แอร์ติดระบบฟอกอากาศ ลดฝุ่นไม่ค่อยได้เลย

ในช่วงเดือนมกราคม 2562 ประเทศไทยประสบภาวะ ฝุ่นปกคลุมหนาแน่นจะสร้างผลเสียต่อสุขภาพ  ปริมาณฝุ่น pm2.5 หรือฝุ่นขนาดเล็กมีปริมาณสูงจนทุกคนต้องกังวล  แม้แต่โรงเรียนหลายแห่งก็งดกิจกรรมกลางแจ้ง  และเมื่อฝุ่นตัวนี้มันมากขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนอนุบาลที่ลูกผมเรียนอยู่ถึงกับประกาศหยุดเรียน ให้นักเรียนกลับบ้านด่วนแล้วรออีก 1 สัปดาห์ค่อยไปโรงเรียนอีกครั้ง  นี่คือความโหดร้ายของฝุ่น pm2.5

IMG_20190121_112622

ที่โรงพิมพ์ ในห้องครัวซึ่งผมใช้เป็นห้องทำอาหาร ห้องกินข้าว เป็นห้องดิดแอร์  ปกติจะใช้เปิดแอร์เมื่อมีการนั่งกินข้าวในนี้   และในช่วงฝุ่นระบาด  ผมก็เห็นว่าแอร์ยี่ห้อนี้มีระบบ ฟอกอากาศ  ก็เลยกดให้ระบบนี้ทำงาน  แล้วก็วัดค่าเปรียบเทียบด้วยเครื่องวัดฝุ่น pm2.5 ของ Xiaomi ตอนเปิดใหม่ๆ และเมื่อผ่านไป เกือบ 1 ชั่วโมง

IMG_20190121_112638

 

ผลการวัดเป็นดังนี้

IMG_20190121_102157

วัดค่ได้ 117 เมื่อตอนเวลา 10.21 น.

 

IMG_20190121_110858

วัดค่าได้ 117 เมื่อเวลา 11.08 น.

 

เวลาที่ถ่ายภาพห่างกัน 48 นาที  เปิดการทำงานระบบฟอกอากาศพลาสม่าคลัสเตอร์  แต่ผลการทำงานไม่ได้ช่วยลดฝุ่นลงได้เลย  บางทีผมอาจเข้าใจผิดคิดว่าระบบนี้ช่วยลดฝุ่นในห้องได้  แต่ความเป็นจริงไม่ใช่เลย   สรุปว่า ระบบพลาสม่าคลัสเตอร์ในแอร์ตัวนี้ไม่สามารถช่วยลดฝุ่น pm2.5 ได้

 

 

nec17 – referal source ep3

1  คนใน contact sphere
2 ลูกค้าเก่า
3  คนที่ได้ประโยชน์จากธุรกิจเรา  เช่น ซัพพลายเออร์

4 คนที่เราไปอุดหนุน เช่น ช่างตัดผม ร้านอาหาร ฟิตเนส ร้านกาแฟ

แม้ว่าเราจะไม่ได้ธุรกิจที่ตรงใจจากร้านค้าในข้อ 4 นี้ เช่น ร้านตัดผม ร้านอาหาร ศูนย์บริการรถยนต์  แต่ร้านค้าพวกนี้สามารถแนะนำเราให้กับลูกค้าของร้านได้  ถ้าเรามาอุดหนุนร้านค้าเหล่านี้เป็นประจำ ร้านค้าจะจำเราได้ และควรทำให้ทางร้านได้รู้ว่าเราอาชีพอะไร  งานเราเป็นยังไง  เมื่อมีลูกค้าของร้านพูดถึงหรือถามหาบริการบางอย่างที่เราทำได้ ร้านก็มีแนวโน้มจะนึกถึงเรา มีแนวโน้มจะแนะนำงานให้เราได้นั่นเอง

 

IMG_7270

กรองอากาศในห้องแบบประหยัด

ช่วงเดือนมกราคม 2562 กรุงเทพมีปัญหาฝุ่นปกคลุมหนาแน่นจะน่ากังวล  ซึ่งฝุ่นชนิดนี้คือ pm2.5 ที่เป็นฝุ่นขนาดเล็กกว่าเม็ดเลือดแดง  นั่นหมายความว่ามันสามารถถูกสูดดมและไหลเข้าไปสู่ร่างกายและสามารถเล็ดลอดเข้าสู่อวัยวะในตัวเราได้ง่ายๆเลย  การป้องกันฝุ่นที่ได้รับการแนะนำให้ทำก็คือการใส่หน้ากากกรองฝุ่นเมื่ออยู่นอกบ้าน และหน้ากากจะต้องเป็นรุ่นพิเศษที่สามารถกรองฝุ่นชนิดนี้ได้ด้วย  ซึ่งราคาจะแพงกว่าหน้ากากกันฝุ่นรุ่นธรรมดา  นั่นคือหน้ากากต้องระบุว่าสามารถป้องกันฝุ่น pm2.5 ได้นั่นเอง

 

IMG_4957

ระบบทดสอบ พัดลมวางบนไส้กรอง เป่าลมลงไป ช่องด้านล่างเป็นทางออกของลม

 

