุยกันไม่ถูกใจ ก็ออกมา แวะร้านต่อไป  ถ้าคุยกันดี ตอบคำถามดี ก็ค่อยตัดสินใจซื้อ

แนวทางการขายของก่อนจะมีอินเทอเน็ต  ลูกค้าจะพบกับคนขายก่อน แล้วก็เกิดการพูดคุย  การพูดคุยที่เกิดขึ้นมันก็คือ Content ข้อมูลสินค้า  ข้อดี ข้อเสีย  เรื่องเล่า รีวิวจากคนอื่นๆที่เล่าต่อๆกันมา  เจ้าของร้านยกตัวอย่างการใช้งานของลูกค้าคนอื่นให้ฟัง  นี่คือขั้นตอนที่เกิดการแสดง Content เจ้าของร้านกำลังแสดง Content และลูกค้ากำลังเสพ Content  ซึ่งๆหน้า  จนกระทั่งเกิดความพอใจ ได้รับข้อมูลที่ถูกใจจึงตัดสินใจซื้อ

ถ้ามีลูกค้าห้าคนเข้ามาที่ร้าน เจ้าของร้านก็แสดง Content 5 ครั้ง  ถ้ามา 20 คน ก็แสดง Content 20 ครั้ง  พอปิดร้านก็บ่นให้ลูกเมียคนในบ้านฟังว่า วันนี้ทำงานหนัก ลูกค้าเข้าไม่หยุดเลย 

พอเปลี่ยนมาเป็นยุคอินเทอเน็ตในแบบปัจจุบัน ทุกคนสามารถสั่งซื้อสินค้าได้จากโทรศัพท์มือถือ  ทุกคนซื้อของจากใครก็ได้  โอนเงินให้ใครก็ได้  วิธีการซื้อจะมีลักษณะขั้นตอนดังนี้ คือ  เมื่อเกิดความสนใจสินค้า  เกิดความรู้สึกว่าอยากได้  อยากมี  ก็จะค้นหาข้อมูลก่อน  หาจาก search engine  ว่าสินค้าที่เราอยากได้มีใครขาย  เราจะดูแลหรือใช้งานสินค้านี้ยังไง  มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร  ถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงต้องระวังเรื่องอะไร  มันกินอะไร  ห้ามกินอะไร คนอื่นที่เคยใช้เขาเคยชมว่าอย่างไร เคยบ่นว่าอย่างไร    ขั้นตอนที่ลูกค้ากำลังเสพข้อมูลเหล่านี้ก็คือการ เสพ Content 

เมื่อเสพ Content ได้ถึงระดับที่พอใจ ก็ตัดสินใจ  ใครตอบคำถามดี ให้ข้อมูลแวดล้อมได้ถูกใจ ก็ลองดูว่าเขาขายอยู่ใช่ไหม  ตัดสินใจซื้อจาก Content ที่เราชอบ  เพราะเจ้าของเว็บ เจ้าของร้าน น่าจะรู้เรื่องดี คงบริการเราได้  ตัดสินใจได้แล้วก็เดินทางไปซื้อ  หรือ สั่งซื้อออนไลน์เลย  กรณีนี้  ลูกค้าตัดสินใจซื้อก่อนเจอหน้าเจ้าของร้าน

Slide3

การที่ใครสักคนจะซื้อของจากเรา  จะมีเหตุผลแค่ 3 อย่างที่เขาคิดในหัว  มีแค่ข้อใดข้อหนึ่งก็ทำให้เกิดการซื้อได้แล้ว  ยิ่งมีหลายข้อยิ่งดีนั่นคือ ลูกค้าซื้อเราเพราะ

1 รู้จักกันมาก่อน  รู้จักมานาน รู้จักมาตั้งแต่สมัยเรียน ตั้งแต่สมัยทำงานด้วยกัน  เป็นความสนิทสนมที่เคยเกิดขึ้นในอดีต 

2 ถูกชะตา คุยกันถูกคอ  ลูกค้าแวะมาคุยกับคนขายแล้วรู้สึกว่าร้านนี้ตอบคำถามดี มีข้อมูลละเอียด

3 แก้ปัญหาได้ ช่วยเหลือลูกค้าได้  เข้าใจสินค้าและเข้าใจความต้องการของลูกค้า รู้ข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัดของสินค้า และแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ลูกค้าได้

Slide5

ซึ่ง 3 ข้อนี้คือสิ่งที่เราต้องพยายามทำให้เกิดขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเลือกเรา  เราต้องทำให้ลูกค้าเห็นเรามานาน  เราต้องเป็นคนนิสัยดี คุยดี อัธยาศัยดี  เราต้องให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าตัวนี้ได้เป็นอย่างดี  แก้ปัญหาตอบข้อสงสัยได้ครบถ้วน  และ 3 อย่างนี้เราต้องทำโดยที่เรายังไม่พบลูกค้า  เพราะลูกค้าจะตัดสินใจก่อนเจอเรา  นั่นหมายความว่าเราต้องแสดง 3 อย่างนี้ก่อนที่ลูกค้าจะทักมาหาเรา  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เลยในยุคอดีต  แต่ปัจจุบันเราทำได้ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Content นั่นคือการทำ Content

