ไปสอบเฟสบุ๊คบลูพริ้นท์

การทำธุรกิจในยุคใหม่จะเกี่ยวข้องกับอินเทอเน็ตมากขึ้น  การวางแผนการตลาดที่เข้าถึงผู้คนในฝั่งออนไลน์ก็มากขึ้นอย่างชัดเจน  ทุกธุรกิจเริ่มต้องเรียนรู้คำว่าดิจิทัลมาเก็ตติ้ง  และทุกธุรกิจก็มีความพยายามหาลูกค้าใหม่จากออนไลน์เป็นหลัก  จนคนทำมาเก็ตติ้งต้องไปเรียนรู้วิธีการที่จะทำการโฆษณาบนอินเทอเน็ตให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน  นั่นก็เป็นที่มาของการเรียนรู้ที่จะใช้งานเฟสบุ๊คแบบผู้รู้จริงของผู้มีอาชีพเป็นดิจิทัลเอเจนซี่  

เฟสบุ๊คเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์คตัวหนึ่งที่มีสมาชิกมากที่สุดในโลก  ในปี 2022 เชื่อว่ามียอดสมาชิกกว่า 2.9 พันล้านคน  ซึ่งเกินกว่า 50% ของจำนวนประชากรที่สามารถเข้าถึงอินเทอเน็ตได้  นั่นหมายความว่า  ถ้าพบคน 10 คน จะมีคนใช้เฟสบุ๊คอย่างน้อย 5 คน  และยิ่งถ้าเป็นในประเทศไทยเราก็จะยิ่งเจอคนใช้เฟสบุ๊คมากถึง 8 คนเสียด้วย  เพราะในไทยนิยมใช้เฟสบุ๊คมาก

การจะทำธุรกิจบนเฟสบุ๊คจะต้องศึกษาวิธีการยิงโฆษณาในระบบของเฟสบุ๊ค หากจะศึกษาเฟสบุ๊คอย่างจริงจังให้เข้าใจที่สุด  จะต้องไปเรียนรู้จากเฟสบุ๊คโดยตรง  และเมื่อผ่านการเรียนรู้แล้วก็ให้สอบเพื่อเอาใบประกาศหรือใบรับรองจากเฟสบุ๊คให้ได้เลย  เพื่อเป็นการเช็คความรู้ว่าเราเข้าใจเครื่องมือตัวนี้แค่ไหน  นั่นคือที่มาของการไปเรียนและไปสอบเฟสบุ๊คบลูพริ้นท์

Untitled-design-3

เฟสบุ๊คบลูพริ๊นท์ คือศูนย์ e-learning ชนิดหนึ่งที่ทำออกมาเพื่อให้ความรู้คนที่ใช้เฟสบุ๊คทำการตลาด  เนื้อหาในนี้จะเป็นเนื้อหาที่ครบเครื่องที่สุดสำหรับการใช้เฟสบุ๊คช่วยทำธุรกิจ  เช่นสร้างการรับรู้ของธุรกิจเราในชุมชน  การเปลี่ยนผู้เยี่ยมชมให้เป็นลูกค้า   การสอนความรู้เหล่านี้เป็นของฟรี  เราสามารถเข้าไปเรียนฟรี  และสามารถเรียนซ้ำได้อย่างอิสระ 

แหล่งความรู้ตรงนี้ผู้คนไม่ค่อยรู้  แต่จะรู้กันดีในแวดวงของนักการตลาดที่พยายามพัฒนาตัวเอง  เนื้อหาที่สอนเป็นภาษาอังกฤษซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ไม่ค่อยมีคนไทยเข้าไปเรียน  เจมส์ได้รับคำแนะนำให้ลองเรียนดูเพื่อเพิ่มเติมความรู้ที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน  แม้ภาษาอังกฤษเป็นอุปสรรคในการเรียน  แต่ก็ไม่ได้ยากเกินพยายาม  เพราะอินเทอเน็ตก็มีเครื่องมือช่วยแปลให้อยู่แล้ว  เรียนไป แปลไป ทำความเข้าใจไป  เรียนซ้ำได้ด้วย จนในที่สุดก็ได้ความรู้ที่ดีและสามารถสอบผ่านจนได้รับใบรับรองหรือ certificate  เรียกว่า เจมส์สอบเฟสบุ๊คบลูพริ้นท์ผ่าน  นับว่าเป็นนักการตลาดรุ่นแรกๆที่ได้รับใบรับรองของเฟสบุ๊ค

เทรนเนอร์ด้านมาเก็ตติ้งหลายคนเริ่มมาเรียนแล้วสอบเพื่อรับใบรับรอง  บางคนเป็นพนักงานเฟสบุ๊คแล้วก็ลาออกมาเรียนแล้วเปลี่ยนอาชีพเป็นเทรนเนอร์ก็มี  บางคนเปิดเป็นโรงเรียนกวดวิชาเพื่อสอบบลูพริ๊นท์ก็มี  เจมส์เข้าสอบเมื่อปี 2018  โดยในยุคนั้นมี 3 หัวข้อ  เจมส์เลือก 2 หัวข้อคือ buying กับ planning   ซึ่งคิดว่าเพียงพอแล้วในยุคนั้น แต่ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นหลายอย่างเช่น community manager, digital marketing associate,  marketing science professional, creative stratergy professional, marketing developer, community manager, smart ar creator  การสอบบลูพริ้นท์นี้ต้องสอบใหม่ทุกปี  เพราะเครื่องมือในเฟสบุ๊คมีการปรับปรุงตลอดเวลา  ข้อดีที่ได้เรียนและสอบบลูพริ๊นท์คือได้องค์ความรู้ของเฟสบุ๊คที่แท้จริง  ถูกต้อง 100%  ไม่ใช่ความรู้ที่เขาเล่าว่า  เพราะเป็นโรงเรียนที่ตั้งโดยเฟสบุ๊คโดยตรง

เมื่อได้เป็นนักการตลาดที่เข้าใจเครื่องมืออย่างแท้จริงแล้ว  ก็เริ่มลุยงานเอเจนซี่ช่วยลูกค้ายิงโฆษณา  และ ก็เปิดสอนผู้ประกอบการให้เข้าใจการยิงโฆษณาในเฟสบุ๊คอย่างถูกต้อง  ในห้องเรียนมักมีคำถามจากนักเรียนชอบถามว่ามีเทคนิคอะไรล้ำๆแนะนำไหม  เพราะคนไทยชอบทางลัด  ชอบวาร์ป  ชอบคำตอบ  เจมส์จะแนะนำตลอดเวลาว่าให้เรียนพื้นฐานให้แน่นก่อน  เพราะถ้าพื้นฐานดี เดี๋ยวท่าแอดวานซ์จะเกิดขึ้นเอง  การมีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง  พื้นฐานที่ถูกต้อง ทำให้เรามีความพร้อมจะไปทำงาน  และงานของเจมส์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา  ก็ใช้ความรู้พื้นฐานตลอด  เพราะการใช้เครื่องมืออย่างเข้าใจก็จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว

ทุกวันนี้เราจะได้ยินคำบ่นจากพ่อค้าแม่ค้าในเฟสบุ๊คตลอดเวลาว่า โดนปิดกั้นการมองเห็น  คนเห็นโฆษณาของเราน้อยลง ยิงโฆษณาแล้วได้ผลลัพธ์ไม่เท่าเดิม  หรือต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่าเดิม   เรื่องนี้เป็นคำถามที่พบบ่อยในคลาสที่เจมส์สอน  และเพื่อนรอบตัวก็มีคำถามแนวนี้บ่อยครั้ง  เหตุการณ์เหล่านี้มีคำอธิบายอย่างตรงไปตรงมา  คือ ในช่วง 3 ปีของการระบาดของโควิด บรรดาธุรกิจที่รอดตายจากวิกฤตก็เป็นเพราะธุรกิจเหล่านั้นเข้าสู่ออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ  ซึ่งออนไลน์ในประเทศไทยแทบจะหมายถึงเฟสบุ๊คเกือบ100% พอทุกคนเข้ามาพร้อมกับการยิงโฆษณา ก็กลายเป็นการแย่งลูกค้าก้อนเดียวกัน  จำนวนผู้ใช้ในระบบมีเท่าเดิม แต่ร้านค้ามีมากขึ้นทันทีทันใด  ดังนั้นใครจ่ายแพงก็จะทำให้ลูกค้าเห็นได้มากกว่า  มันเป็นไปตามหลักการของดีมานซัพพลาย ผู้เล่นเดิมจึงได้ผลลัพธ์น้อยลงเมื่อทำอย่างเดิม

517795-PIULUB-718

แม้ว่าจะมีเสียงบ่นเสียงด่าเรื่องผลลัพธ์จากการยิงโฆษณาว่าได้น้อยลง  แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรายังต้องใช้เฟสบุ๊คต่อไป เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ในประเทศอยู่ในเฟสบุ๊ค  สิ่งที่เราทำได้ก็คือเราต้องปรับตัวเพื่อใช้งานเฟสบุ๊คให้เกิดผลลัพธ์ให้ได้  แม้จะมีคำบ่นไปทั่ว  แต่ก็ยังมีคนที่ขายของได้  ยิงโฆษณาแล้วเข้าเป้าอยู่  มันยังมีโอกาสอยู่ และโอกาสเป็นของคนที่เข้าใจวิธีการ  ยกตัวอย่างโครงการคอนโดที่เจมส์ช่วยลูกค้าปิดการขายได้  2 โครงการ  เฟสบุ๊คช่วยให้เจ้าของขายได้ 100 ห้อง  ขายหมดตึก  ใช้เงินยิงโฆษณาแค่ล้านบาททั้งโครงการ แต่ยอดขาย 300 ล้าน  แบบนี้คุ้มสุดคุ้ม  เราเรียกว่าเรายังชนะตลาดได้หากเราเข้าใจเครื่องมือ