ฝุ่นนอกบ้านหนาแน่นมาก และมันก็ค่อยๆซึมเข้าสู่บ้านคน เข้าห้องทุกห้อง  หากเราใช้มิเตอร์วัดปริมาณฝุ่น pm2.5 นอกบ้านวัดได้เท่าไหร่ ในบ้านก็ไม่ได้ปิดสนิทจะมีค่าที่น้อยกว่ากันเพียงเล็กน้อย  เพราะฝุ่นพวกนี้มันกระจายตัวง่าย  ห้องที่เปิดปิดบ่อยหรือไม่ได้ปิดหน้าต่างก็จะมีฝุ่นจากนอกบ้านเข้าสู่ห้องได้  คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็จะไวกับฝุ่นพวกนี้  หากเราสามารถหาเครื่องกรองอากาศมาใช้ได้ก็ควรจัดทำอย่างยิ่ง  ซึ่งการใช้เครื่องกรองอากาศจะมีผลช่วยลดฝุ่นทุกชนิดในห้องลงได้  และค่าฝุ่นในห้องจะเหลือเพียงเล็กน้อยแทบจะเป็น 0 เลย  แต่มันก็ทำได้ในห้องที่เล็กจำกัด เพราะเครื่องกรองอากาศมีความสามารถระบุไว้ว่ามันทำงานได้ในห้องขนาดไม่เกินเท่าไหร่  และ 1 ห้อง ต้องใช้ 1 เครื่อง  ถ้ามีห้องนอนหลายห้อง ก็ต้องซื้อหลายเครื่อง

 

 

 

IMG_4958

พัดลมวางไว้บนเครื่องกรอง เป่าลมเข้าไส้กรอง

 

แต่หากใครไม่สามารถซื้อเครื่องฟอกอากาศได้สำหรับทุกห้องในบ้าน  แต่ละห้องก็ไม่อยากให้มีฝุ่นก็ขอแนะนำให้ลองดัดแปลงสร้างเครื่องกรองอากาศกันเอง  จะได้ประหยัด และมีใช้ในหลายๆห้องในบ้าน  ซึ่งแนวทางนี้จะมีประสิทธิภาพสู้เครื่องกรองอากาศที่ออกแบบมาขายไม่ได้  แต่มันก็ลดฝุ่นในห้องลงได้  แค่ลดได้ก็น่าทำแล้วครับ จริงไหม

 

หลักการของเครื่องกรองอากาศก็จะมีเพียงแค่ พัดลม และ ไส้กรองอากาศ  พัดลมจะดูดลมหรือเป่าลมเพื่อทำให้ลมที่มีฝุ่นไหลผ่านไส้กรอง  และลมจะผ่านไส้กรอง แต่ฝุ่นไม่ผ่าน  ลมที่ออกจากเครื่องก็จะเป็นลมสะอาด  ก็คืออากาศสะอาดนั่นเอง  เราเพียงเลือกไส้กรองที่มีความสามารถในการกรองอนุภาคเล็กๆ และกรอง pm2.5 ให้ได้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

 

แนวออกแบบสร้างเอง  ผมใช้พัดลมระบายความร้อนซีพียูถอดมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าๆที่เลิกใช้แล้ว  พัดลมจากคอมพิวเตอร์จะใช้ไฟเลี้ยง 12 v  แต่เราสามารถเลือกใช้ไฟที่น้อยกว่ามาจ่ายให้พัดลมได้ เราอาจใช้เพียง 6 -9 โวลท์ เพื่อให้พัดลมหมุนช้าลง  จะทำให้เสียงรบกวนน้อยลงไปมากซึ่งเหมาะกับการวางไว้ในห้อง  แหล่งจ่ายไฟก็ใช้ไฟจากอแด๊ปเตอร์เก่าๆที่เหลือจากอุปกรณ์อื่นๆ จะ 6v หรือ 9v หรือ 12v ก็ได้

ไส้กรองอากาศผมเลือกใช้ไส้กรองสำหรับแอร์รถยนต์  บางคนเรียกว่ากรองแอร์  แผ่นกรองแอร์นี้ตามสเป็คจะสามารถกรองฝุ่นที่เล็กลงไปได้ถึง 0.3ไมครอน  ซึ่งฝุ่น pm2.5 ก็เป็นฝุ่นที่เล็กกว่า 2.5ไมครอน  ดังนั้นกรองแอร์รถยนต์สามารถกรองฝุ่น pm2.5 ได้พอสมควร  ไอ้ที่เล็กมากๆก็คงต้องปล่อยไป  ก็เลยเลือกกรองแอร์มาใช้ทำเครื่องกรองอากาศ

IMG_20190118_214151

ก่อนใช้เครื่องกรองอากาศที่ทดลองสร้าง

 

