ตัวอย่างงานกล่องที่ผลิตโดยโรงพิมพ์จอมทอง เราทำงานสิ่งพิมพ์หลากหลายชนิด งานกล่องใส่อาหารเสริม เครื่องสำอางค์เราก็ทำอยู่เป็นประจำ เรามีระบบการพิมพ์ 4 สี และ สีพิเศษ ปั๊มฟอยล์ ปั๊มนูน ไดคัท ครบวงจร
ตัวอย่างงานกล่องที่ผลิตโดยโรงพิมพ์จอมทอง เราทำงานสิ่งพิมพ์หลากหลายชนิด งานกล่องใส่อาหารเสริม เครื่องสำอางค์เราก็ทำอยู่เป็นประจำ เรามีระบบการพิมพ์ 4 สี และ สีพิเศษ ปั๊มฟอยล์ ปั๊มนูน ไดคัท ครบวงจร
การพิมพ์ด้วยเทคนิค letterpress นอกจากจะพิมพ์บนกระดาษทั่วไปแล้ว ยังสามารถพิมพ์บนสติ๊กเกอร์ได้ด้วย ลูกค้าท่านหนึ่งทำสินค้าขาย online และอยากมีสติ๊กเกอร์ที่พิมพ์ด้วยระบบ letterpress เราก็เลยจัดทำให้ตามที่ต้องการ งานพิมพ์ 1 สี ต้องใช้วิธีผสมสีพิเศษ เพื่อให้ได้ค่าสีที่ตรงกับ pantone ที่ลูกค้าเลือก เสร็จจากขั้นตอนการพิมพ์แล้ว จะรอแห้งอยู่ 1 วัน แล้วจึงค่อยนำไปปั๊มได้คัท เพื่อให้สติ๊กเกอร์ฉีกใช้งานได้ง่ายขึ้น
ผมใช้บริการของเว็บ flickr.com มาน่าจะสิบปีแล้ว เว็บนี้เป็นเว็บสำหรับฝากเก็บภาพถ่าย เราสามารถใส่ภาพเข้าไปในระบบของ flickr ได้ไม่จำกัด มีท้ังบริการใช้ฟรีและแบบเสียเงิน แต่ข้อจำกัดของระบบฟรีคือจะมองเห็นแค่ 200 ภาพล่าสุด ส่วนแบบเสียเงินจะมองเห็นทุกภาพ สามารถค้นหาแและบริหารจัดการได้สะดวกมาก นี่คือเงื่อนไขในปีแรกๆที่ผมเข้าใจ ซึ่งในที่สุดผมก็ตัดสินใจจ่ายเงิน เพื่อจะเก็บภาพทุกชนิด ทุกภาพ ของผมเข้าระบบ flickr
วิธีการจ่ายเงินสำหรับระบบ online ก็คือการโอนเงินด้วยบัญชีธนาคาร หรือจ่ายด้วยบัตรเครดิต ซึ่งผมไม่มีบัตรเครดิตใช้ก็จะไม่ค่อยสะดวก ทำให้ในช่วงปีแรกๆผมทนใช้แบบฟรีไปก่อน แต่ต่อมา ธนาคารไทยอย่างกสิกรก็มีบริการ บัตรเครดิตเสมือน หรือ virtual card ที่จะให้เลขบัตรเครดิตสำหรับคนที่อยากใช้จ่ายเงิน online แต่ไม่ได้มีบัตรเครดิตจริงๆ ผมก็เลยสมัครใช้บริการ และใช้บัตรเครดิตเสมือนจ่ายเงินสินค้าทุกอย่างทาง online
บัญชี google ที่เก็บข้อมูลได้ 100g ก็ต้องเสียเงินเดือนละ 1.99 ดอลล่าร์ หรือ 70 บาท ก็เลือกให้จ่ายด้วยการตัดบัตรเครดิตเสมือน ซึ่งตัวเงินที่ตัดไป จะไปหักออกจากบัญชีออมทรัพย์ของผมเอง และมันก็เป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับการซื้อของทางอินเทอเน็ต และมันดีไม่แพ้ paypal เลย ซึ่งจริงๆผมก็มีบัญชี paypal อยู่เช่นกัน
ผมเลือกจ่ายสินค้าและบริการต่างๆทางเน็ตผ่านระบบ virtual card ของกสิกรมาโดยตลอด และในช่วงเวลาหนึ่ง flickr.com มีการเปลี่ยนเจ้าของ ทำให้ระบบการเก็บเงินของเว็บนี้มีการเปลี่ยนแปลง และมันก็เป็นที่มาของปัญหาบางอย่างที่ผมไม่เข้าใจ
ดูจากประวัติการจ่ายเงินจะเห็นว่า ผมจ่ายเงินตั้งแต่ปี คศ 2015 และจ่ายมาทุกปี จนกระทั่งปี 2019 ที่มีปัญหา ผมจ่ายไม่ได้ และทำให้ผมเป็นกังวลอย่างมาก เพราะกลัวว่าถ้าเราขาดการเป็นสมาชิกหรือไม่จ่ายเงินในระบบจนนานเกินเวลาที่ระบบกำหนดไว้ account ของผมจะหายไป และภาพที่เก็บไว้ก็จะหายไปหมด ไม่สามารถใช้งานดูภาพย้อนหลังได้อีก ซี่งผมก็ระวังเรื่องนี้อย่างยิ่ง พยายามจ่ายเงินตรงเวลาที่สุด แต่ปัญหาในปี 2019 ทำให้ผมจ่ายเงินไม่ได้
