นามบัตรเก่าที่เคยทำ

IMG_6800

ผมมีเครื่องพิมพ์ดีดเก่าอยู่ตัวหนึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษ และมีหมึก 2 สี เราสามารถกดเลือกสีหมึกที่จะพิมพ์ได้ ก็เลยนำมาพิมพ์เล่นเป็นนามบัตร เลือกชื่อเป็นสีดำ เลือกประโยคล่างเป็นสีแดง ส่วนกระดาษที่ใช้ทำก็เป็นกระดาษยี่ห้อ conqueror ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระดาษเนื้อดีมาจากประเทศอังกฤษ กระดาษตัวนี้มีลักณะเด่นเป็นลายผ้า เนื้อกระดาษมีความวาว สะท้อนแสงบางมุมแล้วดูเหมือนมุก พอได้กระดาษเนื้อสวยมาบวกกับการพิมพ์กดทีละตัวอักษรบนเครื่องพิมพ์ดีด ก็เลยได้นามบัตรออกมาดังภาพ

2023-04-16_11-33-12


รวมเล่มหนังสือจากบทความที่เขียนสะสม

810837

ผมเขียน content ในบล๊อกแห่งนี้มานานเกิน 10 ปีแล้ว และมีเนื้อหาเกี่ยวกับธุรกิจบางส่วนที่เขียนสรุปย่อเอาไว้ให้อ่านพอเข้าใจ เนื้อหาเกี่ยวกับการตลาดแบบบอกต่อ ซึ่งผมก็ใช้เนื้อหานี้ในการบอกเล่าให้กับเพื่อนนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งเป็นประจำ ซึ่งพอผ่านมาหลายปี เนื้อหาก็มีหลายสิบตอน ลองเอามารวมแล้วจัดหน้าบนหน้ากระดาษ A5 ได้เกือบ 200หน้า ก็เลยรวมเป็นเล่มไปเลยดีกว่า

ปก การตลาดแบบบอกต่อ_ปกหน้า การตลาดแบบบอกต่อ

ปก การตลาดแบบบอกต่อ_ปกหลัง การตลาดแบบบอกต่อ

เมื่อคิดจะรวมเล่มก็ต้องออกแบบปก เขียนคำนำ สารบัญ ก็ใช้เวลาประมาณ 5 วันในการรวมเนื้อหา เขียนคำนำเพิ่มเติมใช้ความสามารถในการทำ Table of content ของโปรแกรม Microsoft word ช่วยสร้างสารบัญให้ ส่วนออกแบบปกหน้าและปกหลังก็ใช้โปรแกรมจัดหน้า illustrator หยุดยาว 5 วันผ่านไปก็ได้หนังสือมา 1 เล่มที่พร้อมจะแจกจ่ายเป็น e-book ซึ่งตอนนี้กำลังคิดเรื่องหาทางจัดจำหน่ายในระบบของเว็บขายหนังสือด้วย ตั้งใจว่าจะทำเป็นทั้งเวอร์ชั่น E-book และเวอร์ชั่นกระดาษ

810852

การสร้างยอดขายด้วย Funnel

ยอดขายคือลมหายใจของธุรกิจ  ไม่ว่าเราจะอยู่ในยุคใดก็ตามเรายังคงต้องการยอดขายเสมอ  การค้าในยุคก่อนจะมีอินเทอเน็ตเราก็อยากได้ยอดขาย  ตอนมีอินเทอเน็ตแล้วเราก็ยังอยากได้ยอดขาย  ยุคโซเชียลเน็ตเวิร์คลูกค้านั่งอยู่กับบ้านก็ช็อปปิ้งได้เราก็ยังอยากได้ยอดขาย  การได้มาซึ่งยอดขายคือผลลัพธ์สุดท้ายที่ทุกธุรกิจต้องการ

ทุกธุรกิจต้องพยายามสร้างระบบการขายให้มีประสิทธิภาพ  การหาลูกค้าใหม่  การโฆษณา  และการทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อจะเป็นกระบวนการที่มีโครงสร้างที่คล้ายกันในเกือบทุกธุรกิจ  แต่จะเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อยไปตามสินค้าและบริการที่เราขาย  

เครื่องมือแสนคลาสิคก็คือ Marketing Funnel ซึ่งถ้าจะแปลเป็นไทยก็คือเส้นทางการขาย แปลซ้ำอีกทีก็คือ กระบวนการทางการตลาดเพื่อทำให้ลูกค้าซื้อสินค้า  แปลซ้ำอีกที…. พอแล้ว  เข้าเรื่องเลย

เมื่อเริ่มลงมือกับคำว่า สร้างยอดขาย หรือ ทำการตลาด  ทีมการตลาดจะรวมรวบข้อมูลความต้องการของบริษัท  และโดยมากจะพบว่า การตลาดไม่ว่าจะอ๊อฟไลน์แบบดั้งเดิม หรือ แบบออนไลน์ในเว็บรวมถึงในโซเชียลเน็ตเวิร์ค จะมีคำถามและคำตอบที่ต้องการจริงๆของเจ้าของบริษัทไม่ใช่คำว่า มีคนกดไลค์เท่าไหร่  มีคนติดตามกี่คน  เนื้อหาไหนเป็นที่ต้องการของตลาด ภาพไหนคนชอบ  ภาพไหนคนไม่ชอบ  แต่สิ่งที่อยากรู้จริงๆคือ ขายได้เท่าไหร่   ลงทุนไปห้าหมื่นทำยอดขายถึง 1 ล้านบาทไหม  นี่คือคำถามและคำตอบที่ต้องการที่แท้จริง