วางพัดลมไว้บนกรองแอร์  แล้วใต้กรองแอร์ก็หนุนด้วยสิ่งของเพื่อให้ลมสามารถผ่านไส้กรองออกมาได้  ปล่อยให้ทำงานอยู่ในห้องสักครึ่งชั่วโมง  ค่าฝุ่นละอองที่วัดด้วยเครื่องวัด air detector  ของ xiaomi ก็ให้ผลการวัดลดลง  จาก 46 ไปเป็น 36 ซึ่งลดลงได้บ้าง  แต่ไม่เท่ากับเครื่องกรองอากาศแท้ๆ  นั่นก็อาจเป็นเพราะเราทดลองทำเป็นแค่ระบบทดสอบหลักการ  หากเราต่อกล่อง ห่อหุ้มตัวกรองให้มิดชิด จัดวางให้ลมจากพัดลมผ่านกรองแอร์ได้ 100%    เชื่อว่าจะลดฝุ่นในห้องได้มากกว่านี้  อ้อ ระบบทดสอบนี้ อยู่ในห้องทำงานพื้นที่เล็กประมาณ 8 ตารางเมตรครับ  ถ้าห้องใหญ่กว่านี้ก็ต้องใช้พัดลมใหญ่กว่านี้ ไส้กรองใหญ่กว่านี้ครับ และถ้าเปลี่ยนไส้กรองเป็นรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับกรองอากาศในห้องโดยเฉพาะก็น่าจะลดฝุ่นได้เร็วกว่านี้

 

หมายเหตุ

  • หน่วยวัดของ Xiaomi air detector มีหน่วยเป็น ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • อากาศในห้องนอนที่ใช้เครื่องกรองอย่างจริงจัง จะแสดงค่าบน Xiao mi ประมาณ 5-12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • ในรถยนต์ที่เพิ่งสตาร์ทก่อนออกจากบ้าน จะวัดค่าฝุ่นในรถได้ 6-10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศเมตร

 

 

 

Pm2.5

 

 

ฝุ่น pm2.5 ยังไม่แย่เท่าควันบุหรี่

 

กรุงเทพ ประสบภาวะฝุ่น pm2.5 ปกคลุมจนถึงขนาดทัศนวิสัยการมองเห็นบนถนนลดลงมาเหลือไม่ถึง 100 เมตร  นั่นคือเรามองหาตึกสูงไกลๆไม่ไม่เจอแล้ว  และประชาชนก็ตื่นตระหนก หวาดกลัวกับอันตรายของฝุ่น pm2.5 จนทำให้หน้ากากป้องกันฝุ่นชนิดนี้ขาดตลาด  การคาดการของผู้เชี่ยวชาญบอกว่าฝุ่น pm2.5 จะอยู่กับประเทศไทยไปอีกเป็นเดือน อาจถึง 2 เดือน นั่นก็ยิ่งทำให้เกิดการตื่นตัวสุดขีด

 

แน่นอนว่าพวกเรากลัวฝุ่นตัวนี้  แต่รู้หรือเปล่าว่า สิ่งที่มันอันตรายยิ่งกว่าฝุ่นตัวนี้ก็คือควันบุหรี่  วันนี้เราก็เลยเอาตัววัดคุณภาพอากาศของ Xiaomi มาลองวัดให้ดู  ด้วยการพ่นควันเข้าไปให้กับเครื่องวัด แล้วก็รอดูผลว่ามันวัดออกมาได้เท่าไหร่ ตัวเลขน้อยคืออากาศดี ตัวเลขมากคืออากาศแย่  ไฟสีเขียวคืออากาศดี  ไฟสีแดงคืออากาศแย่  เห็นควันและเลขขึ้นไปเต็ม 600 หน่วย มันแย่สุดๆ

 

นอกจากเราจะต้องป้องกันฝุ่น pm2.5 ให้มันน้อยลง ด้วยวิธีการต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว  ลดการใช้น้ำมันดีเซล  อธิษฐานให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยฝุ่น pm2.5 ย้ายโรงงานออกนอกเมืองให้ไกลที่สุด  สิ่งต่างๆเหล่านี้ช่วยลด pm2.5 ได้  แต่เรายังไม่มีวิธีลดการสูบบุหรี่เลย  เราคงไม่สามารถคาดหวังจากรัฐบาลได้ เพราะรัฐบาลผลิตบุหรี่ขายเอง  สุดยอดไหมล่ะ ประเทศไทย

 

เราควรกลัวควันบุหรี่ยิ่งกว่ากลัวฝุ่น pm2.5 นะครับ

 

 

คุยกับลูก – เรื่องฝุ่นและรถยนต์ไฟฟ้า

IMG_0589

ระหว่างทางขับรถไปโรงเรียน  ลูกกับพ่อก็คุยกันเรื่องฝุ่น

 

พ่อ  ขอบฟ้าเห็นไหม ฝุ่นเยอะมากเลย แสงแดดส่องลงมาได้นิดเดียวเอง นี่คือสาเหตุที่ทำให้เราต้องใส่หน้ากากจะได้ไม่ป่วย

ขอบฟ้า นี่คือฝุ่นเหรอ

พ่อ  ใช่  แดดส่องลงมาแล้วโดนฝุ่นกั้นไว้ แสงแดดส่องไม่ถึงพื้น  ไฟถนนยังไม่ปิดเพราะ วงจรไฟฟ้าที่เปิดปิดอัตโนมัติมันจะสั่งปิดถ้าแสงสว่างเยอะ แสงเยอะหมายถึงกลางวัน  ไฟก็จะปิด  แต่ตอนนี้แดดส่องน้อย ตัวสั่งงานมันได้แสงน้อยมันก็ยังนึกว่าไม่สว่าง ไฟก็เลยยังติดอยู่

ขอบฟ้า  แล้วฝุ่นมาจากไหนเหรอครับ

พ่อ  มาจากท่อไอเสียรถยนต์ปล่อยควันพิษออกมา  แล้วก็มาจากโรงงานอุตสาหกรรมด้วย  ขอบฟ้าอาการฝุ่นเยอะ แดดส่องไม่ถึงพื้นนี่ มันเหมือนเมื่อตอนอุกาบาตชนโลก แล้วทำให้ระเบิด ทำให้ภูเขาไฟระเบิดด้วย ทำให้เกิดควันไฟมหาศาล  ฝุ่นและควันก็กระจายขึ้นฟ้าเยอะมาก  จนมันบังแสงจากดวงอาทิตย์ แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงพื้นโลก

ขอบฟ้า …. ฟังอย่างตั้งใจ…..