คนที่จะใช้เฟสบุ๊คทำธุรกิจ ควรจะเรียนรู้อย่างจริงจัง หรือเรียนจากบลูพริ้นท์แล้วไปสอบบลูพริ๊นท์ด้วยเลยยิ่งดี  น้องรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้าสู่วงการดิจิทัลเอเจนซี่  ก็ควรสอบ  เพราะเราจะได้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจเครื่องมืออย่างแท้จริง  และทำให้เราใช้เป็นโพรไฟล์สำหรับสมัครงานได้ด้วย  เราจะสังเกตได้  เมื่อก่อนวงการสมัครงานมักจะถามว่าจบอะไร  จบที่ไหน  แต่เดี๋ยวนี้ จะมีคำถามว่า ยิงโฆษณาเฟสบุ๊คเป็นไหม  ดังนั้นการสอบบลูปริ๊นท์ผ่านจะทำให้เราได้งานแน่นอน เพราะเป็นบุคลากรที่จะสร้างรายได้ให้บริษัทแน่ๆ

การเป็นดิจิทัลเอเจนซี่ ทำตลาดออนไลน์ ยิงโฆษณา  การเป็นคนรับจ้างให้ความช่วยเหลือธุรกิจต่างๆ ยิ่งต้องมีพื้นฐานที่ถูกต้อง  ต้องช่วยเหลือลูกค้าอย่างถูกวิธี  ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจะเป็นคนที่ประสบปัญหาเสมอ ลูกค้ายิงโฆษณาไม่เป็นเราก็ต้องยิงให้เป็น   ลูกค้ายิงโฆษณาไม่เข้าเป้าหรือยิงแล้วแพง  พอมาปรึกษา อะไรที่เคยแพงก็ต้องทำให้ถูกลง  ยิงไม่เข้าก็ต้องทำให้เข้าเป้า นี่คือหน้าที่โดยตรงของดิจิทัลเอเจนซี่  แม้แต่บางครั้งเจ้าของธุรกิจเผลอทำผิดกฏเฟสบุ๊ค  โดนปิดเพจบริษัท  ดิจิทัลเอเจนซี่ก็ควรแนะนำวิธีแก้ไข และแนะนำให้ลูกค้าเรียนรู้เรื่องกติกาของเฟสบุ๊คเพื่อป้องกันปัญหาการโดนปิดหรือโดนแบน  เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของธุรกิจ

DSCF1959Phuket2011Full

ยกตัวอย่างร้านอาหารยี่ห้อ a b และ c  ทั้ง 3 บริษัทลงเงินค่าโฆษณาเท่ากัน  โดยมีลูกค้าเป้าหมาย1ล้านคนเหมือนกัน  เป้าหมายจะเห็นโฆษณาวันละ1ครั้ง  แต่อาจจะคนละเวลา  แต่ธรรมชาติของเฟสบุ๊คบอกว่า  เห็นครั้งเดียวไม่ดี  คนจะซื้อของอาจจะต้องทำให้เห็นบ่อย  ดังนั้นใครยิงโฆษณาเพิ่มหรือถี่กว่าเดิม  ใครเพิ่มเงินเข้าไปก็จะทำให้ลูกค้าเห็นวันละ 2 ครั้งได้   การมองเห็นสินค้าบ่อยๆก็จะเปลี่ยนเป็นการซื้อได้มากขึ้นนั่นเอง มันเลยกลายเป็นใครทุ่มเทมากกว่าคนนั้นได้ผลมากกว่า มันเป็นกฏธรรมชาติในทุกอย่าง

พอเรายิงโฆษณามาระยะหนึ่งก็จะพบได้ว่า ทุกแคมเปญโฆษณาไม่มีสูตรสำเร็จ  และไม่มีผลลัพธ์ที่ดีที่สุด   มันมีแต่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าไปเรื่อยๆ  การไม่มีสูตรสำเร็จก็หมายถึง  แม้เราเคยทำได้กับโปรดักส์ตัวหนึ่ง  เราจะใช้วิธีเดียวกันกับโปรดักส์ที่2  ก็ไม่การันตีว่าจะเกิดผลลัพธ์แบบเดียวกัน  การยิงโฆษณาต้องทดลองทำไปเรื่อยๆ  ค่อยๆปรับเงื่อนไข ผลตอบรับมันถึงจะค่อยๆดีขึ้น  ผู้สอนที่เชี่ยวชาญการโฆษณาเฟสบุ๊คเกือบทุกคนจะมีคำแนะนำว่า “ทดสอบ  ทดสอบ ทดสอบ…..”  ทำไปเรื่อยๆ  แล้วผลลัพธ์จะค่อยๆดีขึ้นเอง

ข้อมูลโดย
James 062 394 9265

https://www.facebook.com/GoldfingerDigital

ไหว้พระปีชง เมื่อเจ้ารับไหว้เราก็ไม่ชง

สวัสดีปีใหม่ เข้าสู่ พศ.2566 เป็นปีที่เริ่มต้นด้วยการไหว้พระ ตามความเชื่อโบราณบอกว่าปีนี้จะเป็นปีชงของคนเกิดในราศีเถาะ สมาชิกในบ้านเราเลยเดินทางช่วงปีใหม่ไปวัดมังกร ดินแดนแห่งการสะเดาะเคราะห์ อยู่ที่ถนนเจริญกรุง ใกล้ๆถนนเยาวราช

การเดินทางไปเยาวราชและเจริญกรุงจะมีปัญหาเรื่องการจราจร การเอารถยนต์ส่วนตัวไปจะหาที่จอดยากมาก พ่อค้าแม่ค้าเต็มฟุตบาท ถนนกว้างแต่รถเยอะและรถจอดข้างถนนเต็มพื้นที่ ขาจรจะแวะไปทำธุระก็จะจอดไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้มีรถไฟฟ้าใต้ดินไปโผล่ข้างๆวัดมังกรก็เป็นเรื่องที่สะดวกมาก บ้านเราก็เลยนั่งรถไฟฟ้าไปไหว้พระกัน

dpp-bw-IMG_6220

ถนนเจริญกรุงเป็นย่านคนจีนที่อยู่คู่กับถนนเยาวราชมายาวนาน ของกินที่มีชื่อเสียงก็จะกระจายตัวอยู่ในย่านสองถนนแห่งนี้ เมื่อก่อนผมแวะมาซื้อกล้องถ่ายรูปก็แวะมาที่ร้านกล้องบนถนนเจริญกรุง ซื้ออุปกรณ์ถ่ายภาพ ซื้อฟิล์มสี ฟิล์มขาวดำ น้ำยาเคมี เครื่องมืออัดภาพขาวดำ ทุกอย่างที่วงการถ่ายรูปใช้ก็มีครบบนถนนเจริญกรุง ดังนั้น ผมจะรู้จักถนนเจริญกรุงอยู่ประมาณ 100 เมตร ที่มีร้านกล้อง และวัดมังกรก็อยู่ใน 100 เมตรนี้เช่นกัน

IMG_6239

วัดมังกรเป็นวัดที่มีพระพุทธรูปของจีนอยู่หลายองค์ ผมไม่รู้ประวัติแต่ละองค์ มาไหว้ตามความเชื่อของคนอื่น สิ่งที่น่าสนใจของผมคือ วัดนี้คือวัฒนธรรรมของคนไทยเชื้่อสายจีน ชีวิตของคนชอบตรุษจีนจะเกี่ยวข้องกับวัดนี้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง การได้มาไหว้พระที่วัดมังกรคงเป็นหมุดหมายของคนจีนในประเทศไทย และวัดแห่งนี้ก็ปรับปรุงดูแลตัวเองอย่างดี เชื่อว่าเงินบริจาคที่ใส่กล่องใส่ลังในวัดน่าจะมหาศาลมาก ทางวัดกำลังการออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างพื้ันที่แห่งนี้ให้มีแหล่งกักเก็บน้ำใต้ดิน เพื่อใช้ป้องกันน้ำท่วม และจะมีที่จอดรถใต้ดินด้วย ผมเพิ่งรู้ข้อมูลนี้จากการไปยืนอ่านป้ายในวัด

1674050027120

IMG_6233

การไหว้พระในวัดมังกรยังคงใช้ธูปเทียนอยู่เหมือนเช่นอดีตแม้โลกเราจะรู้จัก pm2.5 แล้ว คนไหว้พระก็ยังพยายามอดทนสัก 20 นาทีเพื่อ ความเชื่อ ความหวัง ยังดีหน่อยตรงที่เจ้าหน้าที่ของวัดจะเก็บธูปจากการไหว้มาจุ่มน้ำให้ดับตลอดเวลา ทำให้ควันไม่เยอะเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน เพราะผมจำได้ว่าผมเคยฟังเรื่องเล่า คนไหว้พระวัดมังกร น้ำตาไหลทุกคน ไม่ใช่เพราะซาบซึ้ง แต่เพราะควันหนาแน่นมาก

1674050027078

ในสายตาของคนชอบถ่ายรูป วัดจีน เปลวเทียน แสงแดด ควันธูป คือสิ่งที่จะเป็นองค์ประกอบที่จะสร้างภาพสุดสวยน่ามอง ถ้าจะมีสารคดีเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนในเมืองไทย ภาพในวัดมังกรสักภาพคงมีองค์ประกอบเหล่านี้ด้วย แม่ลูกกับภาพที่ระลึกในวัดมังกรก็เป็นภาพที่ต้องเก็บออกมาด้วย แสงแดดตกลงมาในช่องหลังคา ควันธูปสะท้อนแสงเห็นเป็นลำ โคมไฟที่รับแดดเรืองแสงสีแดงสด ฉากหลังเป็นกำแพงที่สว่างบ้างมืดบ้าง ทุกอย่างลงตัวมากสำหรับการถ่ายภาพให้น่ามอง