การที่เจ้าของสินค้าจะอยากได้ยอดขายคือธรรมชาติของธุรกิจ  การมองหายอดขายมันไม่ใช่ความผิดปกติ และทุกกิจกรรมก็ต้องนำไปสู่ยอดขายเสมอ  มันจึงเป็นหน้าที่โดยตรงที่ทีมการตลาดจะต้องทำให้เกิดยอดขายด้วยเครื่องมือต่างๆที่มี  ทีมงานจะต้องนั่งออกแบบว่าการได้มาซึ่งยอดขายของธุรกิจนั้นๆจะได้มาอย่างไร  แต่ละธุรกิจจะมีวิธีการไม่เหมือนกัน  บางธุรกิจสามารถปิดการขายบนออนไลน์ได้ 100%  แต่บางธุรกิจก็ต้องมาปิดการขายในแบบพบหน้าหรืออ๊อฟไลน์  

ธุรกิจที่ปิดการขายบนออนไลน์ได้ 100% ก็จะวัดผลได้ตรงไปตรงมา ลงเงินเท่าไหร่ ได้ยอดขายเท่าไหร่  แบบนี้ชัดเจน  แต่คำถามคือ แล้วธุรกิจที่ปิดการขายบนออนไลน์ไม่ได้  จะวัดผลกันอย่างไร  อย่างเช่นการขายบ้าน ขายคอนโด หรือแม้แต่ธุรกิจขายรถยนต์

ธุรกิจพร็อพเพอตี้อย่างโครงการบ้านหรือคอนโด จะปิดการขายบนออนไลน์ไม่ได้เลย เพราะไม่มีใครหยิบคอนโดใส่ตระกร้าแล้วจ่ายเงิน  ทีมการตลาดต้องไปวิเคราะห์ว่ากระบวนการซื้อคอนโดสักห้องหนึ่งจะมีเส้นทางอย่างไร หรือมี Sale Funnel อย่างไร  โดยธุรกิจคอนโดจะมีวิธีการปิดการขายคือ ลูกค้าต้องเดินมาที่โครงการ มาดูห้องตัวอย่างหรือห้องจริง  แวะมาจับ มาสัมผัส มาคุยรายละเอียด คุยเรื่องสินเชื่อ แล้วถึงจะจ่ายเงินจอง ดังนั้นยอดขายของคอนโดจะเกิดที่หน้าโครงการ หรือเกิดที่เซลอ๊อฟฟิศเสมอ

กระบวนการทางการตลาดก็ต้องไปคิดว่า ทำยังไงให้ลูกค้าเดินเข้าโครงการ  การตลาดต้องถอยมาดูว่าทำอย่างไรถึงจะพาคนมาได้  ต้องทำงานประสานกับเซลส์อย่างไร  การที่คนหนึ่งคนจะแวะมาพบกับเซลส์ จะมีที่มามีเส้นทางอย่างไร

IMG_8398

สมมุตมีคนอยากได้คอนโดห้องใหม่  เขาจะมีความสนใจหรือความต้องการอยู่แล้ว  คนกลุ่มนี้จะถูกเรียกความสนใจได้ทางเฟสบุ๊ค  ระบบโฆษณาจะนำเสนอข้อมูลไปสู่หน้าจอโทรศัพท์มือถือของเขา  ข้อมูลภาพและข้อความโฆษณาจะชักชวนให้ลงทะเบียน  หรือไม่ก็ชวนให้ส่งอินบ๊อกซ์  โครงการคอนโดส่วนมากจะใช้วิธีเรียกคนเข้ามาเพื่อรับส่วนลด เช่น ลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลด3แสนบาท   ระบบการยิงโฆษณาจะทำให้เขาได้เห็นข้อมูลของโครงการ  หากเขาคลิกหรือเกิดการทักแชตเมื่อใดก็ตามในทางการตลาดจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า lead  คนทัก1คนจะเรียกเป็น1 lead

เมื่อเกิด lead แล้ว ทาง admin ของเพจหรือของโครงการ จะต้องเป็นคนพูดคุยกับ lead นั้น  สอบถามให้รู้ว่า อยากได้ห้องอะไรแบบไหน  และเจ้าหน้าที่โครงการจะทำการขอข้อมูลเบอร์โทรศัพท์หรือไม่ก็ line   เมื่อ leadให้เบอร์หรือ line แล้ว ขั้นตอนนี้จะเรียกว่าได้ 1 contact 

หลังจากได้มา 1 contact ทางทีมการตลาดจะส่งรายชื่อนี้ให้ฝ่ายขายหรือเซลส์  เซลส์จะมีหน้าที่โทรหาเพื่อนัดหมายให้เข้ามายังโครงการ  เมื่อโทรคุยเพื่อนัดหมายแล้ว  จะนับเป็น 1 appointment 

หลังจากนัดได้แล้ว  เมื่อเขาเดินทางมาแสดงตัวที่โครงการก็จะเรียกว่าเป็น 1 visitor  

เมื่อ visitor มาที่โครงการแล้วสุดท้ายได้ตัดสินใจจอง ก็จะกลายเป็นขั้นตอนปิดการขาย หรือ  close sale

ขั้นตอนโดยรวมก็จะมี 5 ขั้นตอนดังนี้

1 lead 

2 contact 

3 appointment 

4 visite site 

5 close sale

กระบวนการทั้ง 5 ขั้นตอนนี้เรียกว่า Sale Pipeline ถ้าเราเก็บสถิติอย่างละเอียด เราจะรู้ conversion rate หรืออัตราการเปลี่ยนผ่านของแต่ละขั้นตอนเป็นกี่เปอร์เซ็น  เมื่อครบเวลาประมาณ 1 เดือนเราก็จะเห็นแนวโน้มหรือนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ หากปิดการขายได้น้อยเราจะเห็นได้ทันทีว่าจุดไหนบ้างทำให้ลูกค้าหลุดมือไป นั่นคือขั้นตอนที่ conversion rate ต่ำคือจุดที่มีปัญหา 

กรณีคนทักมาเยอะ  แต่มีการเก็บข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ได้น้อย  อาจจะเป็นเพราะกลุ่มเป้าหมายไม่ตรง ก็ต้องย้อนไปดูแล้วว่าเพราะอะไร  เช่นมีคนทักมา 500 แต่ให้เบอร์ 5 คน ซึ่งน้อยเกินไป ทีมการตลาดก็ต้องไปปรับเนื้อหา ปรับกลุ่มลูกค้า ยิงโพสท์ให้ตรงเป้าหมาย

