ปลั๊กไฟที่รอคอย

P_20141215_171215
P_20141220_094045

ปลั๊กไฟเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เคยได้รับการออกแบบให้ทันสมัยเลย ทั้งๆที่อุปกรณ์ไอทีต่างๆเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันกันถ้วนหน้า คนหนึ่งคนมีอุปกรณ์ไอทีที่ต้องชาร์จไฟมากกว่าหนึ่งอย่างมานานมากแล้ว ตัวผมเองก็มีของพวกนี้จำนวนมาก และก็มีปัญหาเรื่องการเสียบสายชาร์จมาตลอด

มาลองคิดกันเล่นๆ คนหนึ่งคนต้องใช้อุปกรณ์ไอทีอะไรบ้าง ซึ่งของพวกนี้ต้องชาร์จไฟทุกวัน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง บางคนมี 2 บางคนมี 3 โน้ตบุ๊ค เครืองเล่น mp3 แท็ปเบล็ต mifi GPS อาจมีกล้องดิจิทัลอีก บางคนอาจรวมของหลายอย่างเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว แต่ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ยังมีของพวกนี้แยกกันใช้คนละหน้าที่อยู่เยอะ

ผมมาเจอปลั๊กไฟที่มีขายในเน็ตตัวหนึ่ง ดูหน้าตาแล้วต้องร้องว่า ใช่เลย มันเป็นปลั๊กพ่วงที่มีสวิตซ์ปิดเปิดไฟที่ใหญ่ดูแข็งแรง มีช่องเสียบปลั๊ก 2 ช่องเอาไว้ใช้กับโน้ตบุ๊ค มีช่องเสียบ usb 4 ช่อง โดย 2 ช่องจะเป็น usb ที่จ่ายไฟได้ 2.1 แอมป์ เพื่อเอาไว้ชาร์ตแท็ปเบล็ต มี 2 ช่องที่เป็น usb 1 แอมป์สำหรับเอาไว้ชาร์จมือถือและอุปกรณ์อื่นๆใดๆ

ผมลองเอามาต่อเล่นๆ พบว่าผมมีอุปกรณ์ที่อยากชาร์จไฟมากกว่าช่องของมันทั้งหมดรวมกัน แต่ผมก็ถือว่าพอร์ตเสียบไฟที่มีให้มาแค่นี้ก็ถือว่าตอบสนองความต้องการได้เกือบทั้งหมดแล้ว และที่ดีใจมากเป็นพิเศษคือมันชาร์จไฟเข้าเครื่องเล่น ipod shuffle gen1 ของผมได้ด้วย ซึ่งเครื่องเล่นตัวนี้จำเป็นต้องใช้ที่ชาร์จไฟที่ให้ไฟสูงกว่า 5v เล็กน้อยมันถึงจะชาร์ตไฟได้ เพราะแม้แต่อแด๊ปเตอร์ของ apple เองที่เป็นรุ่น 10w ที่ออกแบบมาให้ใช้กับ ipad ยังไม่สามารถใช้กับ ipod shuffle ได้เลย

กระเป๋า Gas Mask น่าใช้

กระเป๋าหน้าตาเชยๆ แต่เป็นกระเป๋ารุ่นที่เข้าฉากถ่ายทำหนังเรื่อง indiana jones เป็นกระเป๋าที่ผลิตจริงในยุคสงครามโลก และมีการแจกจ่ายให้ประชาชนใช้ใส่อุปกรณ์ป้องกันแก๊สพิษ กระเป๋ารุ่นนี้ได้รับการผลิตจำนวนมาก และหลงเหลือมาสู่ยุคปัจจุบัน ในช่วงที่มีการถ่ายหนังเรื่อง indiana jones ก็ได้มีการคัดเลือกกระเป๋าให้เป็นเครื่องประดับของพระเอก กระเป๋ารุ่นนี้ก็ได้รับการคัดเลือก และหลังจากหนังได้รับความนิยมและทำต่อเนื่องกันสามภาค กระเป๋า Gas Mask ก็ได้รับการสืบประวัติและถูกนักสะสมตามซื้อเก็บกันตั้งแต่หนังสามภาคดังเป็นพลุแตก

DSC_1718.JPG

คนมีนิสัยชอบถ่ายรูปจะพยายามหากระเป๋าสักใบที่มีคุณภาพดีและสามารถใส่ของได้เยอะ และสามารถพรางตัวไม่เป็นจุดเด่น ดูไม่รวย ดูไม่เป็นช่างภาพ ซึ่งกระเป๋า Gas Mask ตอบโจทย์เหล่านี้ได้หมด ตอนที่ได้มาผมก็ลองใส่ของไปหลายๆอย่างก็รู้สึกถูกใจ เพราะมันใส่ของได้เยอะโดยที่กระเป๋าไม่บวมป่อง มีช่องเล็กช่องน้อยที่ทำไว้ให้ใช้งานได้ง่าย สามารถหยิบของทุกอย่างในกระเป๋าได้โดยตรงโดยที่ไม่ต้องรื้อกระเป๋า ซึ่งการใช้งานจริงผมก็ลองใส่จนลงตัวว่ากระเป๋าใบนี้ผมใช้ใส่อะไรบ้างดังนี้

กล้องถ่ายภาพตัวที่หนึ่ง nikon 1 V1 ติดเลนส์ 10f2.8
กล้องถ่ายภาพตัวที่สอง canon eos m ติดเลนส์ 18-55STM บ้าง บางวันก็ติดเลนส์ 22f2 บ้าง
แฟลชตัวเล็ก canon ex90
เพาเวอร์แบงค์ 5500Ma ของ yoobao
สมุดโน้ตขนาด 4×5 นิ้ว ความหนาประมาณ 40 หน้า
tablet Galaxy note8 บางวันก็มี ipad mini ใส่เข้าไปด้วย
ปากกาลูกลื่น ปากกาเมจิก ดินสอเหลาอย่างละแท่ง
เครื่องเล่น mp3 ขนาดเล็ก บางวันก็ใช้ samsung w1 บางวันก็เป็น ipod shuffle gen1
หูฟัง 1 เส้น
หลอดไฟ led สำหรับต่อกับพอร์ต usb เอาไว้ส่องสว่างเวลาทำงานในที่แสงน้อย
กล้องฟิล์ม contax t3 ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น nikon1 v1 แทน

ถ้าจะบอกว่าเป็นกระเป๋าที่ถูกใจที่สุดในรอบสิบปีก็ไม่ผิด เพราะมันใส่ของที่อยากใส่ออกนอกบ้านได้ค่อนข้างเยอะและครบ กระเป๋าใบนี้ทำให้เราสามารถพกกล้องไปได้ทุกที่ เหตุที่ต้องมีกล้อง 2 ตัวเอาไว้ในกระเป๋าก็เพราะ กล้อง nikon v1 เป็นกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ขนาดเล็กมากที่สามารถโฟกัสภาพได้เร็วมาก เป็นกล้องที่ีจะหยิบมาถ่ายภาพเวลาที่ต้องการภาพเน้นเนื้อหา เน้นสาระ เน้นว่าต้องเก็บภาพให้ได้ ส่วนกล้อง eos m เป็นกล้องขนาดเล็กอีกตัวหนึ่งที่ให้ภาพได้สวย เลนส์ 22f2 พร้อมกล้อง eos m ให้ภาพชัดตืิ้นได้ถูกใจผมที่สุด แทบจะไม่ต่างไปจากกล้องโปรเลย แต่มันโฟกัสช้ามากทำให้ไม่สามารถใช้ได้ทุกสถานการณ์ มันก็เลยต้องพกสองยี่ห้อ สองบอดี้นั่นเอง

มินิรีวิว มินิคอมโป JVC EX-A3

มินิคอมโปตัวนี้เพิ่งได้มาไม่นาน จากการประกาศเคลียร์แล้นในเว็บแห่งหนึ่ง เมื่อได้มาก็ลองฟังคร่าวๆและเขียนบันทึกไว้คร่าวๆ จะเป็นรีวิวก็ไม่เชิง

IMG_0812.JPG
IMG_0819.JPG
IMG_0817.JPG

ผมพอใจกับน้ำเสียงของ A3 มาก เสียงเบสทำได้ดีไม่น่าเชื่อ บาลานเสียงของกลางแหลมกับเบสมีพอดีๆ ให้ความรู้สึกเหมือนลำโพงซับแซทชั้นดีที่จูนเสียงมาให้ฉ่ำอิ่ม จังหวะกระแทก เบสอิ่มๆ มีครบถ้วน การวางลำโพง ในคู่มือบอกให้วางห่างผนังประมาณ 15cm ซึ่งคงเป็นจุดที่ให้เบสได้ใหญ่ที่สุด แต่ผมวางห่างผนังหลังประมาณ 30cm ครับ

ราคาระดับนี้ หายากมากที่จะมีตัวที่ดีกว่าคุ้มกว่า จริงๆต้องบอกว่าไม่มีเลย ลำพังแค่ลำโพง หรือแค่ตัวเครื่องก็หาซื้อมาแทบไม่ได้แล้ว คุณภาพเสียงฟังจากแผ่นซีดี คุณภาพดีมาก เป็นเครื่องที่ฟังเพลงได้เพราะมาก ไม่เหมือนเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไปที่ฟังแล้วไม่รู้สึกเพราะ

มีรายละเอียดอีกมากที่มันส่งเสริมให้คุณภาพเสียงออกมาดี ถ้าให้สาธยาย ผมต้องไปรับเงินเดือนที่ jvc เลยแหละ
เอาคร่าวๆก็คือ ตู้ลำโพงไม้ออกแบบมาดีดูมีความตั้งใจมาก ตัวซับเสียงภายในก็ไม่ใช่ฟองน้ำทั่วไป แต่เป็นเศษไม้เอามาทำให้เป็นก้อนๆแทนฟองน้ำ ขั้วลำโพงก็มีราคา สายลำโพงที่แถมมาก็เป็นของดี ไม่ใช่สายดำแดงเล็กๆบางๆ
วงจรดิจิทัลแอมป์มีระบบ feedback 2 ชั้น เห็นโลโก้ ที่ฝาบนว่า Hybrid feedback Digital amp
ไปหาข้อมูลเพิ่ม พบว่าเป็นระบบ feedback ที่จะประมวลผลสัญญาณออกลำโพง เพื่อชดเชยทำให้การตอบสนองความถี่เสียงเป็นไปตามที่ออกแบบ มี feedback ระบบดิจิทัลเพื่อควบคุมภาคดิจิทัลแอมป์ให้ทำงานเที่ยงตรง มี feedback analog คุมอีกที ซึ่งส่วนที่เป็นอนาลอกมันคือบล๊อกการทำงานแบบ op-amp มันก็หมายความว่า A3 เป็นโคตร op-amp พลังมหาศาลลลลลลลลลลลลลลลลลล

ถ้าคุณเป็นวิศวกรไฟฟ้า เจอคอนเส็บวงจรแบบนี้ต้องซื้อสองชุดเก็บไว้เลย แม้แต่แท่นเครื่องจุดที่วางพื้นมีสามจุด ก็มีการออกแบบเป็นสามเหลี่ยม มีตัวพยุงที่เกือบสัมผัสพื้นด้วย เพื่อป้องกันการวางเครื่องเอียงหรือเครื่องสั่น จะได้ไม่ทำให้ภายในรวน การอ่านแผ่นจะได้มีคุณภาพตลอดเวลา ภาคดิจิทัลแอมป์ และภาคจ่ายไฟออกแบบให้อยู่คนละด้านของตัวเครื่อง แยกให้ห่างที่สุดเป็นหลักการออกแบบที่ปราณีตและมีหลักการครับ

ถ้าคุณมองเครื่องนี้เป็นดีวีดี มันก็เป็นเครื่องเล่นดีวีดีที่ให้เสียงเพลงได้เพราะมาก
ถ้ามองว่าเป็นชุดลำโพง มันก็เป็นแอมป์พร้อมลำโพงที่หน้าตาดี ขนาดกระทัดรัดและให้เสียงดีมาก คุณอาจจะต้องเสียเงินซื้อชุดแอมป์และลำโพงแยกชิ้นสักห้าหมื่นเพื่อให้เสียงดีกว่านี้

การเชื่อมต่อมีให้หลากหลายครับ สามารถเพิ่มซับวูฟเฟอร์ได้ มี sub out ให้ใช้ สามารถอ่านไฟล์จาก usb ได้ เพลงที่โหลดมาทั้งหลายมีเครื่องเล่นดีๆแล้ว จะต่อจาก ipod หรือ player อื่นๆทางช่อง mini ก็ได้ รับ digital in ได้ด้วย ถ้าคุณมีเครื่องเล่น media player ที่มี digital out ก็ลงตัวเลย เครื่องนี้เครื่องเดียวเข้ามาในห้องฟังผม ผมปิดแอมป์ชุดหลัก เก็บลำโพงชุดหลักไปแล้ว ราคาเต็มสองหมื่นอาจจะซื้อไม่ลง แต่พอลดราคาลงมาขนาดนี้กลายเป็นของโคตรดีไปซะได้เลย บังเอิญช่วงนี้ผมใช้เงินเยอะ ไม่งั้นจะซื้อเก็บไว้อีกตัว

ผมเพลินไปกับการเล่นคอมฯ เล่นเน็ต เล่น ipod จนไม่เคยติดตามเครื่องเสียง mini compo เลย เวลาผ่านไปตามห้างก็เจอแต่เครื่องจีนราคาไม่กี่พัน ฟังกี่รอบก็เมิน ไม่อยากซื้อกลับบ้าน อยู่บ้านก็อยู่กับลำโพงมอนิเตอร์ห้องบันทึกเสียง อยู่กับแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอนด์ มันก็ลงตัว กลมกล่อม ไม่ได้อยากมีอะไรเพิ่มเติมเข้าระบบอีกได้ jvc A3 มาก็ใช้แทนได้ไม่ตะขิดตะขวงใจ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบปีที่หยิบแผ่นซีดีมาฟังโดยตรง เพราะที่ผ่านมา ก็ฟังจากไฟล์ที่ริบเก็บไว้ตลอด

แถม รับวิทยุได้ค่อนข้างดีครับ ฟังเสียงดีเจแล้วไม่อยากปิดเครื่องเลย.

รีวิวเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบพกพา Crosley Revolution CR6002A-BK

sale2013-IMG_0026

เครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นสิ่งที่อยู่กับวงการเครื่องเสียงมายาวนานที่สุดในบรรดาอุปกรณ์ต่างๆในแวดวงของนักเล่นเครื่องเสียง รูปทรงก็จะเป็นลักษณะของแป้นหมุนที่มีแขนประหลาดหรือโทนอาร์มติดหัวเข็มที่จิกลงไปบนแผ่นเสียงที่กำลังหมุนอยู่ เครื่องเล่นแผ่นเสียงได้รับความนิยมก่อนสื่ออื่นใดในโลกเพราะมันเกิดก่อน และเมื่อเวลาผ่านไป สื่อที่เกิดใหม่อย่างเทป ซีดี ดีวีดี เอสเอซีดี และไฟล์ mp3 ก็ได้ทำให้โลกของการเล่นแผ่นเสียงซบเซาลง แต่ว่า ยังคงมีกลุ่มนักเล่นกลุ่มเล็กๆที่ยังหลงไหลและใช้งานแผ่นเสียงอยู่

sale2013-IMG_0010

เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่หลงเหลืออยู่ในยุคดิจิทัลอย่างปัจจุบันนี้จะมีไม่มาก ไม่แพงไปเลยก็ถูกไปเลย ของแพงก็คือของที่ตั้งใจทำมาให้มีคุณภาพสูง มีหน้าตาดี สามารถเล่นเพลงจากแผ่นเสียงได้คุณภาพสูงมาก คนที่เล่นในกลุ่มนี้จะมีฐานะทางการเงินที่ดี เพราะของมันแพงมาก กับแบบที่ถูกไปเลยก็คือออกแแบบมาเหมือนเป็นของเล่น เป็นของใช้งานแบบแฟชั่นบ้าง แบบใช้งานจริงในชุดเครื่องเสียงราคาถูกบ้าง ซึ่งกลุ่มหลังนี้จะเป็นกลุ่มนักเล่นเครื่องเสียงระดับกลางๆเป็นส่วนใหญ่ รวมไปถึงนักเล่นมือใหม่ที่อยากลองของโบราณอยู่บ้างให้พอรู้รส แต่ไม่อยากจะจ่ายเงินหนักๆ

sale2013-IMG_0019

เครื่องเล่นแผ่นเสียงในภาพนี้เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ออกแบบมาให้เป็นของราคาประหยัด ชื่อรุ่น Crosley Revolution CR6002A-BK ราคาขายค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอุปกรณ์เครื่องเสียงต่างๆ มันมีค่าตัวแค่ 99ดอลล่าร์ในตลาดต่างประเทศซึ่งราคาระดับนี้เป็นราคาต่ำสุดของเครื่องเล่นที่มีคุณภาพดีและมียี่ห้อที่น่าเชื่อถือ

sale2013-IMG_0002

crosley เป็นยี่ห้อที่เน้นผลิตแต่เครื่องเล่นแผ่นเสียงหน้าตาโบราณเป็นหลัก หากไปดูในเว็บไซต์ของเขาเองจะเห็นว่ามีแต่เครื่องหน้าตาแนววินเทจ เหมาะกับการใช้เป็นของแต่งบ้านเสียงจริงๆ แต่ก็จะมีเครื่องเล่นตัวนี้ที่นำมาทดสอบที่จะอยู่ในข่ายเครื่องเล่นหน้าตาทันสมัยดูโมเดิร์น แต่ก็ดูเป็นของราคาถูกไปพร้อมกัน