1674050027097

จบทริปไหว้พระแก้ชง เราเดินเข้าแบบคนปีชงกลัวจะมีโชคร้าย และเดินออกมาแบบมีเจ้าเข้าข้างพร้อมรับความโชคดี ปีหน้าค่อยมาใหม่ ไหว้พระปีชง เมื่อเจ้ารับไหว้เราก็ไม่ชง

IMG_6285

ภาพในชุดนี้เกือบทุกภาพถ่ายโดยกล้อง Eos m

การถ่ายภาพแบบ xpan

การถ่ายภาพแนวพาโนราม่าเป็นการทำภาพที่มีเสน่ห์ หลายคนจะชอบภาพสไตล์โรงหนังจอกว้าง ในอดีตโลกเราเคยมีกล้องฟิล์มที่ถ่ายภาพแนวพาโนราม่าแท้ๆให้ใช้ เป็นการถ่ายภาพที่กินเนื้อที่บนฟิล์มกว้างกว่าพื้นที่ฟิลม1เฟรม ปกติฟิล์มถ่ายภาพมาตรฐานจะมีขนาดการรับภาพ 24x36mm แต่กล้อง xpan จะถ่ายให้ภาพยาวถึง 24×65มม. คือกินพื้นที่เนื้อฟิล์มไปเกือบ 2เฟรมนั่นเอง กล้องและเลนส์ชุดนี้จึงต้องออกแบบมาพิเศษ ทำยาก ทำน้อย ราคาแพง เปิดตัวในปี 1998 และปัจจุบันก็ไม่มีการผลิตออกมาอีกเลย

cc76a8d277b299e2d5f66d740204d38d03676c83_xpan

การได้มีประสบการณ์การถ่ายพาโนราม่าหลายรูปแบบเป็นประสบการณ์ที่สนุก มีความพยายามจะทำให้ภาพกว้างขึ้นตั้งแต่ เอาภาพปกติ 24×35มม. มาคร็อบตัดด้านบน ตัดด้านล่างออก แล้วทำให้สัดส่วนภาพเหมือนยาวขึ้น แบบนี้เป็นพาโนราม่าแบบง่ายๆ

IMG_20191208_072805
ภาพปกติที่ได้จากกล้อง DSLR Canon Eos 6d อัตราส่วนภาพ 3:2

IMG_20191208_072805
ภาพจาก DSLR คร็อปจาก 3:2 เป็น 16:9



พอเป็นยุคกล้องดิจิทัลก็มีความยายามจะทำให้ผู้ใช้กล้องถ่ายภาพหลายๆภาพแล้วเอามาต่อกัน เป็นการต่อภาพให้ยาวขึ้น ก็เป็นพาโนราม่าที่ต้องใช้ความพยายามจากผู้ถ่าย และต้องใช้ซอร์ฟแวร์ต่อภาพที่ฉลาดด้วย

กล้องดิจิทัลสมัยใหม่ และกล้องในโทรศัพท์มือถือก็พัฒนาลูกเล่นการถ่ายภาพพาโนราม่าให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ด้วยการถ่ายภาพแบบหมุนกล้องหรือ sweep panorama เริ่มถ่ายภาพจากด้านซ้ายแล้วก็แพนกล้องไปด้านขวาเพื่อให้กล้องเก็บภาพแนวยาวๆ ซึ่งผุ้ถ่ายก็ต้องพยายามลากกล้องให้หมุนอย่างราบลื่นต่อเนื่อง

IMG_20170115_154146
ภาพพาโนราม่าจากเทคนิคการถ่ายภาพแบบ sweep panorama ในโทรศัพท์มือถือ

DSCF8074
ภาพพาโนราม่าจากเทคนิคการถ่ายภาพแบบ sweep panorama ในโทรศัพท์มือถือ

ในระบบโรงหนังที่มีภาพจอกว้าง จะมีการใช้เทคนิคเลนส์บีบภาพตอนถ่ายทำ ภาพบนฟิล์มจะผอมๆ และตอนฉายกลับบนจอ จะส่งภาพผ่านเลนส์ขยายแนวกว้าง เพื่อให้ภาพบนฟิล์มไปยืดกว้างๆบนจอ เราเรียกเทคนิคส์การยืดภาพในโรงหนังว่าอนามอฟิกส์ ซึ่งหนังที่ทำมาฉายในโรงจะชอบใช้เทคนิคนี้ สัดส่วนความยาวของภาพจะยาวกว่าพาโนราม่าทั่วไป

แต่ทั้งหมดก็ต้องมายอมแพ้ให้กับเทคนิคการถ่ายภาพแนวยาวเกือบสองเฟรมของกล้อง xpan ที่เป็นการบันทึกภาพแนวยาวที่คุณภาพสูงและไม่ลำบากนักถ่ายภาพในการต่อภาพหรือต้องนำมาทำต่อด้วยซอร์ฟแวร์ xpan เป็นภาพพาโนราม่าที่มีเสน่ห์อย่างแท้จริง และในยุคปัจจุบันที่กล้อง xpan ราคาทะลุฟ้าไปไกลมาก เงินต่ำกว่าแสนคงซื้อกล้องพร้อมเลนส์ xpan ไม่ได้แล้ว ก็เลยมีคนคิดหาทางถ่ายภาพแนว xpan ด้วยกล้องดิจิทัล และมันก็เป็นไปตามที่เห็นในคลิปด้านล่างนี้

ภาพด้านล่างต่อไปนี้จะเป็นภาพที่คร็อปตัดส่วนด้านบนและด้านล่างเพื่อให้ดูเป็นภาพพาโนราม่าสัดส่วนเท่ากับ xpan

1671781805776
ภาพพาโนราม่า คร็อบภาพจาก 3:2 เป็น 65:24
IMG_20220917_224700
ภาพพาโนราม่า คร็อบภาพจาก 3:2 เป็น 65:24
dpp-xpan2-IMG_0296
ภาพพาโนราม่า คร็อบภาพจาก 3:2 เป็น 65:24
dpp-xpan2-IMG_0375
ภาพพาโนราม่า คร็อบภาพจาก 3:2 เป็น 65:24
dpp-xpan-4jan2020-img_ (71)
ภาพพาโนราม่า คร็อบภาพจาก 3:2 เป็น 65:24
dpp-xpan-IMG_0107
ภาพพาโนราม่า คร็อบภาพจาก 3:2 เป็น 65:24
dpp-xpan-IMG_0397
ภาพพาโนราม่า คร็อบภาพจาก 3:2 เป็น 65:24
dpp-xpan-IMG_0020
ภาพพาโนราม่า คร็อบภาพจาก 3:2 เป็น 65:24
IMG_0004
ภาพพาโนราม่า คร็อบภาพจาก 3:2 เป็น 65:24
kobfa canon 25dec2013 - IMG_9259-Full
ภาพพาโนราม่า คร็อบภาพจาก 3:2 เป็น 65:24
100_3775
ภาพพาโนราม่า คร็อบภาพจาก 4:3 เป็น 65:24
IMG_7894
ภาพพาโนราม่า คร็อบภาพจาก 3:2 เป็น 65:24

พาลูกดูหนังโรง เรื่อง อวตารภาค 2

ในช่วงปีใหม่ก่อนจะเปลี่ยนเป็น พ.ศ. 2566 ผมอยู่ในช่วงวันหยุดสิ้นปี และลูกก็หยุดเรียน เลยคิดว่าจะพาลูกไปดูหนังในโรงหนังสักเรื่อง และเรื่อง อวตารภาค2 ก็กำลังฉายอยู่ หนังเรื่องนี้สร้างต่อจากภาค1ที่ผ่านมาแล้วเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

แม้ว่ายุคปัจจุบันเราจะมีบริการดูหนัง streaming ทางอินเทอเน็ตที่ทำให้เราได้นั่งดูอยู่ในบ้านแล้ว แต่ประสบการณ์การดูหนังโรงใหญ่ในห้างก็ยังเป็นสิ่งที่เด็กๆชอบ ผมเคยถามลูกว่าการดูหนังในโรงหนังแตกต่างกับในบ้านอย่างไร ลูกตอบว่า จอใหญ่ เสียงดี นี่คือสองคำตอบที่ชัดเจนที่สุดในมุมมองของเด็กอายุ 10 ขวบ ซึ่งไม่เหมือนกับมุมมองของพ่อกับแม่แล้ว

ผมเองแม้จะชอบเรื่องเครื่องเสียง ชอบการดูหนังฟังเพลง แต่ผมก็ไม่เคยโปรดปราณการไปดูหนังในโรงหนังเลย อาจเพราะผมสนใจแค่เนื้อหาของหนังก็ได้ เรื่องความอลังการ เสียงดี จอใหญ่เลยไม่สำคัญสำหรับผม และยิ่งผมมีนิสัยที่ไม่ชอบคนเยอะ ไม่ชอบรถติด ก็ยิ่งทำให้การไปดูหนังในห้างเป็นเรื่องที่ไม่อยากทำ ถ้าไม่จำเป็น

พอตัดสินใจได้ก็เลือกว่าจะดูหนังเรื่องอวตารภาค2 โดยเรื่องนี้เป็นหนังที่เน้นภาพที่ตระการตา น่าตื่นเต้น เลยเลือกที่จะดูแบบ 3 มิติ ซึ่งการดูแบบ 3 มิติเราจำเป็นต้องดูในโรงหนังเท่านั้น เพราะระบบดูจากแผ่นหรือดูจาก streaming ยังไม่มีให้บริการ นั่นก็เป็นที่มาของเรื่องปวดหัวของผมแต่ไม่ใช่ของคนอื่น เพราะ 3 มิติ เราต้องเลือกโรง เลือกสถานที่ว่าจะต้องไปดูที่ไหน