พ่อพูดต่อ   พอแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงพื้น  ต้นไม้ก็ผลิตอาหารและอ๊อกซิเจนไม่ได้ ต้นไม้ก็ตาย  ไดโนเสาร์กินพืชก็ไม่มีอาหาร ก็ตายตามมา  ไดโนเสาร์กินเนื้อก็ไม่มีไดโนเสาร์กินพืชให้กิน ก็ตายตามกันมาอีก ในที่สุดก็ตายหมดโลกเลย

ขอบฟ้า  นี่เรากำลังจะตายใช่ไหม

พ่อ  ไม่หรอกครับ  ตอนไดโนเสาร์ตาย มันเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกระทันหัน  แล้วไดโนเสาร์ไม่มีสมองที่จะคิดแก้ปัญหามันก็เลยตาย  แต่คนเรามีสมอง เรายังแก้ปัญหาได้  ตอนนี้คืออากาศเริ่มต้นสกปรก  เรายังทำให้มันไม่สกปรกได้ พอเราลดความสกปรกลง อากาศก็จะกลับมาดีเหมือนเดิม

ขอบฟ้า ลดยังไง?

พ่อ  ก็ลดการใช้พลังงาน ลดการใช้รถยนต์ลง รถยนต์จะได้ปล่อยไอเสียน้อยลง  ไม่ขับพร่ำเพรื่อ  ขับเมื่อจำเป็นเท่านั้น

ขอบฟ้า  แต่เราก็ต้องใช้รถอยู่ดี

พ่อ  ใช่ เรายังมีเรื่องจำเป็นต้องใช้ แต่เราก็ลดการใช้ลงได้บ้าง เช่น  แทนที่จะไปกันสองคัน ก็นั่งรวมกันไปคันเดียว แบบนี้ลดได้ครึ่งนึง

ขอบฟ้า  อย่างนี้ให้นั่งรถโพลี่เลย  จะได้ไปกันได้หลายคน

พ่อ   ใช่ครับ ถ้ารวมกันไปคันเดียว เราก็ลดการใช้พลังงานได้  ลดการใช้น้ำมันได้  ลดควันจากท่อไอเสียได้

ขอบฟ้า  อ๋อ แบบนี้เราก็ต้องใช้รถไฮโดรเจน(โตโยต้า มิไร)

พ่อ  ถูกต้อง สุดท้ายเราควรไปใช้รถที่ไม่ปล่อยควันพิษ เช่นรถไฟฟ้า รถไฮโดรเจนนั่นแหละ

ขอบฟ้า  แล้วทำไม รัฐมนตรี ถึงไม่บอกให้เลิกใช้รถน้ำมันล่ะ

พ่อ  คนนั้นเขาไม่ใส่ใจ  คนทำงานบางคนก็ไม่มีความรู้ ไม่มีสติปัญญา หรือบางทีเขาลืมทำ  (จริงๆจะบอกว่าไอ้นั่นมันปล้นตำแหน่งมา  มันคิดจะทำอะไรดีๆไม่ได้อยู่แล้ว)

ขอบฟ้า  ถ้าบอกให้เลิกใช้น้ำมัน เดี๋ยวควันพิษก็น้อยลง

พ่อ  มันคงมีเหตุผลหลายอย่างที่ยกเลิกน้ำมันทันทีไม่ได้  แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือ เราต้องเริ่มจากตัวเรา  เราจะไปรอให้รัฐมนตรีสั่งการ ไปรอให้คนอื่นทำไม่ได้หรอก  เราต้องทำของเราเอง  แล้วคนทุกคนก็ค่อยๆทำส่วนของตัวเอง  เราลดการใช้น้ำมันลง  เราลดการใช้พลังงานคนละนิด  โลกก็จะดีขึ้น

ขอบฟ้า  ครับ

อนุบาล3 ทำก๋วยเตี๋ยวกินกัน

2019-01-14_10-53-03

ห้องเรียนของลูกผมมีการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม ของภาคกลาง  และในบางส่วนของการเรียนก็มีเรื่องอาหารของภาคกลาง ก็เลยมีกิจกรรมทำอาหารภาคกลาง  ครูและนักเรียนในห้องตกลงว่าจะทำก๋วยเตี๋ยวเรือ  ก็เลยแบ่งหน้าที่ให้แต่ละคนนำของไป  รายชื่อองค์ประกอบของก๋วยเตี๋ยวถูกแจกจ่ายไปยังเด็กแต่ละคน และให้ผู้ปกครองช่วยเตรียมสิ่งของให้

