nad dac1 เป็น wireless dac ของ nad ที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาการเชื่อมต่อที่ยุ่งยาก ตัวส่งสัญญาณ เป็น usb ตัวรับสัญญาณเป็นกล่องที่มีภาค Dac ให้สัญญาณเป็น L R และ มี coaxial out ให้อีกด้วย กล่องภาครับนี้ใช้ไฟเลี้ยง 5Vdc นักเล่น DIY สามารถสนุกกับมันได้ด้วยการทำเพาเวอร์ซัพพลายแบบคุณภาพสูงแทนตัวที่แถมมา เพราะตัวที่แถมเป็น switching ครับ หรือบางคนจะใช้ถ่านไฟฉาย หรือจะใช้ powerbank มาจ่ายไฟก็ไม่มีปัญหา
การใช้งานเบื้องต้นก็คือ ฝั่ง usb เอาไปเสียบกับคอมฯ ใช้ os เป็น windows xp ก็ทำงานได้ลื่นๆ ไม่ต้องลงไดรเวอร์ ลองใช้กับ mac mini osx 10.6 ก็ใช้งานได้ดีครับ ไม่ต้องลงไดรเวอร์เช่นกัน ความเรียบง่ายของ usb ที่ nad ออกแบบมามันเสียบแล้วเล่นได้เลยจริงๆ
ผมลองใช้กับเครื่องคอมฯ nettop ที่มี output เป็น Hdmi และ optical ปกติเวลาจะเลือกใช้ช่อง digital ต้องมานั่งงมกันว่าจะตั้งค่าเมนบอร์ดอย่างไรให้เสียงออก optical ไม่ต้องออก hdmi พอเซ็ทไปก็ลืม อีกหลายเดือนจะให้เสียงออก Hdmi ไม่ต้องออก optical ก็ต้องไปงมหาอีก มึนกันไปหลายนาที แต่ usb ของ nad dac1 ตัวนี้ เสียบแล้ว มันเสียงออกที่ตัวรับเลย ง่ายอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ผมมีคอมฯใช้งานอยู่ 3 ตัว คือ nettop manli ใช้ cpu atom d525 มี hdmi และ optical out os xp อีกตัวเป็น dell zino ซีพียู amd จำรุ่นไม่ได้ มี hdmi out os xp
อีกตัวเป็น mac mini 2.4Ghz มี hdmi out และ optical out 10.6 ทุกตัวผมใช้ nad dac1 ได้หมดเลยไม่มีปัญหา ที่สำคัญคือ ทุกตัวให้เสียงเหมือนกันครับ โดยเฉพาะ nettop manli ที่คุณภาพบอร์ดมีสัญญาณรบกวนมหาศาล คงเป็น defect จากโรงงาน ฟังอนาลอกจากช่องหูฟังไม่ได้เลย มีแต่เสียงเดือดปุดๆ ไม่มีเสียงที่อยากฟังเลย ต้องฟังเป็น optical out หรือ hdmi เท่านั้น
ใช้อยู่หลายวันก็ลองสนุกกับ android บ้างครับ ผมมี samsung note8 อยู่ เลยไปเอาสาย usb otg มาเสียบบน note8 แล้วเอา usb dac1 มาเสียบต่ออีกที ผลก็คือ เสียงออกไปที่ตัวรับเช่นกัน และเสียงดีเหมือนกันด้วย เรียกได้ว่า ใครอยากให้ android เสียงดีขึ้น ต้องลองเสียบสาย usb otg แล้วมาลองเสียบกับ nad dac1 ครับ
ที่ตัวรับมีช่องสัญญาณ digital out ให้เล่นด้วย แต่ผมยังไม่ได้ลอง คิดล่วงหน้าว่าใครใช้ smartphone หรือ tablet แล้วอยากให้มี digital out ลองใช้ nad dac1 เป็นตัวดึงสัญญาณก็ได้นะครับ น่าจะทำงานได้
ระดับการทำงานของ nad dac1 อยู่ที่ 16bit 48K ครับ ใครอยากได้สูงกว่านี้ต้องไปดูตัวอื่น แต่สำหรับผมแค่นี้ก็พอเพียงสำหรับการฟังเพลงที่ผมมีอยู่ 99% แล้ว เพราะไม่เคยซื้อเพลงที่มีความละเอียดสูงกว่านี้เลย ส่วนใหญ่ซื้อแต่แผ่น CD กับ แผ่นรวม mp3 ตามห้างเท่านั้น