ปัญหาที่ว่าก็คือ ระบบพยายามตัดเงินจาก virtualcard แต่ไม่สามารถตัดเงินได้ ขณะที่ระบบตัดเงินจากเว็บอื่นทำงานได้ปกติ ดูจาก sms ที่ส่งเข้ามือถือเวลาไม่เงินถูกตัดออกไปจากบัญชี การซื้อของจากเว็บอื่น การตัดเงินจาก google ยังทำได้ปกติ แต่การตัดเงินจาก flickr มีปัญหา ตัดเงินไม่ได้เลย ยอดเงินแจ้งเป็น 0 บาทตลอด และสถานะในเว็บผมก็มีตัวหนังสือเตือนให้จ่ายเงินค่าสมาชิกอยู่ตลอด เห็นแล้วก็กังวล แต่ไม่รู้จะทำยังไง ผมลอง remove วิธีตัดเงิน virtualcard ออกจาก flickr แล้วสร้าง virtualcard อันใหม่เข้าไปแทน ระบบก็ยังตัดเงินไม่ได้อยู่ดี เวลาผ่านจากปี 2019 มาถึง 2020 ผมยังคงทะยอยทดลองให้ตัดเงินอยู่อีกหลายครั้ง แต่ก็พบกับข้อความแบบเดิมคือ ระบบตัดเงิน 0 บาทตลอด ก็คือ เว็บ flickr ยังไม่ได้รับเงินรายปีจากผมนั่นเอง
ลองจนเบื่อแล้วก็ลืมไป ผ่านไปปีกว่า ยังคงเห็นข้อความเตือนให้ต่ออายุอยู่เช่นเดิม และทุกครั้งที่ลองตัดเงิน ก็พบปัญหาเดิมคือ ระบบของ flickr.com ตัดเงินออกจาก virtualcard ไม่ได้เลยสักครั้ง ผมพยายามจะติดต่อ callcenter แต่ก็ต้องหมดความอดทนรอ เพราะผมไม่ได้คุยกับคนเลย โทรไป callcenter ก็เจอกับคอมพิวเตอร์มารับสาย พูดพล่ามอะไรไปอีกหลายนาทีกว่าจะฟังครบ แล้วก็พบว่า ไม่เจอช่องทางที่จะเข้าไปในส่วนที่ตรงกับปัญหาของผม เสียเวลาอย่างมาก เสียอารมณ์ด้วย
แล้วก็ฉุกคิดได้ว่าน่าจะลองตัดเงินด้วย paypal ดูบ้าง เพราะผมมีบัญชี paypal อยู่จากการขายภาพ online ยอดเงินใน paypal พอที่จะจ่ายค่าบริการของ flickr แน่นอน ก็เลยจัดการจ่ายไป ระบบ paypal ก็ทำงานได้ดี สามารถตัดเงินได้จริง และทำให้ผมได้จ่ายค่าใช้บริการต่ออย่างสบายใจ account ของผมยังคงทำงานได้เต็มที่ และภาพที่เก็บไว้ก็จะปลอดภัยไปอีก 1 ปี
ตอนนี้มีเรื่องแปลกใจอยู่อย่างหนี่ง คือ ค่าบริการปีนี้เป็น 71.88 ดอลล่าร์ แทนที่จะเป็น 24.95 ดอลล่าร์ ผมไม่รู้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรใน flickr บ้าง บางทีการเปลี่ยนเจ้าของก็อาจจะเปลี่ยนอัตราค่าบริการก็ได้ เดี๋ยวปีหน้าค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะจ่ายต่อ หรือ หาที่เก็บภาพใหม่
สิ่งที่สงสัยอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ทำไม flickr.com ตัดเงินจาก virtualcard ของ กสิกรไม่ได้ ตรงนี้ก็อยากให้ทางธนาคารช่วยวิเคราะห์ให้ด้วย ผมไม่มีความพยายามจะอดทนรอโทรเข้า callcenter ที่ไม่มีคนมาคุยกับผมแล้ว รอนานจนน่าหงุดหงิด ธนาคารควรจะมีช่องทาง chat online ได้แล้ว เพื่อให้ปัญหาต่างๆของลูกค้าสามารถแก้ไขได้รวดเร็ว บริการที่ดีเป็นอย่างไรธนาคารควรจะคิดเองได้ และผมก็ติชมผ่านบทความนี้แล้วด้วย ขอให้เจ้าหน้าที่หรือระบบ ai ของกสิกรหรือ kbank ได้แวะเข้ามาอ่าน แล้วนำไปปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น
