การตลาดแบบบอกต่อต้องมี Visibility

การที่ใครคนหนึ่งตัดสินใจเลือกใช้บริการสักอย่างจะเกิดจากการที่เขาไม่ลืมเรา เช่น เดี๋ยวจะไปกินอาหารมื้อเย็น  ถ้าให้ลองบอกชื่อร้านอาหารที่อยากไปกันมาคนละ2 ร้าน เราก็คงนึกชื่อที่เราคุ้นเคย บางคนบอกชื่อของร้านอาหารญี่ปุ่น  บางคนบอกชื่อของร้านสุกี้  ทั้งๆที่ตลอดชีวิตของเรา  เราแวะกินร้านอาหารมากันคนละหลายสิบร้าน บางคนกินมาแล้วเกือบทุกร้านในห้าง  แต่ตอนที่เรานึกเร็วๆ ก็จะนึกออกได้แค่ไม่กี่ร้าน นั่นเป็นเพราะว่าเราลืมร้านอื่น  ไม่ใช่ร้านอื่นไม่อร่อย  แต่เราแค่ลืม

pexels-andrea-piacquadio-3764496

ในทำนองเดียวกัน  การบอกต่อหรือการแนะนำงานที่นักธุรกิจบางคนจะเรียกว่าการให้ Referral ก็เป็นการกระทำที่อยู่บนความไม่ลืม หรือ ความจำได้  การรับรู้ว่ามีใครสักคนทำงานนี้ได้  ทำให้เกิดการตัดสินใจบอกต่อ  การทำให้ผู้คนไม่ลืมบริษัทของเรา  ก็คือการทำให้เกิด visibility  มันคือการทำให้ผู้คนรับรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้  ให้บริการอยู่ตรงนี้  การมีตัวตนในใจลูกค้า หรือในใจผู้บอกต่อจะทำให้การบอกต่อเกิดขึ้น  และนำไปสู่การได้ธุรกิจหรือได้ยอดขาย

ตัวตนของเราในกลุ่ม networking หรือในกลุ่มเพื่อน  เพื่อนไม่ว่าจะกลุ่มไหนก็ลืมเหมือนกันถ้าไม่ได้เจอกับเราเป็นเวลานาน  ตั้งแต่เรียนจบจนมีครอบครัวถ้าไม่เคยเจอกันเลยรับรองว่าลืม และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครทำอาชีพอะไร   สมมุตถ้าเราจะซื้อประกันชีวิต  เรานึกออกไหมว่ามีใครในกลุ่มเพื่อนที่เคยเรียนที่เดียวกันจะมีอาชีพขายประกันบ้าง  แน่นอนว่าคงมีหลายคนจากหลายร้อยคนที่เรารู้จัก  แต่เราก็จะนึกถึงเพียงบางคน  นั่นก็เป็นเพราะบังเอิญเรานึกออกแค่เขา  หรือแม้แต่จะซ่อมแซมต่อเติมบ้าน  เราก็ไม่รู้จะเรียกใคร ทั้งที่เพื่อนในชีวิตที่เคยเรียนที่เดียวกับเราอาจจะมีบางคนทำงานสร้างและต่อเติมบ้านอยู่แล้ว  แต่เราก็ลืมเขา บางทีก็เป็นเพราะเราไม่รู้ข่าวของเพื่อนครบทุกคน  เลยไม่รู้ว่าใครทำอาชีพอะไร

การเพิ่ม visibility คือการทำบางสิ่งเพื่อทำให้เพื่อนไม่ลืมเรา  ทำเพื่อให้คู่ค้าหรือพันธมิตรธุรกิจไม่ลืมเรา  ทำเพื่อให้ลูกค้าไม่ลืมเรา  เพื่อนในกลุ่ม networking ไม่ลืมเรา นี่จึงเป็นเหตุผลที่กลุ่มธุรกิจบางกลุ่มถึงนัดพบกันทุกสัปดาห์และในการประชุมก็จะมาพูดว่าเราคือใคร ทำอาชีพอะไร ชอบลูกค้าแบบไหน และมองหาอะไร อย่างสม่ำเสมอ ทำซ้ำๆตลอดปี  มันเป็นการเพิ่มการรับรู้ที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะพูดซ้ำตลอดปี  