ก๋วยเตี๋ยว

สมัยผมเด็กๆไม่มีกิจกรรมแบบนี้  น่าอิจฉานักเรียนยุคนี้จริงๆเลย  ได้คิด ได้ออกแบบ ได้แก้ปัญหา ส่วนกิจกรรมที่ทำเสร็จไป ผมก็ไปถามลูกว่าได้ทำอะไรบ้าง  ขอบฟ้าบอกว่าทุกคนได้ทำเหมือนกันเลย ได้ทำตั้งแต่ต้นจนจบ  ขั้นตอนก็คือ ใส่เครื่องก่อน  แล้วก็ลวกเส้น    มีเพื่อนบางคนใส่พริกไทด้วยนะ  ฟังจากที่ลูกเล่าแล้วก็ดีใจ  เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการลงมือทำจริงๆ

ก๋วยเตี๋ยว

nec26-fact tell story sell

IMG_4677

 

Fact Tell  Story Sell

การสื่อสารกับกลุ่ม networking ให้มีประสิทธิภาพมีคนจำเราได้นั้นจะทำให้เพื่อนๆสามารถนำเรื่องของเราไปเล่าต่อให้กับคนอื่นฟังได้ และนั่นจะเป็นที่มาของ referral ที่ดี

การทำให้เพื่อนจำเรื่องของเราได้ เราควรจะสื่อสารด้วยเนื้อหาที่น่าสนใจ ไม่ใช่ ข้อมูลผลิตภัณฑ์แต่เพียงอย่างเดียว  การหาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเรามาผูกเป็นเรื่องเล่าจะทำให้ผู้คนจำได้ง่าย และเล่าต่อได้ง่าย  ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

นายธนาคาร มีโครงการกู้เงินซื้อบ้านดอกเบี้ยต่ำ  เมื่อเขามาพูดต่อหน้ากลุ่มเพื่อนหรือกลุ่ม networking เขามายืนพูด สวัสดีครับ ผมมาจากธนาคาร  ตอนนี้ดอกเบี้ยสำหรับกู้ซื้อบ้านต่ำมากนะครับใครสนใจขอเชิญคุยต่อที่โต๊ะอาหารได้เลยนะครับ

 

flower house-IMG_9423

 

กับอีกแบบหนึ่งถ้าเปลี่ยนเป็นเรื่องเล่า
วันก่อนครับ  ผมไปเจอกับเพื่อนรุ่นน้องมาคนหนึ่ง  เขามีครอบครัวกำลังโต มีลูกสองคน  เขากับแฟนทำงานประจำ  ลูกกำลังจะเข้าโรงเรียน เขาอยากจะย้ายจากคอนโดมาอยู่บ้านสักหลัง  ผมกำลังดูแลโครงกู้ซื้อบ้านอยู่พอดี  เลยให้คำปรึกษาและเลือกโครงการที่ดอกเบี้ยต่ำที่เหมาะกับเขาให้  ตอนนี้เขากำลังย้ายของเข้าบ้านใหม่อยู่ครับ

จากสองวิธีการพูดนี้ เราจะจำเรื่องราวที่สองได้  และนำไปเล่าต่อได้ง่ายกว่า  ส่วนวิธีพูดแบบที่หนึ่ง เราอาจจะไม่ใส่ใจที่จะจำเสียด้วยซ้ำ  ดังนั้น ธุรกิจของเรา เราอยากให้คนจำเราแบบไหน ให้ลองเลือกวิธีและหาเรื่องเล่าที่น่าประทับใจ น่าสนใจ แล้วลองใช้กับการประชุมกลุ่ม networking ดูครับ

 

ลูกกับพ่อก็คุยกันเรื่องอ๊อกซิเจน

ระหว่างทางขับรถไปโรงเรียน  ลูกกับพ่อก็คุยกันเรื่องอ๊อกซิเจน

2019-01-12_02-29-03

 

ขอบฟ้า  โพลี่ ในน้ำมีอ๊อกซิเจนมั้ย

โพลี่  มีสิครับ  ต้นไม้ในน้ำก็ต้องใช้อ๊อกซิเจน  ปลาก็ต้องใช้อ๊อกซิเจน ในน้ำต้องมีอ๊อกซิเจนไม่งั้นปลาอยู่ไม่ได้

ชอบฟ้า  งั้นเราก็หายใจในน้ำ ใช้อ๊อกซิเจนในน้ำเลย

โพลี่  เราทำแบบนั้นไม่ได้ คนเราไม่เหมือนปลา  คนไม่มีอวัยวะแยกอ๊อกซิเจนออกจากน้ำ  แต่ปลามี ปลามีเหงือกทำหน้าที่แยกอ๊อกซิเจนได้

ขอบฟ้า  เราก็ทำเครื่องแยกอ๊อกซิเจนสิ

โพลี่  ก็มีคนพยายามทำนะ  ตอนนี้ก็มีรถยนต์คันนึงที่ใช้วิธีแยกอ๊อกซิเจนออกจากน้ำ  น้ำประกอบด้วยอ๊อกซิเจนกับไฮโดรเจน  ถ้าเราแยกน้ำออกมาเราก็จะได้ ก๊าซไฮโดรเจนด้วย  แล้วไฮโดรเจนนี่เอาไปใส่เครื่องยนต์ทำให้รถวิ่งได้  รถคันนั้นก็เติมน้ำ แทนน้ำมัน แล้วรถก็วิ่งได้