ถ้าคนทักมาเยอะ 500 คน  และให้เบอร์มา 250 คน  อัตราส่วนนี้ปกติ  แต่พอโทรกลับไปแล้วลูกค้าไม่คุยต่อ จะหมายความว่ามีปัญหาบางอย่าง  อาจจะแปลว่า การตลาดต้องไปดูว่า เนื้อหาที่โพสท์ หรือ content สื่อสารชัดเจนไหม หรือดูว่ากลุ่มเป้าหมายแม่นยำไหม ต้องลองปรับเนื้อหา และลองปรับกลุ่มเป้าหมายให้แคบหรือเฉพาะทางมากขึ้น

ถ้าพูดคุยต่อได้เยอะ  แต่เดินทางมาถึงโครงการน้อย ส่วนหนึ่งอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องทำเล  แต่ส่วนมากจะเป็นเรื่องของการพูดคุยระหว่างเซลส์กับลูกค้า ต้องไปดูว่าน้องเซลส์คุยกับลูกค้าอย่างไร จีบกันอย่างไรทำไมลูกค้าไม่มา   หาเหตุผลให้ได้ว่าไม่มาเพราะอะไร  เช่น ลูกค้าติดงานหรือเปล่า  หรือลูกค้าให้โทรกลับไปนัดใหม่ใช่ไหม หรือ ถ้าติดงานให้นัดเสาร์อาทิตย์แทนวันธรรมดา

ต่อมา ถ้าลูกค้าเดินทางมาถึงโครงการแล้วแต่ปิดการขายไม่ได้ แสดงว่าเราต้องดู เรื่องราคาหรือของแถม โปรโมชั่นต่างๆอาจจะเร้าใจไม่พอ ต้องหาวิธีปรับ แถม หรือลด เพื่อทำให้ถูกใจจนนำไปสู่การซื้อ

เราต้องดูข้อมูลแต่ละขั้นตอนของ Sale Pipeline จะทำให้รู้ว่าลูกค้าหลุดในขั้นตอนไหน แล้วก็ตามไปแก้ให้ตรงจุด  หากเราไม่แยกขั้นตอนให้ชัดเจนเราก็จะไม่รู้ว่าต้องแก้ไขอย่างไร  ถ้าแก้มั่วๆไร้แนวทางก็จะกลายเป็นเกาไม่ถูกที่คัน อาจมีผลทำให้ยอดขายน้อยลงไปอีก

สมมุตว่าวิเคราะห์ออกมาแล้วเป็นปัญหาฝั่งการขาย  ทีมการตลาดจะรายงานผลให้เจ้าของโครงการรู้ว่า ขั้นตอนเซลส์เป็นปัญหา ให้เจ้าของโครงการแก้ไขด้วยการ ลงไปนั่งฟังว่าเซลส์คุยดีไหม  หงุดหงิดใส่ลูกค้าหรือเปล่า  เจ้าของต้องสอนให้เซลส์จีบลูกค้าให้ได้ 

การตรวจวัด การรายงานผล ควรจะทำตลอดทุกเดือน ควรมอนิเตอร์ทุกสัปดาห์  แล้วสรุปผลเป็นรายงานทีละ 2หรือ4สัปดาห์  เพื่อให้ค่อยๆปรับ  ถ้าทุกจุดได้รับการแก้ไข  ปัญหาจะหมดไป conversion rate ของแต่ละขั้นตอนจะสูงขึ้น สุดท้ายยอดขายก็จะเข้าเป้า

Sale Pipeline หรือ Funnel แบบนี้ใช้ได้กับธุรกิจเกือบทุกประเภท  บางธุรกิจจะมีจำนวนขั้นตอนน้อยกว่านี้  จะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามรายละเอียดของธุรกิจ  ทีมการตลาดต้องวิเคราะห์พฤติกรรมให้เป็น ออกแบบขั้นตอนใน Sale Pipeline ให้เรียบร้อยตั้งแต่เริ่มต้นก่อนจะทำกิจกรรมทางการตลาด และต้องทำก่อนจะลงเงินโฆษณา

ตัวอย่าง Sale Pipeline ของธุรกิจอาหารเสริมและเครื่องสำอางค์  จะมี 3 ขั้นตอน

1 lead  

เปลี่ยนคนไม่รู้จักให้มองเห็น ทำให้ทักให้ได้  ในชั้น contact อาจไม่ต้องทำ

2 follow up

คุยต่อ ส่งข้อมูลเพิ่มเติม

3 close

ปิดการขาย

ในขั้นตอนที่1 เวลายิงแคมเปญออกไป หากคนทักเข้ามาเยอะ พอให้ข้อมูลเสร็จแล้วไม่คุยต่อ แสดงว่าสื่อหรือ content อาจมีปัญหา  ต้องแก้ไขที่ content หรือไม่ก็แก้ไขกลุ่มเป้าหมายที่จะยิงโฆษณา

ในขั้นตอนที่ 2 การ follow ต้องไปแตกย่อยต่อ  ว่าจะ follow ด้วยอะไร  เช่นอาจจะ follow ด้วยรีวิว หรือไม่ก็ด้วย promotion  ซึ่งหากลูกค้าถามถึงโปรโมชั่นนั่นคือการต่อราคาในยุคอินเทอเน็ต แปลว่าให้เราเลือกลดราคา หรือ แถมของ ให้ลูกค้าเพื่อปิดการขายได้เลย แต่ส่วนมากควรจะเป็นการแถม หรือให้สิทธิ์พิเศษอื่นๆ 

การทำธุรกิจขายอะไรสักอย่างหนึ่ง สิ่งสำคัญที่จะต้องไม่ลืมก็คือหัวใจ 4 อย่างในการทำการตลาดคือ 