หากเราเห็นว่าการมีตัวตน หรือการถูกจำได้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการขยายธุรกิจ สิ่งต่อไปนี้คือสิ่งที่จะช่วยเพิ่ม visibility ให้กับเรา ต่อเพื่อนทุกกลุ่ม  ทุกสังคม  ที่เราอยู่ด้วย  เราลองอ่านไปทีละข้อแล้วเลือกทำบางข้อที่เราสะดวกจะทำ  ยิ่งทำมากยิ่งดี  ทำบางข้อก็ดีกว่าไม่ทำ ลองไปดูกัน

pexels-christina-morillo-1181406

1 เข้าร่วมกิจกรรมการประชุมหรือ ร่วมงาน networking ต่างๆที่เราสามารถเข้าได้  ทั้งการประชุมในอาชีพแบบเดียวกัน  หรือ งานแสดงสินค้า  งานโชว์ หรือการประชุมศิษย์เก่า และไม่ลืมที่จะติดนามบัตรของเราไปด้วย  เพราะเราไปร่วมงานในโหมดการแสดงตัวตน  ไปปรากฏตัวให้ผู้คนรับรู้ถึงตัวเรา

2 เข้าร่วมกับสภาอุตสาหกรรม สมาคมวิชาชีพเดียวกับคุณ  ไปร่วมประชุม สัมมนา หรือลงเวิร์คช็อป เพื่อไปหาเพื่อนใหม่ ทำความรู้จักกับคนในแวดวงเดียวกัน เพื่อขยายคอนเน็คชั่น  คนกลุ่มนี้จะเข้าใจอาชีพของเราได้ง่าย  บางทีเราอาจจะได้ซัพพลายเออร์  หรือ ได้เพื่อนร่วมอาชีพที่ช่วยเป็นแบ็คอัพให้ธุรกิจเราได้  อย่าเพิ่งคิดว่าเขาอาชีพเดียวกับเราแล้วจะแย่งลูกค้ากัน  ส่วนมากที่พบจะเป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาให้เราเสียมากกว่า คือ มีข้อดีมากกว่าข้อเสียในการรู้จักคนอาชีพเดียวกันหรืออาชีพใกล้เคียงกัน

pexels-eva-bronzini-6956316

3 สร้างตัวตนในฝั่งออนไลน์หรือบนอินเทอเน็ต  เริ่มด้วยการมีเว็บไซต์จะเป็นแบบส่วนตัวหรือของบริษัทก็ได้  มีโซเชียลเน็ตเวิร์คประจำตัว  การมีโพรไฟล์ในอินเทอเน็ตจะทำให้มีคนเห็นเราเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยเท่า  และเราควรต้องอัพเดทข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ โพสท์เนื้อหาที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ หรือเล่าเรื่องของตัวเราอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับความเชี่ยวชาญของเรา  พยายามเขียน story หรือเรื่องเล่า ยาวบ้าง สั้นบ้าง แล้วส่งเข้าโซเชียลเน็ตเวิร์คทุกตัวที่เราใช้งาน

4 สร้างแบรนด์ประจำตัวเราให้ชัดเจน  สื่อสารเรื่องราวที่มีคุณค่า นำเสนอความสามารถในทางบวกของเราออกสู่โลก  แสดงให้เห็นว่าเรามีความเชี่ยวชาญเรื่องอะไร  เล่าเรื่องวิธีการแก้ปัญหาให้ลูกค้าโดยอาศัยความชำนาญของเรา  วางตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญและทำตัวให้น่าเชื่อถือ ทุกอาชีพมีเรื่องเล่ามีความน่ารู้ที่คนอาชีพอื่นไม่รู้แน่นอน  หรือแม้แต่การโพสท์โชว์ว่าเราไปทำงานอะไรในแต่ละวันก็เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างการรับรู้ได้ดีมาก  บางคนแค่โพสท์ว่าไปส่งของให้โครงการก่อสร้าง ส่งของทุกวันก็โพสท์ทุกวัน คนที่เห็นก็จะจำได้ว่า คนโพสท์อาชีพอะไร ถึงวันที่จะใช้ของเดี๋ยวเขาก็จะถามกลับมาเอง

5 มองหาโอกาสที่จะช่วยเหลือผู้อื่น  แบ่งปันข้อมูลหรือทรัพยากรของเราที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ให้คำแนะนำหรือข้อมูลในเชิงลึก  อธิบายความรู้ทางเทคนิคถ้ามีโอกาส  การให้ความช่วยเหลือผู้อื่นในรูปแบบต่างๆจะเพิ่มการรับรู้ให้คนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ  และไม่ลืมที่จะบันทึกเป็นเรื่องเล่าว่าเราช่วยเหลือคนอื่นอย่างไร   ทั้งหมดจะช่วยทำให้การมีตัวตนภายในเแวดวงหรือกลุ่มเพื่อนหรือกลุ่มนักธุรกิจของคุณเด่นชัดมากยิ่งขึ้น