ขอบฟ้า  รถอะไรเหรอครับ

โพลี่  รถ มิไร  เป็นของโตโยต้า

ขอบฟ้า  ชื่อเหมือนการ์ตูนในมาสไรเดอร์เลย

โพลี่  อ๋อ รถคันนี้จะสะอาดมากเลยนะ ไม่มีควัน  ไม่มีมลพิษเลย  ถ้าเราพัฒนาไปเรื่อยๆ  เราก็จะใช้พลังงานจากน้ำได้

 


ขอบฟ้า  แบบนี้เราก็ไปอยู่ดาวอังคารได้แล้วนะสิ

โพลี่  เหรอ  เกี่ยวอะไรกันน่ะ

ขอบฟ้า  ก็ที่ขั้วโลกเหนือของดาวอังคารมีน้ำแข็งไง  เราใช้น้ำแข็งพวกนั้นได้  เอาน้ำมาใช้แยกอ๊อกซิเจน ปลูกต้นไม้ได้ ใช้พลังงานได้

โพลี่  ก็อาจจะได้นะ  แต่เราต้องละลายมันก่อน เราไม่มีพลังงานเยอะพอจะไปละลายน้ำแข็งหรอกตอนนี้

ขอบฟ้า ทำไมล่ะ  หยิบออกมาเดี๋ยวมันก็ละลายเอง

โพลี่ บนดาวอังคารหนาวมาก  เหมือนช่องฟรีซของตู้เย็น  เราวางน้ำแข็งไว้ในช่องฟรีซมันก็ไม่ละลาย

ขอบฟ้า  ก็ต้มมันสิ

โพลี่  ต้มมันก็ต้องใช้พลังงาน  เราต้องไม่มีพลังงานเยอะพอบนดาวอังคารหรอก

ขอบฟ้า  ก็เอาพลังงานโซล่าเซลมาต้มน้ำ แล้วเอาน้ำมาแยกไฮโดรเจน

โพลี่  ก็น่าสนใจ  วิธีนี้น่าจะทำให้เราอยู่บนดาวอังคารได้  แต่เราจะต้องทำแค่ตอนมีแสง ตอนกลางคืนเราก็ทำไม่ได้นะ

ขอบฟ้า  ก็ขับรถไปที่ที่มีแสงสิ

โพลี่  มันยากนะ  เราต้องขับรถอ้อมดาว ขับไปอีกฝั่งเพื่อรับแสงเลยนะ  เราน่าจะขับไปไม่ทัน  เพราะหุ่นยนต์สำรวจตอนนี้เดินบนดาวอังคารได้ช้ามาก  ชั่วโมงนึงอาจได้แค่ 200 เมตร   200เมตรก็ไกลเท่ากับ จุดที่นักเรียนอนุบาลเข้าแถว แล้วเดินมาถึงที่จอดรถ

……

การสนทนาจบลงตอนที่รถจอดหน้าตึก ขอบฟ้าเตรียมของเพื่อลงเดินเข้าห้องเรียน

 

IMG_9941

ปรับภาพให้สวยถูกใจ

 

 

 

IMG_0102

แม้ว่าการถ่ายภาพเราจะพยายามฝึกฝนให้ถ่ายดีที่สุดตั้งแต่การกดชัตเตอร์  ภาพหลังกล้องต้องสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่สติปัญญาและสถานการณ์จะเอื้ออำนวย  และเมื่อมาดูภาพในภายหลังเราก็ยังอาจจะปรับแต่งเพื่อให้มันดูดี หรือดูแปลกตาไปจากเดิมได้  การปรับภาพเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน  ซึ่งบางภาพผมก็เห็นว่าทำให้เป็นสีขาวดำก็ดูสวยขึ้น ได้อารมณ์ต่างๆในภาพมากขึ้น  อย่างเช่นภาพเด็กเล่นเปียโนภาพนี้

 

PHOTO_COLLAGE1547172140602

ภาพนี้ผมใช้ app ในโทรศัพท์มือถือช่วยปรับให้  โดยการเอาภาพต้นฉบับมาเข้า app ชื่อ snapseed

1  ทำการปรับภาพเป็นขาวดำ  เลือกโหมดขาวดำเป็น high contrast

2  ใช้คำสั่ง curve หรือ เส้นโค้ง เพื่อยกระดับส่วนความสว่างระดับกลางให้ดูสว่างขึ้น แต่ส่วนมืดและส่วนสว่างไม่ต้องเปลี่ยนแปลง

3  ใส่ขอบมืดให้กับภาพ หรือใส่ vignett เลือกค่าขอบมืดที่ไม่มากเกินไป ภาพก็ออกมาตามที่เห็น

4  ใส่ขอบขาวด้วย app ชื่อ collage เป็นการวางภาพในพื้นที่สี่เหลี่ยมจตุรัส

ก็ได้ภาพตามที่เห็นนี้  การปรับแต่งเป็นเรื่องความชอบแต่ละคน  ผมเป็นคนชอบมองภาพขาวดำ ก็อยากจะปรับให้ดูถูกใจตัวเอง  คนอื่นที่ดูอาจไม่ชอบก็ได้ เราไม่จำเป็นต้องสนใจ