ลูกค้ามาซื้อเราวันนี้ เพราะลูกค้าเสพ content ของเราเมื่อวาน  หรืออาจจะอ่านเรื่องที่เราเขียนเมื่อสัปดาห์ก่อน หรืออาจจะดูรีวิวเมื่อเดือนก่อน  เหมือนกับที่เรามีผลไม้กินเพราะมีคนลงมือปลูก  และการทำ Content ให้ลูกค้าอ่านหรือดู ก็จะเป็นการทำให้คนเป็นพันเป็นหมื่นคนได้ดู  อัดคลิปครั้งเดียว  เขียนข้อมูลครั้งเดียว มีคนอ่านคนดูซ้ำเป็นหมื่นคน  เราไม่ต้องพูดซ้ำๆ วันละ 20 เที่ยวอีกแล้ว  เราเล่าเรื่องที่ต้องเล่าแค่ครั้งเดียว แล้วอินเทอเน็ตจะนำพาทุกอย่างต่อจากเรา  อินเทอเน็ตจะพาลูกค้ามาหา Content ของเรา  และพา Content ของเราไปผ่านสายตาลูกค้า 

การทำ Content จึงเป็นหนทางที่ธุรกิจควรทำ เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในยุคปัจจุบัน  คนทำ Content คือคนที่จะถูกมองเห็นโดยลูกค้าทั่วประเทศและทั่วโลก  คนที่ไม่ทำ Content จะเป็นอย่างไร ก็ให้ดูร้านค้าที่นั่งตบยุง  อยู่ในทำเลทองที่ไม่ทองอีกต่อไป  ลูกค้าไม่เข้า แล้วก็บ่นว่า เศรษฐกิจไม่ดี  ดูสิ ไม่มีใครเดินเลย วันนี้ขายไม่ได้เลย

จริงๆแล้วสังคมมนุษย์ ประชากรเพิ่มขึ้น การบริโภคเพิ่มขึ้น อาหาร เสื้อผ้า สินค้าต่างๆ บริการต่างๆมีคนต้องการเพิ่มขึ้น เพราะคนเยอะขึ้นทุกวัน  แต่เขาไม่ได้มาซื้อร้านเรา เพราะเขาตัดสินใจซื้อกับคนที่เขาชอบ และเขาชอบใคร เขาชอบคนเขียน Content ที่เขาได้เสพ  ดังเช่นทุกวันนี้ที่เราหาที่พัก ที่เที่ยว ที่กินจากอินเทอเน็ต  ที่พักห้าดาววิวหลักล้านไม่ได้ถูกค้นพบจากการขับรถไปมั่วๆ  ทุกคนปักหมุดเลือกมาแล้วจากที่บ้าน  โดยลูกค้าอ่าน Content หรือ อ่านรีวิวมาแล้ว นั่นเอง

Slide6

พอเรารู้ว่าเราต้องมี Content เราถึงจะมีลูกค้า แต่ติดปัญหาตรงที่ส่วนมากเราจะนึกไม่ออกว่าจะทำ Content เรื่องอะไรดี ให้ลองคิดแบบนี้ครับ มี 5 ข้อที่แนะนำ

1 เปลี่ยนจากเรื่องของเราเป็นเรื่องของลูกค้า เลิกบอกว่าเราขายอะไร เลิกบอกว่าเราดีอย่างไร แต่ให้เปลี่ยนศูนย์กลางเป็นลูกค้า สนใจสิ่งที่ลูกค้าอยากรู้ ทำ Content ที่ไขข้อข้องใจ หรือ แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้

2 ค้นหาว่าลูกค้ามีปัญหาอะไรบ้าง ลองรวบรวมคำถามออกมา ลูกค้าเคยถามอะไรเรา ตอนเราไปนำเสนองานเราโดนถามอะไรบ้าง

3 ลูกค้าเก่าคือที่มาของ Content เช่นกัน ลูกค้าจะมีปัญหาบางอย่าง แล้วเราแก้ปัญหาให้ได้ จนเขาอุดหนุนเรา เขาถึงเป็นลูกค้าเก่าของเรา ลองสำรวจหรือสอบถามลูกค้าไปเลยว่า เลือกเราเพราะอะไร

4 อยู่กับกลุ่มคนที่มีพลังงานล้นเหลือ มีไฟในการทำงาน อย่าอยู่กับกลุ่มที่อยู่อย่างหมดอาลัยตายอยาก หาความสดใส สดชื่นตลอดเวลา

5 ตั้งเป้าหมายว่าจะทำเพจหรือเว็บจนมีคนติดตาม

ใน 5 ข้อนี้คือสิ่งที่จะทำให้เราคิด Content ออก ลองทำทีละข้อไปเรื่อยๆ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเราก็จะได้ Content ที่ดีมีพลัง เปลี่ยนคนอ่านเป็นลูกค้าได้ไม่ยากเลย

ถ่ายภาพอาหาร ใช้ทำเมนู

ธุรกิจร้านอาหารนอกจากการทำอาหารอร่อยแล้วก็ต้องมีภาพที่สวยงาม จะต้องจัดจานและจัดถ่ายภาพให้ดูดี เห็นแล้วต้องหยุดมอง ต้องทำให้คนดูภาพรู้สึกอยากลองกิน และการมีภาพสวยก็จะใช้ยิงโฆษณาในโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ด้วย

เพื่อนผมเปิดร้านอาหาร และออกแบบเมนูให้เป็นอาหารญี่ปุ่นแนวกินง่ายและหน้าตาสวย ก่อนจะชิมก็ถ่ายรูปเก็บไว้ ภาพที่ถ่ายด้วยกล้องตัวใหญ่ระดับโปรฯ จะให้มุมมองที่ดูสวยงามมากกว่าโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายแบบลวกๆ งานภาพสวยก็ต้องใช้ช่างภาพ และใช้อุปกรณ์ที่ดูจริงจังกับภาพ