แถมให้อีกนิด เว็บ flickr.com เป็นเว็บเก็บภาพที่มีเครื่องมือในการย้อนดูภาพเก่าที่เก่งมาก ผมสามารถหาภาพที่ต้องการได้ง่าย เข้าถึงได้เร็ว มันทำให้ผมสามารถหาภาพของผมเองมาประกอบบทความที่เขียนได้อย่างสะดวกสบาย ผมสามารถย้อนดูภาพของลูกที่ถ่ายไว้เมื่อหลายปีก่อนได้ง่ายมาก เช่นภาพถ่ายตอนลูกผมเป่าเค้กวันเกิดในตอนอายุ 3 ขวบ ก็หาได้ในเวลาไม่กี่วินาที นี่คือพลังของเว็บเก็บภาพระดับโปรอย่าง flickr ในเงื่อนไขเดียวกัน ถ้าเราจะไปดูภาพลูกตอนสามขวบในเฟสบุ๊ค ผมเชื่อว่าอาจจะไถหน้าจอจนเมื่อยเลย แล้วก็อาจจะหมดความอดทนเสียก่อน
ด้วยความอยากรู้ว่าจะต้องจัดการวางระบบการให้บริการผู้คนอย่างไร ก็เลยไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เพื่อดูวิธีการจัดการ ที่นี่เป็นศูนย์กลางของวิทยาศาสตร์ของประเทศ การจัดนิทรรศการที่เน้นเรื่องความปลอดภัย ระวังการติดเชื้ออย่างเต็มที่น่าจะได้รับการออกแบบมาอย่างเหมาะสมและน่าเชื่อถือที่สุด
เริ่มจากการลงทะเบียนทางเว็บไซต์ว่าเราจะมาเที่ยว ทางเจ้าของสถานที่น่าจะจำกัดจำนวนคนที่จะลงทะเบียนเข้าชมเอาไว้ว่าไม่เกินจำนวนที่รัฐบาลกำหนด คนที่ลงทะเบียนจากทางบ้าน เมื่อมาถึงสถานที่แล้วก็จะยังเข้าไม่ได้ทันที ต้องผ่านจุดคัดกรอง ตรวจอุณหภูมิ หากต่ำกว่า 37 ก็จะอนุญาตให้ผ่านเข้าไปได้ จากนั้นก็ต้องไปนั่งรอในพื้นที่ที่จัดไว้ เก้าอี้นั่งรอก็จะวางห่างกันประมาณ 1.5 เมตร เมื่อตรวจสอบคนที่นั่งรอกับรายชื่อที่แจ้งไว้เรียบร้อยแล้วก็จะอนุญาตให้เข้าได้ โดยจะติดสติ๊กเกอร์ไว้ที่เสื้อเพื่อเป็นสัญญลักษณ์ว่าผ่านการลงทะเบียนและได้รับอนุญาตให้เข้าแล้ว และเราต้องสแกนแอพไทยชนะด้วยเพื่อ check in
ระหว่างทางที่เดินผ่านก็จะเห็นสติ๊กเกอร์ที่พื้นอยู่ตลอดทาง เก้าอี้นั่งพักระหว่างทางก็มีสติ๊กเกอร์เตือนเอาไว้ว่าให้พยายามรักษาระยะห่างของแต่ละคนไว้ อย่าเผลอเข้าใกล้กัน
ที่จุดแสดงข้อมูลภายในพิพิธภัณฑ์ ทุกจุดที่อาจจะต้องใช้มือสัมผัสกับสิ่งของหรือหน้าจอ ก็จะมีเจลแอลกอฮอล์วางไว้ข้างๆเลย เมื่อกดเล่นหน้าจอแสดงผลเรียบร้อยแล้วก็ให้กดเจลแอลกอฮอล์เพื่อล้างมือเลย เจลจะถูกวางไว้ทั่วบริเวณ
เมื่อถึงเวลามื้อกลางวัน เราออกจากพิพิธภัณฑ์ก็สแกน qrcode ไทยชนะของพิพิธภัณฑ์เพื่อ check out แล้วไปที่โซนขายอาหารจะล้อมรั้วเอาไว้ มีจุดเช็คอิน มี qrcode ของไทยชนะที่เราต้องสแกนเพื่อ check in ก่อนแล้วค่อยเดินเข้า จะมีเจ้าหน้าที่แจกบัตรติดเสื้อ บนบัตรจะมีตัวเลขบอก เขาใจว่าจำนวนบัตรจะเท่ากับจำนวนคนที่สามารถเข้าโรงอาหารได้ตามข้อกำหนด โรงอาหารแคบก็อาจจะมีจำนวนคนได้รับอนุญาตน้อย ซึ่งเลขที่ติดอยู่บนบัตรจะเรียงลำดับจาก 1 ไปถึงจำนวนที่กำหนด หากบัตรถูกแจกหมด ก็คงจะยังไม่ให้คนใหม่เข้า คนเก่าที่ใช้บริการพื้นที่เสร็จแล้วก็ควรจะรีบออกมา แล้วรีบคืนบัตรให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อนำไปให้คนอื่นได้เวียนใช้
โต๊ะนั่งทานอาหารจะเป็นแบบโต๊ะยาว คนนั่งจะนั่งหัวโต๊ะ ไม่หันหน้าเข้าหากัน บน
โต๊ะมีสติ๊กเกอร์ติดไว้เพื่อบกว่าต้องนั่งมุมนี้ โต๊ะ 1 ตัวนั่ง 2 คน การรับบัตรคิวแล้วเข้ามานั่งกินนั่นแปลว่าเราได้ที่นั่งแน่นอน แบบนี้ประเสริฐ
บนโต๊ะจะมีสติ๊กเกอร์เตือนให้เว้นระยะห่าง และเมื่อเรากินอาหารเสร็จ นำภาชนะไปทิ้งที่ถังขยะกันเอง แล้วตอนเดินออกให้คืนบัตรเลขคิว และสแกน qrcode ไทยชนะของศูนย์อาหารเพื่อ check out