6 หาโอกาสขึ้นพูดในบนเวที พูดในงานสัมมนา หรือแม้แต่การพูดในห้องประชุม  การพูดจะทำให้คนรู้จักคุณดีขึ้น  การแบ่งปันความรู้บนเวทีจะทำให้ผู้คนรับรู้ในความเชี่ยวชาญ  สร้างความน่าเชื่อถือได้สูงมาก ยิ่งอธิบายความรู้เชิงลึกในอาชีพของคุณได้ยิ่งทำให้ผู้คนให้ความเชื่อถือมากยิ่งขึ้น อย่ากลัวที่จะแสดงออก  แม้ว่าครั้งแรกๆจะทำได้ไม่ดี ไม่มั่นใจ  แต่ให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า การได้รับเกียรติให้พูดบนเวทีในเรื่องราวอาชีพของเรา  นั่นเป็นเพราะเรามีความสามารถมากพอ เชี่ยวชาญในอาชีพของเรามากพอ  จนสามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้  และยิ่งทำซ้ำ พูดซ้ำ จะยิ่งพูดได้ดีขึ้น จนในที่สุดจะไม่มีคำว่า ตื่นเวทีอีกเลย

pexels-andrea-piacquadio-3831888

7 ลองทำงานร่วมกับผู้อื่น  สร้างทีมทำโปรเจ็คใหม่ร่วมกัน  รวมศักยภาพของเรากับของเพื่อนเพื่อสร้างงานใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ถ่ายเทลูกค้าซึ่งกันและกัน  วิธีนี้จะได้รับการมองเห็นเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วเพราะเราจะได้ไปปรากฏตัวในแวดวงของเพื่อน  ขณะที่เพื่อนก็จะได้มาแสดงตัวในแวดวงของเรา ในภาษาทางธุรกิจบางองค์กรจะเรียกว่าการสร้างเพาเวอร์ทีมหรือ Powerteam

8 ติดตามเพื่อนใหม่เพื่อความต่อเนื่อง  หลังจากกิจกรรมเครือข่ายหรือการประชุม เราจะได้พบคนใหม่ รู้จักเพื่อนใหม่ ให้ติดตามผลกับทุกคนที่คุณเคยพบ  อาจจะทำโดยการส่งข้อความหรืออีเมลไปทักทาย  ถ้าคุณเป็นเจ้าภาพและเพื่อนใหม่มาเป็นแขกก็ให้ส่งคำขอบคุณในวันถัดมาหลังจากได้พบ  จะดีมากถ้าเราเพิ่มคนใหม่เป็นเพื่อนในโซเชียลเน็ตเวิร์คด้วย  จะทำให้เขารับรู้ถึงตัวตนของเรามากยิ่งขึ้น และถ้าเป็นไปได้ให้วางแผนนัดพบกันในครั้งถัดไปทันทีภายในเวลาไม่เกิน 2เดือน ถ้าเพื่อนใหม่เป็นคนที่น่าจะมีโอกาสส่งต่อธุรกิจซึ่งกันและกัน

9 เข้าร่วมการพบปะหรือร่วมประชุมด้วยความรู้สึกที่คึกคัก กระตือรือร้น  มีสมาธิในการ ฟัง ถาม ตอบ  มีส่วนร่วมในการประชุมอย่างเต็มที่  อยู่กับปัจจุบัน ใช้เวลาในห้องประชุมอย่างคุ้มค่า  ไม่ฟังอย่างขอไปที  เพราะทุกสิ่งที่กล่าวมาจะช่วยเพิ่มการมองเห็นและความน่าเชื่อถือของคุณ

10 ใช้ประโยชน์จากการรีวิวของลูกค้า เราอาจจะขอให้ลูกค้าเขียนบทความสั้นๆเพื่อชื่นชมการบริการของเราหากลูกค้ารู้สึกพอใจ  และนำรีวิวเหล่านี้ไปแสดงบนเว็บไซต์หรือโพสท์ในโซเชียลเน็ทเวิร์คของเรา  การชื่นชมคุณภาพการทำงาน  เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากในการสื่อสารแบบปากต่อปาก  และจะทำให้การรับรู้ของเราต่อคนอื่นเป็นไปในทิศทางที่เพิ่มขึ้นและเป็นบวก  และสุดท้ายจะพาโอกาสที่ดีเข้ามาหาเราได้แน่นอน