1694743584241

ผมติดเลนส์ 85f1.8 บนกล้อง canon Eos 6D กล้องตัวนี้อายุเกือบสิบปีแล้ว แต่ก็ยังทำงานได้ดีอยู่ เลนส์ 85f1.8 เป็นเลนส์ที่เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคล คุณสมบัติที่โดดเด่นคือจะใช้ถ่ายภาพให้หน้าชัดหลังเบลอได้ง่าย ยิ่งใช้รูรับแสงกว้างก็ยิ่งเบลอหลังได้ง่าย แต่การถ่ายภาพอาหาร ควรจะมีความชัดที่มากสักหน่อย ชัดขอบจานแล้วเบลอที่อาหารก็ไม่ไหว ตอนถ่ายจึงเลือกใช้รูรับแสงประมาณ f2.8 ซึ่งประมาณด้วยประสบการณ์แล้วค่ารูรับแสงนี้จะให้อาหารคมชัดพอใช้ได้ แม้จริงๆใจอยากจะถ่ายด้วย f8 เพื่อให้ชัดทั้งจาน แต่การถ่ายด้วยค่า f มากๆ จะต้องใช้ขาตั้งร่วมด้วย ซึ่งผมไม่ได้พกไป เลยเลือกค่าเซ็ตอัพที่ใช้มือคนถือกล้องได้

1694743591190

เมื่อถ่ายแล้วก็ส่งภาพให้เจ้าของร้านใส่ตัวหนังสือ ใส่ชื่อร้าน แล้วก็ส่งภาพที่สมบูรณ์กลับมาพิมพ์บนกระดาษ ใช้เป็นภาพติดหน้าร้าน ใช้เป็นภาพในเมนูอาหาร ใครผ่านไปแถวร้านนี้ลองแวะชิมดูนะครับ และยุเจ้าของร้านให้จัดถ่ายเมนูทุกตัวในร้านด้วย จะได้มีภาพสวยทุกเมนู ทุกจาน ทุกแก้ว

1694743593823

ร้านไหนอยากจ้างไปถ่ายรูปก็นัดผมมาได้นะครับ และใครอยากชิมร้านญาติกาบ้านสวนบางมดก็คลิกตามแผนที่ด้านล่างนี้ได้เลย

https://maps.app.goo.gl/7R8BUs88WG8G2NK37

ห่านกับไข่ทองคำ

IMG_5663

นิทาน ห่านกับไข่ทองคำ

มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงห่านไว้ในฟาร์ม  แล้ววันหนึ่ง ห่านก็ออกไข่เป็นทองคำ  ชาวนาดีใจมาก นำไข่ทองคำออกไปขายได้เงินมหาศาล   แต่ละวันที่ผ่านไป ห่านก็ออกไข่ทองคำให้ทุกวัน วันละใบ  ชาวนาก็เก็บไข่ทองคำไปขายทุกวัน จนร่ำรวยเป็นเศรษฐี 

ต่อมาชาวนาอยากได้ไข่ทองคำจำนวนมาก จึงมีความคิดว่าจะผ่าท้องห่านเพื่อเอาไข่ออกมาเยอะๆ  เมื่อผ่าท้องห่าน ก็ปรากฏว่า ในท้องไม่มีไข่ทองคำเลย  ผลก็คือห่านตาย  และไม่มีห่านที่ออกไข่ทองคำให้ชาวนาอีกเลย  สุดท้ายชาวนาก็ไม่มีทองคำเพิ่มอย่างที่ต้องการ และสูญเสียห่านที่สร้างความร่ำรวยไปด้วย  ในที่สุด ชาวนาก็ใช้เงินหมดลง และกลับไปเป็นชาวนายากจนเหมือนเดิม

ถ้าเราเป็นชาวนา  เราจะปฏิบัติตัวอย่างไร  ถ้าเราอยากให้ห่านออกไข่ทองคำให้เราทุกวัน  เราก็ต้องดูแลห่านของเราอย่างดี  หาอาหารให้กิน  ป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดกับห่านของเรา  เราจะต้องทำทุกอย่างให้ห่านแข็งแรงที่สุดเพื่อให้ทำหน้าที่ออกไข่ทองคำให้กับเรา  เพื่อให้วันพรุ่งนี้มีไข่ทองคำ

ชีวิตคนเรามีห่านและไข่ทองคำอยู่กับเราตลอดเวลา  ตัวเราที่มีความสามารถ จะสามารถประกอบอาชีพที่ดี และให้รายได้ที่ดีที่จะใช้ดำรงชีวิตได้ ตัวเราวันนี้คือห่าน   ส่วนตัวเราในอนาคตคือไข่ทองคำ   สิ่งที่เราต้องทำในวันนี้คือ ดูแลตัวเราในวันนี้อย่างดี  หาอาหารให้ตัวเองอย่างเพียงพอ ทั้งอาหารร่างกายและอาหารสมอง หาความรู้เพื่อเสริมสร้างตัวเราในวันนี้  เพื่อให้ตัวเราในอนาคตเป็นคนเก่งมีความสามารถ เป็นไข่ทองคำที่สร้างความมั่งคั่งได้

หากวันนี้เราไม่ดูแลตัวเอง  ไม่หาความรู้เพิ่ม ก็เหมือนเราไม่ดูแลห่าน  วันต่อไปก็จะไม่มีไข่ทองคำ  ตัวเราในอนาคตก็จะไม่มีความสามารถอย่างที่เราอยากเป็น  ดังนั้น ตัวเรา สมองเรา จิตใจของเรา ต้องดูแลอย่างดี  และหาอาหารที่ดีให้ร่างกาย หาอาหารที่ดีให้สมองซึ่งก็คือความรู้ต่างๆ  เพราะเราทุกคนเป็นห่านทองคำให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อต้องไปประชุมวงใหญ่