หากเราแวะร้านขายของที่ระลึก ก็ต้องสแกน qrcode ของร้านขายของเพื่อ check in ซึ่งตรงนี้เพิ่งจะได้เห็นว่า มีระบุจำนวนคนเอาไว้ด้วย ตัวเลข 28 น่าจะหมายถึงจำนวนคนที่มากที่สุดที่ยอมให้อยู่ในร้านขายของที่ระลึกพร้อมกัน ซึ่งก็ถือว่าไม่มาก ไม่น้อย และเมื่อซื้อสินค้าแล้ว เมื่อออกจากร้านก็ต้องสแกน qrcode อีกครั้งเพื่อ check out
โต๊ะจัดกิจกรรม จัดตำแหน่งการนั่งทำไว้ที่หัวมุมโต๊ะ โต๊ะละ 2 คน ระยะห่างของสองคนนี้น่าจะประมาณ เกือบ 2 เมตร
ที่ห้องน้ำก็มีคำเตือนให้เว้นระยะห่าง และติดสติ๊กเกอร์ไว้ตั้งแต่ในห้องน้ำ แล้วค่อยๆต่อแถวออกมานอกห้อง โดยสติ๊กเกอร์จะติดห่างกันประมาณ1.5-2 เมตร หากคนใช้ห้องน้ำเยอะ ก็คงจะต้องยืนรอที่สติ๊กเกอร์
อุปกรณ์แค้มปิ้งชนิดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ที่ปิ้งแซนวิช เพราะเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะกับการทำอาหารกินง่ายๆในขณะที่เที่ยวแบบนอนเต๊นท์ เจ้าสิ่งนี้ผมเห็นในเน็ต และรู้สึกว่ามันเรียบง่ายและน่าใช้ เลยสั่งซื้อมาเก็บไว้ รอจังหวะได้ไปเที่ยวนอนเต๊นท์แล้วจะไปทำแซนวิชกิน
โควิด19 ทำให้การท่องเที่ยวดับวูบ อุทยานแห่งชาติประกาศปิดไม่มีกำหนด ดังนั้นทริปนอนเต๊นท์ทำอาหารกินก็ต้องงดด้วยเช่นกัน แต่เราก็มีอุปกรณ์แล้วก็ทำกินเล่นเองในบ้านก็ได้ แต่จะให้เท่ห์และมีเหตุผลที่ดีหน่อยก็ต้องหาข้ออ้าง เพราะในบ้านมีที่อบแซนวิชไฟฟ้าอยู่ เลยหาเรื่องเก็บใบไม้แห้งมาทำเชื้อเพลิง โดยมีผู้สมรู้ร่วมคิดและลงมือทำด้วยเป็นลูกชายผมเอง
coleman sandwich cooker ออกแบบมาเป็นกระทะอบแซนวิชสองชิ้นประกบกัน ด้ามจับถอดออกจากกระทะได้ ตอนใช้งานจะหมุนเกลียวเข้าไป มีตัวล็อคที่ด้านมือจับไม่ให้กระทะสองใบแยกออกจากกัน ตอนใช้งานก็แค่ประกอบขึ้นมา แล้ววางแซนวิชเข้าไปด้านใน ปิดกระทะ แล้วปิ้ง…
แซนวิชปกติเราก็ต้องเตรียมขนมปังและไส้ที่ใส่ก็ต้องจัดหามา แต่ด้วยความง่าย เซเว่นมีแซนวิชพร้อมอบให้เราใช้ ผมซื้อ แซนวิชชีส เอาไว้ทำกิน ปกติก็จะทำด้วยเครื่องอบไฟฟ้า เป็นแบบเสียบปลั๊กไฟ แป๊ปเดียวก็เสร็จ แต่พอจะทำกับ coleman เราก็ต้องมีขั้นตอนยากๆหน่อย คือ กวาดใบไม้แห้งมารวมกัน จุดไฟใช้ใบไม้แทนถ่าน แล้วก็ปิ้งบนเตาไฟ
ควันขโมงลอยออกไปไกล ถ้าช่วงนี้มีปัญหา PM2.5 คงโดนข้างบ้านนินทาแน่นอน แต่ในเวลานี้เป็นช่วงเวลาการระบาดของโควิด19 เรื่องฝุ่น 2.5 เป็นเรื่องเล็ก ดังนั้นเราก็จุดไฟกันห้านาทีก็คงไม่มีใครว่า ควันไฟเยอะเมื่อตอนที่เริ่มเผา พอเปลวไฟเริ่มเยอะขึ้นควันก็จาง ไฟจากใบไม้แห้งร้อนเพียงพอจะทำให้แซนวิชสุก เกรียม วางกระทะแซนวิชด้านละ 2-3 นาที กะประมาณด้วยความรู้สึก ใช้จมูกดมกลิ่นชีสที่ร้อน ถ้ากลิ่นเริ่มโชยหอม ก็กลับกระทะสักรอบ
ผ่านไปประมาณ 5 นาที ไฟก็มอด ใบไม้แห้งที่เตรียมไว้ก็หมด แซนวิชคงเสร็จพอดี เปิดออกมาสีเหลืองเกรียมน่ากิน ให้ลูกลองกินดูก็ได้คำตอบว่า อร่อย เป็นอันเสร็จการทดสอบ coleman และ สภาพของกระทะก็ดำๆ ต้องล้างเขม่าออก และดูเหมือนจะดำล้างไม่ค่อยออกด้วย