บุคคลิกเสียงของ dac1 จะมาแนวอิ่มๆ ใหญ่ๆ ความนิ่งค่อนข้างดี เทียบกับความทรงจำแล้ว dac ระดับกลางๆ หมื่นกว่าบาทจะให้เสียงที่ใสพอๆกัน แต่ nad จะให้เบสเยอะกว่า เหมือนกับว่าจูนเสียงมาให้ถูกหูกว่า เสียงของ nad dac1 ตัวนี้ไม่สากหู ไม่ระคายเคือง ไม่บาด ไม่กระจอก คุณภาพเสียงระดับนี้เปิดฟังแล้วไม่อายใคร พาเพื่อนมาสุมหัวฟังได้ ใช้รับแขกได้ แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมก็คือระบบไร้สายที่แสนสะดวกสบายครับ การเชื่อมต่อที่ง่าย ต่อติดเสมอ ไม่กระเพื่อม ไม่สะดุด มันทำให้การฟังเพลงไร้สายเป็นเรื่องที่สะดวกสบายมาพร้อมกับคุณภาพระดับสูง ดีกว่าการใช้ bluetooth เยอะ เพราะ bluetooth ที่ผมเจอมักจะรวน สายเข้า เสียงก็หลุดแล้ว
การเชื่อมต่อมีให้หลากหลายครับ สามารถเพิ่มซับวูฟเฟอร์ได้ มี sub out ให้ใช้ สามารถอ่านไฟล์จาก usb ได้ เพลงที่โหลดมาทั้งหลายมีเครื่องเล่นดีๆแล้ว จะต่อจาก ipod หรือ player อื่นๆทางช่อง mini ก็ได้ รับ digital in ได้ด้วย ถ้าคุณมีเครื่องเล่น media player ที่มี digital out ก็ลงตัวเลย เครื่องนี้เครื่องเดียวเข้ามาในห้องฟังผม ผมปิดแอมป์ชุดหลัก เก็บลำโพงชุดหลักไปแล้ว ราคาเต็มสองหมื่นอาจจะซื้อไม่ลง แต่พอลดราคาลงมาขนาดนี้กลายเป็นของโคตรดีไปซะได้เลย บังเอิญช่วงนี้ผมใช้เงินเยอะ ไม่งั้นจะซื้อเก็บไว้อีกตัว
ตอนฟังกับแผ่นออดิโอไฟล์ค่ายจีน อย่างของ susan wong หรือ ไช่ฉิน ผมรู้สึกว่าเสียงมันบางลงกว่าที่คุ้นเคย แต่เสียงแหลมจะเหมือนเน้นให้ชัดมากเป็นพิเศษ และบางแผ่นออกจะเน้นเสียง ส ซ มากเกินไป คงเป็นลักษณะที่ตั้งใจทำแผ่นมาให้ฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงร้องชัดมาก พอมาเจอกับหูที่ไวต่อเสียงแหลมกลายเป็นเสียงร้องจัดเกินไป แต่พอไปฟังแผ่นออดิโอไฟล์ค่ายฝรั่งของศตวรรษที่แล้ว อย่างJennifer WarnsชุดThe Hunter กลับรู้สึกว่าเสียงมันบาลานซ์พอดี เพลงยอดฮิตในแผ่น The Hunter มีอยู่สองสามเพลง มันฟังแล้วเพลิน ไม่อึดอัด เบสลึกแสดงพลังอยู่ในพื้นที่ของมัน มีตัวตน แต่ไม่แย่งกันเด่น ยิ่งกลับไปฟังแผ่นของ Clair Marlo ชุด Let it go ซึ่งเป็นแผ่นที่อัดมาระดับเสียงค่อนข้างเบา และเบสไม่อิ่ม ไม่ล้นเหมือนแผ่นสมัยใหม่ยิ่งฟังได้ไพเราะกว่าเดิม เพราะความทรงจำของผมคือ แผ่น Let it go นี้ เสียงใส สะอาด แต่ไม่ได้ฉ่ำหวานเรียกลูกค้า หลังๆจะไปชินกับแผ่นค่ายจีนจนกลับมาฟัง Let it go แล้วกลายเป็นบางเกินไป ทำให้ไม่ได้หยิบมาฟังหลายปี พอรอบนี้ขุดมาฟังกับ HD800 กลายเป็นว่าแผ่นนี้เพราะมากจริงๆ เสียงย่านต่ำไล่ไปย่านสูงมีให้ฟังกันครบถ้วน ไม่มีอะไรล้ำ ไม่เน้นย่านใดเป็นพิเศษ มันพอดีจนน่าฟัง