โปรดจำไว้ว่าการสร้างการรับรู้ในภาคธุรกิจต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างเข้มข้น  และต้องมีความสม่ำเสมอเป็นพื้นฐานสำคัญ   ให้พยายามมีสมาธิกับการพัฒนาการรับรู้หรือ Visibility อย่างจริงจังเพื่อขยายธุรกิจของเรา

มือเปิดเก๊ะเก็บของหัก สวิฟท์ 2012

ซูซูกิสวิฟท์รุ่นปี 2012 เป็นรถอีโคคาร์ที่ใช้งานมายาวนานนับสิบปี วันนี้เกิดอาการลิ้นชักเปิดไม่ได้ เอามือง้างแต่ลิ้นชักไม่เปิด เหมือนตัวล๊อคมันยังคงล๊อคอยู่ ก็เลยสืบจากอินเทอเน็ตได้ความว่า ตัวล๊อคมีชิ้นส่วนหัก ทำให้ไม่ทำงาน ต้องแก้ไขด้วยการเปลี่ยนตัวล๊อคใหม่

1684389651189

การจะเปลี่ยนตัวใหม่ต้องเปิดลิ้นชักออกมาเพื่อถอดตัวล๊อคออก แต่มันล๊อคอยู่แล้วจะเปิดลิ้นชักยังไง เลยต้องไปดูใน youtube ว่ามีคนพบอาการนี้ไหม ผลก็คือ มีคลิปสอนเปิดลิ้นชักที่ตัวล๊อคเสียอยู่หลายคลิป ทุกคลิปมีสาเหตุเดียวกันคือตัวล๊อคหัก การเปิดลิ้นชักเลยต้องใช้วิธี เอาเหล็กตัว L แหย่เข้าไปด้านข้างมือเปิด ซึ่งมันจะมีช่องให้แหย่ได้ แล้วก็ยื่นเหล็กเข้าไปกดตัวล๊อคด้านใน จึงจะเปิดลิ้นชักได้ อ่านแต่ข้อความตรงนี้ก็จะไม่เข้าใจ ต้องตามไปดูในคลิปถึงจะพอรู้วิธีทำ

1684375399811_0



หลังจากเปิดลิ้นชักได้ ถอดตัวล๊อคออกมาแล้ว ก็หาซื้ออะไหล่ชิ้นนี้ ตัวอะไหล่รหัส 73430-58m00-5pk ชื่อในระบบของซูซูกิคือ มือเปิดเก๊ะเก็บของ ในเว็บอย่าง Lazada และ Shopee มีหลายร้านที่ขาย แต่ราคาก็แพง 500+ ทั้งนั้นเลย ส่วนของศูนย์ราคา 425 บาทยังไม่รวม vat ถ้ารวม vat แล้ว ก็ยังราคา 454.75 บาท ซึ่งยังคงถูกกว่าของที่ร้านอื่นๆแทบทุกร้าน นับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากที่ศูนย์ขายถูกที่สุด ผมก็เลยสั่งที่ศูนย์แต่ต้องรอของ 2 วัน เมื่อของมาก็ไปรับที่ศูนย์

การเปลี่ยนตัวล๊อคใช้ไขควงสี่แฉกตัวเดียว แกะง่าย ใส่ง่าย ทำเองที่บ้านได้เลย
ใครไม่สะดวกซื้อที่ศูนย์ สั่งในเว็บได้ที่นี่ https://shope.ee/A9mgZ07lgo

1684399556055

พาลูกเตะบอล

ขอบฟ้าเป็นเด็กชอบเล่นกีฬา ตั้งแต่มีโควิดแล้วต้องเรียนหนังสืออยู่บ้าน กิจกรรมกีฬาที่ชอบอย่างการเตะฟุตบอลก็มีอันต้องยกเลิกไป การฝึกฟุตบอลตามอะคาเดมี่ก็เป็นสิ่งที่ถูกยกเลิกไปด้วย ทำให้ช่วงสองปีตั้งแต่มีโควิดเป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้เล่นกีฬาหนักๆเลย มีเพียงการออกกำลังกายเล็กๆน้อยๆในบ้านเท่านั้น