sale2013-IMG_0006

เครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นนี้เป็นเครื่องที่ออกแบบมาให้ใช้พกพา เคลื่อนย้ายได้สะดวก ขนาดเล็กอย่างน่าประหลาดใจ คงเหลือแต่ชิ้นส่วนที่จำเป็นในการเล่นเท่านั้นที่เหลือตัดออกหมดเลย แม้แต่ขนาดก็ยังเล็กกว่าแผ่นเสียงเสียด้วย

sale2013-IMG_0013

ฟังค์ชั่นทั่วไปที่ควรจะมีในเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็มีครบครัน ทั้งการเปิดปิด การเล่นด้วยความเร็วระดับ 33 และ 45 รอบต่อนาทีซึ่งเราสามารถเลือกได้ มีช่องต่อขาออกให้สองชนิด อย่างแรกคือช่อง lineout ที่ให้สัญญาณระดับไลน์ ซึ่งเหมาะสำหรับการเชื่อมต่อกับเครื่องขยายเสียงหรือลำโพงที่มีวงจรขยายในตัวอย่างลำโพงคอมพิวเตอร์ กับอีกช่องหนึ่งคือช่อง headphone ที่เอาไว้เสียบด้วยหูฟังเพื่อฟังส่วนตัวเลย

sale2013-IMG_0008

ฟังค์ชั่นที่เด็ดและมีมากกว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงไฮเอนด์ตัวอื่นมีหลายฟังค์ชั่นมาก ไล่ไปทีละตัว เริ่มจากการมีลำโพงในตัว เครื่องเล่นแผ่นเสียงตัวนี้มีลำโพงในตัวสามารถเปิดแผ่นแล้วฟังเสียงได้เลยทันที หากต้องการคุณภาพเสียงแค่ฟังรู้เรื่อง ฟังได้ยิน มันให้ได้เลย คุณภาพเสียงลำโพงในตัวจะคล้ายๆกับวิทยุราคาถูกที่มีลำโพงเล็กๆบางๆติดตัวมาด้วย เสียงกลางเสียงสูงจะได้ยินครบ แต่เบสไม่ค่อยมี เอาไว้ฟังข่าวฟังก็พอไหว

sale2013-IMG_0011

อีกฟังค์ชั่นหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นพระเอกที่หาไม่ได้จากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องอื่นๆอีกแล้วนั่นก็คือฟังค์ชั่นการส่งสัญญาณเสียงผ่านคลื่นวิทยุ fm ได้ในตัว เครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนี้มี fm transmitter ในตัว สามารถเลือกความถี่ที่จะส่งคลื่นได้สองความถี่ เราสามารถเปิดแผ่นเสียงแล้วปล่อยสัญญาณ fm ออกไป แล้วใช้เครื่องรับวิทยุในบ้านมาจูนคลื่นให้ตรงกันเพื่อรับสัญญาณเสียงได้ทันที นอกจากวิทยุตั้งโต๊ะแล้ว พวกเครื่องเล่นเพลงพกพาที่รับวิทยุได้ มือถือที่รับวิทยุได้ก็จะสามารถรับคลื่นจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย ระยะการส่งคลื่นที่หวังผลได้ว่าคุณภาพดีอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 2 เมตร ถ้าระะทางมากขึ้นคลื่นจะเริ่มไม่ชัด เท่าที่ลองฟัง คลื่นวิทยุจะค่อนข้างแรง มันสามารถเบียดคลื่นวิทยุชุมชนที่อยู่ติดกันได้เป็นอย่างดี

อีกฟังค์ชั่นหนึ่งที่เด็ดไม่แพ้นกันและไม่มีในเครื่องเล่นแผ่นเสียงไฮเอนด์อื่นๆนั่นก็คือการเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ด้วยพอร์ต usb ซึ่งฟังค์ชั่นนี้จะเอาไว้ใช้บันทึกแผ่นเสียงลงเป็นไฟล์นั่นเอง นัั่นหมายความว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงตัวนี้สามารถต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ และมันก็มีซอ์ฟแวร์แถมมากับเครื่องเป็นโปรแกรม Audacity ที่เอาไว้บันทึกเสียง ความละเอียดในการบันทึกเป็นไฟล์จะอยู่ที่ระดับ 16bit 44.1k

sale2013-IMG_0023

คุณภาพเสียงของเครื่องเล่นแผ่นเสียงจะขึ้นอยู่กับคุณภาพแผ่นเป็นหลัก ถ้าได้แผ่นสภาพดี ฝุ่นน้อยมาฟังก็จะได้คุณภาพที่สูงพอสมควร บางแผ่นที่ทดสอบฟัง ผมใช้แผ่นซื้อใหม่ ก็ให้คุณภาพเสียงที่ดี บางแผ่นเป็นแผ่นมือสองที่เคยซื้อสะสมไว้เกือบสิบปี ก็มีเสียงฝุ่นปนๆออกมา มีครอกแครกให้รำคาญใจอยู่ แล้วน้ำเสียงจริงๆของมันถ้าแผ่นสภาพดีมันจะดีกว่า mp3 ไหม ข้อนี้ผมยังตอบไม่ได้ เพราะว่าระบบการเล่นแผ่นเสียงแบบสำเร็จรูปแบบที่ผมลองนี้ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นมารตรฐานการเล่น เราเล่นเพื่อจะรับรู้ว่าอรรถรสการเล่นแผ่นเสียงนั้นเป็นอย่างไรมากกว่า ไฟล์เพลง mp3 และไฟล์ระดับไฮเรสต่างๆในระบบที่ผมมีอยู่ให้คุณภาพที่ดีกว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนี้ทั้งสิ้น สิ่งที่แผ่นเสียงให้ได้มากกว่าระบบไฟล์ดิจิทัลในบางมุมก็คือ บางแผ่นที่เป็นแผ่นเก่า ยุคเก่า เป็นยุคที่ยังไม่มีระบบซีดี ระบบการบันทึกเสียงยังเป็นอนาลอกอยู่ เมื่อเราฟังเพลงเหล่านั้นผ่านแผ่นเสียง มันคือรสชาดแท้ๆของอัลบั้มนั้นๆ และบางครั้ง บางอัลบั้มก็ไม่มีผลิตออกมาในรูปแบบของแผ่นซีดี การฟังจากแผ่นเสียงจึงเป็นทางเลือกเดียว

ข้อดีของการมีระบบ usb ก็คือ เราสามารถใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกแผ่นเสียงไปเป็นไฟล์ดิจิทัลได้อย่างง่ายดายกว่าแต่ก่อน ผลจากการลอง rip เป็นเสียงไปเป็นไฟล์ดิจิทัล ส่วนใหญ่ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าที่คาดไว้

sale2013-IMG_0037

ลองต่อกับลำโพงเพื่อจัดเป็นชุดฟังเพลงบ้าง ผมต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงเข้ากับลำโพงคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ elephant ที่มีราคาขาไม่กี่ร้อยบาท เป็นลำโพงขนาดเล็กที่ให้เสียงเบสลึกได้ลึกจริงๆ และสามารถถ่ายทอดเสียงเบสออกมาได้อย่างน่าฟัง เมื่อต่อเป็นชุดฟังเพลงแล้วก็จัดแจงหาแผ่นเพลงที่ชอบมาลองเปิดทันที มีทั้งแผ่นใหม่และแผ่นเก่าสลับกันฟังเต็มไปหมด

sale2013-IMG_0047

พอลองต่อฟังก็รู้สึกประทับใจดี จัดเป็นชุดอนาถาไฮเอนด์ หน้าตาของทั้งชุดเมื่อวางบนหิ้งก็ออกมาแบบนี้ มันก็ให้ความเพลิดเพลินได้ดี ข้อดีของการฟังเพลงจากแผ่นเสียงก็คือเราได้ดูปก ได้ดูรายละเอียดที่พิมพ์ไว้ในแผ่นหรือในซอง ก็คือได้อ่านข้อมูลคร่าวๆของอัลบั้มนั่นเอง มันเหมือนสมัยก่อนตอนที่ฟังเพลงจากม้วนเทป เราซื้อเทปมาก็จะดูปก ดูรายชื่อคนทำงานเบื้องหลัง ได้รู้ว่าศิลปินมันจะต้องขอบคุณพ่อแม่พี่น้องโคตรเง่าศักราชเต็มไปหมด กับแผ่นเสียงก็คล้ายๆกัน เราได้เสพข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากดนตรี

sale2013-IMG_0054

ส่วนข้อเสียก็มีอีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการยกหัวเข็มวางก็ต้องระวัง เมื่อเล่นหมดแผ่นก็ต้องยกเก็บเอง เปิดทิ้งไว้ให้มันเล่นซ้ำเฉพาะเพลงหรือเล่นซ้ำทั้งแผ่นก็ไม่ได้ แถมคุณภาพเสียงก็ยังไม่ดีมากเพราะมีเงินจ่ายแค่ของราคาเด็กเล่น ไอ้ของแพงๆระดับไฮเอนด์ราคาเท่ารถยนต์ก็เอื้อมไม่ถึง รวมไปถึงข้อเสียที่สำคัญที่สุดก็คือ ราคาแผ่นเสียงแพงกว่าแผ่นซีดีอย่างน้อยสามเท่า เพลงฝรั่งของนอร่าโจนส์ชุดแรก ซีดีสามร้อยกว่าบาท แต่พอเป็นแผ่นเสียงแผ่นละหนึ่งพัน แพงกว่า เล่นยากกว่า แต่ก็น่าแปลกที่ยังมีคนพยายามจะเล่น

รีวิว Sennheiser HD800

รีวิว sennheiser hd 800
วันที่ 31 กรกฏาคม2556
โดย วุฒิชัย เจริญบุรี pockethifi@gmail.com
pockethifi.wordpress.com

ตลาดหูฟังค่อยๆเติบโตแบบเงียบๆ คนเล่นเครื่องเสียงบ้านอย่างผมแค่เผลอไปสนใจเรื่องถ่ายภาพ ไปสนใจเครื่องเสียงรถไม่กี่ปี วงการหูฟังและเครื่องเสียงพกพาดันเติบโตอย่างน่าประหลาดใจ จากการกำเนิดของ ipod ที่เป็นเครื่องเล่นพกพาแสนสะดวก การก๊อปปี้เพลงฟังกันอย่างง่ายดายทำให้เครื่องเสียงพกพามียอดขายสูงมาก พอเครื่องเล่นเยอะ หูฟังก็เยอะตาม ใช้กันทิ้งขว้างซื้อใหม่กันเป็นว่าเล่น

IMG_2233

ความนิยมเครื่องเสียงพกพาทำให้วงการหูฟังตื่นตัว มีการออกผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณภาพออกมาให้นักฟังเพลงนอกบ้านได้ใช้งานกันสารพัดรูปแบบ หูฟังคุณภาพต่ำที่แถมมากับเครื่องเล่นก็ถูกแทนที่ด้วยหูฟังที่ดีขึ้น แพงขึ้น หูฟังพกพาเส้นเล็กๆไม่ค่อยสะใจ บางคนก็พกหูฟังตัวใหญ่ขึ้น ไปหาหูฟังแบบครอบหูมาใช้กันนอกบ้าน ทั้งที่ในอดีตหูฟังแบบครอบหูนี้ใช้งานอยู่ในบ้าน ใช้ในสตูดิโอมาตลอดหลายสิบปี แต่มาช่วงไม่กี่ปีนี้เองที่หูฟังแบบครอบหู ได้รับความนิยมจนเห็นกันได้บ่อยในสถานที่ต่างๆ ทั้งบนรถไฟฟ้า ร้านอาหาร กลายเป็นของพกพาไปได้อย่างงงๆ

IMG_2254

พอหูฟังเริ่มเยอะ ก็มีแอมป์ขับหูฟังให้เลือกใช้ นัยว่าเพื่อช่วยยกระดับเสียงให้หูฟังตัวโปรด พอแอมป์หูฟังเริ่มเยอะ หูฟังก็พัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ต่างคนต่างพาวงการก้าวไปข้างหน้า จนกระทั่งเรามีงานแสดงเครื่องเสียงสำหรับหูฟังกันโดยเฉพาะ พอมีงานเครื่องเสียง เราก็ต้องมีหูฟังระดับไฮเอนด์ไว้แสดงศักยภาพ หูฟังไฮเอนด์ก็พาเหรดกันออกมาเต็มไปหมด วันนี้เราก็เลยจะมารีวิวหูฟังตัวท๊อปตัวหนึ่งของวงการครับ นั่นคือ Senheiser HD800

พูดถึงยี่ห้อ Sennheiser ก็ต้องนึกถึงหูฟัง รุ่นพกพายอดฮิตอย่าง MX400 ซึ่งราคาแสนถูกคุณภาพดีเกินตัว ส่วนหูฟังแบบครอบหูหรือแบบครอบหัว หรือจะเรียกว่าอะไรก็ได้ที่มันยัดเข้ารูหูไม่ได้ ก็จะมีรุ่นยอดนิยมอยู่สามตัว นั่นคือ HD600 HD650 และ HD800 ซึ่งหลังๆอาจจะมีตัวอื่นออกมาเรื่อยๆ แต่รุ่นที่ได้รับความนิยมในวงการหูฟังของต่างประเทศจะเป็นสามตัวนี้เป็นส่วนใหญ่

IMG_2236

หูฟัง HD 800 เป็นหูฟังระดับสูงสุดของตลาดเครื่องเสียงโฮมยูสและสตูดิโอ จริงๆจะมีตัวที่ท๊อปเว่อร์ยิ่งกว่านี้แต่มันไม่ได้เจาะตลาดกลุ่มไหนเลย นั่นคือรุ่น opheus ที่เป็นหูฟังมาพร้อมแอมป์ ใครมีหูฟังตัวนี้ควรทำพินัยกรรมไว้ด้วย เพราะแสดงว่าคุณเป็นคนรวยมาก กลับมาที่ HD800 ต่อดีกว่าครับ เจ้า HD800 เป็นพี่ใหญ่ของค่ายในตลาดโฮมยูส ใครใช้ตัวนี้ไม่ต้องหาตัวอื่นแล้วเนื่องจาก HD800 เป็นตัวที่ราคาสูงที่สุดคุณภาพดีที่สุดที่ทาง sennheiser ตั้งใจทำจริงๆ พอหาซื้อมาใช้แล้วก็พบว่ามันใช้กับเครื่องเสียงพกพาไม่ค่อยเวิร์ค เพราะหูฟังขนาดใหญ่ ความต้านทานสูง ความไวต่ำ มันต้องการกำลังขับที่มากกว่าหูฟังทั่วไป คนที่มีหูฟังระดับนี้เลยจำเป็นต้องมีแอมป์หูฟังอีกตัวหนึ่งซื้อคู่กันมา เหมือนมีมะนาวดองแล้วต้องไปหาซื้อเป็ดมาตุ๋นนั่นเอง แถมราคาแอมป์หูฟังก็ใช่ว่าจะราคาถูก มันแพงกว่าแอมป์ขับลำโพงเสียอีกทั้งๆที่กำลังขับที่ใช้กับหูฟังอยู่ในระดับมิลลิวัตต์เท่านั้น

ข้อมูลทั่วไปของ HD800

IMG_2235

หูฟัง HD800 เป็นหูฟังชนิดครอบหัวที่โครงสร้างส่วนที่แข็งจะทำจากสแตนเลส มีความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา สายคาดที่รับน้ำหนักบนศรีษะจะหุ้มด้วยกำมะหยี่เนื้อนุ่ม ตัวส่วนของหูครอบจะเป็นโครงสร้างที่ใหญ่มาก สามารถครอบใบหูได้ทั้งใบ ถ้าใครมีใบหูไม่ผิดมนุษย์เกินไปคุณสามารถใช้งาน HD800 ได้โดยที่ใบหูไม่โดนสัมผัสกับตัวหูฟังเลย

IMG_2240

ไดรเวอร์ที่ใช้ใน HD800 เป็นแบบไดนามิค มีขั้วต่อสายเพื่อถอดเปลี่ยนหรืออัพเกรดคุณภาพเสียงได้ ในตลาดมีผู้ผลิตสายอัพเกรดมารองรับหูรุ่นนี้อยู่เช่นกัน แจ็คเสียบจะเป็นชนิด 6.3มม. ความยาวสายที่ให้มาประมาณ 3 เมตร มาพร้อมกล่องบรรจุหรูหราสุดๆ ในกล่องมีช่องวางมีผ้ามันวาวสีดำรองรับ แค่เปิดกล่องออกมาก็ไม่อยากเอามือจับหูฟังแล้วเพราะกลัวเปื้อนนั่นเอง

IMG_2249

ด้านที่ใช้คาดผ่านหัวจะทำจากสแตนเลส มีลายสลักเป็นชื่อรุ่น และ ซีเรียลนัมเบอร์ พร้อมด้วยการบอกระยะห่างเพื่อปรับขนาดของตัวคาดเป็นเส้นๆแบ่งเอาไว้หลายระดับ

ข้อมูลทางไฟฟ้า

IMG_2242

ไดรเวอร์ชนิดไดนามิค ความต้านทาน 300 โอห์ม
ความไว 102dB ที่แรงดัน 1 โวลท์
รองรับกำลังขับ 500 มิลลิวัตต์
ความเพี้ยนที่วัดได้ 0.02% ที่แรงดันทดสอบ 1 โวลท์
น้ำหนักกดทับของตัวโครงสร้าง 3.4 นิวตัน +- 0.3
น้ำหนัก 330 กรัม
ขั้วเสียบแจ๊คเป็นแบบสเตอริโอ 6.3 มม.
ตอบสนองความถี่ 14-44100 เฮิร์ตซ์ ที่ระดับ -3dB
สายหูฟังเป็นแบบ OFC ยาว 3 เมตร

ทดลองฟัง

IMG_2237

หูฟัง HD800 จะใช้ทดสอบร่วมกับอุปกรณ์ดังนี้
ใช้ฟังกับคอมพิวเตอร์จะต่อผ่าน DAC แล้วมาเข้าแอมป์หูฟังคือ Audio GD Master8
ใช้ฟังกับ iPod Video จะต่อ ผ่าน Dock ชนิด active แล้วมาเข้าแอมป์ Master8
ถ้าฟังกับ MP3 อื่นๆที่ไม่มี Dock จะต่อผ่านช่อง Headphone ด้วยสาย mini to RCA เข้าแอมป์ Master8
หลักๆก็คือ HD800 จะขับด้วยแอมป์ Master8 นั่นเอง ใช้การเชื่อมต่อด้วยสายที่มากับหูฟังผ่านชั้วต่อ 6.3มม.