บ้านผมใกล้เซ็นทรัลปิ่นเกล้าและโรงหนังในห้างเซ็นทรัลแห่งนี้ก็เป็นเครือเมเจอร์ซินิเพล็กซ์ และด้วยความที่เราอยากจะได้ที่นั่งในโรงที่ดีก็เลยต้องจองล่วงหน้าก่อนหนังฉายหลายชั่วโมง เพราะถ้าเราไปซื้อหน้าโรงจะเป็นที่นั่งที่ไม่ค่อยดีแล้ว ตำแหน่งดีๆจะถูกจองไปหมดแน่นอน คิดดังนี้ก็ก็เข้าเว็บแล้วเลือกโรง เลือกเวลา เลือกที่นั่ง

ปราฏกว่าที่เมเจอร์เซ็นทรัลปิ่นเกล้าไม่มีฉายเรื่องอวตาร2ในระบบ 3d แต่เป็นที่เมเจอร์ปิ่นเกล้าที่อยู่ตรงกันข้ามกับเซ็นทรัล เรื่องนี้ถ้าจะเล่าก็ยาวว่าทำไมต้องมีโรงหนังสองแห่งอยู่ตึกตรงกันข้ามกัน เด็กอายุน้อยกว่า 20 ปีคงไม่รู้ประวัติ เอาเป็นว่ามีอยู่ใกล้บ้าน ก็เลยเลือกเข้าไปจอง ผลก็คือ จองไม่ได้ ระบบเว็บของเมเจอร์มีปัญหา ช้าก็ส่วนหนึ่ง อีกส่วนที่เป็นปัญหาสำหรับผมก็คือ ระบบไม่มีทางเลือกการจ่ายเงินที่ผมจ่ายได้ และที่สำคัญคือ เมนูการจ่ายเงินไม่ทำงาน ผมเสียเวลาในหน้าเว็บเมเจอร์ไปเกือบชั่วโมง เลือกที่นั่งในโรงแล้วจ่ายเงินไม่ได้ บางทีเราอาจจะทำอะไรผิดพลาดข้ามขั้นตอน เลยคิดว่าจะลองใหม่อีกรอบก็ปิดหน้าเว็บเดิม แล้วเปิดเบราเซอร์ใหม่ แล้วเข้าไปเลือกที่นั่ง ทำใหม่ทั้งหมด ที่นั่งที่เลือกไว้ตอนแรกก็โดนล๊อคจากการจองของเรารอบแรก เข้าไปรอบสองก็เลยต้องเลือกที่นั่งอื่นแทน แล้วระบบก็รวนอีก สรุปจ่ายเงินไม่ได้ ผมต้องใช้ความพยายามครั้งที่3 ไปเข้าใน application บนมือถือ แล้วลองทำดู ผลก็คือ ไปไม่ถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน สรุป ผมทำที่นั่งโดนล๊อคไป 6 ที่ ผมไม่ได้ตั๋วหนัง

1672458464043

ผมตัดสินใจเข้าไปที่หน้าเว็บอีกครั้งด้วยคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แล้วไปส่งคอมเม้นท์ให้ทีมดูแลเว็บ ใจความว่า ผมติดปัญหาอะไร ผมใช้คอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการอะไร เบราเซอร์ที่ใช้ยี่ห้ออะไร และบ่นนิดหน่อยว่า ผมจะเอาเงินมาให้คุณ ไม่ต่อราคาเลยนะ ทำไมไม่ทำระบบให้มันดี ประมาณนี้แหละ แล้วผมก็หมดความพยายามกับเมเจอร์ซินิเพล็กซ์

ตัดสินใจไปที่ SF Cinema แทน โรงหนังเครือ SF มาทีหลังเมเจอร์ แต่ก็อยู่ในตลาดมายาวนานแล้ว และเว็บของ SF ทำได้ดีมาก ผมใช้เวลาประมาณ 3 นาที ผมได้ตั๋วหนัง 2 ใบ ได้เลือกส่วนลดที่จะใช้กับระบบด้วย ผมได้จ่ายเงินน้อยลงด้วย สรุปผมได้ดูหนังอวตารภาค2 ในระบบ 3d ในราคาตั๋วใบละ 150 บาทเท่านั้น ซึ่งราคาโปรโมชั่นที่ผมหามาใช้คือได้ตั๋วใบละ 120 แต่่ต้องจ่ายเพิ่ม 30 เป็นค่า 3มิติ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเดิมทีผมตั้งใจจะจ่ายราคาเต็มเกือบหกร้อยบาทอยู่แล้ว

1672458464020

การใช้งานครั้งแรกกับเว็บของ SF ทำให้ผมได้ดูหนัง ได้ซื้อตั๋วหนังได้อย่างง่ายดาย ระบบที่จะรับเงินลูกค้าควรทำแบบนี้แหละ ทำให้มันง่ายที่สุด มีช่องทางจ่ายเงินที่หลากหลาย เพราะลูกค้าแต่ละคนใช้วิธีการจ่ายเงินแตกต่างกัน ระบบที่เปิดให้จ่ายเงินได้เกือบทุกช่องทาง ทุกวิธี นับว่าเป็นระบบมืออาชีพ และน่าอุดหนุนต่อไปเรื่อยๆ หลังจากนี้ผมคงจะเลิกเข้าเว็บของเมเจอร์ซินิเพล็กซ์ไปอีกพักใหญ่ๆ การเลิกเข้าเว็บครั้งนี้อาจจะยาวนานชั่วชีวิตก็ได้ เพราะลูกค้าอย่างผม ถ้าระบบเดิมไม่มีปัญหาผมก็อยู่กับระบบเดิมต่อไป เหมือนแบบเหตุการณ์วันนี้ที่ผมเลือกจองตั๋วกับเมเจอร์ในนาทีแรกที่คิดได้ว่าอยากดูหนัง แต่พอผมได้ประสบการณ์การใช้เว็บที่เลวร้ายก็ทำให้ผมต้องไปมองหาระบบอื่น ระบบเก่าส่งผมไปลองระบบของคู่แข่ง ผมก็เลยไปอยู่กับระบบใหม่ของคู่แข่งนั่นเอง หลังจากซื้อตั๋วสำเร็จ ก็จะมีอีเมลเข้ามาคอนเฟิร์ม แล้วก็มีตั๋วที่ระบุรอบฉาย เวลา ที่นั่ง เป็นแบบ QR code มาทางอีเมลนี้ด้วย เรานำภาพในอีเมลไปแสดงที่จุดเดินเข้าโรงภาพยนต์ได้เลย ไม่ต้องไปที่เค้าเตอร์ขายตั๋วในห้างอีกแล้ว

ScreenClip

งานบริการที่จะเป็นช่องทางให้ลูกค้าติดต่อกับธุรกิจ การเก็บเงินลูกค้าควรถูกทำให้เสถียรที่สุด ช่องทางการเก็บเงินควรจะเป็นสิ่งที่ห้ามผิดพลาด ห้ามล่ม การขายของทางเว็บเป็นการขายที่ตั้งใจจะรับเงินตลอดเวลา การซัพพอร์ตงานหลังบ้านของระบบก็ควรจะมีทีมงานทำงานตลอดเวลาเช่นกัน ผมสละเวลาอธิบายปัญหาในส่วนของการคอมเม้นท์กลับไปด้วย แต่ก็ไม่มีการตอบกลับใดๆเลย ผมเดาว่าระบบการรับคอมเม้นท์ก็อาจจะเลวร้ายไม่ต่างกัน ถ้าผมเป็นเจ้าของธุรกิจที่จะรับเงินทางเว็บ ผมจะแก้ไขงานรับเงินให้ราบลื่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะตั้งทีมซัพพอร์ตการรับเงินให้มีความสำคัญลำดับแรกสุด


กลับมาที่ตัวหนังนิดนึง หนังเรื่องอวตารภาค2 เป็นหนังที่ดีมาก ทั้งในแง่ของงานสร้าง ความสวยงามของภาพ เทคนิคสามมิติที่เลอเลิศสุดๆ และเนื้อเรื่องที่ดี พัฒนาจิตใจคนดู เหมาะกับเด็กและผู้ใหญ่ทุกคนในโลกเลย ผมไม่แปลกใจที่ภาค 1 จะทำเงิน2700 ล้านดอลล่าร์ เป็นอันดับ1ของโลกมายาวนานมาก ก่อนจะมีหนังเรื่อง end game มาแซงได้ ส่วนภาค2 คงจะไปถึงระดับ พันล้านดอลล่าร์ได้ไม่ยาก

รีวิวลำโพงสวย Syitren N-100

ลำโพงบลูทูธกลายเป็นของจำเป็นสำหรับคนชอบฟังเพลงผ่านโทรศัพท์มือถือไปเสียแล้ว และยิ่งถ้าเราชอบฟ้งรายการ podcast หรือ รายการทอล์คใน youtube ก็จะยิ่งทำให้อยากได้ลำโพงที่ใช้เปิดฟังรายการต่างๆโดยเฉพาะ เพราะการใช้หูฟังสำหรับฟังรายการ podcast เป็นเรื่องที่น่ารำคาญมากหากเราต้องฟังเป็นเวลานาน และหลายๆโอกาส แม้จะฟังรายการอยู่ก็ยังคงอยากได้ยินเสียงเรียกจากผู้อื่นด้วย การมีลำโพงแยกเฉพาะที่ไม่ได้มาอุดไว้ที่หูจึงเป็นแนวทางที่ดูเหมาะสมกว่า ผมมีหูฟังบลูทูธที่เสียงดีใช้ฟังเพลงได้ดีมาก แต่พอจะฟังรายการทอล์ค หรือ podcast ที่ยาวนานเกิน 30 นาที ก็เริ่มรู้สึกว่าอึดอัด แม้จะเปิดเสียงไม่ดังมาก แต่ระยะเวลาที่ยาวนานหลายสิบนาทีทำให้รู้สึกปวดหู จึงพยายามหาลำโพงบลูทูธอีกตัวหนึ่งมาใช้งานแทน