ลำโพงในวงการเครื่องเสียงจะมีรุ่นที่เป็นดาวค้างฟ้า ได้รับความนิยมมายาวนานอยู่หลายตัว แต่ละตัวเป็นตำนานที่มีเรื่องเล่าที่ใช้เวลาพูดคุยกันได้เป็นชั่วโมง บางรุ่นเป็นวันๆ บางรุ่นหาอ่านข้อมูลเป็นเดือนก็ยังไม่หมด บางรุุ่นเป็นปี ซึ่งในครั้งนี้เราจะพูดคุยและทดสอบลำโพงคู่หนึ่งที่มีประวัติยาวนานและเป็นตำนานระดับหัวแถวของวงการเครื่องเสียงของโลกและของไทย นักอ่านและนักเล่นรุ่นใหม่ๆจะได้รับข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อประดับความรู้ ส่วนตัวผมเองแม้จะติดตามและเล่นและอ่านมาสักยี่สิบปีแล้ว แต่ก็ยังคงถือว่าเป็นมือใหม่กับตำนานลำโพงคู่นี้ Roger LS 3/5
ถ้าเพาเวอร์แอมป์ต้องมาร์คเลวินสัน เครื่องเล่นแผ่นเสียงต้อง Linn LP12 แอมป์หลอดต้อง VTL ลำโพงยักษ์ต้อง wilson ลำโพงวางหิ้งก็ต้องเป็น Roger LS 3/5 นี่แหละ แม้หลายคนจะมีความเห็นต่างว่าลำโพงวางหิ้งอย่าง Proac หรือ Totem จะเป็นวางหิ้งหัวแถวแย่งกันเป็นที่ 1 เช่นกัน แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่า Roger LS 3/5 ยิ่งดูประวัติที่ยาวนานแล้ว หายากที่จะมีลำโพงที่เจ๋งกว่า LS 3/5 เพราะแม้แต่ต้นทางที่ออกแบบลำโพง LS 3/5 ยังไม่สามารถสร้างลำโพงวางหิ้งรุ่นใหม่ที่ดีกว่านี้ได้เลย แม้ว่าเวลาจะผ่านมาแล้วสามสิบกว่าปี
เรื่องราวของ Roger LS 3/5 ที่มากมายมหาศาลและมีข้อมูลที่แน่นที่สุดในโลกหาได้จากเว็บ ls35a.com ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่และละเอียดที่สุดที่สร้างและรวบรวมโดยนักเล่นที่มีใจรัก ไม่ใช่เว็บของผู้ผลิต ไม่ใช่เว็บของบริษัทขายเครื่องเสียง ข้อมูลเหล่านี้ผมตามอ่านมานานแล้ว และอ่านเข้มข้นมากขึ้นเมื่อทราบจาก hifilover.com ว่าจะให้ผมฟังทดสอบเพื่อ review ลำโพง LS 3/5คู่นี้ เรามาเริ่มต้นกันเลยดีกว่า
สำนักข่าว BBC เป็นสำนักข่าวรายใหญ่ของประเทศอังกฤษ มีเครือข่ายทั่วประเทศและทั่วโลก มีการสร้างรายการโทรทัศน์จำนวนมากมาย มีส่วนของการรายงานข่าว มีส่วนของการผลิตรายการสารคดี BBC ใหญ่มาก ใหญ่จนต้องมีทีมวิจัยเป็นของตนเอง งานวิจัยจำนวนมากถูกทำขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพของภาพและเสียงให้สมบูรณ์ที่สุด เมื่อ BBC ลุยงานด้านสื่อมาระยะหนึ่ง ก็มีความเห็นจากคนภายในว่าถึงเวลาต้องวิจัยสร้างลำโพงมอนิเตอร์ของตัวเองสักที เพราะทีมข่าว รถถ่ายทอดหรือรถโอบี ห้องตัดต่อ ทุกหน่วยในองค์กรต่างก็ต้องการอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีคุณภาพที่เหมือนกันทั้งระบบ จะไปทะยอยซื้อของใช้เองทีละหน่วยมันทำให้ควบคุมคุณภาพไม่ได้ รายการทีวีของ BBC ควรจะได้รับการตัดต่อและปรับแต่งจากมอนิเตอร์ตัวเดียวกันทั้งระบบถึงจะดีที่สุด เมื่อมีแนวคิดดังนี้ก็เลยเกิดโครงการพัฒนาลำโพงขึ้น