1 สินค้าดี

2 แบรนด์ดัง

3 การตลาดโดน

4 ทีมขายเด่น

ข้อ 1 มีความสำคัญมาก  เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจ  และยิ่งเรามีสินค้าที่ดีจะยิ่งทำงานขั้นตอนการขายง่าย ทีมขายจะมีความมั่นใจมาก พลังการขายจะออกมาจากตัวตนของเซลส์อย่างล้นเหลือ  และมันจะทำให้ลูกค้ารับรู้ถึงคุณภาพสินค้าได้อย่างง่ายดาย

ข้อ 2  แบรนด์ดังเป็นผลมาจากการใช้พลังของโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ทำให้แบรนด์อยู่ใกล้ตัวลูกค้า เหมือนเป็นเพื่อนในแวดวงของลูกค้า  ภาพลักษณ์ สื่อต่างๆที่ทำขึ้นแสดงในเพจ ในเว็บ ควรจะทำให้ดูเป็นเพื่อน มีความเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย  เพราะลูกค้าจะซื้อสินค้าด้วยความรู้สึกคุ้นเคย ซึ่งมันมักจะเริ่มจากความรู้สึกว่าแบรนด์เป็นเหมือนเพื่อนนั่นเอง

ข้อ 3 การตลาดโดน หมายถึง สื่อสารถูกกลุ่ม  ไม่ได้สื่อสารไปถึงทุกคน  เพราะสินค้า 1 ชนิดไม่ได้เหมาะกับทุกคน  สินค้าที่ดีจะเหมาะกับแค่บางคนเท่านั้น  ถ้าบอกว่าจะขายทุกคนระวังไม่ได้ขายเลย  เราเรียกว่าการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง

ข้อ 4 ทีมขายเด่น  ให้นึกถึงเวลาเรามีธุรกิจออฟไลน์วิธีขายแบบดั้งเดิม  ทีมขายคือเด็กหน้าร้าน เซลส์  เวลาจะให้เซลส์ขายของ  เราจะบอกเซลส์ว่า  เตรียมตัวไปพบลูกค้าให้ดี เตรียมพรีเซ้นเทชั่นหรือสไลด์ให้พร้อม  แต่งตัวดีๆ เสื้อผ้าหน้าผมต้องเป๊ะก่อนจะออกไปหาลูกค้า  กรณีนี้ทีมขายคือคน  ส่วนทีมขายบนออนไลน์คือ หน้าเว็บ ig Line ก็คือ frontend ของโซเชียลเน็ตเวิร์คนั่นเอง  เราต้องออกแบบเว็บ หรือเพจ ให้ดูสวยงาม  ดูดี  เราต้องแต่งหน้าทาปากฝั่งออนไลน์ให้เต็มที่  อย่างโพสเฟสบุ๊คก็ควรอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ  ถ้าไม่ได้อัพเดทนานให้ทำทันที  บางคนอัพเดทไว้3ปีที่แล้ว  ลองคิดดูว่าถ้าปล่อยให้ลูกค้าพบกับโพสท์อายุ 3 ปี ลูกค้าจะรู้สึกอย่างไร

Sale Funnel คือเครื่องมือสำหรับการตลาด ช่วยพัฒนาการขายให้เข้าเป้า  ทุกทีมในบริษัทควรใช้เวลาออกแบบทำความเข้าใจร่วมกันทั้งทีมการตลาด ทีมขาย และเจ้าของบริษัท  เมื่อพบว่าลูกค้าหลุดหายไปจากขั้นตอนใดเราก็จะสามารถเข้าไปแก้ไขให้ตรงจุด เพื่อทำให้ยอดขายเป็นไปตามเป้านั่นเอง

ข้อมูลโดย
James 062 394 9265

https://www.facebook.com/GoldfingerDigital

ดาวตกที่ผ่านไป –ขอบฟ้า–

dpp-IMG_6542

ดาวตกก็เหมือนกับความรู้สึกที่มีมาเรื่อยๆ  เหมือนกับดาวตกที่มาเรื่อย  แต่พอมาแล้วก็ผ่านไป  เหมือนความรู้สึกที่พอมีสุดท้ายก็หายไปอยูดี  ส่วนอุกาบาตที่ตกถึงพื้นก็เหมือนความรู้สึกที่ฝังใจเรา  แล้วก็การที่เชื่อมโยงกับดาวตก  เพราะว่าผมชอบเรื่องอวกาศ และแสดงถึงการเติบโตตรงที่เราเติบโตเมื่อมีประสบการณ์กับความรู้สึกต่างๆ

ขอบฟ้า เจริญบุรี

dpp-IMG_6543

สแกนฟิล์มขาวดำด้วยกล้องดิจิทัล

ในปัจจุบันการถ่ายภาพของเราจะเป็นการถ่ายด้วยกล้องดิจิทัลไปเกือบทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังคงมีบางคนที่ยังคงถ่ายภาพด้วยฟิล์ม ซึ่งการถ่ายภาพด้วยฟิล์มที่ยังคงนิยมอยู่ในกลุ่มช่างภาพก็จะมีระบบฟิล์มเน็กกาทีฟสี และฟิล์มขาวดำ โดยคนที่หลงใหลการถ่ายภาพด้วยฟิล์มอย่างมากก็มักจะใช้ฟิล์มขาวดำ เพราะเป็นระบบฟิล์มที่สามารถล้างฟิล์มเองได้ที่บ้านโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน นั่นทำให้ฟิล์มขาวดำยังมีคนนิยมใช้งานอยู่

20191211160947_IMG_0171
20191211160947_IMG_0171-01

ฟิล์มขาวดำเมื่อผ่านการล้างมาเรียบร้อยแล้ว เราจะยังคงไม่ได้เห็นภาพที่เราต้องการ จะต้องมีการอัดภาพลงบนกระดาษเสียก่อน หรือ หากเราไม่ต้องการอัดภาพเป็นกระดาษ เราก็ยังสามารถใช้วิธีสแกนฟิล์มให้เป็นไฟล์ดิจิทัลได้ การสแกนฟิล์มจำเป็นต้องมีสแกนเนอร์สำหรับสแกนฟิล์ม ซึ่งราคาก็สูงมาก แต่ปัจจุบันเรามีทางเลือกอื่นในการสแกนคือการถ่ายภาพฟิล์มด้วยกล้องดิจิทัล