ลำโพงบลูทูธส่วนมากจะออกแบบมาให้เป็นปุ่มกดเพื่อเปิดและกดเพื่อปิดเท่านั้น ยิ่งลำโพงในระดับราคาไม่แพง การเปิดปิดจะทำผ่านปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว และหากเราจะเพิ่มหรือลดระดับเสียง เราอาจจะต้องไปปรับที่โทรศัพท์มือถือแทน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเบื่อและอันตรายมากหากเรากำลังขับรถอยู่ ลองคิดดูว่าเราเลือกรายการ podcast ความยาวประมาณ 45 นาที เราเปิดแล้วเราก็ฟังในรถ ระหว่างทางเราอาจจะมีจังหวะที่อยากเบาเสียง หรือ อยากหยุดรายการชั่วคราว ถ้าเราใช้ลำโพงบลูทูธทั่วไปที่ออกแบบมาแบบปุ่มกดน้อยๆ เราก็จะต้องแตะที่หน้าจอมือถือ แล้วเล็งหาส่วนที่จะหยุดการเล่น มันต้องใช้สายตาในการสั่งงานด้วย ระหว่างที่ขับรถอยู่ก็จะทำให้เกิดความลำบาก และมาพร้อมอันตรายที่ต้องละสายตาไปกดหน้าจอโทรศัพท์

พอมาเจอลำโพงตัวนี้ด้วยหน้าตาที่สวยงามและดูแปลก เลยทดลองสั่งซื้อมาใช้และก็ได้พบกับความสะดวกที่ค้นหามานาน Syitrend n-100 เป็นลำโพงรูปทรงเหมือนปุ่มกดคีย์บอร์ด แต่ขยายใหญ่ให้ใกล้เคียงฝ่ามือของผู้ใหญ่ บนตัวลำโพงมีปุ่มกด 2 ปุ่ม และมีปุ่มหมุนวอลลุ่มเพื่อปรับระดับเสียงอีก 1 ปุ่ม การเปิดปิดจะทำผ่านปุ่มวอลลุ่มที่บิดสุดทางซ้ายจะเป็นการปิด การเปิดเครื่องก็ต้องบิดวอลลุ่มเพื่อเปิดเล็กน้อย เราจะได้ยินเสียงกลไกดังคลิก แล้วลำโพงก็ฺจะทำงาน วอลลุ่มวงกลมนี้จะใช้เป็นตัวปรับระดับเสียง อยากได้ดังก็หมุนตามเข็มนาฬิกาไปเลย การเลือกระดับเสียงด้วยฮาร์ดแวร์แบบนี้ถูกใจมาก เพราะสามารถเพิ่มลดระดับเสียงได้ตรงกับความต้องการ

dpp-IMG_6143

ปุ่มเล็กๆด้านซ้ายเป็นปุ่ม pair เราต้องกดเพื่อเริ่มจับคู่กับโทรศัพท์ ปุ่มสีขาววงกลมถัดมาจะเป็นปุ่มเล่นและหยุดเล่นชั่วคราว ปุ่ม Play นี้เป็นกลไกที่ต้องกดลงไปด้วยน้ำหนักพอสมควร เราต้องกดให้ดังคลิกปุ่มถึงจะทำงาน เป็นระบบการกดทางกลที่แม่นยำ ให้น้ำหนักการกดที่ชัดเจน กดแต่ละครั้งจะดังคลิกให้เราได้ยิน ทำให้รู้สึกว่าลำโพงตัวนี้ตั้งใจออกแบบมาอย่างมาก ลำโพงออกแบบให้ยิงเสียงขึ้นด้านบน ตัวถังลำโพงมีการเคลือบแผ่นยางเอาไว้ทำให้มีความหนืดไม่ลื่น และจุดสัมผัสพื้นก็มีปุ่มนูนเล็กๆยื่นออกมา ทำให้การวางลำโพงไว้บนโต๊ะแข็งๆลำโพงจะไม่ลื่นบนโต๊ะ เราสามารถเอาโทรศัพท์มือถือไปวางพิงลำโพงตัวนี้ได้โดยลำโพงจะไม่คลื่อนที่เลย

สเป็ค

Playback duration >4 hours (volume 70%)

Speaker power 5Wx2

Signal to noise ratio (a weighted55dB

Distortion <1%

Net weightabout 400g

Product size 105mm*105mm*50mm

Battery Specification 2000mAH

Bluetooth version 5.0

Charging time 3 hours

dpp-IMG_6145

ด้านหลังของลำโพงเป็นช่องเสียบสายต่างๆ ประกอบไปด้วยช่องเสียบสายสัญญาณแบบ Aux 3.5มม. สำหรับเสียงสัญญาณเสียงจากเครื่องเล่นเพลง และมีช่องเสียบสาย usb-c ที่เอาไว้ชาร์จไฟให้ลำโพง เราสามารถใช้สาย usb-c ที่เราเอาไว้ชาร์จโทรศัพท์มาชาร์จลำโพงตัวนี้ได้ แบตเตอรี่ภายในที่ให้มาก็ไม่ได้ใหญ่มาก ใช้งานได้ประมาณ 3-4 ชั่วโมงก็คิดว่าต้องชาร์จไฟแล้ว ปุ่ม Play ทำหน้าที่สั่งให้เล่นเพลง หรือ หยุดเพลงชั่วคราว ไม่ว่าเราฟังรายการทอล์คหรือเพลงเพียงแค่เรากดปุ่มนี้ปุ่มเดียวลำโพงก็จะทำหน้าที่เล่นและหยุดชั่วคราวเสมอ นับว่าเป็นความสะดวกอย่างมากสำหรับคนชอบฟังรายการทอล์ค ส่วนเรื่องการคุยโทรศัพท์ไม่สามารถทำได้ เข้าใจว่าไม่มีไมค์ติดมาด้วย

dpp-IMG_6148

คุณภาพเสียง

น้ำเสียงของลำโพงตัวนี้ออกมาในแนวทาง ชัด ใส และเน้นเสียงพูดให้ฟังชัดเจนมากๆ เสียงเบสพอมีแต่ลงไม่ลึกแบบลำโพงตู้ใหญ่ๆ ฟังเพลงแจ๊สอย่างนอร่าโจนส์ ก็ได้ยินเสียงเบสบางๆไม่ได้ลงลึกแบบเบสลำโพงใหญ่ที่ให้เสียงลึกและอิ่มใหญ่โต ลองมองลอดผ่านตะแกรงด้านหน้าเข้าไปด้านในจะเห็นดอกลำโพงขนาดเล็ก 2 ดอกวางไว้คู่กัน ถ้าจะหาซื้อมาใช้เพื่อฟังรายการพูดก็นับว่าใช้งานได้ดีมาก ถ้าจะหาซื้อมาใช้เพื่อฟังเพลงก็พอไหว แต่จะไม่มีเบสเท่าที่ควร เพราะน้ำเสียงยังห่างไกลกับเครื่องเสียงบ้านอยู่มาก ที่ซื้อใช้ก็เพราะเหตุผลทางด้านหน้าตาและฟังค์ชั่่นการควบคุมเป็นหลัก

สรุป

Syitren n-100 เป็นลำโพงบลูทูธ คุณภาพดี มีลูกเล่นที่เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อฟังรายการทอล์คหรือ podcast ปุ่มกดเล่นเพลง Play Pause เป็นปุ่มกดที่มีเอกลักษณ์ กดเพื่อหยุดเพลงและกดอีกทีเพื่อเล่นต่อ ขนาดตัวลำโพงใหญ่เท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ มีน้ำหนักภายในที่หนักพอสมควร สามารถเอาโทรศัพท์มือถือไปวางพิงแล้วลำโพงไม่เคลื่อนที่ การควบคุมสั่งการสามารถทำได้โดยไม่ต้องมอง มีความแม่นยำสูง ปรับระดับเสียงดังหรือเบาได้ตรงกับใจมาก ถือว่าเป็นลำโพงหน้าตาแปลกสำหรับตลาดเมืองไทย แต่ก็หาซื้อได้ง่ายๆในเว็บ aliexpress ถ้าเน้นฟังเพลงผมจะเลือก jbl ทรงกระบอก หรือไม่ก็เพิ่มงบไปซื้อ fender ไปเลย แต่ขนาดตัวลำโพงก็จะใหญ่ขึ้น ความน่ารักลดน้อยลง

ลำโพงคู่นี้เหมาะกับใครบ้าง

คนที่ชอบฟังรายการทอล์ค หรือ podcast

คนอยากแต่งโต๊ะคอมสวยๆ

moserv นักออกแบบซอร์ฟแวร์

ในยุคปัจจุบันที่โลกเราเต็มไปด้วยระบบ AI และ โซเชียลเน็ตเวิร์คที่ครอบครองพื้นที่ในอินเทอเน็ตไปเกือบทั้งหมด  ชีวิตคนเราต้องเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ในช่องทางใดช่องทางหนึ่งเสมอ  ภาคธุรกิจจะทำงานไม่ได้เลยถ้าไม่มีคอมพิวเตอร์และ application นั่นทำให้อาชีพหนึ่งเป็นอาชีพที่น่าสนใจมาก และเป็นอาชีพที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับธุรกิจได้อย่างมหาศาล  และแทบจะเป็นหัวใจของการทำงานยุคอินเทอเน็ตไปแล้ว นั่นคืออาชีพโปรแกรมเมอร์

โมเซิร์ฟเป็นบริษัทผลิตซอร์ฟแวร์ในหลายแพล็ตฟอร์ม  ซอร์ฟแวร์คือสิ่งที่ขับเคลื่อนธุรกิจ  หากเรามีซอร์ฟแวร์ที่ดีก็จะเหมือนเรามีเครื่องมือที่ดีในการแข่งขัน  และการได้มาซึ่งซอร์ฟแวร์ที่ถูกต้องเหมาะสมกับธุรกิจของแต่ละคนก็จะต้องเป็นซอร์ฟแวร์ที่ถูกพัฒนาจากคนที่ทำงานเขียนโปรแกรมด้วยความเข้าใจและออกแบบอย่างปราณีต