 

กล้อง canon  eos 6d กับเลนส์ canon macro100mm

 

screen shot 2562-01-11 at 10.52.59

 

ยังคงมีภาพอื่นๆอีกที่ถ่ายแล้วอยากลองเปลี่ยนโทนภาพดูบ้าง

 

IMG_5046

2018-12-18_10-29-50-01

 

 

IMG_4921

PHOTO_COLLAGE1547172359342

nec17 – referral source ep2 ช่องทางที่ 3

IMG_7262

referral source หรือแหล่งที่มาของการแนะนำงาน ที่มีอยู่ 8 ช่องทาง  เราจะมาต่อที่ช่องทางที่ 3 ครับ

(ย้อนไปอ่านช่องทางที่ 1 และ 2)

ช่องทางที่ 3

คนที่ได้ประโยชน์จากธุรกิจเรา  เช่น ซัพพลายเออร์ของเรา  หรือ คนที่ลูกค้าเราไปอุดหนุน  ยกตัวอย่าง  ถ้าเราขายหนังสือ หรือ ขายเครื่องสำอางค์ อาหารเสริม  โรงพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือ หรือ พิมพ์กล่อง คือคนที่ได้ประโยชน์จากธุรกิจของเรา  ก็คือซัพพลายเออร์ของเรานั่นเองที่จะเป็นผู้ให้ referral แก่เราได้      หรือ  ธุรกิจที่ลูกค้าเราไปอุดหนุน  เช่น  ลูกค้า fitness ไปแวะกินข้าวที่ร้านอาหารสุขภาพ   ถ้าเราจะพัฒนา referral source ช่องทางนี้  เราก็ควรจะ ไปแนะนำตัวกับคนกลุ่มนี้

 

การแนะนำตัวกับซัพพลายเออร์ ว่าเราขายอะไร  ลูกค้าเราเป็นใคร  เขาจะได้นึกออกว่าถ้ามีลูกค้ามาถามหาถึงบริการของเรา  เขาจะได้แนะนำเราให้กับคนถาม  เช่น ธุรกิจ catering รับจัดเลี้ยง  เวลาเราไปจัดเลี้ยง  คนที่ได้ประโยชน์คือ คนขายของสดให้เรา คนขายข้าวสารให้เรา  เราควรไปแนะนำตัวให้คนขายของสดและขายข้าวได้รู้จักเราว่าเรามีลูกค้าแบบไหน  เพราะคนขายก็ขายให้ ร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล วัด เขาอาจไม่รู้ว่าเราเป็นธุรกิจรับจัดเลี้ยงตามบริษัท  เราควรไป 1-2-1 กับซัพพลายเออร์นั่นเอง   เพราะมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะมีคนรู้จักหรือคนมาถามหาจากคนขายว่า ถ้าเขาจะจัดเลี้ยงพนักงาน ช่วยแนะนำร้านอาหารให้หน่อย  คนขายข้าวสารย่อมจะไม่แนะนำวัด ไม่แนะนำโรงเรียนให้กับคนถามอยู่แล้ว  เขาจะต้องแนะนำร้านอาหาร และ catering แน่นอน  ถ้าเราไปแนะนำตัวให้ชัดเจน  ไปบอกซัพพลายเออร์ว่าเรามีลูกค้าแบบไหน เราอยากบริการลูกค้าแบบไหน  เขาจะได้จำได้และนึกถึงเราเมื่อต้องแนะนำให้เพื่อนเขา

 

ทำไมเขาถึงกล้าแนะนำเราให้กับเพื่อนเขา ก็เพราะ เราอุดหนุนซัพพลายเออร์มานาน  และซัพพลายเออร์ก็รู้ว่าเราจ่ายเงินตรง เรามีคุณภาพนั่นเอง  ช่องทางที่ 3 นี่คือช่องทางที่ควรพัฒนาให้เป็น referral source ของเราให้ได้

 

การใช้แฟลชในบ้านเพดานสูง

บางครั้งการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยเราก็อาจจะต้องใช้แฟลชช่วย  แม้ว่ากล้องรุ่นใหม่จะสามารถตั้งค่า iso ได้สูงลิบอยู่แล้ว  เพราะแสงแฟลชจะให้สีสันของภาพออกมาสดใสกว่าการถ่ายภาพด้วย iso สูงแต่เพียงอย่างเดียว

 

IMG_0292

ภาพที่1  สภาพแสงจริงภายในบ้าน

 

ภาพที่ 1 เป็นสภาพแสงที่มองเห็นจริงๆในบ้าน  แม้ว่าจะเปิดไฟในบ้านหมดทุกดวงแล้ว ความสว่างที่กล้องจะรับภาพก็ไม่ได้มากเลย  สถานการณ์แบบนี้ หากเป็นยุคของฟิล์มที่เรามีฟิล์มแค่ความไว 800 ภาพก็จะเกรนแตก และสปีดของภาพจะต่ำมากจนไม่สามารถจับภาพคนได้คมชัด  แต่กล้องดิจิทัลสมัยใหม่ ตั้งค่า iso ภาพนี้ไว้ที่ 3200  เราได้สปีดชัตเตอร์ที่ 1/60  รูรับแสง f4 ให้ภาพที่พอดูได้  แต่ไม่สวย