IMG_2244

สิ่งที่สัมผัสได้ว่าหูฟังตัวนี้มันออกแบบมาดีก็คือ น้ำหนักเบามากเมื่ออยู่บนศรีษะแล้ว การออกแบบส่วนที่คาดหัวร่วมกับส่วนครอบหูที่ใหญ่โต ดูด้วยตาแล้วน่าจะน้ำหนักเยอะ คออาจจะหักได้เมื่อใช้นานๆ แต่กลับกลายเป็นว่าตำแหน่งที่มันสัมผัสกับหัวเรานั้นมันช่วยกระจายแรงการกดต่างๆไปในบริเวณที่กว้าง จนแทบจะไม่รู้สึกเลยว่าหนัก จะบอกว่าเบาก็ไม่ผิด มันไม่ได้โล่งเหมือนไม่มีอะไร แต่มันไม่หนัก ไม่เป็นภาระในการใช้งานแต่อย่างใด ถ้าต้องฟังเพลงต่อเนื่องหลายชั่วโมง หูฟังอย่าง HD800 นี่แหละที่เหมาะสมอย่างมากในเรื่องสรีระ น้ำหนักกดทับที่แผ่วเบาทำให้มันเหมือนมีใครเอามือมานวดศรีษะให้เบาๆ ราวกับว่ากำลังนวดสปาอยู่

IMG_2245

เพลงแรกดังขึ้น สิ่งที่โดดเด่นและรู้สึกได้ทันทีคือเสียงกลางแหลมที่ชัดและใสอย่างมาก เสียงดนตรีที่เป็นเครื่องเคาะโลหะจะฟังชัดมาก ชัดจนบางคนอาจจะรู้สึกเสียงจัดจ้านเกินไป ซึ่งจริงๆแล้วมันชัดในระดับมอนิเตอร์ คือใช้เป็นมอนิเตอร์เพื่อใช้งานในห้องบันทึกเสียงได้เลย

เสียงกลางนักร้องทั้งชายและหญิงจะมาในโทนที่ชัด ใส เนื้อเสียงมีครบแต่ไม่หนาติดหู ถ้าฟังผ่านๆไม่กี่นาที อาจจะรู้สึกว่าหูฟังตัวนี้เสียงบาง ไม่ฉ่ำ ไม่หวาน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเราต่างก็คุ้นชินกับความหวานของแอมป์หลอด เสียงนักร้องฉ่ำๆของแผ่นออดิโอไฟล์ค่ายจีนที่เอาเพลงเพราะมาร้องใหม่ ถ้าฟังไปนานๆเราจะพบว่า เสียงที่รู้สึกบางนั้น ไม่ได้มีลักษณะที่ว่าความถี่ย่านต่ำหดหาย แต่มันลดระดับความอิ่มลงไป เราจะได้ดุลย์ของน้ำเสียงโดยรวมที่พอดี เสียงร้องที่ใสและชัด ชิ้นดนตรีทุกอย่างชัดเหมือนกัน ไม่ได้เน้นย่านใดเป็นพิเศษ

IMG_2238

ตอนฟังกับแผ่นออดิโอไฟล์ค่ายจีน อย่างของ susan wong หรือ ไช่ฉิน ผมรู้สึกว่าเสียงมันบางลงกว่าที่คุ้นเคย แต่เสียงแหลมจะเหมือนเน้นให้ชัดมากเป็นพิเศษ และบางแผ่นออกจะเน้นเสียง ส ซ มากเกินไป คงเป็นลักษณะที่ตั้งใจทำแผ่นมาให้ฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงร้องชัดมาก พอมาเจอกับหูที่ไวต่อเสียงแหลมกลายเป็นเสียงร้องจัดเกินไป แต่พอไปฟังแผ่นออดิโอไฟล์ค่ายฝรั่งของศตวรรษที่แล้ว อย่างJennifer WarnsชุดThe Hunter กลับรู้สึกว่าเสียงมันบาลานซ์พอดี เพลงยอดฮิตในแผ่น The Hunter มีอยู่สองสามเพลง มันฟังแล้วเพลิน ไม่อึดอัด เบสลึกแสดงพลังอยู่ในพื้นที่ของมัน มีตัวตน แต่ไม่แย่งกันเด่น ยิ่งกลับไปฟังแผ่นของ Clair Marlo ชุด Let it go ซึ่งเป็นแผ่นที่อัดมาระดับเสียงค่อนข้างเบา และเบสไม่อิ่ม ไม่ล้นเหมือนแผ่นสมัยใหม่ยิ่งฟังได้ไพเราะกว่าเดิม เพราะความทรงจำของผมคือ แผ่น Let it go นี้ เสียงใส สะอาด แต่ไม่ได้ฉ่ำหวานเรียกลูกค้า หลังๆจะไปชินกับแผ่นค่ายจีนจนกลับมาฟัง Let it go แล้วกลายเป็นบางเกินไป ทำให้ไม่ได้หยิบมาฟังหลายปี พอรอบนี้ขุดมาฟังกับ HD800 กลายเป็นว่าแผ่นนี้เพราะมากจริงๆ เสียงย่านต่ำไล่ไปย่านสูงมีให้ฟังกันครบถ้วน ไม่มีอะไรล้ำ ไม่เน้นย่านใดเป็นพิเศษ มันพอดีจนน่าฟัง

IMG_2252

เสียงเคาะแฉในแผ่นค่าย Shefield Lab กับ Chesky Record ให้ความรู้สึกแข็ง คม ชัดใกล้เคียงเสียงจริงๆอย่างมาก ใครเคยอยู่ในห้องซ้อมดนตรี ถ้าเคยไปฟังกลองสด ลองมาฟังแผ่นคุณภาพดีผ่าน HD800 น่าจะยอมรับได้เลยว่ามันถ่ายทอดได้ใกล้เคียงของจริงเพียงใด HD800 ถ่ายทอดทุกเสียงออกมาอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้มอนิเตอร์ทุกเสียงได้อย่างแม่นยำ บางคนอาจจะไม่ชอบแนวทางนี้ แต่ถ้าใครนิยมกับลัทธิ สดดิบ ไม่ปรุง หรือบริสุทธิ์นิยม ต้องลองครับ ต้องลอง

เคยมีคนแสดงความเห็นว่า HD800 น่าจะได้จับคู่กับแอมป์หลอดเพื่อเน้นเสียงเบสให้อิ่มเพิ่มขึ้น อันนี้น่าจะเป็นรสนิยมความชอบของแต่ละคน บางคนแนะนำว่าให้เปลี่ยนสาย ซึ่งก็เป็นประเด็นที่ผมอยากลองอยู่เหมือนกัน ถ้าปรุงแต่งได้ถูกใจก็จะได้เสือติดปีกเลย การจับคู่กับแอมป์โซลิทสเตทคุณภาพสูงๆสักตัวก็ไม่ได้เสียหายอะไร ความใส ความฉับไวที่โดดเด่นของ HD800 มันน่าจะคงอยู่เต็มที่เมื่อใช้งานผ่านโซลิทเสตท แต่อย่างไรก็คงต้องได้ฟังผ่านแอมป์หลอดอีกทีเพื่อจะตัดสินใจได้ตรงความต้องการที่สุด

ความโปร่งใส ความฉับไวที่เป็นจุดเด่น และบาลานซ์เสียงที่ดี ทำให้การฟังเพลงได้ยินดนตรีครบทุกชิ้นแบบไม่คลุมเครือ และเมื่อได้ทดลองเอาไปดูหนังด้วยแล้้วต้องบอกเลยว่ามันดูหนังสนุกมาก เอฟเฟ็คสารพัดที่หนังใส่มาให้เราได้ยินต่อเนื่องพร้อมๆไปกับบทพูดที่ฟังชัดเจนไม่คลุมเครือ ดนตรีแบ็คกราวน์ในหนังที่ห่อหุ้มเราไว้ทำให้เราเพลินราวกับว่าดูอยู่ในโรงหนัง อาการล้าหรือปวดเมื่อยไม่มีปรากฏเลย นอกจากคุณภาพเสียงที่ดีพอที่จะถ่ายทอดความอลังการของเพลงเพลงประกอบหนังแล้ว รูปทรงที่ออกแบบมาให้สวมใส่ได้สบายสุดๆทำให้เราอยู่กับหนังได้จบเรื่อง ด้วยความสามารถของไดรเวอร์ที่สามารถรองรับความถี่ต่ำได้ต่ำจริงๆและทนกำลังขับได้มากพอ ทำให้เสียงต่ำลึกในหนังสามารถแสดงออกมาผ่านหูฟังได้เกือบจะครบถ้วน เรียกง่ายๆว่า ถ้าอยู่บ้านคนเดียว ข้างบ้านไม่มีใคร ก็เปิดหนังกับระบบเสียง 5.1 ลำโพง 5-6 ตัวไปเลย แต่ถ้าต้องฟังเงียบๆ ใส่ HD800 แทนก็ได้อรรถรสที่ดีทดแทนกันได้

ฟังแผ่น metalica เพลง entersandman เพลงร๊อคระดับโลกอันเป็นเครื่องหมายการค้าของวงนี้ไปแล้ว เพลงนี้มีกลองและเบสที่เล่นกันง่ายๆไม่ซับซ้อน แต่เพราะ HD800 ให้เสียงกลองที่สด กระชับ ทุกเม็ดของกลองได้ยินครบถ้วน หัวโน้ตของกลองมาเร็ว จบเร็ว ไม่ลากยาวให้บวมเบลอ เสียงกีต้าร์ไฟฟ้าก็มีเอฟเฟ็คโอเวอร์ไดร์ฟแตกซ่านในระดับที่น่าฟัง ไม่ได้เสียดหูเลย การฟังเพลงเฮฟวี่เมทัลแล้วไม่เสียดหูมันแสดงให้เห็นว่า HD800 ไม่ได้มีเสียงสูงที่กัดหูขนาดน่ากลัว มันขึ้นอยู่กับว่าอัลบั้มนั้นๆทำมาสเตอร์ไว้อย่างเที่ยงตรง หรือทำไว้เรียกร้องความสนใจกับซิสเต็มที่ให้เสียงแหลมได้น้อยกว่าที่ควร ผมเชื่อว่าแผ่นออดิโอไฟล์ค่ายจีนหลายๆแผ่นจงใจเน้นเสียงร้องให้ชัดเกินพอดีไปเล็กน้อยเพื่อฟังกับอุปกรณ์ราคาย่อมเยาทั้งหลายแล้วจะรู้สึกว่าเสียงร้องชัดเป็นพิเศษ ซึ่งเมื่อเทียบกับอัลบั้มของฝรั่งที่น่าเชื่อถือแล้ว กลายเป็นเพลงค่ายจีนมันแหลม ล้นเกินไป จนมันไม่เพราะเมื่อฟังกับ HD800

เพลงบรรเลงแนว pop แนว love song หลายๆเพลง ให้น้ำเสียงฟังสบาย ไม่มีอะไรล้น ไม่มีอะไรเกิน ไม่มีลาวเนสแถม ทุกอย่างราบเรียบฟังง่าย โทนเสียงย่านต่ำลงไปลึกมาก เสียงอะคูสติกกีต้าร์ที่เล่นโน้ตเบสมันมีความใหญ่สมเหตุสมผล เบสคมและกระชับมาก แนวเสียงของ HD800 เป็นมอนิเตอร์ดีๆนี่เอง

HD800 เหมาะกับใคร
คนที่ชอบเสียงสด เปิดเผย เสียงเคาะกรุ๊งกริ๊ง ชอบดนตรีเล่นสด
คนที่ชอบนักร้องผู้หญิงเสียงใส
คนที่ชอบดูหนังด้วยหูฟัง แต่ควรใช้ร่วมกับแอมป์หูฟังคุณภาพดีด้วยเช่นกัน
คนที่ทำงานมอนิเตอร์เสียงเพื่อบันทึกมาสเตอร์

HD800 ไม่เหมาะกับใคร
คนที่ชอบสไตล์เสียงฉ่ำหวาน ติดลาวเนสนิดๆ ตรงนี้จะรู้สึกว่า HD800 เสียงบางเกินไป
คนที่ฟังแผ่นค่ายจีนบ่อยๆ โดยเฉพาะนักร้องหญิงบางอัลบั้มเน้นเสียง ส ซ มากจนรู้สึกเกิน

จุดเด่น
HD800 ทนกำลังขับได้สูง มีความฉับไวมาก โน้ตเสียงไม่ปะปนจนโฟกัสยาก
เสียงร้องใส ชัด เสียงเครื่องเคาะต่างๆให้ความรู้สึกเป็นโลหะจริงๆ

จุดด้อย
เสียงค่อยข้างเปิดเผย ถ้าไปเจอกับเพลงอัดไม่ดี แอมป์คุณภาพต่ำ เสียงจะจัดขึ้นมาทันที
ด้วยความที่มีบุคลิกที่เปิดเผยทำให้การเลือกใช้แอมป์เป็นเรื่องที่ต้องคิดเยอะ การเลือกสายก็คงเยอะเช่นกันถ้ายังค้นหาไม่เจอคู่แท้ที่ถูกหู
ใช้กับเครื่องเสียงพกพาลำบาก เพราะว่าแจ๊คแบบ 6.3มม. ต้องหาอแด๊ปเตอร์มาใช้ และพลกำลังของเครื่องเสียงพกพามักจะไม่พอที่จะขับ HD800 แค่พอมีเสียงแต่เปิดดังไม่ได้

สรุป
HD800 เป็นหูฟังระดับมอนิเตอร์ที่มีความเที่ยงตรงของเสียงอย่างมากที่สุดตัวหนึ่งเท่าที่เคยสัมผัสมา ใครเคยเล่นดนตรี เคยใช้เวลาในห้องซ้อมจะคุ้นเคยกับเสียงแนวนี้ การตอบสนองต่อเสียงดนตรีทำได้ฉับไวมาก เครื่องเคาะโลหะจะให้เสียงที่คมแข็งสมจริงมากกว่าหูฟังแนวตลาดทั่วไป ถ้าได้แหล่งโปรแกรม หรือ เพลงที่บันทึกมาได้มาตรฐานจะทำให้การฟังนั้นเพลิดเพลินอย่างแท้จริง ความสบายตอนสวมใส่เป็นเลิศ หากเคยบ่นว่าหนัก หรือหนีบหัวแทบแตกกับหูฟังตัวไหนก็ตาม ลองมาใส่ HD800 แล้วจะรู้สึกเลยว่า คำว่าสบายหัวเป็นอย่างไร ค่าตัวหูฟังเท่าไหร่ต้องเติมเงินค่าแอมป์อีกเท่าๆกันด้วยถึงจะฟิน

รีวิวลำโพง Roger LS3/5 และ AB1 Sub Woofer

รีวิวลำโพง Roger LS3/5 และ AB1 Sub Woofer
15jun2013

IMG_2261

ลำโพงเป็นอุปกรณ์หลักอย่างหนึ่งของการฟังเพลง ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นคลื่นเสียง วงการเครื่องเสียงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆกันอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ได้รับการปรับปรุงบ่อยและเปลี่ยนแปลงอย่างมากจะเป็นไปในส่วนของเครื่องเล่นหรือแหล่งโปรแกรม หรือสื่อบันทึกเป็นส่วนใหญ่ จะเห็นได้จากแหล่งโปรแกรมจากวิทยุ กลายเป็นแผ่นเสียง กลายมาเป็นเทป กลายมาเป็นแผ่นซีดี กลายมาเป็นดีวีดี แผ่น SA-CD จนไปถึงหน่วยความจำแบบต่างๆ จนในปัจจุบันอาศัยการดาวโหลดจากอินเทอเน็ตไปแล้ว

IMG_2273

ส่วนเครื่องขยายเสียงก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แม้จะไม่เปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคนแบบสื่อบันทึก แต่ก็เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆไปสองครั้ง คือคราวที่เปลี่ยนจากหลอดมาเป็นโซลิทสเตท แต่ก็ยังไม่ทิ้งหลอดที่มีกลุ่มนักเล่นที่ยังหลงใหลอยู่ และเปลี่ยนมาเป็นดิจิทัลแอมป์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากและคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ

IMG_2275

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนช้าหรือแทบไม่เปลี่ยนเลยนั่นคือลำโพง จะมีพัฒนาการบ้างก็เป็นไปในส่วนของการปรับปรุงระบบเดิมให้ดียิ่งขึ้น ห้าสิบปีที่แล้วเคยมีลำโพงรูปแบบใดอยู่ ปัจจุบันก็ยังเป็นแบบเดิม แต่พัฒนาเรื่องวัสดุและคุณภาพให้สูงยิ่งขึ้นไป ลำโพงมีขนาดเล็กลงแต่มีคุณภาพที่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ตลอดระยะเวลาในช่วยยี่สิบปีหลังนี้

IMG_2277

การผลิตคลื่นความถี่เสียงเป็นเรื่องของฟิสิกส์ เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับปริมาณและพื้นที่ของดอกลำโพง หมายความว่าเราไม่สามารถผลิตลำโพงให้เล็กลงไปสุดๆโดยที่ยังสามารถสร้างคลื่นความที่ต่ำที่สมบูรณ์ได้เลย มันเป็นเรื่องของปริมาณล้วนๆ การพัฒนาลำโพงที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่เลือกสรรมาใช้จะเป็นไปในรูปแบบของการสร้างบุคลิกเสียง และสร้างลำโพงให้เหมาะสมกับการใช้งานในสถานการณ์ต่างๆเสียมากกว่า

ลำโพงในวงการเครื่องเสียงจะมีรุ่นที่เป็นดาวค้างฟ้า ได้รับความนิยมมายาวนานอยู่หลายตัว แต่ละตัวเป็นตำนานที่มีเรื่องเล่าที่ใช้เวลาพูดคุยกันได้เป็นชั่วโมง บางรุ่นเป็นวันๆ บางรุ่นหาอ่านข้อมูลเป็นเดือนก็ยังไม่หมด บางรุุ่นเป็นปี ซึ่งในครั้งนี้เราจะพูดคุยและทดสอบลำโพงคู่หนึ่งที่มีประวัติยาวนานและเป็นตำนานระดับหัวแถวของวงการเครื่องเสียงของโลกและของไทย นักอ่านและนักเล่นรุ่นใหม่ๆจะได้รับข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อประดับความรู้ ส่วนตัวผมเองแม้จะติดตามและเล่นและอ่านมาสักยี่สิบปีแล้ว แต่ก็ยังคงถือว่าเป็นมือใหม่กับตำนานลำโพงคู่นี้ Roger LS 3/5

ถ้าเพาเวอร์แอมป์ต้องมาร์คเลวินสัน เครื่องเล่นแผ่นเสียงต้อง Linn LP12 แอมป์หลอดต้อง VTL ลำโพงยักษ์ต้อง wilson ลำโพงวางหิ้งก็ต้องเป็น Roger LS 3/5 นี่แหละ แม้หลายคนจะมีความเห็นต่างว่าลำโพงวางหิ้งอย่าง Proac หรือ Totem จะเป็นวางหิ้งหัวแถวแย่งกันเป็นที่ 1 เช่นกัน แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่า Roger LS 3/5 ยิ่งดูประวัติที่ยาวนานแล้ว หายากที่จะมีลำโพงที่เจ๋งกว่า LS 3/5 เพราะแม้แต่ต้นทางที่ออกแบบลำโพง LS 3/5 ยังไม่สามารถสร้างลำโพงวางหิ้งรุ่นใหม่ที่ดีกว่านี้ได้เลย แม้ว่าเวลาจะผ่านมาแล้วสามสิบกว่าปี

IMG_2289

เรื่องราวของ Roger LS 3/5 ที่มากมายมหาศาลและมีข้อมูลที่แน่นที่สุดในโลกหาได้จากเว็บ ls35a.com ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่และละเอียดที่สุดที่สร้างและรวบรวมโดยนักเล่นที่มีใจรัก ไม่ใช่เว็บของผู้ผลิต ไม่ใช่เว็บของบริษัทขายเครื่องเสียง ข้อมูลเหล่านี้ผมตามอ่านมานานแล้ว และอ่านเข้มข้นมากขึ้นเมื่อทราบจาก hifilover.com ว่าจะให้ผมฟังทดสอบเพื่อ review ลำโพง LS 3/5คู่นี้ เรามาเริ่มต้นกันเลยดีกว่า

roger02

สำนักข่าว BBC เป็นสำนักข่าวรายใหญ่ของประเทศอังกฤษ มีเครือข่ายทั่วประเทศและทั่วโลก มีการสร้างรายการโทรทัศน์จำนวนมากมาย มีส่วนของการรายงานข่าว มีส่วนของการผลิตรายการสารคดี BBC ใหญ่มาก ใหญ่จนต้องมีทีมวิจัยเป็นของตนเอง งานวิจัยจำนวนมากถูกทำขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพของภาพและเสียงให้สมบูรณ์ที่สุด เมื่อ BBC ลุยงานด้านสื่อมาระยะหนึ่ง ก็มีความเห็นจากคนภายในว่าถึงเวลาต้องวิจัยสร้างลำโพงมอนิเตอร์ของตัวเองสักที เพราะทีมข่าว รถถ่ายทอดหรือรถโอบี ห้องตัดต่อ ทุกหน่วยในองค์กรต่างก็ต้องการอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีคุณภาพที่เหมือนกันทั้งระบบ จะไปทะยอยซื้อของใช้เองทีละหน่วยมันทำให้ควบคุมคุณภาพไม่ได้ รายการทีวีของ BBC ควรจะได้รับการตัดต่อและปรับแต่งจากมอนิเตอร์ตัวเดียวกันทั้งระบบถึงจะดีที่สุด เมื่อมีแนวคิดดังนี้ก็เลยเกิดโครงการพัฒนาลำโพงขึ้น

roger10

ทีแรก ลำโพงที่ผลิตออกมาเพื่อตอบสนองต่อโปรเจ๊คลำโพงมอนิเตอร์ยังไม่ใช่ LS 3/5 เพราะว่า วงจรตัดแบ่งความถี่ที่ใช้กับ LS 3/5 เกิดขึ้นมาก่อนลำโพงเสียอีก โดยดูได้จากขั้วต่อต่างๆในวงจรแบ่งความถี่ที่มีการทำขาเชื่อมต่อหลายๆตำแหน่ง หลายๆระดับเพื่อใช้กับดอกลำโพงหลายๆรุ่น พูดง่ายๆก็คือ BBC ได้พยายามทำลำโพงมาหลายรุ่นแล้ว จนกระทั่งมาถึงคิวลำโพงอย่าง LS 3/5 ก็เลยหยิบครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์คที่มีอยู่แล้วมาใช้งาน ลำโพง LS 3/5 รุ่นแรกเลยเป็นเหมือนลำโพงที่โดนผ่าตัด โดนยำมาจากอุปกรณ์ที่มีอยู่ใกล้มือในห้องวิจัยของ BBC

roger14

ไม่รู้ว่ามีสาเหตุอะไรที่ดลใจให้คนออกแบบได้หยิบดอกลำโพงของ Kef รุ่น B110 รหัส SP1003มาใช้เป็นวูฟเฟอร์ และใช้ T27 เป็นทวิตเตอร์ ในคราวที่ทำตัวต้นแบบนั้น มีตัวเทียบคือลำโพง LS5/8 ซึ่งเป็นลำโพงหลักเกรดสูงของ BBC ในยุคนั้น การพัฒนา LS3/5 มีการปรับแต่งทีละเล็กทีละน้อยในส่วนของวงจรแบ่งเสียง มีการปรับเทียบกับการแสดงสดของวงออเครสตร้า การปรับแต่งทีละเล็กทีละน้อยบางครั้งใช้เวลาเป็นสัปดาห์เพียงเพื่อจะปรับอัตราการตอบสนองความถี่ให้เปลี่ยนแปลงไปเพียง 1 dB ผลก็คือ การวิจัยทั้งหมดที่จะทำให้เกิดเป็น LS3/5 ใช้เงินไปประมาณ 100,000 ปอนด์ ในยุคทศวรรษที่ 70 ซึ่งถ้าให้เทียบกลับมาเป็นค่าเงินในปี 2011 จะเป็นมูลค่าสูงถึง 2 ล้านปอนด์ นั่นหมายความว่า ไม่มีลำโพงคู่ใดในโลกที่วิจัยกันบ้าระห่ำขนาดนี้อีกแล้ว และก็คงไม่มีใครทำได้นอกจาก BBC ที่เป็นเจ้าพ่อสื่อตัวจริงของอังกฤษ

roger04

เมื่อตัวต้นแบบของ LS3/5 ทำเสร็จ ก็มีการผลิตออกมา 20 คู่ บางคู่ก่อนจะเป็นตัวต้นแบบ มีการออกแบบให้มีทวิตเตอร์อยู่ด้านล่าง และวูฟเฟอร์อยู่ด้านบนก็มี บางตู้ก็มีร่องรอยเจาะรูเอาไว้แล้วมีรอยอุด ซึ่งก็หมายความว่าในตอนทดสอบ มีความพยายามออกแบบให้เป็นลำโพงตู้เปิดมาก่อนแล้วเช่นกัน แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนมาเป็นลำโพงตู้ปิดแทน และเมื่อได้ปล่อย 20 คู่แรกให้พนักงานได้ใช้แล้ว ก็มีการลงความเห็นว่าจะผลิตเป็นจำนวนมาก เลยได้มีการขายไลเซ่น หรือ ลิขสิทธิ์การผลิตให้กับเอกชนรายอื่นๆ ผู้ที่ได้ไปผลิตก็คือ Roger ลำโพงคู่นี้จึงมีชื่อว่า Roger LS3/5 โดยที่ผู้ผลิตขายจะยังคงใช้ดอกลำโพงจาก Kef อยู่เช่นเดิม

roger01

ทาง BBC วางแผนการใช้งานลำโพงคู่นี้เอาไว้ด้วยวิสัยทัศน์ยาวไกลมาก นั่นคือ ลำโพง LS3/5 จะใช้ในงานบักทึกเสียงภาคสนามหรือในรถโอบีเป็นหลัก ลำโพง LS3/5 จึงต้องมีคุณสมบัติการตอบสนองความถี่ที่ดีและมีความทนทาน และที่สำคัญคือ ลำโพงที่ผลิตในยุคหลังๆ จะยังต้องใช้งานร่วมกับลำโพงรุ่นแรกๆได้ โดยที่ได้น้ำเสียงแบบเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลำโพงในรถโอบีใช้งานไปหลายๆปีแล้วเกิดข้างซ้ายพังขึ้นมา จะต้องสามารถเอาตัวใหม่แค่ข้างเดียวไปใส่ในรถแล้วยังคงให้เสียงกลมกลืนกับลำโพงตัวเดิมที่เหลือได้และยังได้คุณภาพที่ดีใกล้เคียงกันเพื่อให้ทำงานมอนิเตอร์หรือบันทึกเสียงต่อไปได้ แนวคิดนี้ทำให้เราพอจะเข้าใจได้ว่า roger ls3/5 เป็นลำโพงที่ออกแบบมาสำหรับทำงานมอนิเตอร์ มากกว่าจะเป็นลำโพงสำหรับฟังเพลงตามบ้าน เจอแนวคิดแบบนี้ต้องยกนิ้วให้กับความพยายามในการออกแบบเลยจริงๆ

roger09

ด้วยแนวคิดที่สุดโต่งแบบนี้มันสร้างปัญหาใหักับผู้ผลิตดอกลำโพงอย่าง Kef มาก และ Roger ก็เจอปัญหาใหญ่จนต้องมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เริ่มจาก ดอกลำโพง B110 หรือดอกซับวูฟเฟอร์ ในระยะแรกของการได้ใบอนุญาติมาผลิต Roger ปล่อยรุ่น LS3/5 ออกสู่ตลาดเพียงไม่นานก็ต้องปรับไปเป็น LS3/5A ซึ่งมีสาเหตุมาจากดอกวูฟเฟอร์ที่ Kef ไม่สามารถคงสเป็คแบบเดิมเหมือนตัวต้นแบบได้ เป็นผลให้ต้องมีการปรับวงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คเพื่อชดเชยสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ผลก็คือ Roger ดัดแปลงจนได้เสียงแบบเดิมตามมาตรฐานของ BBC แต่สเป็คของชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ไม่เหมือนเดิม การปรับปรุงครั้งนี้ทำให้ต้องใส่ ตัว A ลงไปท้ายชื่อ จึงเป็นที่มาของคำว่า LS3/5A และในเวอร์ชั่นนี้ค่อนข้างนิ่ง Roger สามารถผลิตขายได้อย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนวันดีคืนดี Kef ก็มีปัญหากับการผลิตดอกลำโพงวูฟเฟอร์อีกครั้ง และครั้งนี้หนักกว่าเดิม

การผลิตดอกวูฟเฟอร์ B110 เมื่อออกมาจากโรงงานจะมีการคัดเกรดเพื่อส่งเข้าสู่การผลิตเป็น Roger LS3/5 การคัดเกรดเช่นนี้จะมีของเสียที่ไม่ผ่านการคัดเกรดอยู่สักจำนวนหนึ่งซึ่งไม่มากเท่าไร แต่วิกฤตมันค่อยๆสะสม ของเสียที่เกิดจากการคัดทิ้งมีมากขึ้นจาก 10 % เคยขึ้นไปถึง 85 % นั่นทำให้ Kef ต้องยุติการผลิตดอกลำโพงรุ่น B110 ในรหัส SP1003 ลงไป และไปปรับปรุงการผลิตใหม่ เกิดเป็น B110 รหัส SP1228 แทน

ในช่วงทศวรรษที่ 90 มีการผลิตซับวูฟเฟอร์สำหรับ ls3/5 ออกมาในชื่อ ab1 ซึ่งเป็นซับวูฟเฟอร์ที่มีรูปร่างหน้าตาเป็นขาตั้งลำโพงไปในตัวด้วย นักเล่นเครื่องเสียงที่ครอบครองลำโพง roger ls3/5 ต่างก็แห่กันไปซื้อเพราะว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ บางคนซื้อเพราะว่าต้องการใช้ซับวูฟเฟอร์กับระบบเดิมเนื่องจากแนวเสียงของ roger ls3/5 ให้เบสไม่ถูกใจวัยรุ่นขาร๊อคสักเท่าไหร่ บางคนก็ซื้อเพราะว่ารู้ข้อมูลมาว่าดอกที่ใช้ในซับวูฟเฟอร์เป็นดอกลำโพงรุ่นเดียวกับที่อยู่ใน ls3/5 คือ B110 นั่นเอง ก็เลยแห่ไปซื้อกันด้วยเหตุผลว่าจะสต๊อคอะไหล่ของวูฟเฟอร์เอาไว้ เผื่อวันข้างหน้าจะต้องซ่อม ls3/5 นั่นเอง

ในความเป็นจริงก็คือ roger ls3/5 ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม มีแฟนคลับหรือนักเล่นจำนวนไม่น้อยกว่า 60000 คนที่ครอบครองลำโพงรุ่นนี้อยู่ การผลิตของที่ออกมาเป็นคู่ขวัญให้กับ ls3/5 เป็นเรื่องที่พอจะคาดเดายอดขายได้ และมันก็ขายได้ดีจริงๆ แต่เบื้องหลังทางเทคนิคที่ผู้ผลิตไม่ได้แจ้งไว้ก็คือ ดอกลำโพง B110 ที่ใช้ในซับวูฟเฟอร์ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นรุ่นที่เทียบเคียงได้กับลำโพง ls3/5 ชนิดที่ถอดเปลี่ยนกันได้เลย แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นดอกที่ตกสเป็ค คือเป็นดอกที่ให้การตอบสนองต่อการทำงานย่านเสียงกลางได้ไม่ดี ทำให้ถูกคัดทิ้ง คำว่าคัดทิ้งไม่ได้หมายความว่าเป็นขยะ แต่มันไม่ดีพอจะเอาไปทำ ls3/5 ที่มีสเป็คเขี้ยวลากดิน แต่มันยังคงทำงานเป็นซับวูฟเฟอร์ได้ เพราะย่านความถี่ต่ำมันเป็นเพียงช่วงแคบๆ คุณภาพของขาตั้ง ab1 จะไม่แตกต่างกันถ้าคุณซื้อไปใช้เป็นซับวูฟเฟอร์ แต่ถ้าคุณซื้อไปใช้เป็นอะไหล่เพื่อถอดเปลี่ยนกับลำโพง ls3/5 รับรองว่ามีโอกาสผิดหวังสูง

ลักษณะทั่วไป

IMG_2263

ลำโพง roger ls3/5a รุ่นปัจจุบัน เป็นรุ่นที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตโดยเจ้าของลิขสิทธิ์อย่าง BBC ผู้ผลิตในรุ่นใหม่นี้คือบริษัท Roger แต่จ้างผลิตในประเทศจีน แม้ว่าเราจะรับรู้ว่าจีนทำอะไรไม่ค่อยเน้นคุณภาพเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดจะแย่ เครื่องเสียง ลำโพง คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเบล็ตระดับหรูหราต่างก็ผลิตที่จีนกันทั้งนั้น ลำโพงที่แปะยี่ห้อ Roger อย่างไรเสียก็ต้องมีการควบคุมคุณภาพสูงลิบเพื่อให้คุณภาพเป็นไปตามที่ BBC ออกแบบไว้ และที่สำคัญ มันต้องเอาไปใช้ร่วมกับลำโพงรุ่นเก่าได้ด้วย เราจึงวางใจว่า ls3/5a เวอร์ชั่นมังกร ก็คือของแท้ คุณภาพแบบเดียวกันกับในอดีตแน่นอน