โม หรือ ชิตสกุณ  คือเจ้าของบริษัทโมเซิร์ฟ  เริ่มต้นชีวิตการเขียนโปรแกรมจากการสังเกตและตั้งคำถามที่น่าสนใจ  นั่นคือตอนที่ได้หัดใช้คอมพิวเตอร์และได้รู้จักซอร์ฟแวร์ตัวหนึ่งที่ชื่อว่า เวิร์ดราชวิถี ซึ่งเป็นซอร์ฟแวร์ที่ใช้พิมพ์ข้อความ พิมพ์บทความต่างๆแทนเครื่องพิมพ์ดีดและดินสอปากกา  ก่อนที่โลกเราจะมีไมโครซอร์ฟเวิร์ดด้วยซ้ำ  โมรู้สึกว่า เวิร์ดราชวิถีเป็นซอร์ฟแวร์ที่น่าทึ่งและต่อมาก็ได้รูัว่าซอร์ฟแวร์ตัวนี้ถูกพัฒนาโดยคุณหมอ  ความสงสัยที่เกิดขึ้นตามมาคือมันจะเป็นยังไงถ้าซอร์ฟแวร์จะถูกพัฒนาด้วยคนที่ศึกษาและเรียนมาเป็นโปรแกรมเมอร์อย่างจริงจัง  จะทำให้ซอร์ฟแวร์ที่สร้างขึ้นมีความยอดเยี่ยมได้อีกแค่ไหน  นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากเป็นโปรแกรมเมอร์

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยโมเริ่มเรียนเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม  เริ่มด้วยภาษาปาสคาล  ก่อนหน้านี้ก็ทดลองเขียนโปรแกรมมาบ้าง สมัยปี 1 ก็เห็นเพื่อนเล่นเกมส์  แคร็กข้อมูลเกมส์เพื่อแก้ไข โกงเกมส์บ้าง เอาชนะเกมส์บ้าง  เลยจับกลุ่มกันเล่นเกมส์   ในกลุ่มมีการแบ่งกันรับผิดชอบ  ตกลงกันว่าต่างคนต่างศึกษา  โมรับผิดชอบภาษาปาสคาล  เพื่อนคนอื่นไปศึกษาภาษาซี  แล้วนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน

สมัยวินโดส์ 95  อาจารย์เห็นว่าโมมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ที่พอจะแบ่งปันกับผู้อื่นได้  อาจารย์เลยแนะนำให้ลองไปเขียนบทความลงหนังสือซีเอ็ดซึ่งเป็นนิตยสารรายเดือนแนววิชาการเข้มข้น  โมก็ได้เขียนอยู่ 3 บทความ  การได้ลองเขียนแล้วได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือ  เกิดเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจทำให้เริ่มมีความมั่นใจในเรื่องคอมพิวเตอร์มากขึ้น  และเริ่มเห็นความสำคัญในการถ่ายทอดความรู้  เพราะได้พบกับบทความเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย  และขณะเดียวกันก็มีบางคนที่เขียนแล้วเข้าใจยาก  ทำให้รู้ว่าศิลปะการถ่ายทอดมีความสำคัญมากเช่นกัน  ก่อนจะเรียนจบก็ทำโปรเจ๊คเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมมัลติทาสก์  ทำโปรแกรมหมุนรูปเลขาคณิตเพื่อสร้างภาพในจอ ความรู้จากเทคนิคนี้ในหลายปีต่อมาก็ถูกนำไปใช้สร้างระบบการ Report หรือทำเป็น Data visualizer

สมัยเรียนยังได้ทำโปรเจ๊ค Computer Telephony โดยเน้นไปที่ระบบที่เรียกว่า interactive voice response หรือ ivr  เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถรับสายโทรศัพท์ได้อัตโนมัติ พร้อมมีเสียงตอบรับเพื่อให้ผู้ใช้เลือกกดเบอร์โทรติดต่อภายใน  และได้เอาไปใช้กับระบบโทรศัพท์ของมหาวิทยาลัย  ซอร์ฟแวร์ ivr ทำงานบนระบบปฏิบัติการดอส (Dos)  ในยุคสมัยนั้นการเขียนระบบมัลติทาสก์หรือระบบที่ทำงานได้หลายอย่างพร้อมกันบนดอส เป็นเรื่องยากมาก  เพราะเครื่องมือ (Software Development Kit) ส่วนมากที่จะช่วยเหลือผู้พัฒนาจะมีให้ใช้แค่บนระบบปฏิบัติการวินโดส์เป็นส่วนใหญ่  นั่นทำให้การพัฒนาซอร์ฟแวร์บนดอส เป็นงานที่โดดเดี่ยว ไร้ผู้ช่วย แต่ก็ทำจนสำเร็จ ได้ใช้งาน

รุ่นพี่ได้มาเห็นฝีมือเลยชวนไปทำงาน บริษัท BEL  ไปทำงานเขียนโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการยูนิกส์ (unix) เลยได้เขียนโปรแกรมที่เชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์ควบคุมระบบการทำงานต่างๆของเครื่องจักร เช่น ระบบจ่ายไฟ  ควบคุมเครื่องรดน้ำต้นไม้  ควบคุมแขนกลของหุ่นยนต์  โปรแกรมควบคุมการทำงานของเครื่องจักร CNC  การเขียนโปรแกรมควบคุมฮาร์ดแวร์เหล่านี้เป็นประสบการณ์การทำงานระหว่างเรียนที่มีประโยชน์มาก  เพราะได้เรียนรู้ภาษาระดับที่เข้าถึงฮาร์ดแวร์ได้โดยตรง  นั่นทำให้ทักษะการเขียนโปรแกรมได้พัฒนาขึ้นไปอีก

เรียนจบก็สมัครงานกับบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แห่งหนึ่ง  ได้รับตำแหน่งการทำงานเป็น system analyst   เป็นงานโปรแกรมเมอร์ชนิดหนึ่ง  ยุคนั้นเป็นบริษัทในเครือสามารถคอร์เปอเรชั่น  บริษัทนี้เช่าเครือข่ายโทรศัพท์มือถือจากรายใหญ่ แล้วแบ่งแบนด์วิดธ์มาให้บริการลูกค้าในยี่ห้อ hello1800  โดยในการให้บริการ  เวลาคิดค่าบริการเจ้าของเครือข่ายจะส่งข้อมูลการใช้งานให้ hello แล้วโมต้องนำไฟล์เหล่านั้นมาคิดคำนวนค่าใช้จ่าย  หรือแม้แต่เวลามีปัญหาที่ตำรวจต้องการข้อมูลการโทร ก็ต้องเขียนโปรแกรมไปดึงบันทึกการใช้งานของเบอร์เป้าหมายมาให้ตำรวจ  นั่นคือการได้เริ่มทำงานกับ database ขนาดใหญ่นั่นเอง  

เรื่องน่าสนใจก็คือการคิดค่าโทรต้องดึงข้อมูลจากล็อกไฟล์แล้วมาคิดเงิน  ซอร์ฟแวร์คิดเงินตัวนี้เป็นของรัสเซีย ค่าซอร์ฟแวร์ 1 ล้านเหรียญ และทุกค่ายมือถือก็จำเป็นต้องใช้ซอร์ฟแวร์ตัวนี้  นั่นคือการจุดประกายว่าธุรกิจซอร์ฟแวร์น่าสนใจมาก

ทำงานอยู่สองปีก็มีบริษัทใหญ่มาเทคโอเวอร์  โมเลยถูกบริษัทแม่ดึงตัวไปอยู่อีกหน่วยงานหนึ่ง  ไปทำงานวงการประกันภัย  ตอนนี้ได้อยู่กับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ยิ่งกว่าเดิมนั่นคือข้อมูลประกันภัยรถยนต์  ได้ทำระบบประมวลผล ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (mis)  ทำ report ต่างๆ  บริษัทประกันภัยแม้จะมีระบบอยู่แล้ว  แต่ก็ยังต้องการซอร์ฟแวร์เพิ่มเติม  โมเลยได้ทำงานกับฐานข้อมูลระดับโลกอย่าง Oracle  และ Db2  

ในเวลาต่อมาโมถูกชวนไปทำงานกับบริษัทให้บริการมือถือในสิงคโปร์ ด้วยลักษณะงานคือไปเช่าเครือข่ายท้องถิ่น แล้วนำมาให้บริการโทรศัพท์   ต้องทำการตลาดเอง  คิดค่าบริการเอง เก็บเงินเอง  ตอนไปทำงานระบบนี้ ก็ได้ทำระบบคิดเงิน (billing)  ระบบข้อความสั้น (sms alert system)  การได้เริ่มวางแผน เขียนโปรแกรมการทำงานทุกอย่างของธุรกิจสื่อสาร ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างมากและเป็นต้นทุนที่สำคัญที่ทำให้ได้รับโอกาสที่ใหญ่ขึ้นในเวลาต่อมา

จนวันที่กลับเมืองไทย และหางานทำในประเทศ ก็ได้งานในการดูแลเว็บวาไรตี้แห่งหนึ่ง  เหตุผลที่ได้งานก็เพราะมีประสบการณ์การทำงานต่างประเทศและมีทักษะการเขียนโปรแกรมระดับใหญ่ๆมาแล้ว  จากนั้นไม่นานก็ย้ายไปร่วมงานกับ Leonics