การถ่ายภาพฟิล์มด้วยกล้องดิจิทัลจะทำให้เราได้ไฟล์ดิจิทัลไม่ต่างจากการสแกนฟิล์มเลย อาศัยเลนส์ที่ถ่ายภาพระยะใกล้ได้หรือเลนส์มาโคร ทำงานร่วมกับกล้องดิจิทัล เราก็จะได้ภาพถ่ายฟิล์มเน็กกาทีพออกมา แล้วหลังจากนั้นเราก็จะนำไฟล์ภาพไปประมวลผลต่ออีกครั้ง เพื่อกลับสีจากเน็กกาทีฟให้เป็นสีขาวดำปกติ

ความสนุกของการถ่ายภาพ

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มขาวดำเป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกได้ดีสุดๆในบรรดาความบันเทิงจากการถ่ายภาพ ช่างภาพจำนวนมากมีความสุขจากการได้กดชัตเตอร์ บางคนมีความสุขจากการได้จับกล้อง ผมเองก็มีความสุขจากการได้บันทึกภาพที่เป็นจังหวะหายาก แม้ว่าดิจิทัลจะทำหน้าที่ได้ดี แต่การมีฟิล์มบันทึกก็เป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบมากกว่า เพราะอะไรที่มันซับซ้อน ใช้ความสามารถ ใช้เวลา มันจะอยู่ในความรู้สึกไปได้นานกว่า

IMG_20191208_213222

ถ้าลองย้อนนึกดู เราจะเคยเห็นภาพถ่ายแต่งงานของพ่อแม่ เราจะเคยเห็นภาพสมัยเราเป็นเด็ก ในยุคนั้นจะเป็นการถ่ายภาพด้วยฟิล์มและอัดภาพออกมาเป็นกระดาษ ทุกวันนี้ภาพเหล่านั้นยังอยู่ มันยังคงอยู่ในลิ้นชักสักตัวในบ้าน และมันอาจจะวางไว้ใกล้ๆกับฟิล์มที่ใส่ไว้ในซองกระดาษ มันคงวางอยู่ข้างๆกัน

เราเดินผ่านมุมนั้นแล้วเราก็หยิบอัลบั้มภาพมาดูได้ นั่นคือความดีงามของการมีภาพบนกระดาษ ขณะที่กล้องดิจิทัลที่ให้ภาพแสนสมบูรณ์ แสงสวย สีสวย ปรับแต่งได้ตามใจ แต่เราแทบจะไม่อัดภาพเป็นกระดาษเลย ถ้าเราไม่มีคอมพิวเตอร์ ถ้าคอมพิวเตอร์เสีย หรือฮาร์ดดิสก์พัง เราก็ไม่สามารถดูภาพดิจิทัลเหล่านั้นได้อีกเลย

ผมมีภาพนี้เป็นฟิล์ม แม้จะไม่ได้อัดลงบนกระดาษ แต่ผมก็มีฟิล์ม คอมพิวเตอร์เสีย ฮาร์ดดิสก์เสีย อินเทอเน็ตล่ม ผมก็ยังมีฟิล์ม ผมใช้คอมพิวเตอร์ดูภาพก็จริง แต่ก็มีต้นฉบับเป็นฟิล์มเก็บไว้ วันที่ผมขยันและหัวใจพร้อม ผมก็แค่เข้าห้องอัดภาพขาวดำ อัดภาพแช่น้ำยาแล้วก็ได้กระดาษที่มีภาพออกมา หรือแม้แต่การสแกนภาพแล้วพิมพ์ออกมาบนเครื่องพิมพ์สักตัวก็ทำได้

IMG_20191211_162546

บางทีความสนุกของการถ่ายภาพก็คือขั้นตอนการผลิตภาพ ยิ่งมีขั้นตอนเยอะ เราก็ยิ่งได้อยู่ในเวลาแห่งความสุขนานเท่านั้น

รู้สึกโง่ที่ใช้ธนาคารกสิกร

เรื่องมีอยู่ว่า ผมมีแผนจะเดินทางไปต่างประเทศ และคิดว่าจะใช้บัตรเงินสดหรือบัตรอะไรสักอย่างที่เอาไว้ซื้อของที่ต่างประเทศ เพื่อนก็ให้คำแนะนำว่า ใช้บัตร k journey สิ และผมก็มีบัญชีของกสิกรอยู่แล้วก็เลยตั้งใจว่าจะไปสมัครใช้

IMG_20230311_150556

ไปที่สาขา กดบัตรคิว ระบบบอกว่ารอประมาณ 20 คิว เจ้าหน้าที่แถวนั้นก็บอกว่าจะต้องรอประมาณ 1 ชม. และผลก็คือ กว่าจะถึงคิวผมก็ประมาณ 1 ชม. กับอีก 20 นาที เมื่อได้คิว ก็บอกเจ้าหน้าที่ว่าจะทำบัตร k journey เจ้าหน้าที่ถามถึงสมุดบัญชี ผมไม่มี เพราะไม่ได้ติดตัวไป แถมยังไม่รู้ด้วยว่าวางไว้ที่ไหน เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ถ้าไม่มีสมุดบัญชีจะทำไม่ได้ ผมรอคิวตั้งนาน แต่ไม่รู้ว่าทำไม่ได้ เลยต้องกลับมือเปล่า เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำว่า ให้ทำ online ก็ได้นะ ทำผ่าน app kplus ทำที่เค้าเตอร์ได้บัตรกลับไปเลย แต่ทำผ่าน app จะประมาณ 5-7 วัน ผมจะเดินทางในอีก 8 วัน ผมก็เลยไม่อยากทำผ่าน app เพราะกลัวได้บัตรไม่ทัน มันเฉียดเกินไป