ชีวิตดีๆกับความสะดวกของเครื่องทำแซนวิชไฟฟ้าตัวละห้าร้อยบาท ก็สู้ coleman ที่ต้องปิ้งต้องจุดไฟไม่ได้ coleman ราคาในเว็บ 950 บาท ค่าส่งต่างหาก ผมลองใช้งานเพราะอยากได้ของไปใช้เที่ยวตอนนอนเต๊นท์ ถ้าการท่องเที่ยวนอนโรงแรมยังไม่สามารถมั่นใจเรื่องความปลอดภัยจากเชื้อไวรัสได้ การนอนเต๊นท์ก็น่าจะเป็นช่องทางที่มีอยู่เพียงอย่างเดียวให้พวกเรายังคงได้เที่ยวกันอยู่ ไทยเที่ยวไทยก็จะเป็นกิจกรรมที่พาประเทศเราผ่านวิกฤตินี้ไปได้ แม้จะสะบักสะบอม เศรษฐกิจยับเยินไปแล้ว แต่เราก็น่าจะยังมีแรงเที่ยวในประเทศกันอยู่ ขอให้รายได้ไปถึงประชาชนทั่วประเทศ อ้าว….. จบแบบไม่เกี่ยวกับแซนวิชเลย
coleman sandwich cooker https://shope.ee/1fo6rkUB8g
ในช่วงเวลาที่โควิด19 ระบาด สายการบินกำลังจะล่มสลาย นักท่องเที่ยวหดหายไปทั้งหมด ประเทศปิด โรงแรมในประเทศไทยไม่มีคนเข้าพัก ธุรกิจร้านอาหารถูกสั่งปิดชั่วคราวห้ามนั่งกินในร้าน งานสัมมนายกเลิก การปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตไวรัสฆ่าคนรอบนี้ทำให้โรงแรมและร้านอาหารต้องขายของผ่านระบบซื้อกลับบ้าน
ด้วยสาเหตุที่เราต้องซื้อของกลับบ้าน ก็เลยได้มีโอกาสแวะชิมอาหารของโรงแรมแห่งหนึ่ง รสชาติอาหารหลายอย่างทำได้ดี ผมรู้จักกับเจ้าของ และเจ้าของได้ขอให้มาลองชิมก่อนขายอย่างเต็มรูปแบบ จากการพูดคุยก็ทราบว่าเชฟหรือพ่อครัวของโรงแรมก็ทำอาหารตามมาตรฐานของโรงแรม แต่ใส่กล่องขายให้ซื้อกลับบ้าน ดังนั้นรสชาติอาหารจะมีคุณภาพระดับโรงแรมเลย
อาหารหลายอย่างหน้าตาดี รสชาติดีและสร้างสรรค์ แต่ที่ประทับใจมากๆก็คือครัวซองต์ของโรงแรม เพราะหอมตั้งแต่เห็นพนักงานหยิบเข้าถุง แอบฉีกกินก่อนจะขึ้นรถกลับบ้าน ซึ่งมันอร่อยมาก แต่ก็คิดว่าจะรีวิวคร่าวๆให้เหมือนสภาพจริง คือ รอเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วค่อยกิน เพราะจะได้เหมือนลูกค้าซื้อกลับบ้าน
บนทางด่วนที่ขับรถกลับ ดูเวลาเมื่อครบ 30 นาที ก็หยิบครัวซองต์มากิน รสชาติยังคงดีเหมือนเดิม แค่ไม่ได้ร้อนแบบนาทีแรก แต่ก็อุ่นๆ ยังกินได้อร่อย ความกรอบของขนมปังด้านนอก กับ ความนิ่มของเนื้อแป้งด้านในยังมีความแตกต่างที่ชัดเจน กรอบนอกนุ่มในมันยังคงมีอยู่แม้เวลาผ่านไป30 นาทีแล้ว สิ่งที่รับรู้ได้อีกอย่างก็คือ แต่ละเลเยอร์ของขนมปังมีสัมผัสที่แยกเลเยอร์ได้ชัดเจน ไม่ได้มีเนื้อเดียวเป็นก้อนแบบครัวซองต์ซุปเปอร์มาเก็ตหรือแบบที่ซื้อตามร้านสะดวกซื้อ นานๆได้กินครัวซองต์แบบนี้ก็ถูกใจดี
ผ่านไป 60 นาที ลองหยิบกินอีกชิ้น รสชาติยังอร่อยอยู่ ไม่จืด ไม่ชืด ความร้อนเกือบหมดแล้วแต่ด้านนอกของขนมปังไม่ได้กรอบแข็งเท่าเดิม พอกินหมดชิ้นด้วยความสงสัยผมเลยขับรถไปฟู้ดแลนด์แล้วซื้อครัวซองต์กิน ก็ได้ข้อสรุปว่า ครัวซองต์โรงแรมคูณ อร่อยมากจริงๆ แล้วราคาก็เท่ากับราคาขายในร้านกาแฟตามห้างเท่านั้น
หลังจากที่ทั้งโลกประสบปัญหาโควิด19 จนทำให้ต้องมีการเก็บตัว รัฐบาลสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนไปในที่สาธารณะที่จะมีการแออัดหรืออยู่ใกล้กันกับคนอื่น ทั้งโลกและประเทศไทยประสบเหตุการณ์มีคนเสียชีวิตหลายแสนคน ตอนนี้ ผ่านมาประมาณ 4 เดือน เราก็เริ่มปรับตัว รัฐบาลอนุญาติให้ออกจากบ้าน จากคำสั่งปิดร้านอาหารห้ามนั่งกินที่ร้าน ต้องซื้อกลับบ้านเท่านั้นก็มีการอนุญาตให้นั่งกินที่ร้านได้ แต่จะต้องมีการป้องกันอย่างดี ทุกคนต้องมีระยะห่างระหว่างกัน หรือทำ social distance