ช่วงกลางปี คศ 2022 สถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ผู้คนมีวัคซีนกันถ้วนหน้า เด็กก็มีวัคซีนแล้วทำให้ได้เตะบอลกันอีกครั้ง ขอบฟ้าเลิกเรียนอะคาเดมี่ไปพักใหญ่ๆ ก็ต้องหาที่ลงฝึก เลยมีโอกาศไปขอฝึกกับทีมแถวพุทธมณฑลสายสี่ ด้วยความที่โรงเรียนของขอบฟ้าไม่ได้มีทีมฟุตบอล ขอบฟ้าก็เลยต้องไปหาที่ฝึกตามอะคาเดมี่ต่างๆ ขอบฟ้าเป็นนักเตะเร่ร่อนอยู่เกือบปี ขอเตะ ขอเล่นกับเขาไปหลายแห่ง จนมาอยู่กับทีมของโค้ชคนปัจจุบันอยู่พักใหญ่ๆ และโค้ชก็นัดอุ่นเครื่อง ซึ่งก็พบว่าเป็นทีมเก่าที่ขอบฟ้าเคยฝึกอยู่หลายปี

ขอบฟ้าเสื้อสีส้มเบอร์ 47 วันนี้เล่นฟุตบอลด้วยความสนุกอีกครั้ง เห็นวิธีวิ่ง วิธีเลี้ยงบอลแล้วก็น่าชื่นชม มีพัฒนาการที่ดี

ไฮไลท์

เวอร์ชั่นยาว 30นาที

ไฟเบรคซูซูกิสวิฟท์ดับ เปลี่ยนเองไม่ยาก

IMG_3418

บันทึกไว้เผื่อต้องใช้  ไฟเบรคซูซูกิสวิฟท์ดับ เปลี่ยนเองไม่ยาก

เมื่อพบว่าไฟเบรคไม่ทำงานจึงต้องเปลี่ยนหลอดไฟ  โดย ไฟเบรค + ไฟหรี่ในซูซูกิสวิฟท์ 2012  จะใช้หลอดเดียวร่วมกันสองหน้าที่  หลอดไฟชนิด T20 แบบเขี้ยว  1 หลอด จะมี 2 ไส้  โดยจะมี ไส้สว่างมาก กับ สว่างน้อย   ขั้วที่ท้ายหลอดจะมี 2 ตุ่ม เพื่อส่งไฟเลี้ยงเข้าไป2ไส้ 

ไส้ที่สว่างน้อยทำงานเป็นไฟหรี่

ไส้ที่สว่างมากทำงานเป็นไฟเบรค

1682320035796
1682320035756

ถ้าใส่มั่ว ก็มีโอกาส 50% ใส่แล้วได้ไฟหรี่สว่างมาก ไฟเบรคสว่างน้อย  จะทำให้คนขับรถตามหลังเกิดการเข้าใจผิดได้  และอาจจะเกิดอันตราย  จึงควรใส่ให้ถูกขั้ว หากใส่ผิด ก็ต้องถอดแล้วหมุนหลอดครึ่งรอบแล้วใส่ใหม่

เมื่อใส่หลอดแล้วควรจะทดลองเปิดไฟหรี่ และเหยียบเบรคดู  ต้องเช็คให้แน่ใจว่าไฟเบรคจะสว่างกว่าไฟหรี่  

1682320035422

สั่งซื้อไฟเบรค+ไฟถอย หลอด T20 ขั้วเขี้ยว 2ไส้ ได้ที่นี่ https://shope.ee/5KhQnPv8oT

เครื่องมือแกะโคมไฟท้ายรถจะใช้ประแจบล๊อกเบอร์ 10  หรือ 10mm ฝรั่งจะเรียก socket wrench

ซื้อประแจเบอร์10 ได้ที่นี่ https://shope.ee/6fCoPY9mw0

จริงๆแล้วหลอด T20 มีอีก 1 รูปแบบ คือแบบ 1 ไส้ ท้ายหลอดจะมี 1 ตุ่ม ซึ่งหลอดไส้เดี่ยวแบบนี้ก็ถูกใช้งานในรถซูซูกิสวิฟท์เช่นกัน  และรถยี่ห้ออื่นๆก็มีใช้ด้วย  ลองย้อนไปอ่านการเปลี่ยนหลอดไฟในโพสท์เก่านี้ได้