เดินออกจากแบงค์มือเปล่า ลองกดเข้าไปดูใน app ก็พบว่า การทำบัตรใน app ทำได้ไม่ยาก และที่สำคัญ ไม่ต้องใช้สมุดบัญชีด้วย ผมก็อุทานร้องเชี่ยอยู่ในใจ แล้วที่สาขาทำไมต้องขอสมุดบัญชี ในเมื่อใน app ไม่ต้องใช้ก็ได้ อยากด่าธนาคาร อยากด่าเจ้าหน้าที่ อยากด่าคนออกนโยบาย สุดท้ายด่าตัวเอง การเสียเวลาไปสาขาครั้งนี้เสียความรู้สึกมาก เสียเวลาด้วย

ผลิตภัณฑ์ของคุณมีประโยชน์ มันเป็นของที่น่าใช้ แต่การอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าอยู่ในระดับที่แย่ และคุณไม่ได้ทำฟรีนะ เก็บเงินด้วย ดังนั้นควรปรับปรุงนะ kbank ผมรู้สึกว่าการเรียกหาสมุดเงินฝาก ทั้งที่ตัวผม พร้อมบัตรประชาชนอยู่หน้าเค้าเตอร์แล้วเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก ถ้าผมแจ้งหาย ถ้าผมแจ้งเปิดบัญชีใหม่ ทุกอย่างทำได้เลย แต่ทำบัตร K journey ไม่ได้ สักวัน ผมจะหายไปจากระบบของ kbank

ออกแบบนามบัตรใช้เอง อีกแบบ

การเป็นเจ้าของโรงพิมพ์จะต้องทำงานสิ่งพิมพ์ให้ลูกค้าจำนวนมาก งานพิมพ์ที่ทำบ่อยก็คืองานนามบัตร โรงพิมพ์ในยุคปัจจุบันสามารถพิมพ์นามบัตรได้รวดเร็ว เพราะมีเครื่องพิมพ์ระบบดิจิทัลที่สั่งการด้วยคอมพิวเตอร์ เพียงแค่ส่งไฟล์อาร์ตเวิร์คที่พร้อมพิมพ์เข้าสู่เครื่องพิมพ์ ตั้งค่าเล็กน้อยว่าจะพิมพ์ด้วยกระดาษอะไร แล้วก็สั่งพิมพ์ออกมาได้เลย

IMG_6485

หากเป็นเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัล งานนามบัตรตัวหนังสือคมชัด สีสวย จะต้องพิมพ์ด้วยระบบการพิมพ์อ๊อพเซ็ท ค่าแม่พิมพ์ ค่าแรงการพิมพ์ เมื่อรวมกันแล้วต้นทุนการพิมพ์งานออกมาจะอยู่ที่ระดับหลายพันบาท นี่เป็นปัญหาของลูกค้าที่จะใช้นามบัตรจำนวนน้อย การมีเครื่องพิมพ์ดิจิทัลทำให้เราสามารถพิมพ์งานคุณภาพแบบเดียวกับการพิมพ์อ๊อพเซ็ทแต่พิมพ์แค่พอใช้งานหรือเท่าที่ต้องการ ราคาต่อใบก็ไม่แพงมาก นามบัตร 100 ใบ เราไม่ต้องจ่ายเงินระดับหลักพันบาทอีกแล้ว ทำให้การพิมพ์นามบัตรในยุคปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่ราคาไม่แพงและได้งานเร็วมาก

IMG_6481

เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วก็นำมาวางเพื่อถ่ายรูปกันหน่อย นามบัตรออกแบบใหม่ครั้งนี้ทำโลโก้ใหม่ และจัดวางไว้ 2 รูปแบบเนื่องจากยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใช้แบบไหน ก็เลยพิมพ์ทั้ง 2 แบบเลย การถ่ายภาพสิ่งพิมพ์ก็เน้นถ่ายให้เห็นข้อมูลในสิ่งพิมพ์ แบ็คกราวน์ต่างๆในภาพก็เลือกเท่าที่หาได้ และทั้งหมดก็จบงานในรถยนต์ เพราะเลือกใช้เบาะรถยนต์เป็นพื้นหลัง

IMG_6482

รีวิว วิทยุ RETEKESS v115

เครื่องรับวิทยุยังคงมีขายอยู่ในยุคอินเทอเน็ต 5g และดูเหมือนจะเป็นเครื่องรับวิทยุที่คุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ อาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีการผลิตชิพที่ไปไกลมากเมื่อเทียบกับความทรงจำในวัยเด็กที่เครื่องรับวิทยุจะทำงานในระบบอนาลอก

IMG_1708

วิทยุ fm ใน พ.ศ. 2566 ยังคงกระจายเสียงในระบบอนาลอก ไม่ได้ถูกยกเลิกหรือถูกปรับปรุง แต่เครื่องรับพัฒนาไปสู่การเลือกความถี่ด้วยระบบดิจิทัล ทำให้มีความแม่นยำ ประกอบกับวงจรอิเล็คทรอนิกส์ที่ทันสมัย ทำให้เสียงที่ได้มีความชัดเจนและน่าฟัง เพียงเปิดเครื่อง ยืดเสารับสัญญาณ แล้วก็เลือกคลื่นที่จะฟัง เมื่อมันรับชัด เสียงต่างๆก็ได้ยินชัดเจนดี ฟังเพลงได้เพราะมาก แม้จะตัวเล็ก ดอกลำโพงก็เล็ก แต่ก็เป็นแนวเสียงที่ดีกว่าวิทยุกระเป๋าหิ้วตัวใหญ่รุ่นเก่าๆที่เคยมีหลายตัวในบ้าน