ร้านอาหารก็จะต้องมีการกั้นคอกเพื่อไม่ให้ทุกคนอยู่ใกล้ชิดกัน นวัตตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ที่กำลังเป็นที่ต้องการสำหรับร้านอาหารก็คือ ฉากกั้นที่ใช้วางบนโต๊ะอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะทำมาจากอะคลีลิคหรือกระจก
เพื่อนโรงพิมพ์ของเราก็ทดลองทำฉากกั้นขึ้นมาบ้าง โดยทำจากโฟมและแผ่นพลาสติกใส ความเบาของวัสดุสองอย่างนี้จะทำให้เรามีฉากกั้นคุณภาพดี ช่องมองใส และน้ำหนักเบา แม้ว่าจะไม่สามารถตั้งภายนอกอาคารได้ เนื่องจากจะโดนลมพัดจนล้ม แต่หากใช้ในอาคาร หรือ ใช้ในห้องแอร์ เราก็สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องล้ม และสุดท้ายด้วยความที่เป็นวัสดุเบาทำให้มันปลอดภัย แม้จะล้มหรือตกใส่เท้า ก็ไม่ทำให้เราบาดเจ็บ
ตัวอย่างฉากกันหรือ table partition เป็นแบบนี้
หากใครสนใจก็ลองติดต่อเข้ามาสั่งเราทำได้ครับ เพราะเราก็อยากให้ธุรกิจร้านอาหารสามารถให้บริการลูกค้าท่ามกลางวิกฤตโควิดครั้งนี้
สติ๊กเกอร์ที่เราผลิต เราใช้ระบบหมึกที่ไม่ละลายน้ำ ทำให้สติ๊กเกอร์ของเราสามารถโดนน้ำได้ เปียกน้ำได้ ลงน้ำได้ แช่น้ำได้ เหมาะกับงานติดกล่องอาหาร ข้อมูลที่อยู่บนสติ๊กเกอร์ไม่เลอะเลือน ไม่ละลายน้ำ
ติดต่อ วุฒิชัย โทร 0819373130
email:pockethifi@gmail.com
line:pockethifi
ปัญหาโทรศัพท์บ้านเสียเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อย แต่เวลาที่เสียแล้วเราก็จำไม่ได้ว่าต้องติดต่อช่องทางไหน เสียเวลาหาข้อมูลหลายสิบนาที และเราก็จำไม่ได้ว่า โทรศัพท์บ้านของเราเป็นเบอร์ของผู้ให้บริการรายใด เพราะตลอดเวลาตั้งแต่เด็ก เรามีผู้ให้บริการโทรศัพท์บ้านที่หลากหลาย แม้ว่าปัจจุบันผู้ให้บริการโทรศัพท์บ้านจะน้อยลงแล้ว แต่เราก็จำไม่ได้อยู่ดี วันนี้โทรศัพท์บ้านมีปัญหา เลยรวบรวมวิธีติดต่อมาไว้ในโพสท์นี้ เพื่อให้คนที่มีปัญหาได้ติดต่อตามช่องทางที่มีในปัจจุบัน
วิธีแจ้งโทรศัพท์บ้านเสีย
ไปที่เว็บ เพื่อตรวจสอบว่าหมายเลขโทรศัพท์บ้านเป็นของผู้ให้บริการรายใด https://www.tot.co.th/numbering
หากตรวจสอบแล้วเป็น TOT ให้ไปที่หน้าแจ้งเหตุขัดข้องในเว็บของ TOT ถ้าเป็นยี่ห้ออื่นก็ไปที่เว็บของผู้ให้บริการ ในตัวอย่างนี้เป็น TOT ก็เข้าเว็บ TOT หน้าแจ้งเหตุขัดข้อง แล้วกรอกข้อมูล แล้วใส่เบอร์โทรกลับเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่(ถ้ามี)
http://tel1177.tot.co.th/new_sr.php?lang=th&frmmb=#
หลังจากกรอกข้อมูลแล้ว และใส่เบอร์ติดต่อกลับเป็นเบอร์มือถือแล้ว ภายในเวลาไม่นาน ระบบจะมี sms เข้ามาที่มือถือ (ตัวอย่างที่เราแจ้งรอประมาณ 30 วินาที)
จบขั้นตอนการแจ้งเสีย