IMG_2268

ลำโพง ls3/5a เป็นลำโพงวางหิ้ง ขั้วลำโพงออกแบบมาให้เชื่อมต่อกันได้แบบไบไวร์ ความไวของลำโพงอยู่ที่ 83 dB ซึ่งถือว่าเป็นลำโพงความไวต่ำมาก อิมพีแดนซ์หรือความต้านทาน 11 โอห์ม ทนกำลังขับเพียง 30 วัตต์เท่านั้น นักเล่นหลายคนจะบ่นกันในทำนองว่า roger ls3/5 เป็นลำโพงขับยาก เพราะความไวต่ำ ความต้านทานสูง แถมทนกำลังขับได้นิดเดียว มันทำให้เลือกแอมป์ได้ยากสุดๆ การค้นหาแอมป์ที่เกิดมาคู่กันกับลำโพงตัวนี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย และเป็นสิ่งที่ทำให้มีเรื่องเล่ายาวนานว่าจะเล่น ls3/5 ต้องผ่านแอมป์อะไรมาบ้าง ใช้เงินกันไปคนละเท่าไหร่กว่าจะจบ สุดท้ายจบโดยการขายทิ้งไปเล่นยี่ห้ออื่นซะเลยก็มีให้ได้ยินกัน

อุปกรณ์ที่ใช้
แหล่งโปรแกรมใช้ mac mini แต่ส่วนใหญ่จะใช้ ipod video ต่อผ่าน dock
Dac ใช้ calyx coffee สลับกับ Califonia Gamma
แอมป์ใช้ antique sound lab single ended 3.5 วัตต์ ใช้หลอด el84
อินทิเกรตแอมป์ VCL รุ่น แรกของค่ายนี้ legend 75 วัตต์
สายลำโพง belden สลับกับ canare

การทดลองฟังลำโพง roger ls3/5a รุ่นนี้เป็นการทดสอบระดับมหากาพย์ของผมเลย เพราะว่ามีปัญหาและความไม่เข้ากันอย่างแรงหลายประเด็น และกว่าจะเรียนรู้และปราบมันให้ได้เสียงที่พอใจก็งมอยู่นานมาก ผมถือว่าลำโพงคู่นี้เป็นลำโพงชั้นครูที่จะทำให้นักเล่นที่สนใจเรื่องเครื่องเสียงได้เข้าใจ ได้เรียนรู้หลายๆอย่าง อย่างน้อยมันก็ทำให้เราแยกแยะได้ว่า อินทิเกรตแอมป์ตัวจริง กับเพาเวอร์แอมป์ที่ติดวอลลุ่มเข้ามาด้วยนั้น มันต่างกันอย่างไร แค่นี้ก็ซึ้งและขอบคุณ Roger ls3/5a ได้อย่างหมดใจเลย คนที่ไม่อยากเสียเวลาอ่าน ให้ผ่านไปได้เลยครับ ไปอ่านบทสรุปอย่างเดียวเลยก็ได้

มันเริ่มมาจากตอนที่ขนของเข้าบ้านเพื่อเริ่มทดสอบ ผมต่อลำโพงตัวนี้เข้ากับ แอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอนด์ตัวรักตัวโปรดที่มีกำลังแค่ 3.5 วัตต์ ปกติมันจะต่อกับลำโพง 4 โอห์ม ความไว 90 dB แต่กับ ls3/5a มีความไวเพียง 83 แถมอิมพีแดนซ์สูง 11 โอห์ม โดยการประมาณหยาบๆแล้ว เสียงมันจะเบาลงไปห้าหรือหกเท่า พอต่อเข้าไปผมก็ได้ยินเสียงเพลงแค่แผ่วๆ เร่งวอลลุ่มขึ้นไปก็ดังได้อีกไม่มาก แถมเสียงยังเริ่มคลิปมีเสียงแตกปนมาให้ได้ยินเสียอีก ตอนนั้นได้สรุปสั้นๆในใจเลยว่า มันขับยากจริงๆ มันเลือกแอมป์จริงๆ นึกไปถึงคำพูดของนักเล่นหลายๆท่านเลยว่าลำโพงคู่นี้ต้องแอมป์กล้ามโต แต่ไม่ต้องเปิดดังมาก เอาไงต่อดีล่ะ

ทดลองเปิดเบาๆไปหลายวัน นั่งฟังระยะใกล้หน่อย รับรู้ได้ว่ามันก็เสียงดีจริงๆ เสียงร้องเสียงกลางนี้เป็นน้ำเสียงที่มีความคมชัดมาก ถ้าเอาลำโพงตัวนี้ไปฟังข่าว ไปฟังรายการทอล์คโชว์ที่อัดเสียงมาดีๆ ผมรู้สึกว่ามันเพลินมาก เสียงดีเจฝรั่งที่มันพูดในรายการวิทยุต่างๆ มันช่างชัดเจนและน่าฟังอย่างมาก เริ่มรู้สึกอินไปกับน้ำเสียงพูดและเริ่มทึ่งกับผลงานของ BBC เลยเข้าเว็บหาเรื่องอ่านโดยละเอียดเกี่ยวกับลำโพงตัวนี้

ฟังไปหลายวันก็รู้สึกว่าเขาคงไม่ได้ใช้งานกันแค่นี้หรอก ใครจะออกแบบลำโพงมาฟังกันเบาๆ เพราะน้ำหนักเสียงในระบบของผมตอนนี้มันให้คอนทราสต่ำ การฟาดกลอง หรือกระตุกเบสยังไร้เรี่ยวแรง ลำโพงอย่าง stirling broadcast BBC ls3/5a ที่ขายในไทยกันครึ่งแสน ก็ให้เสียงดีที่สุดในงานเครื่องเสียงที่เคยจัดที่โรงแรมอะไรจำชื่อไม่ได้แล้วแต่มันอยู่ตึกเดียวกับฟอร์จูน ปีนั้นไปเดินฟังหลายห้อง ก็จำได้ว่าห้องที่เสียงดีสำหรับผมเขาใช้ stirling ls3/5a v2 ราคาป้าย 50000 บาท รวมแอมป์รวมสายแล้วชุดนั้น 100000 พอดี โชคดีที่ตอนนั้นเก็บเงินไว้แต่งงาน ไม่งั้นคงได้เครื่องเสียงแทนแหวนและทองซึ่งอาจทำให้เจ้าสาวหนีเคืองได้

ลำโพง Roger ls3/5 เคยถูกเอาไปใช้กับอินทิเกรตแอมป์ตัวเล็กๆ กำลังขับไม่มากอยู่บ้างตามข้อมูลที่เคยอ่านในหนังสือเครื่องเสียง นักทดสอบบางคนเคยเล่าเอาไว้ว่าแอมป์เล็กๆบางตัวสามารถเอาไปขับ Roger ls3/5a ได้ นั่นเป็นลายแทงหนึ่งว่าแอมป์กำลังขับน้อยๆมันก็สามารถใช้งานกับ ls3/5a ได้แน่นอน แต่สิ่งที่ต่างกันระหว่างแอมป์กำลังน้อยแต่ละตัวคืออะไร มันน่าคิดอยู่

ผมลองเปลี่ยนอินทิเกรตแอมป์ไปเป็นโซลิทสเตทกำลังขับ 75 วัตต์ คราวนี้ Roger ls3/5a ให้คุณภาพเสียงได้ดีขึ้น การสวิงของน้ำเสียงดังเบาทำได้น่าฟัง ไดนามิคเร้นจ์ต่างๆมีให้ตามที่ชิ้นดนตรีเหล่านั้นควรจะเป็น เสียงกลองก็ให้น้ำหนักฟาดได้จริงจังขึ้น เสียงอคูสติกกีต้าร์ก็มีประกายและมีแรงสะบัดตัวของสายให้รับรู้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม การเปลี่ยนอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้เข้าไปให้ผลลัพธ์ในทางที่ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบว่าทำไมนักเล่นท่านอื่นๆที่เคยจับ ls3/5a มาแล้วถึงไม่ได้แนะนำแอมป์ตัวยักษ์ ทำไมบางคนยังเคยแนะนำแค่เพียงแอมป์หลอดกำลังขับไม่มาก

โซลิทสเตทตัวนี้ปกติผมเคยเปิดไว้ที่ประมาณ 8 นาฬิกาก็ให้น้ำเสียงที่ดังฟังสบาย แต่พอมาใช้กับ Roger ls3/5a กลับกลายเป็นว่าต้องเปิดดังกว่าเดิมถึงระดับประมาณ 10 นาฬิกา นั่นเป็นเครื่องยืนยันได้กว่าลำโพงตัวนี้ความไวต่ำ การจะได้พลังเสียงให้ใกล้เคียงลำโพงตัวอื่น มันต้องการพลังงานมากกว่าเดิม ระดับวอลลุ่มเลยต้องบิดเพิ่มขึ้นไปค่อนข้างเยอะ

บางครั้งผมยังคงอยากได้เสียงจากแอมป์หลอด แต่การเอาแหล่งโปรแกรมมาต่อตรงเข้าแอมป์หลอดของผมแล้วต่อไปยังลำโพงอย่าง Roger ls3/5a มันมีอาการเสียงอั้น ขับไม่สุด เร่งจนเต็มที่แล้วเสียงก็แตกซะงั้น แตกทั้งๆที่เสียงไม่ได้ดังเหมือนตอนที่ฟังกับโซลิทสเตท นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้ตัวว่ากำลังเจอปัญหาไม่แม็ทช์ แต่เดิมผมไม่คิดว่าปัญหานี้จะสำคัญ เพราะการออกแบบเครื่องเสียงในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก การออกแบบความต้านทานขาเข้า และขาออกของแต่ละอุปกรณ์มันน่าจะมาถึงจุดที่ใช้ร่วมกันได้หลากหลายแล้ว แต่ผมเพิ่งนึกได้ว่า ลำโพงตัวนี้ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์เครื่องเสียงรุ่นใหม่ มันคือลำโพงทำใหม่แต่เป็นการออกแบบของโบราณ ดังนั้นปัญหาการไม่แม็ทช์ย่อมเกิดขึ้นได้เหมือนในอดีต และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ

ผมเอา ipod video gen5 ต่อผ่าน Dock ชนิด active ตัวหนึ่ง แล้วต่อสัญญาณ RCA เข้ากับอินทิเกรตแอมป์แบบโซลิทสเตท หรือ VCL 75 วัตต์ บางวันก็ฟังแล้วเสียงดี บางวันก็เสียงไม่ดี บางครั้งก็เสียงแตกเร่งไม่ขึ้น บางวันก็เร่งได้ดังโดยไม่มีอาการคลิป พอมานั่งวิเคราะห์ดูก็ไปเจอสาเหตุ สาเหตุก็คือ ผมปรับระดับเสียงดังเบาจาก Dock นั่นเอง เพราะว่า Dock ที่ผมใช้เป็นระบบ Active มันจึงมีปุ่มให้ปรับระดับเสียงด้วย การปรับระดับเสียงที่ Dock ตัวนี้ให้ดังขึ้นบางครั้งมันเกิดอาการคลิป มีเสียงแตกเล็ดลอดออกมา มันเป็นเพราะว่า สัญญาณขาออกจาก Dock ที่ปรับระดับเสียงเพิ่มเข้าไปมันให้แรงดันที่สูงมากเกินกว่าภาคปรีแอมป์ในอินทิเกรตจะทำงานได้ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ สัญญาณวิ่งเข้าอินทิเกรตมีแรงดันสูงเกินไป และอาจจะบวกกับอิมพีแดนซ์ขาออกของ Dock อาจจะสูง ทำให้ภาครับของปรีแบ่งแรงดันไปได้ไม่เท่าไหร่ก็พีคหรือเกือบพีค ทำให้ภาคปรีที่รับสัญญาณเข้ามาขยายต่อเพียงนิดเดียวมันก็ชนเพดานของปรีแอมป์แล้ว พอมันส่งไปขยายต่อที่ภาคสุดท้ายมันก็เลยมีเสียงเครียดๆเสียงแตกให้ได้ยิน อาการนี้ต้องบอกว่าแหล่งโปรแกรมถูกเร่งเสียงแล้วเกิดอาการไม่แม็ทช์ แต่ถ้าไม่เร่งที่ Dock เสียงก็พอใช้ได้

กลับมาที่การเชื่อมต่อแหล่งโปรแกรมอย่าง Dock ipod เข้ากับแอมป์หลอด แล้วต่อสายลำโพงจากแอมป์หลอดไปเข้า Roger ls3/5 ที่เจออาการเสียงอั้นๆเร่งไม่ขึ้น พอเร่งจากทาง Dock ก็เสียงแตกเสียอีก มันเกิดจากการขาดปรีแอมป์นั่นเอง อธิบายในเชิงไฟฟ้าก็จะได้ดังนี้ เพาเวอร์แอมป์ทุกตัวจะมีสเป็คกำลังขับที่แน่นอนค่าหนึ่งว่ามันขับได้สูงสุดกี่วัตต์ซึ่งเป็นค่าที่ผู้ผลิตบอกไว้ในแค็ตตาล๊อก แต่บอกไม่หมดว่ามันจะปล่อยกำลังสูงสุดได้วัตต์ตามสเป็คมันต้องการสัญญาณขาเข้าเท่าไร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าแอมป์บอกกำลังไว้ 20 วัตต์ เท่ากันทั้งสองตัว ตัวหนึ่งเกนสูงขยายได้ยี่สิบเท่า ตัวหนึ่งเกนต่ำขยายได้สิบเท่า มันก็หมายความว่ามันต้องการ input ที่ไม่เท่ากันในการทำงานให้เต็มกำลัง ตัวแรกอาจจะต้องการ 1 โวลท์เพื่อขยายจนได้กำลังสูงสุด ตัวที่สองอาจจะต้องการถึง 2 โวลท์ก็ได้เพื่อจะปล่อยกำลังได้เต็ม 20 วัตต์ มันจึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องมีปรีแอมป์นั่นเอง เพราะปรีแอมป์จะรับสัญญาณจากแหล่งโปรแกรมและปล่อยสัญญาณที่ปรับระดับได้ให้เพาเวอร์แอมป์ ปรีแอมป์สามารถลดทอนและเร่งสัญญาณได้หลายโวลท์ ซึ่งมันต่างไปจากการติดวอลลุ่มที่ตัวเพาเวอร์แอมป์ เพราะการติดวอลลุ่มเพื่อใช้แทนปรีแอมป์มันขยายสัญญาณไม่ได้ มันลดทอนได้อย่างเดียว ดังนั้นกรณีที่เจอแอมป์เกนต่ำ และไปเจอกับลำโพงขับยาก ปรีแอมป์จะมีความจำเป็นทันที
แอมป์หลอดตัวที่ผมใช้อยู่ในกลุ่มที่ติดวอลลุ่มเพื่อใช้แทนปรีแอมป์ มันทำงานกับลำโพงทั่วไปที่ขับง่ายได้โดยไม่เคยมีปัญหา แต่พอเจอกับ ls3/5 มันกลายเป็นเร่งไม่ขึ้น สุดท้ายก็เลยต้องจัดการหาปรีแอมป์มาใส่ แอมป์ vcl ของผมเป็นอินทิเกรตที่สามารถแยก ปรีเอ๊าท์ และ เมนอินได้ ก็คือถอดสายลิงค์ด้านหลังออกเพื่อแยกให้มันเป็นปรีแอมป์ เอาสัญญาณจาก dock เข้าปรี แล้วต่อปรีเอ๊าท์มาเข้าแอมป์หลอด แค่นี้เราก็ได้ระบบที่พอใช้งานร่วมกับลำโพงขับยากได้แล้ว

คุณภาพเสียง
เสียงจากลำโพง ls3/5 เป็นเสียงที่มีบุคลิกที่ฟังสบาย เสียงกลางและแหลมจะเด่นกว่าเสียงทุ้ม มันให้เสียงที่ครบทุกเสียง ครบทุกเครื่องดนตรี เราอยากเพ่งเพื่อฟังอะไรเราได้ยินทั้งหมด แต่ปริมาณของเสียงย่านต่ำหรือเสียงเบสจะไม่มากแบบลำโพงวูฟเฟอร์ใหญ่ๆ มันให้เบสที่ลึกมากกว่าจะให้เบสที่อิ่ม แถมเบสลึกๆเหล่านั้นก็ได้ยินแบบไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก แทนที่กลองจะได้เสียงเป็นก้อนนุ่มๆกลับกลายเป็นกลองที่เสียงเป็นเม็ดๆซะมากกว่า