IMG_7333

การประชุมทางธุรกิจ เราจะเรียกว่าการทำ networking ส่วนมากจะมีวัตถุประสงค์ของการประชุม และส่วนมากยิ่งกว่านั้นคือเป็นการประชุมเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ดังนั้นเมื่อเรารู้ตัวว่าเราจะไปร่วมประชุมในกลุ่มใหญ่ จำนวนคนเข้าประชุมหลายสิบหรือหลายร้อยคน สิ่งที่เราควรจะทำก่อนไปประชุมคือ ถามตัวเองว่าธุรกิจของเราในปีนี้ ต้องการอะไร ต้องการลูกค้า หรือ ต้องการดีลเลอร์ หรือต้องการซัพพลายเออร์ เมื่อได้คำตอบในใจแล้ว เราก็พร้อมจะเข้าสู่การประชุม

เมื่อไปถึงที่ประชุมโดยเรามีเป้าหมายในใจแล้วว่าเราต้องการรู้จักใครเป็นพิเศษ ให้เราเดินหน้าทำความรู้จักทันทีกับทุกคนที่เราพบ โดยถามให้ชัดว่าเขาคือใคร อาชีพอะไร และจัดกลุ่มให้เขาเป็นกลุ่มดังนี้
กลุ่ม A คือเป้าหมายที่ตรงใจเรา

กลุ่ม B คือน่าสนใจ และอาจจะกลายเป็น A ได้

กลุ่ม C คือ ไม่ตรงเป้า ยังไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

ถ้าเขาเป็นกลุ่ม A  เป็นคนที่คาดว่าจะตรงเป้าหมายในใจ มีโอกาสช่วยเหลือทางธุรกิจต่อกันได้ อย่าทำแค่แลกนามบัตรแล้วบอกว่าจะโทรหา สิ่งที่เราควรทำก็คือ แสดงเจตนาว่าเราขอพบเขาในเวลาหลังจากนี้ เพื่อที่จะพูดคุยในรายละเอียด จากนั้นให้เราจดโน้ตต่อหน้าเขาเลยว่าเราขอจองเวลาของเขา มีปฏิทินก็หยิบมาเขียน มีสมาร์ทโฟนหรือแท็บเบล็ตก็หยิบมาคีย์ข้อมูลลงนัดหมายทันที จะอีกสามวันหรืออีกห้าวันหลังจากนี้ก็ให้กำหนดไปเลย ถ้าคู่สนทนาของเราเห็นด้วยว่าควรจะคุยรายละเอียดกันเพื่อพัฒนาธุรกิจซึ่งกันและกัน เขาจะยินยอมให้นัดหมายอย่างแน่นอน

ถ้าเขาเป็น กลุ่ม B  เป็นคนที่น่าสนใจ และน่าจะมีอะไรบางอย่างเชื่อมโยงกันได้ในอนาคต ให้แลกนามบัตรกันแล้ว แล้วขอบคุณและขอตัวแยกออกไปคุยกับคนอื่นต่อ โดยเราสามารถจะติดต่อภายหลังด้วยการส่งข้อความ ส่งอีเมล หรือไลน์ ไปทักทายในภายหลัง

ถ้าเขาเป็น กลุ่ม C  อย่าเสียเวลาคุยนาน ให้ขอบคุณและขอตัวอย่างสุภาพ อาจจะรู้สึกว่ามันห้วนและสั้นไปหน่อย แต่ไม่ต้องคิดมาก วิธีนี้สุภาพเพียงพอแล้วสำหรับการจบบทสนทนา

เราจะออกจากงานประชุมแบบมีนัดกลุ่ม A ที่ต้องพบกันในเร็ววัน เราจะมีกลุ่ม B ที่เราจะส่งข้อความไปขอบคุณ เพียงเท่านี้เราก็จะถือว่าเราได้ใช้ประโยชน์จากการประชุมวงใหญ่อย่างคุ้มค่าคุ้มเวลา

การเลือกที่เก็บภาพ online

การใช้รูปประกอบบทความเป็นสิ่งที่ทำให้บทความน่าอ่าน wordpress สามารถใส่ภาพได้ง่าย และเก็บภาพเหล่านั้นไว้ในระบบได้  ข้อดีคือทุกอย่างอยู่ในระบบเดียวกัน  แต่ข้อเสียคือ หากเราเขียนอย่างต่อเนื่องหลายปี บทความและรูปจะเยอะมาก และทำให้พื้นที่ใน wordpress เต็มได้ง่าย  เพราะ wordpress แบบฟรี จะมีพื้นที่จำกัด  ส่วนแบบจ่ายเงินก็จะได้พื้นที่เก็บข้อมูลเยอะขึ้น ยิ่งจ่ายต่อปีแพงขึ้นก็ยิ่งได้พื้นที่มากขึ้น  การเขียนบทความที่ยาวนาน มีเนื้อหาจำนวนมาก ภาพประกอบก็จะมากตามไปด้วยทำให้การแบ็คอัพก็จะทำยากขึ้น นานขึ้น