ที่ทำงานใหม่ให้พัฒนาระบบ Erp โดยเน้นไปที่ระบบมอนิเตอร์การทำงานของโซล่าฟาร์ม  ต้องแสดงผลสถานะ ตัวเลขและข้อมูลทุกชนิดที่ธุรกิจพลังงานอยากเห็น  การสร้างระบบการแสดงผลที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด ไม่ได้ใช้เครื่องมือเดิมที่เคยมี  ต้องพัฒนาโปรโตคอลการสื่อสารเองทุกอย่าง  ผลก็คือมีระบบการมอนิเตอร์ที่ทันสมัย  เป็นห้องวอร์รูมที่มีการแสดงผลระดับที่สวยงามเหมือนห้องควบคุมที่เราเคยเห็นในภาพยนต์ต่างประเทศ 

มีการย้ายงานอีกครั้ง  ไปอยู่บริษัท  M touch เป็นบริษัทเกี่ยวกับระบบมือถือ  เนื่องจากบริษัทได้เห็นเรซูเม่ (Resume) จาก head hunter เลยอยากได้ตัวมาทำงาน  ตอนเข้าไปทำงาน ได้โชว์ผลงานที่เคยทำให้ดู  CTO ( Chief Technology Officer) ได้เห็นความยากของงานต่างๆและเข้าใจได้ว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมาก  โมเริ่มงานในตำแหน่ง Software Engineer  ต้องเขียน Daily Report ทุกวัน  ตอนเข้าไปทดลองงานก็มีสัญญา 6 เดือน  เป็นตำแหน่ง senior บังเอิญมีจังหวะที่ต่างประเทศมีปัญหากับฐานข้อมูล  และโมทำงานแก้ปัญหาได้ โดยที่คนอื่นในทีมในบริษัททำไม่ได้   ทักษะการเขียนโปรแกรมติดต่อกับฐานข้อมูลกลายเป็นสิ่งที่แตกต่าง  คนอื่นทำงานครึ่งวันแล้วไม่จบ  แต่โมทำได้ภายใน 30 วินาที  เลยได้รับการยอมรับ และได้โปรโมท สุดท้ายได้ไปเป็น Regional ดูแล 3 ประเทศ  และได้ไปประจำอยู่ฮ่องกง  

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา  โม  รู้วิธีบริหารธุรกิจหลายอย่าง และทำซอร์ฟแวร์ได้เกือบทุกอย่างในบริษัทเทคโนโลยี ทำให้ได้รับการสนับสนุนให้ออกมาเปิดบริษัท แม้จะมีความไม่กล้าไม่มั่นใจอยู่บ้างก็ตาม  จนในที่สุดก็เกิดเป็นบริษัทโมเซิร์ฟ  โดยโมบริหาร  เป็นบริษัทที่ให้บริการในการสร้างซอร์ฟแวร์ เริ่มต้นจากบริษัทที่มีโปรแกรมเมอร์คนเดียว  ปัจจุบันโมเซิร์ฟทำงานมีโปรแกรมเมอร์และพนักงานซัพพอร์ตรวม 20 คน  ที่นี่โมตั้งใจจะไม่ใช้คนเยอะ  เพราะงานซอร์ฟแวร์ใช้สมองมากกว่ากำลังคน  แม้คนจะไม่มากแต่โมเซิร์ฟก็สามารถเขียนซอร์ฟแวร์ให้ผู้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือได้  รวมถึงสามารถออกแบบ Erp ให้เหมาะสมกับธุรกิจของลูกค้าได้ด้วย  เพราะงานที่ทำคือประสบการณ์ตรงที่เคยผ่านมาแล้วทั้งหมด

โมเซิร์ฟได้รับความไว้วางใจจากธนาคารด้วย  โดยได้รับโปรเจ็คสร้างระบบ Telesale ซอร์ฟแวร์จะต้องรัดกุมและไม่ล่ม  มีกล้องวงจรปิดมอนิเตอร์ห้องทำงาน Telesale ตลอดเวลา  ก่อนจะเริ่มโปรเจ็คนี้จะต้องตอบแบบสอบถามจากธนาคารเป็นพันข้อ  เพื่อความมั่นใจว่ามีคุณภาพที่ตรงกับความต้องการ  เพราะธนาคารจะมีหน่วยงานควบคุมคุณภาพซอร์ฟแวร์โดยเฉพาะ และโมเซิร์ฟผ่านทุกเงื่อนไข

โมเซิร์ฟเชื่อว่าการเขียนซอร์ฟแวร์มีความสวยงามของมันอยู่  แต่คนทั่วไปมักตัดสินคนที่ความสำเร็จทางธุรกิจ  ไม่ได้สนใจในด้านของการพัฒนาซอร์ฟแวร์อย่างถูกต้องถูกทาง  วงการซอร์ฟแวร์มีรายละเอียดที่ลึกซึ้ง  งานวิจัยซอร์ฟแวร์ไปไกลมาก ถ้าจะเทียบกับดาวพลูโตซอร์ฟแวร์โซเชียลเน็ตเวิร์คที่กำลังฮิตกันอยู่ถือว่าอยู่แค่บรรยากาศของโลกเท่านั้น  พลังของซอร์ฟแวร์ยังมีอีกมากรอเพียงเวลาที่จะนำออกมาใช้

อย่างเช่น ศาสตร์ของระบบ AI ก็เป็นการสร้างความฉลาดให้คอมพิวเตอร์ด้วยโครงสร้างวิธีคิดแบบมนุษย์  ปัจจุบันสามารถเขียนโปรแกรมให้คิดเหมือนคนได้แล้ว  สมมุติว่าถ้ามนุษย์เรามีความรู้ 100 อย่าง แล้วเอาสิ่งที่มีอยู่มาสร้างเป็นความรู้ใหม่  วิธีการนี้วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ก็ทำได้แล้ว  ในสายวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าคอมพิวเตอร์ฉลาดมาก ไม่มีอะไรที่คอมพิวเตอร์ทำไม่ได้

มนุษย์อาจจะใช้เวลาทำโจทย์แก้ปัญหาบางอย่างประมาณ 1 ชั่วโมง  ส่วนคอมพิวเตอร์ถ้าไม่ติดปัญหาเรื่องฮาร์ดแวร์  คอมพิวเตอร์ก็สามารถแก้ปัญหานั้นได้ไม่ต่างกับคน แต่จะเร็วกว่ามากจนเหมือนเป็นความมหัศจรรย์

ปัจจุบัน โมเซิร์ฟ ชำนาญการสร้าง application ทั้งในเวอร์ชั่นบนระบบคอมพิวเตอร์และในระบบ mobile  รวมถึงสร้างระบบ Erp ที่ออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อให้บริษัทไม่ต้องเสียเงินซื้อแพ็คเกจใหญ่ที่ไม่จำเป็น  และการทำงานกับ Erp เจ้าของธุรกิจควรจะได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนที่จะตัดสินใจเลือก  เพราะการการเปลี่ยนแปลงหลังจากที่พัฒนาและติดตั้งไปแล้วจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ต้องเสียเวลาเรียนรู้และอบรมพนักงานกันใหม่  เวลาและทรัพยากรที่เคยทุ่มเทให้ระบบเก่าจะกลายเป็นสูญเปล่าเมื่อจะเปลี่ยน Erp   ดังนั้นการตัดสินใจในวันแรกบนความเข้าใจที่ถูกต้องโดยมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องซอร์ฟแวร์ให้คำปรึกษาจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด

ข้อมูลโดย

ชิตสกุณ ศุภศรี
Chitsakun Suphasri

https://th.moserv.co.th/home/

พาลูกหัดเล่นเทนนิส

IMG_0743

คลิปนี้เป็นคลิปการตีเทนนิสของ Nadal สำหรับการฝึกตีอย่างถูกต้องตามสไตล์ของเขา เจ้าของคลิปล็อคไว้ไม่ให้แชร์ในเว็บ แต่ให้เข้าไปดูใน youtube ได้เท่านั้น

คลิปวิดีโอการตีเทนนิสของ Rafael Nadal

ประวัติคร่าวๆจาก wikipedia

นาดัลเกิดที่เมืองมาจอร์กา ประเทศสเปน เป็นบุตรของนายเซบาสเตียน เจ้าของบริษัทประกันภัย และนางอนา มาเรีย ปาเรรา เขามีน้องสาวคือ มาเรีย อิสซาเบล[18] ลุงของเขา มิกูเอล แองเจิล นาดัล เป็นนักฟุตบอลทีมชาติสเปนต้องการให้นาดัลเป็นนักฟุตบอล ในขณะที่ลุงอีกคน โตนี นาดัล เป็นนักเทนนิสอาชีพ และได้แนะนำให้นาดัลเล่นเทนนิสตั้งแต่อายุ 3 ขวบและทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนของเขา แท้จริงแล้วนาดัลเป็นคนที่ถนัดขวา โดยเขาใช้ชีวิตประจำวันด้วยมือขวา[19] แต่ถูกฝึกให้ตีเทนนิสด้วยมือซ้ายตั้งแต่เด็ก เนื่องจากลุงโตนีต้องการสร้างอาวุธที่แตกต่างให้กับเขาเพื่อเป็นข้อได้เปรียบ[20]

จากการที่มีคุณลุงสองคนเป็นผู้มีความสามารถทางฟุตบอลและเทนนิส ส่งผลให้นาดัลมีความรักในกีฬาทั้งสองและได้ฝึกฝนกีฬาทั้งสองไปพร้อมกัน[21] โดยเหตุการณ์ที่ทำให้ลุงโตนีได้มองเห็นถึงพรสวรรค์ของนาดัลคือเมื่อตอนเขาอายุ 8 ขวบ เขาคว้าแชมป์เยาวชนรุ่นอายุต่ำกว่า 12 ปี ได้พร้อม ๆ ไปกับการเป็นนักฟุตบอลระดับจูเนียร์ ลุงโตนีจึงเข้มงวดในการซ้อมให้กับเขามากขึ้น เมื่ออายุ 12 ปี นาดัลสามารถชนะเลิศเทนนิสหลายรายการ และยังคงเล่นเทนนิสและฟุตบอลไปพร้อมกัน[22] พ่อของเขาไม่ต้องการให้การเรียนของเขาได้รับผลกระทบจากการเล่นกีฬามากจนเกินไป จึงให้เขาเลือกเล่นระหว่างเทนนิสและฟุตบอล ซึ่งท้ายทื่สุดนาดัลก็ได้เลือกเล่นเทนนิส และในปี 2002 นาดัลก็ได้ก้าวขึ้นสู่ 50 อันดับแรกของโลกในวัยเพียง 16 ปี