ทีแรก ลำโพงที่ผลิตออกมาเพื่อตอบสนองต่อโปรเจ๊คลำโพงมอนิเตอร์ยังไม่ใช่ LS 3/5 เพราะว่า วงจรตัดแบ่งความถี่ที่ใช้กับ LS 3/5 เกิดขึ้นมาก่อนลำโพงเสียอีก โดยดูได้จากขั้วต่อต่างๆในวงจรแบ่งความถี่ที่มีการทำขาเชื่อมต่อหลายๆตำแหน่ง หลายๆระดับเพื่อใช้กับดอกลำโพงหลายๆรุ่น พูดง่ายๆก็คือ BBC ได้พยายามทำลำโพงมาหลายรุ่นแล้ว จนกระทั่งมาถึงคิวลำโพงอย่าง LS 3/5 ก็เลยหยิบครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์คที่มีอยู่แล้วมาใช้งาน ลำโพง LS 3/5 รุ่นแรกเลยเป็นเหมือนลำโพงที่โดนผ่าตัด โดนยำมาจากอุปกรณ์ที่มีอยู่ใกล้มือในห้องวิจัยของ BBC
ผมเอา ipod video gen5 ต่อผ่าน Dock ชนิด active ตัวหนึ่ง แล้วต่อสัญญาณ RCA เข้ากับอินทิเกรตแอมป์แบบโซลิทสเตท หรือ VCL 75 วัตต์ บางวันก็ฟังแล้วเสียงดี บางวันก็เสียงไม่ดี บางครั้งก็เสียงแตกเร่งไม่ขึ้น บางวันก็เร่งได้ดังโดยไม่มีอาการคลิป พอมานั่งวิเคราะห์ดูก็ไปเจอสาเหตุ สาเหตุก็คือ ผมปรับระดับเสียงดังเบาจาก Dock นั่นเอง เพราะว่า Dock ที่ผมใช้เป็นระบบ Active มันจึงมีปุ่มให้ปรับระดับเสียงด้วย การปรับระดับเสียงที่ Dock ตัวนี้ให้ดังขึ้นบางครั้งมันเกิดอาการคลิป มีเสียงแตกเล็ดลอดออกมา มันเป็นเพราะว่า สัญญาณขาออกจาก Dock ที่ปรับระดับเสียงเพิ่มเข้าไปมันให้แรงดันที่สูงมากเกินกว่าภาคปรีแอมป์ในอินทิเกรตจะทำงานได้ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ สัญญาณวิ่งเข้าอินทิเกรตมีแรงดันสูงเกินไป และอาจจะบวกกับอิมพีแดนซ์ขาออกของ Dock อาจจะสูง ทำให้ภาครับของปรีแบ่งแรงดันไปได้ไม่เท่าไหร่ก็พีคหรือเกือบพีค ทำให้ภาคปรีที่รับสัญญาณเข้ามาขยายต่อเพียงนิดเดียวมันก็ชนเพดานของปรีแอมป์แล้ว พอมันส่งไปขยายต่อที่ภาคสุดท้ายมันก็เลยมีเสียงเครียดๆเสียงแตกให้ได้ยิน อาการนี้ต้องบอกว่าแหล่งโปรแกรมถูกเร่งเสียงแล้วเกิดอาการไม่แม็ทช์ แต่ถ้าไม่เร่งที่ Dock เสียงก็พอใช้ได้
Compass2 เป็น Dac และ headphone amp และ pre-amp ตั้งโต๊ะ ด้านหน้าเป็นปุ่มปรับทุกชนิด เริ่มตั้งแต่ด้านซ้ายสุดเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง ถัดมาเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 6.3มม. ซึ่งเป็นของ Neutrik ที่นักเล่นเครื่องเสียงให้ความเชื่อใจในด้านแจ๊คเชื่อมต่อคุณภาพสูง ปุ่มถัดมาเป็นปุ่มเลือกให้สัญญาณเสียงไปออกช่องหูฟัง หรือช่อง Line out ตรงกลางเครื่องเป็นปุ่มวอลลุ่มขนาดใหญ่ ภายในใช้วอลลุ่มของ ALPS 27 ถัดมาเป็นปุ่มเลือกค่า Gain เลือกได้สองระดับ หรือ Hi และ Low ปุ่มถัดไปเป็นปุ่ม Line in มีไว้เพื่อเลือกใช้ Compass2 ทำตัวเป็นปรีแอมป์หรือ Headphone amp เท่านั้น เมื่อเลือกใช้จะเป็นการตัดภาค Dac ออกจากระบบ สัญญาณจาก Line in จะผ่านวงจรขยายและตัวปรับระดับเสียงแล้วส่งออกไปยังช่อง Headphone out หรือ Line out ก็ได้ ส่วนปุ่มสุดท้ายเป็นลูกบิด Selector สำหรับเลือก input สัญญาณดิจิทัล ซึ่งเลือกได้ 3 อย่าง คือ USB Optical และ Coaxial