การหาที่เก็บภาพแบบ online แล้วนำไปใช้ใน wordpress จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราประหยัดพื้นที่ใน wordpress ได้ และเรายังคงได้ใช้ความสามารถของระบบเก็บภาพเพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้อีกด้วย  อย่างเช่น เราอาจจะมีเว็บไซต์หลายเว็บ และหลายเว็บใช้คลังภาพเดียวกัน  การแยกคลังภาพไปเก็บไว้ต่างหากนอก wordpress ก็เป็นสิ่งที่เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการใช้งานหลายวัตถุประสงค์

Flickr-Logo-700x394

แนะนำการใช้คลังภาพเป็นระบบของ flickr เพราะว่าเป็นระบบการเก็บภาพที่พัฒนามายาวนานมาก  มีการจัดระเบียบ หมวดหมู่  สามารถสั่งให้เรียงลำดับตามวันเวลาที่บันทึกภาพก็ได้ หรือ เรียงลำดับตามวันที่อัพโหลดเข้า flickr ก็ได้  ความยืดหยุ่นในการจัดเรียงไฟล์ภาพทำให้เราสามารถย้อนดู หรือ ย้อนหาภาพที่ต้องการได้เร็วมากหากเราจำเหตุการณ์หรือวันเวลาที่ต้องการย้อนไปดูได้  การหาภาพในคลังของ flickr เราจะใช้เวลาไม่นานเพื่อเข้าถึงภาพนั้น  และ flickr ยังมีความสามารถในการนำภาพออกไปแชร์ได้หลายรูปแบบ  ซึ่งดีกว่า google photo  ดีกว่าเก็บไว้ใน cloud ระบบอื่นๆ  เพราะ cloud ของ flickr ออกแบบให้บริหารจัดการภาพได้ดีกว่ายี่ห้ออื่น

image

การส่งรูปภาพเข้า flickr สามารถทำได้ทีละหลายร้อยรูป และทุกรูปมีความละเอียดสูงเท่าต้นฉบับ  flickr จึงเป็นแหล่งแบ็คอัพหรือคลังเก็บภาพที่ดีมาก  แถมยังสามารถจัดกลุ่มแยกเป็นอัลบั้มได้อิสระ  ตั้งค่าให้แต่ละภาพเป็น private หรือ public ได้ด้วย  ต่อให้เราไม่ทำเว็บไซต์ เราก็ยังสามารถใช้ flickr เป็นที่เก็บภาพบนอินเทอเน็ตได้  ถือว่าเป็นเว็บเก็บภาพที่ทรงพลังมาก  ในตอนที่ผมเริ่มเขียนบทความก็ได้ทดลองใช้ระบบเก็บภาพบางแห่ง และสุดท้ายก็ต้องเลิกใช้ในที่สุดเนื่องจากระบบนั้นปิดตัวเองลง  การเลือก cloud เพื่อเก็บข้อมูลก็จะมีความเสี่ยงอยู่ในเรื่องเหล่านี้  การเลือกระบบที่ชำนาญเรื่องภาพถ่ายและอยู่มายาวนานก็เป็นวิธีคิดที่ถูกต้องที่สุด

External-Harddisk-WD-My-Passport-5TB

แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงต้องมีแบ็คอัพรูปภาพทั้งหมดเอาไว้ในบ้านด้วย  เราควรเลือกใช้ external harddisk สักตัวเพื่อเก็บภาพทุกภาพเอาไว้ถือเป็นช่องทางเก็บอีกระบบหนึ่ง  ความแน่นอนที่สุดที่ไฟล์ภาพจะไม่หายคือการมีภาพนั้นไว้ในฮาร์ดดิสก์และวางฮาร์ดดิสก์ก้อนนั้นไว้ในบ้านและขณะเดียวกันไฟล์นี้ก็ต้องอัพโหลดเข้าไปอยู่ใน cloud ที่ดีด้วย เพื่อให้เราได้ใช้งานในการเขียนบทความและทำเว็บไซต์ สรุปสั้นๆก็คือไฟล์ที่เราอยากเก็บควรมีไว้ทั้งในฝั่ง online และ offline

แก้วน้ำจากแพนโทน สี 18-4247

IMG_20210622_115817

บริษัทแพนโทนเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญเรื่องสี และธุรกิจหลักในปัจจุบันก็คือการทำสมุดตัวอย่างสีหลากหลายมาตรฐานออกมาขาย ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องใช้สีสันต่างก็ใช้สีอ้างอิงจากแพนโทน เช่นลูกค้าอยากได้สีน้ำเงินที่ตรงกับแพนโทน 2728C โรงงานผลิตก็จะไปผสมสีแบบนั้นมาผลิตให้โดยเทียบกับสีจากสมุดของแพนโทน ทำให้ได้สีที่ตรงความต้องการของนักออกแบบ การสื่อสารเรื่องสีได้รับการจัดระเบียบให้เข้าใจตรงกัน แพนโทนจึงโด่งดัง และสมุดสีของแพนโทนก็กลายเป็นสินค้าที่ใช้อ้างอิงในการทำงานเกี่ยวกับสี

IMG_4349

โรงพิมพ์เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้สีที่หลากหลายตามคำสั่งผลิตจากลูกค้า เวลาลูกค้าออกแบบสิ่งพิมพ์ เลือกใช้สีในงานพิมพ์ ก็จะมีค่าสีระบุกำกับมาด้วย ค่าสีของแพนโทนในระบบการออกแบบในคอมพิวเตอร์ก็จะมีสารพัดสีให้เลือกใช้ โปรแกรมออกแบบ โปรแกรมจัดหน้าสิ่งพิมพ์ แม้แต่โปรแกรมการทำสไลด์พรีเซ็นเทชั่นก็ยังเลือกสีแพนโทนได้