โรงเรียนของขอบฟ้าเริ่มให้มีการเรียน online กันแล้ว โดยไม่รอเวลาเปิดเทอม เพราะอยากจะให้มีการเตรียมความพร้อมกันก่อน เพื่อให้เด็กมีความคุ้นเคยกับเครื่องมือที่ใช้เรียน และสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตัวเอง จากวันเรียนปกติ 5 วันต่อสัปดาห์ พอปรับมาเป็น online โรงเรียนจัดตารางเป็น 6 วันต่อสัปดาห์ โดยในแต่ละวันจะมีการ online ครั้งละ 45 นาที เช้า 1 ครั้ง บ่าย 1 ครั้ง และระหว่างวันก็จะมีหลักสูตรประจำชั่วโมงให้ไปทำกันเอง แล้วมาสรุปผล มาเล่าให้ฟังในช่วง online โดยรวมก็คือเด็กยังใช้เวลากับโรงเรียน 8.00-16.00 น. เหมือนเดิม แต่เป็นการเรียนจากที่บ้าน หรือที่ทำงานพ่อแม่นั่นเอง
หมายเหตุ
กำหนดการเปิดเทอมก่อนมีโควิดจะเป็นวันที่ 18 พค 2563
กำหนดการที่รัฐบาลสั่งเลื่อนเปิดเทอมหลังโควิด คือเปิดวันที่ 1 กค 2563
โรงเรียนให้เริ่มเรียน online ตั้งแต่วันที่ 5 พค 2563
เราอยู่ในยุคโควิด19 ที่เป็นโรคระบาด มีความอันตรายถึงชีวิต การระบาดทั่วโลกและในไทยทำให้มีคำสั่งห้ามออกจากบ้าน มีการปิดห้าง โรงแรม สถานที่สาธารณะ รวมถึงโรงเรียนทุกประเภทด้วย คนทำงานให้ทำงานจากที่บ้านถ้าทำได้ นักเรียนให้เรียนจากที่บ้านไปก่อน ดังนั้นการเตรียมตัวอุปกรณ์สำหรับการประชุมทางไกล หรือ เรียนทางไกล ก็ต้องพิจารณาหลายอย่าง ซึ่งในตอนนี้เราจะพูดถึงลำโพงก่อน เพราะค้นพบว่า ลำโพงมีความจำเป็นกับการสื่อสารหรือการเรียนบางวิชา
การเรียนจากที่บ้านสำหรับเด็กนักเรียน ในบางวิชาเราจำเป็นต้องได้ลำโพงคุณภาพสูงเพียงพอ หากจะเอาไว้เรียนรู้เรื่องเล่า ฟังข้อมูลวิชาการ ฟังเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ ลำโพงอะไรก็สื่อสารได้ แต่หากเด็กต้องเรียนภาษาอังกฤษ ต้องฟังเสียงคำอ่านที่คล้ายๆกันแต่สะกดไม่เหมือนกัน คนพูดที่ชัดเจนจะออกเสียงต่างกันเล็กน้อย ความเล็กน้อยนี้จำเป็นต้องใช้ลำโพงคุณภาพดีเพียงพอถึงจะฟังออกว่ามีความแตกต่างกันในการออกเสียง อย่างเช่น คำว่า plain กับ pain หรือ คำว่า wide กับ wine มันจะมีปลายเสียงต่างกันซึ่งแม้แต่การฟังต่อหน้ายังแยกแยะลำบากเลย คนฟังต้องได้ยินเสียงที่ชัดจริงๆถึงจะฟังออก ความสามารถในการแยกแยะหางเสียงตรงนี้ก็ต้องใช้ลำโพงที่ดี
ลำโพงบลูทูธในตลาดมีหลายตัวที่มีคุณภาพดี แต่การเชื่อมต่อบลูทูธมักทำกับโทรศัพท์มือถือหรือ tablet หรืออาจจะใช้กับโน้ตบุ๊ค แต่ก็มีคนอีกจำนวนมากที่ใช้คอมฯตั้งโต๊ะและไม่สามารถใช้งานบลูทูธได้ การเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณเสียงทางช่อง Aux ก็เป็นสิ่งจำเป็น ลำโพงบลูทูธที่มีขายส่วนใหญ่ก็มักจะไม่มีช่อง Aux จะมีเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่ยังมีช่องแบบนี้ให้ใช้งาน และลำโพงบลูทูธส่วนใหญ่ก็มีการเปิดปิดและการเชื่อมต่อที่ซับซ้อน บางครั้งการเชื่อมสัญญาณก็หลุด มีหลายครั้งที่สัญญาณเสียงหาย ต้องการการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งหากเป็นผู้ใหญ่หรือเป็นคนที่เลือกซื้อลำโพงมาใช้ตั้งแต่แรกก็จะแก้ปัญหาได้ แต่เด็กในบ้านจะแก้ปัญหาแบบนี้เองไม่ได้ เพราะไม่มีความคุ้นเคยกับอุปกรณ์เหล่านี้