ด้านหลังของตัวเครื่องเป็นแจ๊คเชื่อมต่อทั้งหลาย เร่ิมตั้งแต่ด้านขวาสุด เป็นช่องต่อสายไฟ AC ถัดมาที่ตรงกลางเครื่อง เป็นช่องรับสัญญาณ USB ซึ่งเป็นสัญญาณหมายเลข 1 ถัดมาเป็นช่องหมายเลข 2สำหรับการรับสัญญาณดิจิทัลแบบ Optical ถัดมาเป็นช่องที่ 3 เป็นช่องรับสัญญาณดิจิทัลแบบ Coaxial ถัดไปเป็นแจ๊ค RCA 1 คู่ สำหรับรับสัญญาณ Line in และซ้ายสุดเป็นช่องสัญญาณขาออกแบบ Line out สิ่งให้แถมมาด้วยในกล่องก็จะมีสายไฟ AC สาย USB และ Jumper อีก 1 กำมือใส่อยู่ในถุงพลาสติกเรียบร้อย
ข้อมูลทางเทคนิค
อัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน หรือ S/N Ratio 119db
สัญญาณขาออกสูงสุดที่ช่อง Headphone 11V RMS
สัญญาณขาออกสูงสุดเมื่อปรับอยู่ในโหมดที่ปรับระดับสัญญาณขาออกได้ : 5V Max
สัญญาณขาออกสูงสุดเมื่ออยู่ในโหมดสัญญาณคงที่ หรือ DAC : 2.5V RMS
กำลังขับ
3600mW / 25 ohm (150mW class A)
2000mW / 50 ohm (300mW class A)
1100mW / 100 ohm (600mW class A)
400mW / 300 ohm (Full class A)
200mW / 600 ohm (Full class A)
อัตราขยาย
12DB at H gain
0 DB at L gain
อิมพีแดนซ์ขาออก
2 ohm / Headphone output
10 ohm / DAC output
ความไวในการรับสัญญาณดิจิทัล
0.5 Vp-p(75 Ohms, Coaxial)
19 dBm (Optical)
รองรับโหมดUSB1.1 / 2.0 (High Speed / Full Speed)
Support Operate Systems (USB)
Windows : 44.1kHz to 192kHz music files
OSX : 44.1kHz to 384KHz music files
Linux : 44.1kHz to 192kHz music files
Support Sampling USB model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz , 192kHz
Coaxial model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz, 176.4kHz ,192kHz
Optical model: 44.1kHz, 48kHz, 88.2kHz, 96kHz (176.4KHz and 192KHz available if the source support)
การตอบสนองความถี่ 20Hz – 20KHz (-0.2DB , DAC + amp ) 3Hz – 350KHz ( Amp parts ) 3Hz – 200KHz ( Line In )
แหล่งพลังงาน 100-120V AC 50/60 Hz หรือ 220-240V AC 50/60 Hz
อัตราการกินไฟ 20W
น้ำหนัก 5KG
สัดส่วน W240 X L320 X H80 (MM, Fully aluminium )
ทดลองฟัง
แหล่งโปรแกรมที่ใช้ในการทดสอบจะเป็น mac mini เป็นส่วนใหญ่ เชื่อมต่อเข้ากับ Compass2 ด้วยสาย USB เป็นหลัก และบางครั้งก็ใช้สาย Optical บ้างเพื่อทดสอบความแตกต่าง สัญญาณขาออกจาก Compass2 ช่อง Line out ต่อด้วยสาย RCA ไปยังแอมป์หลอด Antique Sound lab รุ่น se3.5 เป็นแอมป์หลอดระบบซิงเกิ้ลเอนด์กำลังขับ 3.5 วัตต์ ใช้งานร่วมกับลำโพง Alesis รุ่น Monitor2 ความไว 90dB ทั้งระบบไม่ใช้เครื่องกรองไฟใดๆ
จุดด้อย
ตัวถังไม่สวย ดูเหมือนของราคาถูก
ภาค line in คุณภาพน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับระบบดิจิทัลทั้งเครื่อง ควรหาโอกาสเปรียบเทียบกับโมดุลย์อัพเกรดทั้งสามชนิดให้ได้