IMG_4814

แพนโทนเป็นเจ้าของระบบสีหลายชนิด และได้มีการขยายธุรกิจไปสู่การทำสินค้าของที่ระลึกด้วย เราจึงมีแก้วที่คาดด้วยสีแพนโทนใช้ สีสันสวยงาม แม้มันจะเป็นแค่แก้วทั่วไป แต่การที่มันมีสีที่ตรงกับมาตรฐานของแพนโทนก็ทำให้เรารู้สึกเชื่อมั่นในการใช้งานมาตรฐานสีของแพนโทนมายิ่งขึ้น มีแก้วนี้วางอยู่บนโต๊ะประชุม อย่างน้อยลูกค้าก็เชื่อว่าเรารู้จักแพนโทน เข้าใจวิธีการออกแบบและผลิตสีให้ตรงกับความต้องการ

การตลาดแบบบอกต่อต้องมี Visibility

การที่ใครคนหนึ่งตัดสินใจเลือกใช้บริการสักอย่างจะเกิดจากการที่เขาไม่ลืมเรา เช่น เดี๋ยวจะไปกินอาหารมื้อเย็น  ถ้าให้ลองบอกชื่อร้านอาหารที่อยากไปกันมาคนละ2 ร้าน เราก็คงนึกชื่อที่เราคุ้นเคย บางคนบอกชื่อของร้านอาหารญี่ปุ่น  บางคนบอกชื่อของร้านสุกี้  ทั้งๆที่ตลอดชีวิตของเรา  เราแวะกินร้านอาหารมากันคนละหลายสิบร้าน บางคนกินมาแล้วเกือบทุกร้านในห้าง  แต่ตอนที่เรานึกเร็วๆ ก็จะนึกออกได้แค่ไม่กี่ร้าน นั่นเป็นเพราะว่าเราลืมร้านอื่น  ไม่ใช่ร้านอื่นไม่อร่อย  แต่เราแค่ลืม

pexels-andrea-piacquadio-3764496

ในทำนองเดียวกัน  การบอกต่อหรือการแนะนำงานที่นักธุรกิจบางคนจะเรียกว่าการให้ Referral ก็เป็นการกระทำที่อยู่บนความไม่ลืม หรือ ความจำได้  การรับรู้ว่ามีใครสักคนทำงานนี้ได้  ทำให้เกิดการตัดสินใจบอกต่อ  การทำให้ผู้คนไม่ลืมบริษัทของเรา  ก็คือการทำให้เกิด visibility  มันคือการทำให้ผู้คนรับรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้  ให้บริการอยู่ตรงนี้  การมีตัวตนในใจลูกค้า หรือในใจผู้บอกต่อจะทำให้การบอกต่อเกิดขึ้น  และนำไปสู่การได้ธุรกิจหรือได้ยอดขาย

ตัวตนของเราในกลุ่ม networking หรือในกลุ่มเพื่อน  เพื่อนไม่ว่าจะกลุ่มไหนก็ลืมเหมือนกันถ้าไม่ได้เจอกับเราเป็นเวลานาน  ตั้งแต่เรียนจบจนมีครอบครัวถ้าไม่เคยเจอกันเลยรับรองว่าลืม และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครทำอาชีพอะไร   สมมุตถ้าเราจะซื้อประกันชีวิต  เรานึกออกไหมว่ามีใครในกลุ่มเพื่อนที่เคยเรียนที่เดียวกันจะมีอาชีพขายประกันบ้าง  แน่นอนว่าคงมีหลายคนจากหลายร้อยคนที่เรารู้จัก  แต่เราก็จะนึกถึงเพียงบางคน  นั่นก็เป็นเพราะบังเอิญเรานึกออกแค่เขา  หรือแม้แต่จะซ่อมแซมต่อเติมบ้าน  เราก็ไม่รู้จะเรียกใคร ทั้งที่เพื่อนในชีวิตที่เคยเรียนที่เดียวกับเราอาจจะมีบางคนทำงานสร้างและต่อเติมบ้านอยู่แล้ว  แต่เราก็ลืมเขา บางทีก็เป็นเพราะเราไม่รู้ข่าวของเพื่อนครบทุกคน  เลยไม่รู้ว่าใครทำอาชีพอะไร

การเพิ่ม visibility คือการทำบางสิ่งเพื่อทำให้เพื่อนไม่ลืมเรา  ทำเพื่อให้คู่ค้าหรือพันธมิตรธุรกิจไม่ลืมเรา  ทำเพื่อให้ลูกค้าไม่ลืมเรา  เพื่อนในกลุ่ม networking ไม่ลืมเรา นี่จึงเป็นเหตุผลที่กลุ่มธุรกิจบางกลุ่มถึงนัดพบกันทุกสัปดาห์และในการประชุมก็จะมาพูดว่าเราคือใคร ทำอาชีพอะไร ชอบลูกค้าแบบไหน และมองหาอะไร อย่างสม่ำเสมอ ทำซ้ำๆตลอดปี  มันเป็นการเพิ่มการรับรู้ที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะพูดซ้ำตลอดปี  