ลำโพงที่เหมาะกับการใช้งานเรียนออนไลน์ และเหมาะกับเด็กก็ควรจะเป็นลำโพงที่เปิดปิดง่าย หรือเปิดตลอดเวลาที่เสียบไว้กับเครื่อง มีปุ่มปรับระดับเสียงที่ปรับง่าย ยิ่งเป็นปุ่มหมุนยิ่งดี เพราะการปรับความดังเป็นสิ่งจำเป็นในบางกรณี เช่นศัพท์ภาษาอังกฤษบางคำออกเสียงฟังยาก หากเด็กสามารถเร่งเสียงด้วยตัวเองได้ก็จะปรับได้เลย เมื่อผ่านศัพท์หรือผ่านตอนที่ต้องการเสียงดังฟังชัดไปแล้ว ก็ค่อยปรับกลับมาเป็นระดับความดังปกติก็ได้ เพราะเราคงไม่อยากให้ลูกเราอยู่กับเสียงดังตลอดเวลา
การเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ก็มีความสำคัญ บางครั้งแม้แต่การต่อสาย Aux ก็อาจจะยุ่งยากเกินไปสำหรับบางครอบครัว ถ้าลำโพงมีสาย usb ที่ต่อเข้าเครื่องคอมฯ ทำหน้าที่เป็นตัวจ่ายพลังงานและเป็น usb sound ไปด้วยในตัวก็จะทำให้เสียบสายเส้นเดียวได้ทั้งเสียงและพลังงานไฟฟ้ามาครบ ลำโพงแบบนี้ถือว่าออกแบบมาลดความยุ่งยากอย่างแท้จริง แต่เราก็ต้องไปค้นหาว่าลำโพง usb แบบนี้จะมีคุณภาพเสียงที่ดีเพียงพอไหม
พอเรารู้ว่าเราจะใช้ลำโพงคุณภาพระดับใด ใช้ทำหน้าที่อะไร เชื่อมต่อด้วยวิธีใด เราก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าของถูกมากๆก็ไม่สามารถใช้งานกับงานที่เราต้องการได้ ของแพงบางตัวแม้จะใช้งานได้แน่นอนแต่ก็มีความซับซ้อนต้องใช้ความรู้ความเข้าใจพอสมควร การเลือกสิ่งที่ง่ายและตรงกับความต้องการกลายเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาค้นหา ใช้เวลากับการอ่าน การรีวิว เราก็จะได้สิ่งที่เราต้องการ
อยากได้กระดาษสีทองค่ะ
เวลาทำการ์ดสำหรับอีเว้นพิเศษบางอย่าง ส่วนใหญ่เป้นการ์ดเชิญงานแต่งงาน หรือ เป็นการ์ดอีเว้นทั่วไปแต่เน้นเชิญแขก VIP ลูกค้าก็จะมีรสนิยมอยากได้ความหรูหราระดับเทพ แต่ราคาไม่แพง การเลือกกระดาษพิเศษเป็นเรื่องปกติที่ลูกค้านึกถึง และส่วนใหญ่เมื่อคิดถึงกระดาษพิเศษ ก็จะมีคำว่า อยากได้กระดาษสีทองค่ะ
พอจบประโยคนี้ ผมก็กุมขยัมไปอีก 10 วินาที แล้วก็บอกว่า กระดาษสีทองมีหลายเฉด แต่ละเฉดจะเป็นกระดาษคนละยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อจะมีผู้นำเข้าเฉพาะ และราคาไม่มาตรฐานเลย หยิบโดนบางตัวอาจแพงกว่าอีกตัวหลายเท่า เรื่องราคานี่ขึ้นอยู่กับดวงด้วย
ลูกค้าเลยขอดูตัวอย่าง ก็เลยเป็นภาพที่เห็น กระดาษสีทองมีหลายเฉดมาก คำว่าทองในจินตนาการของลูกค้า กับของโรงพิมพ์คนละสีแน่นอน เรามีสีทองตั้งแต่อ่อนไปแก่ ทองครีม ทองอ่อน ทองแดง ทองเข้ม ทองด้าน ทองเงา ทองอมส้ม ทองอมเหลือง ทองน้ำตาล ทองอ่อนมาก ผมเลยเอาสีทองที่พอหาได้ มาวางเทียบแล้วถ่ายภาพเที่ยวกับกระดาษขาวที่ลูกค้าเคยสั่ง เพื่อให้เห็นว่าทองแต่ละอย่างเทียบกับงานเก่า และเทียบกับกระดาษขาวแล้วเป็นยังไง
กว่าจะเลือกจบ ก็ส่งตัวอย่างกันอีกรอบ และทดลองพิมพ์บนกระดาษจริงให้ดู ค่าใช้จ่ายการพิมพ์ตัวอย่างแต่ละครั้งไม่ใช่แค่ค่ากระดาษ แต่เป็นค่ามอเตอร์ไซด์ที่วิ่งไปรับตัวอย่าง อยากลองกระดาษสีทอง 3 รุ่น อาจต้องวิ่งไปขอซื้อตัวอย่างมา 3 ครั้ง
ที่จากประสบการณ์เรื่องกระดาษหรูหรา กระดาษสีทองเป็นกระดาษราคาแพงกว่ากระดาษเนื้อขาว และยิ่งเป็นสีทองประหลาดเราก็ยิ่งต้องจ่ายแพงมากขึ้น โรงพิมพ์เราโชคดีที่มีลูกค้าหลากหลาย เรามีโอกาสทำงานบนกระดาษสีทองเกือบทุกสีแล้ว