แต่กับดนตรีแจ๊สอคูสติก อย่างเพลงแนวทรีโอ ที่มีเปียโน กลอง เบส เล่นไปเรื่อยๆ กลับฟังได้เพลิดเพลิน การใช้เวลาอยู่กับลำโพงที่ได้ชื่อว่าเป็นมอนิเตอร์ระดับตัวพ่อตัวหนึ่งแบบนี้นานๆ ทำให้เราปรับหูเข้ากับสไตล์เสียงแบบนี้ได้ไม่ยาก เมื่อฟังไปหลายๆวันเราจะรู้สึกว่าเสียงแบบนี้แหละที่เอาไว้เปรียบเทียบคุณภาพการบันทึกเสียงได้ เพราะลำโพงตัวนี้ไม่เน้นเบส ไม่เน้นกลาง ไม่เน้นใส คือมันมีทุกอย่าง ไม่มีอะไรเด่นกว่ากัน แผ่นไหนบันทึกมาเน้นเสียงย่านไหน เราจะรู้ได้เลยว่าแผ่นนี้ทำมาสเตอร์มาดีแค่ไหน เพลงไทยที่ผมเคยชื่นชอบหลายแผ่นพอฟังผ่าน ls3/5 จะรู้เลยว่าโทนเสียงบางย่านยังไม่สมบูรณ์ อย่างเช่นเพลงของธีร์ไชยเดช ที่ผมชอบเสียงกีต้าร์ในชุด เบเกอรี่เลิฟ3 เสียงกีต้าร์ฟังผ่าน LS 3/5แล้วยังไม่ใสเท่าไรนัก ความอิ่ม ความใสที่เคยได้ยินกับแผ่นนี้มันลดลง แต่กับเพลงของ Jack Johnson ที่บันทึกเสียงกีต้าร์มาได้น่าฟังมาก ฟังกับลำโพงคู่ประจำของผมก็เพราะ ฟังกับ LS 3/5 ก็เพราะ มันเพราะเหมือนเดิม อาการแบบนี้คงบอกได้เพียงว่า ลำโพงLS 3/5 มีความสามารถแยกแยะได้ดีกว่าลำโพงคู่หลักที่ผมใช้อยู่ แม้ว่าจะเป็นลำโพงมอนิเตอร์เหมือนกันก็ตาม

Ls3/5 เกิดมาเพื่อการฟังในระดับ nearfield หรือฟังระยะใกล้ เวลาเราวางเครื่องเสียงในห้องฟังเราจะวางในตำแหน่งมาตรฐานคือนั่งฟังระยะห่างพอสมควร ระยะที่เขาว่ากันว่าสมบูรณ์จะเริ่มกันที่สามเหลี่ยมด้านเท่า คือถ้าให้ลำโพงห่างกัน 1.5 เมตร ตำแหน่งนั่งฟังก็มักจะเริ่มที่ระยะ 1.5 เมตรจากลำโพงทั้งสอง แล้วค่อยๆถอยออกมาเรื่อยๆ ระยะที่มากขึ้นเรื่อยๆเราจะได้เสียงที่นุ่มนวลและฟังสบายมากขึ้น เสียงร้องที่ชัดเจนจะนุ่มนวล ใส ลื่นหู แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นนั่งฟังระยะใกล้ ใกล้ระดับเอื้อมมือถึงลำโพง เราจะได้อีกอารมณ์หนึ่ง บาลานซ์ของเสียงยังเหมือนเดิม แต่เสียงร้องเราจะได้ยินมันชัดยิ่งขึ้น เราจะรับรู้ได้เลยว่าเสียงร้องมันคือเสียงที่วิ่งออกมาจากลำคอ เป็นอาการเสียงลมวิ่งผ่านท่อสากๆ ก็คือลมหายใจที่วิ่งผ่านคอออกมานั่นเอง มันเหมือนกับว่าเสียงร้องมี texture หรือมีรายละเอียดที่มากมายมหาศาลให้เราได้ยิน แต่ไม่ใช่เสียบหยาบนะครับ ใครร้องดี ร้องไม่ดี ฟังกันตรงนี้กดปุ่มเลือกเข้าทีมได้เลย (อินกับรายการเดอะวอยซ์นิดหน่อย)

roger12

พระเอก AB1
เสียงจาก LS 3/5 มีบาลานซ์เสียงที่ดีสมตัวแล้ว แต่มันก็ยังให้เบสไม่อิ่ม การผลิตซับวูฟเฟอร์ AB1 ออกมาเพื่อเสริมในส่วนที่ขาดเป็นการออกแบบคู่ขวัญที่เข้ากันได้ดีมากคู่หนึ่งของวงการเครื่องเสียงเลย AB1 จะมีขั้วรับสายลำโพงหนึ่งชุดที่ด้านล่างของตัวมัน แล้วด้านบนจะมีช่องต่อลำโพงสองคู่ ออกแบบมาให้เชื่อมต่อสายลำโพงไปยัง ls3/5 แบบไบไวร์ อุปกรณ์ที่ AB1 แถมมาให้ด้วยก็คือสไปร์คสำหรับติดที่ฐานลำโพง และสายลำโพงแบบสั้นเชื่อมหัวท้ายด้วยหางปลาอีก 8 เส้น เพื่อให้ใช้ข้างละสี่เส้นนั่นเอง

IMG_3419

การเสริมซับวูฟเฟอร์ที่ทำหน้าที่เป็นขาตั้งในตัวนั้นทำให้คุณภาพเสียงโดยรวมดีขึ้น เสียงกลางแหลมที่ดีอยู่แล้วไม่ได้โดนรบกวนอะไรเลย เสียงกลางยังชัด เสียงสูงยังมีเหมือนเดิม ไม่ได้ขุ่นมัวเพิ่มขึ้น เสียงย่านต่ำลงได้ลึกขึ้น เปลี่ยนเสียงกลองกระเดื่องที่เป็นเม็ดๆให้มีความเป็นก้อนที่นุ่มขึ้น เสียงโดยรวมดังขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกเหมือนวูฟเฟอร์ของ LS 3/5ใหญ่ขึ้น และมีความไวมากขึ้น บอกได้เลยว่าใครจะเล่นลำโพง LS 3/5 ควรจะได้ซื้อ AB1 เอาไว้ทำขาตั้งและทำซับวูฟเฟอร์ด้วย

IMG_3417

การได้ซับวูฟเฟอร์ที่ใช้ดอกลำโพงแบบเดียวกับกลางแหลมถือเป็นการออกแบบสุดแสนฉลาด การออกแบบซับวูฟเฟอร์ที่กลมกลืนกลับลำโพงหลักก็ใช้ดอกเดียวกับลำโพงหลักมันซะเลย แนวทางนี้เราเห็นได้จากวงการโฮมเธียเตอร์ที่มักจะแนะนำว่าให้ใช้ลำโพงรุ่นเดียวกันทั้งห้าตัว สำหรับระบบเสียง 5.1 เพื่อให้การโยนเสียงระหว่างลำโพงแต่ละตัวเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การออกแบบซับ AB1 เพื่อมาใช้กับ LS 3/5 ก็ใช้หลักการเดียวกัน ใช้ดอกลำโพงรุ่นเดียวกัน แต่ตัดแบ่งความถี่ให้มันเป็นซับวูฟเฟอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการตอบสนองต่อความถี่ย่านต่ำสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม เป็น accessory ที่ไม่กระทบกับคุณภาพเสียงหลัก ของแบบนี้น่าใช้ครับ

roger13

เมื่อต่อ AB1 เข้ากับ Roger ตามคู่มือที่ผู้ผลิตให้ไว้ มันกลายเป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดไม่ใหญ่โต แต่คุณภาพเสียงไปได้อีกไกลลิบ เสียงกลางแหลมที่เด่นยังคงเด่นเหมือนเดิม เสียงทุ้มที่ใหญ่ มีพลัง มีความสะท้านมากขึ้นกับเพลงที่อัดมาแบบเน้นโชว์เสียงเบส ใครชอบร๊อค ชอบอัลเทอเนทีฟ ชอบเบส ชอบกีต้าร์โปร่ง ชุด AB1 กับ LS 3/5 เป็นคู่ขวัญที่ต้องทดลองฟัง ฟังเพื่อให้รู้ว่า ลำโพงมอนิเตอร์ที่เซ็ทอัพเพื่อเอาใจหูเบสเป็นอย่างไร เบสที่มากขึ้น ไม่ได้ทำให้มันเป็นลำโพงสำหรับฮิบฮ๊อบ แต่มันทำให้มันกลายเป็นลำโพงไฮเอนด์เสียงเบสสะกดอารมณ์สุดๆ ถ้าได้ฟังเสียงอคูสติกกีต้าร์ที่สะบัดปิ๊กจิกสายโลหะเส้น 6 และ 5 แบบอิ่มๆ จะร้องอ๋อทันทีเลยว่านี่แหละ ลำโพงเสียงดี อาการสายเบสที่มันสะบัดตัวแสดงพลกำลังได้เหลือเฟือ เป็นเสน่ห์ของเสียงกีต้าร์แท้ๆ

สิ่งที่ดูจะเป็นจุดด้อยให้เห็นคือ ขั้วลำโพงแบบบานาน่าที่ Roger ให้มา มันดูเหมือนจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย เพราะแจ๊คบานาน่าที่ผมมีอยู่ทุกตัว แจ๊คที่ใช้งานกับแอมป์หลอดและอินทิเกรตมาตลอดหลายปีกลับไม่สามารถใส่เข้ากับ roger ได้พอดีเลย มันเหมือนจะเล็กไปเมื่อเทียบกับรูเสียบบนลำโพง หรือมันหลวมนั่นเอง แม้ว่าผมจะไปซื้อแจ๊คบานาน่าชุดใหม่มาลอง มันก็ยังหลวมอยู่ดี คิดว่าสายลำโพงที่จะใช้กับ LS 3/5 คู่นี้ควรจะเข้าหัวด้วยหางปลาแทนจะได้ใส่ได้แน่นหนา

ข้อดี
เสียงดี ใช้เป็นมอนิเตอร์เพื่อเปรียบเทียบเสียงต่างๆได้
ขนาดเล็ก กะทัดรัด เคลื่อนย้ายไม่ยาก
มีความเคร่งครัดอย่างมากในการผลิต เพราะนโยบายของ BBC คือ ลำโพง ls3/5 ที่ผลิตในยุคหลังๆต้องมีเสียงกลมกลืนกับลำโพงรุ่นเก่าที่มีการใช้งานอยู่
สำหรับงานมิกซ์เสียง เอา LS 3/5รุ่นใหม่ ไปใช้งานร่วมกับรุ่นเก่าได้ มือมิกซ์ยังทำงานต่อไปได้ แนวคิดนี้ลำโพงยี่ห้ออื่นไม่ทำ
ฟังระยะใกล้ ได้ยินเสียงลมผ่านลำคอ ให้เสียงคนได้เปิดเผยมาก ดีกว่าฟังจากหูฟัง
ฟังระยะไกลได้บาลานเสียงเหมาะสำหรับห้องฟังทั่วไป ห้องเล็กจะได้ประโยชน์จาก LS 3/5 มากกว่าห้องใหญ่

ข้อด้อย
ความไวต่ำ อิมพีแดนซ์สูง รับกำลังขับได้ไม่มาก
จัดชุดยาก ต้องการปรีแอมป์คุณภาพสูง หรืออินทิเกรตแอมป์แท้

สรุป
ลำโพง Roger LS3/5 เป็นลำโพงที่ได้รับการออกแบบมาด้วยพื้นฐานวิชาการที่เข้มข้นที่สุดตัวหนึ่งของวงการลำโพง การเลือกใช้ดอกลำโพงเกรดธรรมดาความไวปานกลาง มาทำงานแบบจำกัดความไวให้ต่ำลง จนการตอบสนองความถี่มันราบเรียบนั้นเป็นงานออกแบบที่ท้าทาย แม้จะทำให้ความไวของลำโพงต่ำลงจนขับยาก แต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพการตอบสนองความถี่ที่ดีและสามารถใช้งานเป็นมอนิเตอร์ในสตูดิโอได้ งานออกแบบแนวทางนี้เหมือนปั้นหินให้เป็นดาว น้ำเสียงที่ได้จาก Roger LS3/5 มีความเป็นธรรมชาติสูง การฟังเพลงอคูสติกผ่านลำโพงคู่นี้จะให้อรรถรสเหมือนการทานปลาดิบ คือรับรู้ถึงรสแท้ๆจากสิ่งที่มี ไม่ได้เป็นรสชาติที่ปรุงแต่งเอาใจหู การทำงานเพียงคู่เดียวโดดๆจะให้น้ำเสียงเบสที่ลึกแต่ยังไม่อิ่ม การเพิ่มซับวูฟเฟอร์ AB1 เข้าไปในระบบจะเป็นการเติมเต็มคุณภาพอย่างแท้จริงทำให้ลำโพงขับยากกลายเป็นลำโพงขับง่ายไปในทันที และที่สำคัญ น้ำเสียงจากการทำงานร่วมกับซับวูฟเฟอร์จะเป็นน้ำเสียงที่สมบูรณ์แบบ แนวเสียงไฮเอนด์ที่ฟังเพลงเพราะจะเป็นแบบไหน เราหาได้จาก LS3/5A + Ab1 ได้เลย ถ้าผมมีงานบันทึกเสียงและสามารถเลือกอุปกรณ์ได้ตามใจ Roger LS3/5A จะเป็นตัวเลือกแรกๆแน่นอน และจะเอาแค่ LS3/5A ด้วย ไม่เอาซับวูฟเฟอร์ หากเราสามารถมิกซ์เสียงให้มันฟังเพราะถูกใจบน LS3/5A ได้แล้ว เชื่อว่าฟังกับเครื่องเสียงส่วนใหญ่ได้ไพเราะแน่นอน แต่ตอนฟังเพลงที่บ้าน ขอแค่ห้องเล็กๆ 3*4 เมตร ชุด LS3/5A + AB1 กับอินทิเกรตแอมป์ดีๆสักตัว กับเพลงที่ rip เก็บไว้ หรือ รายการวิทยุออนไลน์ที่ไม่ต้องทนฟังวิทยุชุมชน แค่นี้ก็มีความสุข และสบายหูสุดๆแล้ว

review yamaha PDX-11 ลำโพงยามาฮ่าน่าใช้

ลำโพงเสียงดีสักตัวหนึ่งเป็นสิ่งที่หายากมากถ้าพิจารณาเรื่องราคาและฟังค์ชั่นการใช้งานเป็นหลัก  ถ้าบอกว่าจะหาลำโพงเสียงดีงบประมาณเท่าไหร่ก็ได้ แบบนี้เดินไปช๊อปที่ห้างหรูแบบคู่ละแสนคู่ละล้านไปเลยก็ได้  แต่คนธรรมดาอย่างเราๆไม่มีปัญญาระดับนั้นหรอกครับ  แค่เจียดเงินมาซื้อเครื่องเสียงหนึ่งชุดด้วยเงินสักสามหมื่นหรือห้าหมื่นก็โดนค้อนแล้ว

ภาพลำโพงคู่หนึ่งในจินตนาการของคนทั่วไปจะเป็นลักษณะตู้สี่เหลี่ยม  เวลาซื้อมาใช้ต้องซื้อเป็นคู่หรือสองตัว  เวลาใช้งานต้องต่อกับเครื่องเสียงสักตัวหนึ่ง  คืออาจจะต่อกับเครื่องเล่นซีดีหรือดีวีดี แล้วมีแอมป์ในตัว ต่อสายลำโพงออกมายังลำโพง  รูปแบบที่ว่ามาเป็นภาพมาตรฐานที่เรามักจะได้เจอกับบ้านเรือนทั่วไป

ส่วนลำโพงที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ก็จะเป็นก้อนเล็กๆสักคู่ หรือ เป็นชุด 2.1  คือมีลำโพงหลักสองตัวและมีซับวูฟเฟอร์อีก 1 ตัว  ลำโพงคู่หลักวางบนโต๊ะส่วนซับวูฟเฟอร์วางไว้ที่พื้น  ลำโพงแนวนี้มีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปถึงระดับหลักหมื่น  ถ้าพ้นจากลำโพงคอมฯไปแล้วก็จะเป็นลำโพงสำหรับโฮมเธียเตอร์ ราคาก็จะอยู่ในระดับหลักพันไปถึงหลายๆหมื่น

แต่คราวนี้ผมได้ไปเจอลำโพงตัวหนึ่งที่มีหน้าตาประหลาด ดูแล้วคงไม่ค่อยมีใครอยากได้สักเท่าไหร่  มันไม่ใช่ลำโพงแบบที่ว่ามาตั้งแต่ต้นทั้งหมด  แต่มันเป็นลำโพงที่ส่งเสียงเพลงได้ดีที่มาพร้อมฟังค์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายและมีจุดเด่นหลายอย่างที่ทำให้น่าสนใจ  ผมเดินไปเจอในห้าง ทดลองฟังสักสองเพลงก็ตัดสินใจซื้อมาใช้ทันที  เป็นการเลือกซื้อลำโพงที่ใช้อารมณ์เป็นหลัก  เหตุผลเรื่องราคาเป็นเรื่องรอง  ซึ่งราคาค่าตัวมันก็ไม่ได้สูงเกินไปเสียด้วย

IMG_0479

ลำโพงตัวนี้เป็นของ yamaha ออกแบบมาเป็นลำโพงที่เลียนแบบหน้าตามาจากเครื่องเสียงระบบ PA หรือเครื่องเสียงสำหรับงานคอนเสิร์ตหรืองานกลางแจ้ง หรืองานวัดนั่นเอง  ดูผิวเผินมันเหมือนลำโพงสำหรับนักดนตรีเอาไว้ใช้บนเวที  แต่ว่าตัวจริงมันไม่ได้ใหญ่มาก คงเอาไปใช้ในเวทีคอนเสิร์ตจริงๆไม่ได้  และพลังเสียงก็ไม่ได้ดังระเบิดแบบเครื่องเสียงกลางแจ้ง  เป็นเพียงลำโพงที่เอาหน้าตาแบบกลางแจ้งมาใช้ แต่ฟังคฺ์ชั่นและคุณภาพมันตั้งใจให้ใช้ในบ้านมากกว่า