หากเราเห็นว่าการมีตัวตน หรือการถูกจำได้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการขยายธุรกิจ สิ่งต่อไปนี้คือสิ่งที่จะช่วยเพิ่ม visibility ให้กับเรา ต่อเพื่อนทุกกลุ่ม  ทุกสังคม  ที่เราอยู่ด้วย  เราลองอ่านไปทีละข้อแล้วเลือกทำบางข้อที่เราสะดวกจะทำ  ยิ่งทำมากยิ่งดี  ทำบางข้อก็ดีกว่าไม่ทำ ลองไปดูกัน

pexels-christina-morillo-1181406

1 เข้าร่วมกิจกรรมการประชุมหรือ ร่วมงาน networking ต่างๆที่เราสามารถเข้าได้  ทั้งการประชุมในอาชีพแบบเดียวกัน  หรือ งานแสดงสินค้า  งานโชว์ หรือการประชุมศิษย์เก่า และไม่ลืมที่จะติดนามบัตรของเราไปด้วย  เพราะเราไปร่วมงานในโหมดการแสดงตัวตน  ไปปรากฏตัวให้ผู้คนรับรู้ถึงตัวเรา

2 เข้าร่วมกับสภาอุตสาหกรรม สมาคมวิชาชีพเดียวกับคุณ  ไปร่วมประชุม สัมมนา หรือลงเวิร์คช็อป เพื่อไปหาเพื่อนใหม่ ทำความรู้จักกับคนในแวดวงเดียวกัน เพื่อขยายคอนเน็คชั่น  คนกลุ่มนี้จะเข้าใจอาชีพของเราได้ง่าย  บางทีเราอาจจะได้ซัพพลายเออร์  หรือ ได้เพื่อนร่วมอาชีพที่ช่วยเป็นแบ็คอัพให้ธุรกิจเราได้  อย่าเพิ่งคิดว่าเขาอาชีพเดียวกับเราแล้วจะแย่งลูกค้ากัน  ส่วนมากที่พบจะเป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาให้เราเสียมากกว่า คือ มีข้อดีมากกว่าข้อเสียในการรู้จักคนอาชีพเดียวกันหรืออาชีพใกล้เคียงกัน

pexels-eva-bronzini-6956316

3 สร้างตัวตนในฝั่งออนไลน์หรือบนอินเทอเน็ต  เริ่มด้วยการมีเว็บไซต์จะเป็นแบบส่วนตัวหรือของบริษัทก็ได้  มีโซเชียลเน็ตเวิร์คประจำตัว  การมีโพรไฟล์ในอินเทอเน็ตจะทำให้มีคนเห็นเราเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยเท่า  และเราควรต้องอัพเดทข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ โพสท์เนื้อหาที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ หรือเล่าเรื่องของตัวเราอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับความเชี่ยวชาญของเรา  พยายามเขียน story หรือเรื่องเล่า ยาวบ้าง สั้นบ้าง แล้วส่งเข้าโซเชียลเน็ตเวิร์คทุกตัวที่เราใช้งาน

4 สร้างแบรนด์ประจำตัวเราให้ชัดเจน  สื่อสารเรื่องราวที่มีคุณค่า นำเสนอความสามารถในทางบวกของเราออกสู่โลก  แสดงให้เห็นว่าเรามีความเชี่ยวชาญเรื่องอะไร  เล่าเรื่องวิธีการแก้ปัญหาให้ลูกค้าโดยอาศัยความชำนาญของเรา  วางตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญและทำตัวให้น่าเชื่อถือ ทุกอาชีพมีเรื่องเล่ามีความน่ารู้ที่คนอาชีพอื่นไม่รู้แน่นอน  หรือแม้แต่การโพสท์โชว์ว่าเราไปทำงานอะไรในแต่ละวันก็เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างการรับรู้ได้ดีมาก  บางคนแค่โพสท์ว่าไปส่งของให้โครงการก่อสร้าง ส่งของทุกวันก็โพสท์ทุกวัน คนที่เห็นก็จะจำได้ว่า คนโพสท์อาชีพอะไร ถึงวันที่จะใช้ของเดี๋ยวเขาก็จะถามกลับมาเอง

5 มองหาโอกาสที่จะช่วยเหลือผู้อื่น  แบ่งปันข้อมูลหรือทรัพยากรของเราที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ให้คำแนะนำหรือข้อมูลในเชิงลึก  อธิบายความรู้ทางเทคนิคถ้ามีโอกาส  การให้ความช่วยเหลือผู้อื่นในรูปแบบต่างๆจะเพิ่มการรับรู้ให้คนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ  และไม่ลืมที่จะบันทึกเป็นเรื่องเล่าว่าเราช่วยเหลือคนอื่นอย่างไร   ทั้งหมดจะช่วยทำให้การมีตัวตนภายในเแวดวงหรือกลุ่มเพื่อนหรือกลุ่มนักธุรกิจของคุณเด่นชัดมากยิ่งขึ้น

6 หาโอกาสขึ้นพูดในบนเวที พูดในงานสัมมนา หรือแม้แต่การพูดในห้องประชุม  การพูดจะทำให้คนรู้จักคุณดีขึ้น  การแบ่งปันความรู้บนเวทีจะทำให้ผู้คนรับรู้ในความเชี่ยวชาญ  สร้างความน่าเชื่อถือได้สูงมาก ยิ่งอธิบายความรู้เชิงลึกในอาชีพของคุณได้ยิ่งทำให้ผู้คนให้ความเชื่อถือมากยิ่งขึ้น อย่ากลัวที่จะแสดงออก  แม้ว่าครั้งแรกๆจะทำได้ไม่ดี ไม่มั่นใจ  แต่ให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า การได้รับเกียรติให้พูดบนเวทีในเรื่องราวอาชีพของเรา  นั่นเป็นเพราะเรามีความสามารถมากพอ เชี่ยวชาญในอาชีพของเรามากพอ  จนสามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้  และยิ่งทำซ้ำ พูดซ้ำ จะยิ่งพูดได้ดีขึ้น จนในที่สุดจะไม่มีคำว่า ตื่นเวทีอีกเลย

pexels-andrea-piacquadio-3831888

7 ลองทำงานร่วมกับผู้อื่น  สร้างทีมทำโปรเจ็คใหม่ร่วมกัน  รวมศักยภาพของเรากับของเพื่อนเพื่อสร้างงานใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ถ่ายเทลูกค้าซึ่งกันและกัน  วิธีนี้จะได้รับการมองเห็นเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วเพราะเราจะได้ไปปรากฏตัวในแวดวงของเพื่อน  ขณะที่เพื่อนก็จะได้มาแสดงตัวในแวดวงของเรา ในภาษาทางธุรกิจบางองค์กรจะเรียกว่าการสร้างเพาเวอร์ทีมหรือ Powerteam