 

การถ่ายภาพสถานการณ์นี้ให้สมบูรณ์ขึ้นก็ต้องใช้แฟลช  จะทำให้เราสามารถเรียกสีสันจากสิ่งต่างๆในภาพออกมาได้ดียิ่งขึ้น  แต่การยิงแฟลชเข้าไปตรงๆเราก็มีโอกาสที่จะได้ภาพไม่สวย  การยิงแฟลชให้ดูแสงสวยนุ่มนวลมักจะต้องใช้เทคนิคการเบ๊าซ์แฟลช (Bounce)  มันคือเทคนิคการยิงแสงแฟลชไปชนเพดานสีขาว หรือกำแพงสีขาว แล้วให้แสงสะท้อนจากเพดานกลับมาโดนตัวแบบนั่นเอง

 

บ้านนี้เพดานไม่ใช่สีขาวด้วย  แถมยังอยู่สูงลิบ แฟลชที่ติดอยู่กับกล้องไม่มีทางวิ่งไปถึงแล้วสะท้อนกลับมาได้ในปริมาณที่เพียงพอจะถ่ายภาพ  ดูจากสิ่งแวดล้อมในบ้านแล้ว เห็นเพดานขาวอยู่เล็กน้อยในบริเวณชั้นลอย  เล็งด้วยสายตาแล้ว แสงสะท้อนเพดานส่วนนี้สามารถวิ่งลงมาถึงตัวคนได้  ก็เลยจัดการใช้แฟลชกับเพดานชิ้นนี้

 

IMG_0293

ภาพที่2  เพดานบางส่วนที่เป็นสีขาว

 

จัดการแยกแฟลชออกจากกล้อง  ใช้ตัวส่งสัญญาณแฟลชไร้สายหรือ trigger ติดแฟลช nikon sb26 แล้วนำไปวางบนพื้นชั้นลอย  เล็งให้แสงแฟลชยิงแล้วกระทบเพดาน  แสงสะท้อนจากเพดานจะวิ่งลงมาถึงชั้น 1 ได้  ตั้งค่ากำลังไฟในการยิงแฟลชไว้ที่ 1/2 ของไฟเต็มกำลัง  เพราะเจตนาจะให้สามารถยิงแฟลชได้ 2 ครั้งโดยไม่ต้องรอชาร์จไฟหลายวินาที  เมื่อวางตำแหน่งได้ที่แล้วก็ลองถ่ายทดสอบ  ค่าแสงลงตัวพอดี ใช้สปีดชัตเตอร์และรูรับแสงและ iso เท่าเดิม  คุณภาพแสงออกมาตามภาพที่2

 

ดูจากภาพพรีวิวที่หน้าจอของกล้อง  ดู histogram ของภาพนี้แล้วพบว่าส่วนกราฟกระจายตัวเต็มย่าน  ถือว่ามีคุณภาพใช้ได้แล้วก็เลยใช้ค่าแสงระดับนี้ถ่ายเหตุการณ์ที่ต้องการ  ก็ได้ภาพที่มีสีสันดีกว่าเดิม

IMG_0283

ภาพที่3  ถ่ายด้วยค่าแสงที่ต้องการ

 

บริเวณโซฟาเป็นบริเวณที่ถ่ายภาพด้วยค่าแสงที่เรากำหนดไว้ได้พอดี  แต่พอจะถ่ายภาพมุมอื่นที่อยู่หน้าบ้าน  ระยะทางของเปียโนที่วางอยู่หน้าบ้านห่างจากจุดสะท้อนแสงแฟลชมากกว่าโซฟา ทำให้ค่าแสงที่ตกลงบนเปียโนน้อยลง เราเปลี่ยนรูรับแสงให้กว้างขึ้นไม่ได้แล้วเพราะเลนส์มีรูรับแสงแค่ f4 ส่วนกำลังไฟแฟลชเราก็ไม่อยากเพิ่มเป็น 1:1 หรือเต็มกำลัง  เพราะไม่อยากเดินขึ้นไปเปลี่ยน  และไม่อยากรอให้แฟลชชาร์จไฟจนเต็มแล้วค่อยยิง  เลยเปลี่ยน iso ในกล้องให้มากขึ้น จาก iso6400 ไปเป็น iso12800 ก็จะทำให้ตำแหน่งเปียโนดูสว่างขึ้นจนพอดี  เพราะหากไม่เพิ่ม  iso ภาพจะมืดลงมาก เห็นได้ชัดเลยว่าแสงไม่พอ

 

IMG_0311

ภาพที่ 4 เปียโนที่เพิ่มค่า isoในกล้องเป็น iso12800

 

 

 

เทคนิคการถ่ายภาพด้วยแฟลชมีวิธีการมากมายให้เรียนรู้ แฟลชเก่าๆสักตัว กับตัวส่งสัญญาณไร้สายก็ทำให้เรามีเรื่องให้เล่นอีกมาก  ยุคของกล้องดิจิทัลจะสนุกกับแฟลชได้เต็มที่เพราะทดลองแล้วเห็นภาพทันที ไม่ต้องไปลุ้น ไม่ต้องถ่ายเผื่อแบบการใช้ฟิล์ม