ลำโพงรุ่นนี้คือรุ่น  Yamaha PDX-11 ออกแบบมาเป็นลำโพงตู้เดี่ยว มีหูหิ้วเพื่อให้หิ้วย้ายไปย้ายมาได้สะดวก ไม่ต้องใช้สองมือเพื่ออุ้มประคองเหมือนเครื่องเสียงบ้านทั่วไป   ตัวลำโพงตั้งใจออกแบบมาให้ใช้กับ iPod เป็นหลักเพราะมีช่องเสียบ iPod Dock อยู่ด้านบน  สามารถใช้เป็นแท่นชาร์จไฟให้กับ iPod และ iPhone ได้ในตัว  ตอนใช้งานก็แค่เสียบไฟให้กับลำโพงแล้วเอา iPod มาวางบน Dock จากนั้นก็เลือกเปิดเพลงจากใน iPod ได้เลย  เสียงจะถูกขยายออกมาทางลำโพง  คุณภาพเสียงใช้ได้เลย

IMG_0482

ลักษณะทั่วไปของลำโพงตัวนี้คือ รับสัญญาณเสียงจาก iPod ผ่าน Dock ด้านบน สามารถรับสัญญาณเสียงจากเครื่องเล่น MP3 อื่นๆได้อีกด้วยทางสายสัญญาณที่เสียบเข้าช่อง Aux อยู่ด้านหลังตัวลำโพง  ตัวลำโพงมีปุ่มเปิดปิด และมีปุ่มเพิ่มเสียงลดเสียงมาด้วย แต่ไม่มีปุ่มปรับเสียงทุ้มแหลมใดๆเลย  ลูกเล่นอื่นๆที่มีมาให้อีกก็คือมันสามารถควบคุมการเล่นเพลงได้ด้วยรีโมทคอนโทรล  ถ้าเราใช้งานร่วมกับ iPod Touch หรือ iPhone เราสามารถใช้รีโมทสั่งการได้หลายคำสั่งมาก ไม่ว่าจะเป็นการข้ามเพลง ย้อนเพลง หรือการเลื่อนเมนูในหน้าจอเพื่อเปลี่ยน  playlist ได้เลย  และมันใส่ถ่านได้ด้วย ทำให้สามารถใช้งานแบบไม่ง้อปลั๊กไฟได้

IMG_0488

เสน่ห์ของลำโพงตัวนี้คือมันออกแบบมาเป็นตู้เดี่ยว เชิดหน้าเลีียนแบบเครื่องเสียงบนเวทีคอนเสิร์ต  มีหูหิ้วเป็นโลหะแข็งแรงมาก  สามารถหิ้วลำโพงไปไหนมาไหนได้อย่างคล่องตัว  สะดวกสุดๆ  การใช้งานที่เรียบง่ายแค่เพียงเอา iPod ไปวางบน Dock บนตัวมันเท่านั้น  เสียงเพลงก็ถูกขยายออกมาให้ฟังทันที  ฟังในบ้านเพลินๆ อยากจะย้ายห้องก็หิ้วไปวางอีกห้องได้เลย  อยากฟังในสนามก็หิ้วไปวางได้เลย  เพราะ PDX-11 ใส่ถ่านขนาด AA ได้ 6 ก้อน  จะใช้ถ่านธรรมดา หรืออัลคาไลน์ หรือ ถ่านชาร์จแบบ Sanyo Eneloop ก็ได้ไม่มีปัญหา  ถ่าน 1 ชุดสามารถใช้งานต่อเนื่องได้เกิน 8 ชั่วโมง  ถ้านานๆจะหิ้วไปฟังเพลงแบบไม่เสียบปลั๊กสักที เผลอๆถ่าน 1 ชุดอาจจะใช้งานได้เป็นเดือน

IMG_0484

ด้านบนตัวลำโพงจะมีปุ่มเพียง 3 ปุ่ม คือปุ่ม  power เอาไว้เปิดเครื่องและปิดเครื่อง  อีกสองปุ่มคือปุ่มปรับระดับเสียง การมีปุ่มให้กดเพียงเล็กน้อยทำให้การใช้งานเป็นเรื่องง่าย  ไม่ต้องเล็ง ไม่ต้องหา  เมื่อคุณคุ้นเคยกับการใช้งานมันแล้ว  คุณสามารถกดสั่งการบนปุ่มได้อย่างรวดเร็ว  แทบไม่ต้องละสายตามามองเลย  การใช้งานกับ iPod หรือ iPhone ตัวลำโพงจะชาร์จไฟให้กับ iPod ด้วยเมื่อลำโพงถูกเสียบปลั๊ก  แต่ถ้าใช้พลังงานจากถ่าน ระบบชาร์จไฟเข้า  iPod จะไม่ทำงาน  ดังนั้น ใครจะใช้ลำโพงตัวนี้เป็นแท่นชาร์จต้องเสียบปลั๊กไฟเสมอ

IMG_0485

ด้านหลังลำโพงเป็นช่องเสียบสายสัญญาณ Aux เอาไว้ใช้กับเครื่องเล่นเพลงอื่นๆที่ไม่มีพอร์ตแบบ iPod สายสัญญาณที่แถมมากับลำโพงเป็นแบบ 3.5 มม. เส้นเล็กๆบางๆ  ข้างๆช่องเสียบสัญญาณ Aux จะเป็นช่องเสียบไฟแบบ 12VDC  ตัวลำโพงจะแถมอแด๊ปเตอร์แปลงไฟจาก 110-220 Volt เป็น DC 12V มาให้ด้วย  กำลังไฟที่ลำโพงระบุไว้ต้องการไฟเลี้ยง 12V 1.5a

IMG_0494
IMG_0495

คุณภาพการประกอบเครื่องอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก  ตัวลำโพงออกแบบมาแข็งแรง  ดูจะเน้นให้หิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสบายใจ จะหยิบจะวางก็สบายใจได้ว่าไม่ทำให้ลำโพงหลุดมือหรือแตกหักเสียหายได้ง่ายๆ  ตระแกรงด้านหน้าลำโพงเป็นโลหะพ่นสีสวยงาม โลโก้ Yamaha ดูเด่นเป็นสง่า  ภายใต้ตะแกรงเป็นดอกลำโพงสองดอก  ดอกแรกเป็นวูฟเฟอร์คาดว่ามีขนาดประมาณ 4 นิ้ว พร้อมด้วยทวิตเตอร์อีก 1 ดอกขนาดไม่เกิน 1 นิ้ว

IMG_0496
IMG_0497

ลำโพงมีหน้าที่สร้างคลื่นเสียงโดยการขยับกรวยลำโพงเพื่อผลักอากาศ  การผลิตคลื่นเสียงเป็นเรื่องทางฟิสิกส์  การผลักอากาศให้เกิดเป็นความถี่ต่างๆต้องใช้พื้นที่หน้าตัดของลำโพงค่อนข้างมาก  การทำลำโพงที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถลดลดขนาดให้เล็กลงได้ถ้ายังคงต้องการคณภาพที่ดีอยู่  ดังนั้นลำโพงที่ออกแบบมาให้มีคุณภาพเสียงที่ดีมักจะมีขนาดใหญ่โต  ลำโพงเล็กๆที่แถมมากับคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะไม่สามารถสร้างคลื่นเสียงความถี่ต่ำได้ในระดับที่เพียงพอต่อการฟังเพลงแบบไพเราะ   ดูจากรูปร่างของ PDX-11 ตัวนี้แล้วจะพบว่านอกจากหน้ากว้างตามขนาดดอกลำโพงแล้ว ยังมีความลึกของตัวตู้อีกที่ช่วยสร้างคลื่นความถี่ต่ำให้มีคุณภาพ  มั่นใจได้เลยว่า เจ้าลำโพงติดหูหิ้วขนาดอ้วนป้อมตัวนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นลำโพงเสียงดีตั้งแต่เกิด

การใช้งานกับ iPod ทั่วไปทำงานได้ดีไม่มีปัญหา  ถ้าใช้กับ iPod touch หรือ iPhone หรือ iPod nano จะสามารรถควบคุมการเล่นได้จากรีโมทคอนโทรล  แต่ถ้าเราใช้กับ iPod รุ่นเก่าๆ ตั้งแต่ iPod Video ย้อนลงไปถึงตัวที่เก่ากว่านั้น เราจะไม่สามารถใช้รีโมทเพื่อสั่งเล่นหรือข้ามเพลงได้  จะสั่งผ่านรีโมทได้แค่ระดับเสียง และเปิดปิดตัวลำโพงเท่านั้น

IMG_2053

การใช้งานลำโพงตัวนี้กับ iPod nano ดูจะเป็นสิ่งที่ลงตัวที่สุด  เพราะขนาดที่เล็กของ iPos nano ทำให้มันติดอยู่กับ Dock ได้อย่างแน่นหนา  สามารถหิ้วลำโพงพร้อม iPod nano ที่เสียบคาไว้ไปไหนต่อไหนได้โดยไม่หลุดจาก Dock มันดูเหมือนจะกลมกลืนเป็นระบบเดียวกันไปเลย

IMG_2059

ใครที่ชอบฟังรายการวิทยุ online ทั้งจากโปรแกรม Tune in หรือฟังจากเว็บ หรือ รายการเสียงอะไรก็ตามที่วิ่งมาทางอินเทอเน็ต  การใช้ลำโพงตัวนี้ร่วมกับ iPod Touch จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด  เพราะคุณสามารถเปิดฟังได้ทั้งวันโดยที่ไม่ต้องพะวงเรื่องการชาร์จไฟให้กับ iPod Touch ของคุณเลย  แถมยังได้ฟังค์ชั่นอื่นๆมาอีกหลายอย่าง  ทั้งการสั่งการผ่านรีโมทคอนโทรล และการหิ้วไปไหนต่อไหนได้  สามารถใช้งานนอกสถานที่ได้ด้วยพลังงานจากถ่าย AA เพียง 6 ก้อน  และที่ถูกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ  เราสามารถใช้งานลำโพงตัวนี้ด้วยมือเพียงข้างเดียว  คือหยิบ  iPod ไปเสียบ แล้วก็กดเลือกฟังสิ่งที่ต้องการ  ใช้มือเดียวจริงๆ  ถ้าเป็นระบบอื่นๆที่เป็นลำโพงแยกชิ้น ไม่มี Dock ติดมาให้ เราต้องเสียบสายสัญญาณ Aux เราต้องเสียบสายขาร์จที่ ipod การถอดเสียบสายเหล่านี้ต้องใช้สองมือเท่านั้น  แล้วใช้งานสองมือแล้วมันยากเย็นตรงไหน  มันก็ไม่ยากหรอก  แต่ถ้าเราถือของอยู่ หรืออุ้มลูกอยู่  เหลือมือว่างแค่มือเดียว เรายังเปิดเพลงจาก  iPod ได้  นั่นเป็นสิ่งที่ผมค้นพบตอนที่อุ้มลูกครับ.

IMG_2052

ในส่วนของคุณภาพเสียง  จะบอกว่าลำโพงตัวนี้ให้เสียงเป็นกลางก็พอได้  มันมีน้ำเสียงเหมือนลำโพงบ้านทั่วไป  ไม่ได้มีวงจรชดเชยหรือปรับแต่งเสียงพิเศษมาช่วยใดๆเลย  ถ้าเราเคยฟังลำโพงอย่าง Bose companion2 ตัวนั้นจะเป็นลำโพงที่มีตัวประมวลผลมาช่วยเหลือ เสียงเบสลึกจากลำโพง Bose จะผ่านวงจรช่วยเหลือให้เกิดเสียงดังได้ราวกับเป็นลำโพงใหญ่  อาศัยระบบ DSP มาสร้างเสียงเบสให้กับระบบ  แต่กับ Yamaha pdx-11 จะเป็นคนละทางกัน  สัญญาณมายังไงมันขยายไปอย่างนั้น ไร้เทคโนโลยีใดๆ  ผลก็คือ ถ้าเราเปิดฟังในระดับที่เบา เราจะไม่ค่อยได้ยินเสียงเบสต่ำสักเท่าไรนัก  เพราะว่าหูคนเราจะไม่ค่อยไวกับเสียงเบส  เราต้องเปิดระดับการฟังให้ดังได้ระดับที่เหมาะสม  น้ำหนักเสียงเบสจะมีปรากฏให้พอดีกับกลางและแหลม  ซึ่งเป็นลักษระเดียวกับลำโพงบ้านทั่วไป   หมายความว่าการฟังลำโพง  Yamaha ตัวนี้ ขอให้เปิดได้ดังถึงระดับหนึ่งเราจะได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดจากมัน  และที่ระดับการฟังที่เหมาะสมตรงนี้มันทำให้ลำโพงนี้มีเสน่ห์น่าใช้อยู่พอตัว  มันสามารถทดแทนชุดเครื่องเสียงตามห้างทั่วไปได้โดยไม่ต้องสงสัย  เสียงกลางที่สุด เบสที่ลึกมากจะแสดงออกมาได้จนรู้สึกว่า ค่าตัวสี่พันกว่าบาท ไม่แพงเลย

แต่อย่าเอามันไปเทียบกับ Bose Soundlink ที่ออกแบบมาให้เป็นลำโพงเดี่ยวเน้นการพกพาเช่นเดียวกัน  เพราะ soundlink มันให้เทคโนโลยีที่สูงกว่า ดอกลำโพงมีสมรรถนะที่ดีกว่า คุณภาพเสียงดีกว่า  แบตเตอรี่ที่ฝั่งมาในลำโพงก็ให้พลังงานได้มากกว่า  และ มันราคาแพงกว่ากันสามเท่า  ดังนั้นอย่าเทียบกัน

รีวิวเครื่องเสียงลงในเว็บมั่นคงแม็กกาซีน

ผมรับงานเขียนรีวิวเครื่องเสียงให้เว็บนี้ครับ http://magazine.munkonggadget.com/

นับว่าเป็นการเขียนรีวิวเครื่องเสียงครั้งแรกในรอบหลายปี  ที่ผ่านมาเป็นการรีวิวของที่ใช้เองซะส่วนใหญ่  แต่คราวนี้พอมีการเปิดตัวแม็กกาซีนออนไลน์เกี่ยวกับเครื่องเสียง ผมก็สนใจอยากร่วมงานด้วย  ได้อีเมลคุยกับเจ้าของเว็บแล้วเขาก็เปิดโอกาสให้ ก็เลยเป็นที่มาของรีวิวเครื่องเสียงต่างๆ  นับจากนี้ไปน่าจะได้อ่านกันต่อเนืื่อง จนกว่าจะเจ๊งกันไปข้างหนึ่ง  หวังว่าคนที่ชอบเครื่องเสียงและสินค้า IT จะชอบสิ่งที่ผมนำเสนอนะครับ

 

รีวิวตัวที่สามAudio Gd Dac NFB11.32

http://magazine.munkonggadget.com/review-article/63/รีวิว-audio-gd-11-32

รีวิวตัวที่สองคือหูฟัง Sennheiser RS220

http://magazine.munkonggadget.com/review-article/60/รีวิว-หูฟัง-sennheiser-rs220

รีวิวตัวแรกก็คือ Samsung Galaxy Note Dock

http://magazine.munkonggadget.com/review-article/56/รีวิว-samsung-desktop-dock-galaxy-note

 

 

แอมป์หลอดเสียงดี antique sound lab se84

พูดถึงเครื่องเสียงมักจะต้องมีเรื่องของแอมป์หลอดเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักเล่นเครื่องเสียงที่มีใจฝักใฝ่ในระดับที่เข้มข้น เครื่องขยายเสียงแบบหลอดเป็นเทคโนโลยีการขยายเสียงที่เก่าแก่ที่สุดของโลกเรา มันถูกคิดค้นมาเมื่อต้นศตวรรษที่ยี่สิบและถูกใช้งานข้ามศตวรรษมาสู่ศตวรรษที่ 21

เครื่องเสียงแบบหลอดสูญญากาศได้รับความนิยมอยู่เป็นพักๆ บางช่วงเวลาก็รุ่งโรจน์สุดกู่ บางช่วงเวลาก็ซบเซา ซึ่งเป็นจังหวะที่นักออกแบบหันไปสนใจเทคโนโลยีใหม่อย่างโซลิทสเตทหรือทรานซิสเตอร์ แต่ในที่สุดก็หมุนเวียนมาได้รับความนิยมอีกครั้ง แม้ว่าเทคโนโลยีทางวิศวกรรมจะเจริญไปเพียงใดก็ตาม แต่หากว่าทฤษฎีการขยายเสียงยังคงใช้พื้นฐานแบบเดียวกับหลอดสูญญากาศ เครื่องเสียงหลอดก็ยังคงโดดเด่นและเป็นที่สุดของการฟังเพลงได้อย่างไม่ต้องสงสัย

เครื่องเสียงหลอด หรือ แอมป์หลอด มีตั้งแต่ราคาถูกระดับไม่กี่ร้อยบาท ไปจนถึงระดับเป็นล้านบาท และมันสร้างได้ง่ายมากจนได้รับความนิยมจากนักอิเล็กทรอนิกส์สมัครเล่นที่ต้องเคยทดลองสร้างกันอย่างน้อย 1 เครื่องหรือ 1 วงจร เสน่ห์ของมันก็คือ คุณภาพเสียงที่ได้ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปตามกำลังเงินที่จ่ายไป แอมป์หลอดหลักพันให้เสียงดีกว่าแอมป์หลอดหลักแสนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แอมป์หลอดหลักหมื่นจะดีกว่าหลักล้านก็เป็นไปได้ เพราะคุณภาพไม่ได้แปรผันตามระดับราคา มันจึงเป็นเสน่ห์ของนักเล่นเครื่องเสียง เพราะทุกคนต่างก็มีโอกาสสัมผัสคุณภาพเสียงที่ดีมากในระดับราคาที่จ่ายไหว มันไม่เหมือนรถยนต์ เครื่องดนตรี กล้องถ่ายรูปที่ยิ่งแพงก็ยิ่งดี