IMG_1714

นอกจากรับคลื่น fm แล้ว วิทยุเครื่องนี้ยังใส่แผ่น micro-sd ได้ด้วย มันสามารถเปิดฟังเพลงจากไฟล์ mp3 ได้ ฟังเพลงจากไฟล์ wav ได้ แต่ผมยังไมไ่ด้ลองกับไฟล์ flac นอกจากเล่นไฟล์เพลงแล้ว มันยังมีปุ่มให้กดบันทึกเสียงได้ด้วย และเมื่อลองบันทึกเสียงก็พบว่าทำได้ง่ายดาย ใช้เป็นเครื่องบันทึกเสียงติดตัวไปได้ทุกที่เลยหากใครยังจำเป็นต้องใช้งาน ในแง่ของการเปิดเพลงจากไฟล์ มันก็มีความสามารถไม่ต่างจากโทรศัพท์มือถือ แต่เสียงออกจากลำโพงดีกว่าเสียงจากมือถือมาก เสียงดีกว่าจนเราอยากใช้มัน

แบตเตอรี่ที่ใช้เป็นแบตแบบบางซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือโนเกียหลายๆรุ่นในอดีต ชื่อรุ่นของแบตเตอรี่คือ BL-5c ความจุที่ข้างกล่องเขียนไว้ประมาณ 1000ma ไฟเลี้ยงเข้าตัวเครื่องเป็นพอร์ต micro-usb ทั้งสายชาร์จและแบตเตอรี่มีแถมมาในกล่อง แต่ไม่มีอแด๊ปเตอร์ usb power ไม่มีหูฟัง ไม่มีสายสัญญาณช่วยรับคลื่น fm

คุณภาพเสียงที่ฟังผ่านวิทยุเครื่องนี้เป็นเสียงที่น่าฟัง คลื่นวิทยุในยุคนี้หลงเหลือแต่สถานีที่ตั้งใจทำ พวกวิทยุชุมชนคงจะล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว เพราะว่าเท่าที่ลองฟังวิทยุในช่วงนี้ ไม่เจอคลื่นวิทยุชุมชนเลย วิทยุยังคงมีเสน่ห์สำหรับบางคน ยังคงมีประโยชน์ใช้ในการสื่อสารได้เมื่อจำเป็น มันสามารถฟังรายการต่างๆโดยไม่ต้องใช้อินเทอเน็ต ในช่วงเวลาที่มีภัยพิบัติเราก็อาจจำเป็นต้องใช้วิทยุเพื่อรับฟังข่าวสาร เป็นเครื่องเล่นเครื่องใช้ที่คุ้มค่ามากๆ

หากสนใจก็ลองซื้อที่นี่ครับ
วิทยุ RETEKESS v115

https://s.lazada.co.th/s.QVH07?cc

https://shope.ee/fxoH84zOE?share_channel_code=6

การถ่ายภาพให้สวยทำอย่างไร

ในปัจจุบันที่ใครก็สามารถมีกล้องถ่ายภาพได้ โทรศัพท์ใหม่ๆทุกเครื่องก็มีกล้องถ่ายภาพติดมาด้วย สมาร์ทโฟนที่ใช้สื่อสารกับอินเทอเน็ตก็มีกล้องคุณภาพดีมาให้แล้ว กล้องถ่ายภาพโดยเฉพาะสำหรับมือสมัครเล่น และมืออาชีพก็มีราคาเริ่มต้นไม่แพง ยิ่งหากหาของมือสองมาใช้ก็ยิ่งราคาต่ำ ยุคนี้เครื่องมือคือสิ่งที่นักถ่ายภาพแทบจะไม่ต้องไปสนใจเรื่องสเป็คและคุณภาพอุปกรณ์อีกแล้ว

การถ่ายภาพให้สวยก็จะกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้น แต่มันก็มีหลักการนิดเดียวที่สามารถนำไปหัดใช้ได้ ผมขอให้แนวคิดเอาไว้ ถ้าเห็นด้วยก็ทดลองฝึกฝนดู “การถ่ายภาพให้สวยเกิดจากการที่เราผ่านการถ่ายแบบไม่สวยไปแล้ว” ให้ลองดูตัวอย่างภาพต่อไปนี้

IMG_6418
ภาพนี้คือต้นตำลึกที่ขึ้นมาเกาะต้นไม้ใหญ่ ใบอ่อนสีเขียวโดนแสงแดดส่อง ช่างภาพมองเห็นก็พอรู้ด้วยประสบการณ์ว่ามุมที่สวยน่าจะถ่ายย้อนแสง แสงแดดที่กระทบใบตำลึงจะทำให้ใบเรืองแสง ฉากหลังที่ไม่โดนแสงจะสีเข้ม ทำให้ใบไม้ยิ่งเด่นขึ้นไปอีก ภาพนี้ถือว่าเป็นภาพสวยสำหรับผมแล้ว ดังนั้น ก่อนจะมาเป็นภาพนี้ จะให้ดูว่าผ่านภาพแบบไหนมาบ้าง

เริ่มจากเดินออกมาที่หน้าบ้านแล้วก็พบว่า ต้นไม้ใหญ่มีใบไม้เกาะอยู่ และมีแดดส่องพอดี และคิดจบในหัวแล้วว่าเราจะต้องถ่ายภาพใบตำลึงในมุมมองที่สวยแปกตา เลยหยิบกล้องถ่ายภาพ เริ่มจากเราเห็นภาพนี้

IMG_6419

หลังจากนั้นเราก็เดินดูรอบๆสิ่งที่น่าสนใจ ผมรู้แล้วว่าผมอยากได้ภาพใบตำลึง ก็เลยเดินดูรอบๆ ไปดูหน้าหน้าก็เห็นภาพนี้