8 ติดตามเพื่อนใหม่เพื่อความต่อเนื่อง  หลังจากกิจกรรมเครือข่ายหรือการประชุม เราจะได้พบคนใหม่ รู้จักเพื่อนใหม่ ให้ติดตามผลกับทุกคนที่คุณเคยพบ  อาจจะทำโดยการส่งข้อความหรืออีเมลไปทักทาย  ถ้าคุณเป็นเจ้าภาพและเพื่อนใหม่มาเป็นแขกก็ให้ส่งคำขอบคุณในวันถัดมาหลังจากได้พบ  จะดีมากถ้าเราเพิ่มคนใหม่เป็นเพื่อนในโซเชียลเน็ตเวิร์คด้วย  จะทำให้เขารับรู้ถึงตัวตนของเรามากยิ่งขึ้น และถ้าเป็นไปได้ให้วางแผนนัดพบกันในครั้งถัดไปทันทีภายในเวลาไม่เกิน 2เดือน ถ้าเพื่อนใหม่เป็นคนที่น่าจะมีโอกาสส่งต่อธุรกิจซึ่งกันและกัน

9 เข้าร่วมการพบปะหรือร่วมประชุมด้วยความรู้สึกที่คึกคัก กระตือรือร้น  มีสมาธิในการ ฟัง ถาม ตอบ  มีส่วนร่วมในการประชุมอย่างเต็มที่  อยู่กับปัจจุบัน ใช้เวลาในห้องประชุมอย่างคุ้มค่า  ไม่ฟังอย่างขอไปที  เพราะทุกสิ่งที่กล่าวมาจะช่วยเพิ่มการมองเห็นและความน่าเชื่อถือของคุณ

10 ใช้ประโยชน์จากการรีวิวของลูกค้า เราอาจจะขอให้ลูกค้าเขียนบทความสั้นๆเพื่อชื่นชมการบริการของเราหากลูกค้ารู้สึกพอใจ  และนำรีวิวเหล่านี้ไปแสดงบนเว็บไซต์หรือโพสท์ในโซเชียลเน็ทเวิร์คของเรา  การชื่นชมคุณภาพการทำงาน  เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากในการสื่อสารแบบปากต่อปาก  และจะทำให้การรับรู้ของเราต่อคนอื่นเป็นไปในทิศทางที่เพิ่มขึ้นและเป็นบวก  และสุดท้ายจะพาโอกาสที่ดีเข้ามาหาเราได้แน่นอน

โปรดจำไว้ว่าการสร้างการรับรู้ในภาคธุรกิจต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างเข้มข้น  และต้องมีความสม่ำเสมอเป็นพื้นฐานสำคัญ   ให้พยายามมีสมาธิกับการพัฒนาการรับรู้หรือ Visibility อย่างจริงจังเพื่อขยายธุรกิจของเรา

รวมเล่มหนังสือจากบทความที่เขียนสะสม

810837

ผมเขียน content ในบล๊อกแห่งนี้มานานเกิน 10 ปีแล้ว และมีเนื้อหาเกี่ยวกับธุรกิจบางส่วนที่เขียนสรุปย่อเอาไว้ให้อ่านพอเข้าใจ เนื้อหาเกี่ยวกับการตลาดแบบบอกต่อ ซึ่งผมก็ใช้เนื้อหานี้ในการบอกเล่าให้กับเพื่อนนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งเป็นประจำ ซึ่งพอผ่านมาหลายปี เนื้อหาก็มีหลายสิบตอน ลองเอามารวมแล้วจัดหน้าบนหน้ากระดาษ A5 ได้เกือบ 200หน้า ก็เลยรวมเป็นเล่มไปเลยดีกว่า

ปก การตลาดแบบบอกต่อ_ปกหน้า การตลาดแบบบอกต่อ

ปก การตลาดแบบบอกต่อ_ปกหลัง การตลาดแบบบอกต่อ

เมื่อคิดจะรวมเล่มก็ต้องออกแบบปก เขียนคำนำ สารบัญ ก็ใช้เวลาประมาณ 5 วันในการรวมเนื้อหา เขียนคำนำเพิ่มเติมใช้ความสามารถในการทำ Table of content ของโปรแกรม Microsoft word ช่วยสร้างสารบัญให้ ส่วนออกแบบปกหน้าและปกหลังก็ใช้โปรแกรมจัดหน้า illustrator หยุดยาว 5 วันผ่านไปก็ได้หนังสือมา 1 เล่มที่พร้อมจะแจกจ่ายเป็น e-book ซึ่งตอนนี้กำลังคิดเรื่องหาทางจัดจำหน่ายในระบบของเว็บขายหนังสือด้วย ตั้งใจว่าจะทำเป็นทั้งเวอร์ชั่น E-book และเวอร์ชั่นกระดาษ

810852