แอมป์หลอดที่ผมมีอยู่ตัวนี้คือแอมป์หลอดยี่ห้อ antique sound lab รุ่น se84 เป็นแอมป์หลอดทำงานในระบบซิงเกิ้ลเอนด์ กำลังขับ 3.5 วัตต์ต่อข้าง ระบบซิงเกิ้ลเอนด์คือระบบการขยายเสียงที่ใกล้เคียงอุดมคติมากที่สุด สัญญาณไฟฟ้าตลอดลูกคลื่นถูกขยายด้วยวงจรเพียงวงจรเดียว (แต่ไม่ใช่ซิงเกิ้ลเอนด์ซิงเกิ้ลสเตทนะครับ)

แอมป์หลอดตัวนี้ถูกขายครั้งแรกในประเทศไทยประมาณปี พ.ศ.2540 ซึ่งในครั้งนั้นขายกันเพียงเครื่องละ 3250 บาท ผมซื้อแอมป์ตัวนี้ในงานแสดงเครื่องเสียงที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ จำไม่ได้ว่าซื้อกับผู้แทนจำหน่ายชื่ออะไร รู้แต่ว่าแอมป์หลอดตัวนี้ขายดีมาก เพราะว่าราคาถูกมากนั่นเอง เงินสามพันกว่าบาทในยุคนั้นทำอะไรไม่ค่อยได้มากนัก เครื่องเสียงทั่วไปคุณภาพดีๆต้องจ่ายกันหมื่นกว่าบาท มินิคอมโปที่ขายตามห้างจายกันหมื่นกว่าบาท โทรทัศน์สีระดับหนึ่งหมื่นบาทจะได้เพียง 21 นิ้ว คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คยุคนั้นต้องจ่ายประมาณ 7 หมื่น คอมพิวเตอร์ประกอบเองต้องใช้เงินประมาณสามหมื่น

แอมป์หลอดตัวนี้ต่อแหล่งโปรแกรมได้แค่ 1 ชุด ขั้วต่อเป็นอาร์ซีเอชุบทอง ขั้วต่อสายลำโพงเป็นบานาน่าปลั๊กชุบทอง สวิตช์เปิดปิดเป็นแบบโยก ด้านหน้าเครื่องมีปุ่มปรับระดับเสียงแค่ปุ่มเดียว ขั้วต่อสายไฟเอซีเป็นแบบถอดได้ แอมป์หลอดตัวนี้ถูกออกแบบให้เป็นเพาเวอร์แอมป์ แต่ว่ามีการใส่วอลลุ่มเข้าไปเพื่อให้สามารถปรับระดับเสียงได้ มันจึงสามารถใช้งานกับเครื่องเล่นซีดีหรือแหล่งโปรแกรมต่างๆได้โดยตรงโดยไม่ต้องต่อผ่านปรีแอมป์

หลอดขยายเสียงมี 3 หลอด หลอดเล็กตรงกลางเป็นภาครับใช้หลอด 12AX7 ทำหน้าที่รับสัญญาณจากวอลลุ่มขยายสัญญาณเบื้องต้นในแบบคลาสเอแล้วส่งสัญญาณไฟฟ้าไปเข้าหลอดใหญ่ หลอดใหญ่ทำหน้าที่ขยายเสียงให้มีกำลังสูงขึ้น หลอดใหญ่นี้คือหลอด el84 ถูกออกแบบการใช้งานในโหมดซิงเกิ้ลเอนด์คลาสเอ ก้อนสีดำสามก้อนคือหม้อแปลง ก้อนทางซ้ายคือหม้อแปลงจ่ายไฟให้กับวงจรทั้งหมด หม้อแปลงส่วนกลางและขวาเป็นหม้อแปลงปรับอิมพีแดนซ์

เครื่องเสียงกำลัง 3.5 วัตต์จะฟังเพลงเพราะได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่คนที่รู้เรื่องทางไฟฟ้าก็คงจะไม่เข้าใจนัก สรุปได้สั้นๆเพียงว่าการฟังเพลงปกติในบ้าน กำลังเสียงเพียง 1 วัตต์ก็ค่อนข้างจะเสียงดังฟังชัดแล้ว การใช้เครื่องเสียงวัตต์ต่ำต้องใช้คู่กับลำโพงความไวสูง การเลือกลำโพงให้เหมาะสมกับแอมป์หลอดตัวนี้ก็เช่นเดียวกัน จะต้องเลือกลำโพงที่มีความไวสูงกว่าปกติ ลำโพงที่เหมาะกับมันควรจะมีความไวระดับ 90dB ขึ้นไป

ผมใช้งานแอมป์หลอดตัวนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 บางช่วงเวลาก็ใช้ต่อกับเครื่องเล่นซีดี บางช่วงเวลาก็ต่อกับคอมพิวเตอร์ บางช่วงเวลาก็ต่อกับ ipod คุณภาพเสียงของแอมป์หลอดคลาสเอเป็นสิ่งที่น่าหลงใหล ต้องได้ลองสัมผัสเองถึงจะเข้าใจ ทุกวันนี้ในเงินหลักพันบาทผมยังไม่พบว่ามีเครื่องเสียงตัวไหนเสียงดีกว่านี้ คุณงามความดีอาจไม่ได้เกิดจากแอมป์หลอดเพียงตัวเดียว แต่มันเกิดจากการเลือกใช้งานลำโพงด้วย ซึ่งลำโพงที่ผมเลือกใช้มันเหมาะเจาะและลงตัวกับแอมป์ตัวนี้พอดี เคยลองเปลี่ยนลำโพงอื่นๆเข้าไปบ้างเช่นกัน ลำโพงบางตัวทำให้แอมป์กลายเป็นของกระจอกไปเลยก็มี ดังนั้น ใครที่เล่นแอมป์หลอด ขอให้เลือกลำโพงให้เหมาะสม ถ้าเสียงยังไม่ดี ไม่ถูกใจ ควรได้ลองเปลี่ยนลำโพงดูก่อน นอกจากนี้ แอมป์หลอดยังเปิดโอกาสให้นักเล่นได้ทดลองเปลี่ยนหลอดด้วยเพื่อเปลี่ยนบุคลิกเสียง ซึ่งมันเป็นความสนุกอีกรูปแบบหนึ่งที่ละลายเงินในกระเป๋าตลอดเวลาถ้าไม่หยุดค้นหา จบห้วนๆดีกว่า

ไปดูเขาซ้อมดนตรี

มีนัดไปดูซ้อมดนตรี นักร้อง นักดนตรีเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย สมัยก่อนผมกับพี่ๆทั้งหลายอยู่ชมรมบันเทิง มีหน้าที่ยกเครื่องเสียงไปติดตั้งตามตึกต่างๆเพื่อใช้ในงานรับน้องของแต่ละคณะ ยิ่งตอนจะปิดภาคการศึกษาจะมีงาน by-nior ยิ่งงานเยอะหัวปั่น

พี่ๆกลุ่มนี้รวมตัวกันกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อปีกว่าที่ผ่านมา รวมตัวกันเฉพาะกิจเพราะจะไปเล่นในงานแต่งงานของคนในกลุ่ม และปีนี้ ก็เป็นการรวมตัวกันเพื่องานของผมเอง

ด้านล่างเป็นวิดีโอที่ใช้ไมค์ zoom h1 บันทึกเสียงแยก แล้วเอาเสียงที่แยกบันทึกมาใส่แทน
ถ้าดูในวิดีโอจะเห็นไมค์วางไว้บนตู้แอมป์ fender

เพลง ก่อน ของ โมเดิร์นด๊อกซ์
เพลงนี้ออกปี พ.ศ. 2537 ยังเป็นเพลงชาติของห้องซ้อมดนตรีอยู่เลย
กึต้าร์ พี่เต้ย
กีต้าร์ พี่เอ๊กซ์
นักร้อง พี่เหลียง
น้องอีกสองคน คือน้องออม น้องเบ็น มาช่วยร้องเพลงผู้หญิง

ipod mini เครื่องเล่น mp3 ที่คลาสิคที่สุดรุ่นหนึ่ง

ipod ฮิตมากอยู่ช่วงปีหนึ่ง แล้วก็ค่อยๆแปลงร่างกลายเป็น iphone และ ipod touch เจ้าอุปกรณ์ทรงสี่เหลี่ยมที่มีแป้นหมุนเลยไม่ได้เป็นพระเอกของวงการอีกต่อไป ipod รุ่นใหม่ๆกลายเป็นหน้าตาบอบบาง กระทัดรัด เล็กลงจนรู้สึกจะหยิบจับยาก วันนี้ผมได้เครื่อง ipod mini ตัวเดิมกลับมา หลังจากให้เพื่อนยืมไปเปิดเพลงให้ลูกฟังอยู่สองปี ตั้งแต่เมียเพื่อนตั้งท้องจนตอนนี้กำลังจะเลือกโรงเรียนอนุบาลแล้ว เพิ่งจะได้คืนมา

ipod mini ตัวนี้ผลิตออกมาขายในปี ค.ศ. 2005 ผมก็ซื้อมาใช้ในช่วงปีเดียวกัน ความจุในเครื่อง 4g เก็บเพลงได้ประมาณ 1000 เพลงที่ความละเอียด 128kBit/s จอภาพสีขาวดำ ไฟหน้าจอสีขาว ไม่สามารถดูภาพ และวิดีโอได้ เป็น ipod ที่ถูกลดขนาดลงมาเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นมาตรฐาน จุดเด่นของมันก็คือมันใช้วัสดุคุณภาพดีสุดๆ คือตัวถังเป็นอลูมิเนียม ถ้าไม่บุบ มันจะไม่มีร่องรอยอะไรเลย แม้ว่าจะหยิบใส่กระเป๋า เสียดสีกับกางเกงหรือกระเป๋าต่างๆ หยิบวางบนโต๊ะ วางในรถก็ไม่มีปัญหา

ผมได้มีโอกาสใช้งาน ipod touch แล้วรู้สึกว่าไม่ชอบ ไม่ใช่ ipod touch ไม่ดี แต่เป็นเพราะการใช้งานในการฟังเพลงผมรู้สึกว่า ipod แบบมีแป้นสัมผัส click wheel (คลิกวีล)แบบดั้งเดิม เป็นสิ่งที่เหมาะกับการฟังเพลง เพราะหลายๆครั้งที่กำลังฟังเพลงอยู่ ผมอยากจะลดหรือเพิ่มระดับเสียง ผมก็แค่คลึงแป้นหมุนตามทิศทางที่ต้องการ มันก็ตอบสนองได้ดี สามารถเพ่ิมหรือลดระดับเสียงได้โดยไม่ต้องใช้สายตา แต่ถ้าเป็น ipod touch หรือ iphone การเพ่ิมลดระดับเสียงมันทำยากกว่าเดิม ถ้าจะเปลี่ยนระดับเสียงทางหน้าจอ จะต้องกดปุ่มด้านหน้า แล้วคลิกเลื่อนเพื่อปลดล็อคหน้าจอ และค่อยเอานิ้วจิ้มปุ่มสไลด์เพื่อเลื่อนระดับ หมายความว่า ผมไม่สามารถหลับตาเปลี่ยนระดับเสียงได้เลย

แล้วทำไมไม่กดปุ่มสองปุ่มที่อยู่ด้านข้าง iphone หรือ ipod touch ล่ะ นั่นสิ ผมมักจะลืมตำแหน่งปุ่มด้านข้างไปเสมอ และการใช้นิ้วกดปุ่มเพ่ิมลดเสียงด้านข้าง ผมต้องใช้มือกำตัวเครื่องไว้แล้วเอานิ้วโป้งกด ก็คือต้องหยิบตัวเครื่องขึ้นมาถือไว้ในท่าบังคับ และเอานิ้วกดลงไปตามปุ่มที่ต้องการ มันสั่งงานแบบไม่มองก็ได้ถ้าพยายาม แต่มันก็ต้องใช้ทั้งมืออยู่ดี ผมพอใจกับการใช้นิ้วคลึงเท่านั้น ยิ่งหากระหว่างฟังต้องการกดข้ามเพลง หรือย้อนกลับ คลิกวีลระบบแท้ๆของ ipod มันตอบสนองได้ทันที แต่ถ้าเป็นหน้าจอของ ipod touch หรือ iphone มันต้องกดปุ่ม home เพื่อกระตุ้นเครื่อง และเอานิ้วลากแถบล็อคหน้าจอเพื่อให้เริ่มรับคำสั่ง แล้วก็มองหาปุ่ม ข้ามเพลงและย้อนเพลง แล้วค่อยเล็งเพื่อกด แค่นี้ก็รู้แล้วว่ามันลำบากกว่ากัน คลิกวีลระบบดั้งเดิมมันไม่รบกวนสมาธิการทำงานและการขับรถ ipod touch และ iphone มันดีตอนเลือกเพลงเพราะมันเป็นหน้าจอละเอียด แบ่งรายการเพลงต่างๆให้เข้าถึงได้ง่าย แต่มันไม่ดีตอนฟัง เพราะมันกดเพื่อสั่งการยากกว่านั่นเอง

หลายครั้งที่ได้ยินว่าแบตเตอรี่ ipod เสื่อม ผมก็ได้แต่แปลกใจว่าทำไมเสื่อมเร็วจัง เพราะเครื่องที่ผมใช้ยังไม่เคยเปลี่ยนแบตเตอรี่เลย ถ้านับถึงวันนี้ มันก็ผ่านมา 6 ปีกว่าแล้วมันยังคงใช้งานได้ดี และการชาร์จแบตของผม 1 ครั้งสามารถใช้ฟังเพลงได้ประมาณ 6 ชม. หรือมากกว่า ซึ่งผมว่ามันค่อนข้างเยอะแล้ว ผมจำไม่ได้ว่าตอนออกมาใหม่ๆมันรับประกันว่าฟังได้นานกี่ชั่วโมง แต่ 6 ชม.ของผมมันเพียงพอต่อการใช้งานในรถและก่อนนอนแล้ว

ความจุเพียง 4g ในวันนี้ดูเหมือนจะน้อยไป เพราะว่าคลังเพลงที่สะสมมาสิบปีมันมีหลายสิบจิ๊ก นี่ผมเป็นคนที่ไม่ได้ติดตามเพลงมากเหมือนสมัยก่อน ถ้ายังคงฟังเพลงมากๆเหมือนเดิมผมน่าจะมีเพลงสะสมสัก 200g ซึ่ง ipod ตัวไหนก็ไ่ม่พอ การมีเพียง 4G ติดตัวออกจากบ้านก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายมาก ยังพอจะปรับตัวได้ เนื่องจาก ipod เป็นระบบการเลือกเพลงใส่ที่ฉลาด ผมสามารถเลือกเปลี่ยนเพลงที่บรรจุใน ipod ได้ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่คลิก แล้วก็รอเวลามันก็อปปี้เพลงชุดที่ต้องการลงไป หลายครั้งผมเลือกให้มันก็อปปี้เพียงเพลงที่ฟังบ่อยแค่ 25 เพลง ซึ่งโปรแกรม iTune ที่ทำหน้าที่นี้มันทำได้ดีไร้ที่ติ

การฟังเพลงมันต้องได้เครื่องเล่นที่ดีตอนฟังเพลง ไม่ใช่เครื่องที่ดีสำหรับการเล่นเน็ต หรือ ดูภาพ หรือดูวิดีโอ เพราะผมต้องการเน้นเรื่องฟังเพลง การพัฒนาการของ ipod มันมุ่งไปสู่ระบบอินเทอเน็ตและมัลติเมียเดีย จนผมรู้สึกว่าสักวันหนึ่งคลิกวีลอาจจะถูกเลิกใช้ไปในที่สุด หยุดนวัตกรรมไม่ได้ แต่สามารถเลือกใช้ของที่เคยมีได้ ipod mini ยังน่าใช้งานและน่ารักอยู่เสมอ ตราบใดที่ยังซ่อมบำรุงได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือ เพิ่มขนาดความจุด้วย compact flash การ์ด ขอแค่อย่าให้มันเสียก็พอแล้ว มันน่าจะคงกระพันไปอีกหลายปี

panasonic หูฟังราคา 239 บาท

หูฟังของ panasonic รุ่นนี้ขายในร้านเซเว่น ราคา 239 บาท มีให้เลือกสองสี คือสีฟ้า กับชมพู เป็นหูฟังที่ถูกพูดถึงในเว็บมั่นคงแก็ดเก็ทว่าเป็นของถูกคุณภาพดี และดีกว่าหูฟังยี่ห้อ senheiser รุ่น mx400 เสียอีก ผมเคยซื้อ MX400 มาใช้แล้ว และซื้อตุนไว้หลายอัน พอรู้ว่ามัน panasonic ราคาถูกว่าคุณภาพดีกว่าก็เลยไปซื้อมาพิสูจน์

ตอนนี้กำลังเปิดเพลงเบิร์นอยู่ กะว่าอีกสักหลายวันค่อยมาฟังทดสอบอีกที คุณภาพเสียงที่ลองฟังตอนชั่วโมงแรกยังไม่ค่อยรู้สึกว่าดีอย่างไร แต่อย่างน้อยก็ไม่แย่แบบของปลอมทั่วไปที่ขายกันถูกๆ คุณภาพเสียงตอนแกะห่อใหม่ๆถือว่าดีกว่าหูฟังที่แถมมากับโทรศัพท์ซัมซุง monte ที่ผมใช้งานอยู่ รอฟังทดสอบอย่างจริงจังอีกทีจะดีกว่า