IMG_6408

กล้องในมือก็คือ eos m ติดเลนส์ kit ที่แถมมาพร้อมกับกล้อง เป็นเลนส์ซูม 18-55มม. เป็นกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ที่ราคาต่ำที่สุด และเลนส์ก็เป็นเลนส์ที่มีแต่คนถอดขายทิ้ง อัพเกรดไปเป็นตัวอื่น แต่ผมชอบเลนส์ตัวนี้เพราะมันคุณภาพพอใช้ได้ และราคาถูก ใช้แบบไม่ต้องระวัง ฟิลเตอร์คุณภาพสูงบางชิ้นยังแพงกว่าเลนส์ตัวนี้ นั่นหมายความว่าผมใช้เลนส์ตัวนี้ไม่ต้องใส่ฟิลเตอร์ที่หน้าเลนส์ก็ได้ เราจะได้คุณภาพที่สูงที่สุดจากเลนส์เพียวๆไม่ใส่ฟิลเตอร์ เพราะมีความเชื่อว่า best filter is no filter มองภาพด้วยตาเปล่าสวยกว่ามองผ่านแว่นตา ถ้าคุณไม่สายตาสั้นหรือยาวผิดปกติ

ลองถ่ายภาพใกล้เข้าไปอีกหน่อย ตัดสิ่งที่ไม่น่าสนใจในภาพด้วยการเลือกถ่ายเฉพาะต้นไม้และใบไม้ ขวดน้ำไม่ได้หยิบออกเพราะว่าสุดท้ายจะเข้าใกล้กว่านี้ เลยไม่จำเป็นต้องหยิบตอนนี้

IMG_6409

แล้วก็ขยับกล้อง พร้อมกับซูมภาพเข้าไปอีกให้เหลือแต่ต้นไม้กับใบไม้ ซึ่งก็ให้ลักษณะภาพที่ดูดีขึ้น ซึ่งภาพใบไม้เกาะต้นไม้ใหญ่แค่ภาพนี้ก็พอจะใช้นำไปเขียนบทความเกี่ยวกับใบตำลึงได้แล้ว

IMG_6410

ลองซูมเลนส์ให้ได้ภาพใหญ่ขึ้น เข้าใกล้มากขึ้นก็จะได้ภาพที่ใบตำลึงเด่นขึ้น แต่การเข้าใกล้มาก ก็จะมีผลตามมาด้วยคือระยะชัดของใบไม้ครอบคลุมไม่ครบทั้งใบ บางส่วนของใบไม่ชัด และรวมถึงมือก็อาจจะสั่นด้วยทำให้ภาพไม่คมชัด

IMG_6411

ผ่านสามภาพนี้ไปเราก็ได้ภาพที่ดูน่าสนใจขึ้นแล้ว แต่จากการที่ดูภาพมานาน และเคยถ่ายภาพต้นไม้ใบไม้มาแล้วเลยลองไปถ่ายจากด้านหลังบ้าง เพราะการถ่ายภาพย้อนแสงก็สามารถให้ภาพที่ดีได้

IMG_6413

ลองถอยออกมาอีกนิด ปรับภาพให้มีใบเรียงตัวกันแนวตั้ง ลองถ่ายมุมที่ห่างออกมาหน่อยก็พบว่าให้ภาพที่สวยขึ้น

IMG_6412

จากนั้นก็ลองเปลี่ยนไปถ่ายภาพแนวนอนบ้าง เพราะอยากจะเก็บเฉพาะใบเดียวเด่นๆไปเลย กล้องอยู่ในมือ เวลาเหลือเฟือ ก็ลองเปลี่ยนลักษณะภาพไปเรื่อยๆ และก็พบว่าภาพมุมนี้ถูกใจตัวเราที่สุด

IMG_6415

จริงๆจะหยุดแค่นี้ก็ได้ ภาพที่พอใจเราถ่ายด้วยรูรับแสง f5.6 ซึ่งเป็นระยะรูรับแสงกว้างสุดของเลนส์ที่ช่วงซูมสูงสุดของเลนส์คือ 55มม. การใช้รูรับแสงกว้างจะทำให้ระยะชัดน้อย อาจจะดีกับบางภาพ แต่ถ้าลองใช้รูรับแสงแคบลงไปหน่อยเพื่อให้ระยะชัดมากขึ้น จะได้ผลที่แตกต่างไปอีกเล็กน้อย กล้องอยู่ในมือ เวลาเหลือเฟือ ก็ลองได้เลย

IMG_6418

ภาพสุดท้ายนี้คือมุมภาพเหมือนเดิมแต่ปรับรูรับแสงให้มากขึ้นเป็น f11 ซึ่งจะทำให้มีระยะชัดมากขึ้น ฉากหลังจะไม่เบลอเท่ารูรับแสงกว้าง เราได้รายละเอียดในส่วนของใบและต้นไม้ใหญ่มากขึ้น ส่วนของลำต้นที่มีรายละเอียดปรากฏให้เห็นทำให้ภาพดูสวยกว่าเดิม ความเบลอที่ทำให้ภาพสวย กับการลดความเบลอแล้วภาพสวย เป็นสิ่งที่ต้องทดลองทำ เห็นภาพถึงจะรู้คำตอบ ดังนั้น กล้องอยู่ในมือ เวลาเหลือเฟือ ก็ทดลองไป

การถ่ายภาพให้สวยเป็นเรื่องของการค้นหา ทดลอง ประสบการณ์คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราได้ภาพสวย และภาพที่สวยจะตามมาหลังจากที่เราถ่ายภาพไม่สวยไปครบแล้ว ดังนั้น การหัดถ่ายภาพต้องถ่ายให้เยอะ ผ่านภาพไม่สวยมาให้ครบทุกแบบเราถึงจะถ่ายภาพได้สวยตามที่คาดหวัง เมื่อเจอสิ่งที่อยากถ่าย ให้ลองมองรอบๆ เดินดู มองหา ทดลองถ่าย เปลี่ยนระยะภาพ เปลี่ยนตำแหน่งที่ยืน กล้องอยู่ในมือ เวลาเหลือเฟือ ทดลองไปเรื่อยๆ จะผ่านไปร้อยรูปก็ไม่ผิด ถ้ารูปสวยจะมาเป็นรูปที่ร้อยหนึ่ง ก็แค่ถ่ายให้ผ่านร้อยภาพที่แตกต่างกัน เรียนรู้ทุกภาพที่ถ่าย เดี๋ยวก็ถึงภาพที่สวยเอง