ขอบฟ้า ป4 ทำการบ้านวิชาภาษาอังกฤษ

IMG_5939

คุณครูให้โจทย์ว่าจะต้องสัมภาษณ์คนในบ้านตามหัวข้อที่กำหนด ขอบฟ้าเลือกสัมภาษณ์แม่เกี่ยวกับของเล่นและกีฬา ถ่ายคลิปโดยพ่อ ใช้มือถือติดบนขาตั้งกล้อง ใช้ไมค์ไร้สายแบบคู่ ส่งสัญญาณเข้าโทรศัพท์ทางตัวรับสัญญาณ usb-c มือถือโบราณไปหน่อยคุณภาพของภาพเลยไม่สวยมาก ส่วนคุณภาพเสียงน่าพอใจ เพราะไมค์ราคาไม่ถึงพันบาท ซื้อมาตั้งหลายเดือน เพิ่งได้ใช้จริงจังก็คลิปนี้

ปฏิทินขอบฟ้า 2566

ปฏิทินขอบฟ้าคือปฏิทินที่ทำมาตลอดทุกปี บันทึกตัวตึงประจำบ้าน จากปีแรกที่ทำเล่นๆ ปีถัดมาเป็นของต้องทำ ปีนี้เป็นของที่อาม่ารอคอย เพราะอาม่าเก็บทุกเล่มตั้งแต่เล่มแรก ปีนี้ขอบฟ้าอายุ 10 ขวบแล้ว แต่ละเดือนที่เรียงลำดับเอาไว้ จะใช้รูปของเดือนเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว เพื่อให้รู้ว่าปีที่แล้วเราทำอะไร ไปไหนกันมาบ้าง ปีที่มีโคิวดก็จะมีภาพในบ้านเยอะหน่อย

การพิมพ์สีพิเศษในโรงพิมพ์

pockethifi's avatarthai letterpress printing

การ์ดแต่งงานที่ออกแบบและจัดพิมพ์ด้วยเทคนิคการพิมพ์แบบ letterpress จะใช้แม่พิมพ์โลหะร่วมกับหมึกพิมพ์ หมึกจะถูกทาลงบนแม่พิมพ์ แล้วนำกระดาษการ์ดไปทับเพื่อสัมผัสกับหมึก เราอยากได้สีอะไรบนการ์ด เราก็ใส่หมึกสีนั้นลงไป

เครื่องพิมพ์ระบบคอมพิวเตอร์ อย่างเครื่องพิมพ์อิงค์เจ๊ตที่เราพบเจอตามสำนักงานหรือบ้าน เป็นเครื่องพิมพ์ที่ใช้หมึกเหลวประกอบด้วยแม่สี แล้วคอมพิวเตอร์จะประมวลผลว่า หากเราต้องการสีแดงเข้ม คอมพิวเตอร์จะสั่งให้แม่สีปล่อยสีแต่ละสีในสัดส่วนที่ต่างกันเพื่อรวมกันเป็นสีที่ต้องการ วิธีนี้สะดวกได้สีคล้ายๆหน้าจอคอมฯ แต่ไม่เหมือน

การพิมพ์ letterpress แต่ละสีจะได้สีที่เหมือนกับตัวอย่างที่ใช้เป็นใบสั่งให้ช่างผสมสีขึ้นมา เราอยากได้สีอะไร เราก็หยิบสีที่ต้องการไปบอกช่างพิมพ์ว่าให้เอาแม่สี c m y k หรือสีกระป๋องใดๆที่มีอยู่ มาผสมสีกันเพื่อให้ได้สีตามที่ต้องการ คราวนี้ ใบสั่งใบแรก หรือสีตัวอย่างเราจะได้จากไหน วิธีที่สะดวกที่สุดคือ สมุดสี และในอุตสาหกรรมการพิมพ์มีสมุดสีของบริษัท Pantone เป็นสมุดสีที่นิยมใช้กันทั้งโลก

2021-03-27_08-17-57

Pantone ผลิตแค็ตตาล็อกสี แต่ไม่ได้ขายสี สมุดสีตัวอย่างของ Pantone ถูกใช้เป็นตัวอย่างสี ใช้เป็นตัวอ้างอิงในการสั่งงาน มันนิยมมากจนกระทั่งโปรแกรมออกแบบกราฟิคยังมีข้อมูลสีของ Pantone ให้เลือกใช้ ประวัติของการเกิดเป็น Pantone เท่าที่เคยอ่านผ่านตา ก็เกิดจากมีคนงานทำงานย้อมสีผ้า ผสมสีออกมาให้ลูกค้าเลือก แต่แทนที่จะเอากระป๋องสีไปให้ลูกค้าเลือก กลับเอาสีเหล่านั้นมาทาบนกระดาษ แล้วเอากระดาษที่มีสีหลายๆสีไปให้ลูกค้าเลือกแทน ผลการทำแบบนี้ทำให้สะดวกมากในการทำงาน และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีตัวอย่างสีที่ทาไปบนกระดาษมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็กลายเป็นสมุดสีนั่นเอง

20210327141331_IMG_0017

การสั่งงานพิมพ์สีให้ตรงกับใจ ก็คือต้องเลือกสีจากสมุดสีว่าสีใดคือสีที่ต้องการ แล้วบอกหมายเลขนั้นกับ
โรงพิมพ์ โรงพิมพ์ก็จะนำสมุดสีหรือค่าสีนั้นมาสั่งงาน แต่สิ่งสำคัญก็คือ ลูกค้า กับ โรงพิมพ์ ต้องมีสมุดสีเล่มเดียวกัน ดังนั้น หากลูกค้าไม่รู้จะเลือกสีอย่างไรเพราะไม่มีสมุดสี ก็ต้องไปที่โรงพิมพ์แล้วไปดูสมุดสีที่โรงพิมพ์ใช้ แล้วเลือกจากเล่มนั้นเลย ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้องที่สุดในการสื่อสารกับโรงพิมพ์ และวิธีอื่นนอกจากวิธีนี้คือวิธีที่ผิด

Pantone เริ่มแก้ปัญหาการเลือกสีให้กับผู้คนได้แล้ว แต่ก็พัฒนาไปอีกระดับด้วยการผลิตสมุดสีขายมันทั่วโลกเลย ลูกค้าที่อเมริกาจะเลือกสีที่ต้องการแล้วสั่งให้โรงพิมพ์ที่ประเทศไทยพิมพ์ให้ตรงใจ ก็แค่บอกค่าสีมาว่าเป็นสีหมายเลขอะไรบนสมุดสีเล่มไหน และให้ละเอียดที่สุดก็จะต้องบอกปีที่ผลิตของสมุดสีด้วย เช่น สี 1525U บนเล่ม solid coated ปี 2016 จริงๆเราจะใช้สมุดสียี่ห้อ “ไก่กา” ก็ได้ ถ้าอเมริกามีสมุดสียี่ห้อไก่กาขาย แต่มันไม่มี สมุดสีของ Pantone ที่มีขายทั่วโลกจึงเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุดที่จะใช้สื่อสารกับโรงพิมพ์ถึงเฉดสีที่ต้องการ

สมุดสีของ Pantone มีอายุการใช้งาน ทางบริษัทแนะนำว่าให้เปลี่ยนทุกปี เพราะกระดาษมีการซีด สีจะไม่เหมือนเดิม รวมถึงแต่ละปีจะมีสีค่าใหม่ๆเพิ่มเติมเข้าไป คงมีเจตนาดีเรื่องทางเลือกสีที่หลากหลายมากขึ้น แต่เจตนาแฝงที่ไม่ได้บอกไว้อาจจะต้องการขายของใหม่ไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่าง สมุดสีชนิด solid coated เล่มเก่าออกปี 2005 มีสีในเล่ม 1114 สี ปี 2015 มี 1867 สี แต่ปี 2019 มีสีในเล่มมากถึง 2161 สี ดังนั้น การเลือกสีจากเล่ม Pantone ต้องบอกปลายทางด้วยว่าคุณเลือกสีจากเล่มไหน ปีไหน

20210327141842_IMG_0024

วิธีการหาของถูกใช้ โรงพิมพ์ที่ทำงานมาหลายปี จะมีเล่ม Pantone เก่าๆอยู่ หากอยากได้ของเก่าราคามือสองก็ไปขอซื้อต่อได้ หาตามเว็บขายของมือสองก็ได้ ebay ก็มีเยอะ แม้จะใช้อ้างอิงเทียบกับเล่มปัจจุบันไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีใช้ เล่มเก่าปีเก่าที่มีค่าสี 1 พันสี ก็ทำงานได้เช่นกัน และเราสามารถใช้เล่มเก่าทำงานด้วยวิธีที่ถูกต้องได้ คือการเลือกสีจากสิ่งที่ตาเห็นบนกระดาษ ต่อให้เป็นกระดาษในเล่มเก่าก็ยังเป็นวิธีที่ถูกต้อง เมื่อเลือกสีได้แล้ว ก็ถือเล่มที่เลือกไปสั่งงานโรงพิมพ์นั่นเอง เพราะสีใหม่ โรงพิมพ์ก็ยังไม่มีหรอกครับ…

View original post 3 more words