นามบัตรเก่าที่เคยทำ

IMG_6800

ผมมีเครื่องพิมพ์ดีดเก่าอยู่ตัวหนึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษ และมีหมึก 2 สี เราสามารถกดเลือกสีหมึกที่จะพิมพ์ได้ ก็เลยนำมาพิมพ์เล่นเป็นนามบัตร เลือกชื่อเป็นสีดำ เลือกประโยคล่างเป็นสีแดง ส่วนกระดาษที่ใช้ทำก็เป็นกระดาษยี่ห้อ conqueror ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระดาษเนื้อดีมาจากประเทศอังกฤษ กระดาษตัวนี้มีลักณะเด่นเป็นลายผ้า เนื้อกระดาษมีความวาว สะท้อนแสงบางมุมแล้วดูเหมือนมุก พอได้กระดาษเนื้อสวยมาบวกกับการพิมพ์กดทีละตัวอักษรบนเครื่องพิมพ์ดีด ก็เลยได้นามบัตรออกมาดังภาพ

2023-04-16_11-33-12


รวมเล่มหนังสือจากบทความที่เขียนสะสม

810837

ผมเขียน content ในบล๊อกแห่งนี้มานานเกิน 10 ปีแล้ว และมีเนื้อหาเกี่ยวกับธุรกิจบางส่วนที่เขียนสรุปย่อเอาไว้ให้อ่านพอเข้าใจ เนื้อหาเกี่ยวกับการตลาดแบบบอกต่อ ซึ่งผมก็ใช้เนื้อหานี้ในการบอกเล่าให้กับเพื่อนนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งเป็นประจำ ซึ่งพอผ่านมาหลายปี เนื้อหาก็มีหลายสิบตอน ลองเอามารวมแล้วจัดหน้าบนหน้ากระดาษ A5 ได้เกือบ 200หน้า ก็เลยรวมเป็นเล่มไปเลยดีกว่า

ปก การตลาดแบบบอกต่อ_ปกหน้า การตลาดแบบบอกต่อ

ปก การตลาดแบบบอกต่อ_ปกหลัง การตลาดแบบบอกต่อ

เมื่อคิดจะรวมเล่มก็ต้องออกแบบปก เขียนคำนำ สารบัญ ก็ใช้เวลาประมาณ 5 วันในการรวมเนื้อหา เขียนคำนำเพิ่มเติมใช้ความสามารถในการทำ Table of content ของโปรแกรม Microsoft word ช่วยสร้างสารบัญให้ ส่วนออกแบบปกหน้าและปกหลังก็ใช้โปรแกรมจัดหน้า illustrator หยุดยาว 5 วันผ่านไปก็ได้หนังสือมา 1 เล่มที่พร้อมจะแจกจ่ายเป็น e-book ซึ่งตอนนี้กำลังคิดเรื่องหาทางจัดจำหน่ายในระบบของเว็บขายหนังสือด้วย ตั้งใจว่าจะทำเป็นทั้งเวอร์ชั่น E-book และเวอร์ชั่นกระดาษ

810852

การสร้างยอดขายด้วย Funnel

ยอดขายคือลมหายใจของธุรกิจ  ไม่ว่าเราจะอยู่ในยุคใดก็ตามเรายังคงต้องการยอดขายเสมอ  การค้าในยุคก่อนจะมีอินเทอเน็ตเราก็อยากได้ยอดขาย  ตอนมีอินเทอเน็ตแล้วเราก็ยังอยากได้ยอดขาย  ยุคโซเชียลเน็ตเวิร์คลูกค้านั่งอยู่กับบ้านก็ช็อปปิ้งได้เราก็ยังอยากได้ยอดขาย  การได้มาซึ่งยอดขายคือผลลัพธ์สุดท้ายที่ทุกธุรกิจต้องการ

ทุกธุรกิจต้องพยายามสร้างระบบการขายให้มีประสิทธิภาพ  การหาลูกค้าใหม่  การโฆษณา  และการทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อจะเป็นกระบวนการที่มีโครงสร้างที่คล้ายกันในเกือบทุกธุรกิจ  แต่จะเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อยไปตามสินค้าและบริการที่เราขาย  

เครื่องมือแสนคลาสิคก็คือ Marketing Funnel ซึ่งถ้าจะแปลเป็นไทยก็คือเส้นทางการขาย แปลซ้ำอีกทีก็คือ กระบวนการทางการตลาดเพื่อทำให้ลูกค้าซื้อสินค้า  แปลซ้ำอีกที…. พอแล้ว  เข้าเรื่องเลย

เมื่อเริ่มลงมือกับคำว่า สร้างยอดขาย หรือ ทำการตลาด  ทีมการตลาดจะรวมรวบข้อมูลความต้องการของบริษัท  และโดยมากจะพบว่า การตลาดไม่ว่าจะอ๊อฟไลน์แบบดั้งเดิม หรือ แบบออนไลน์ในเว็บรวมถึงในโซเชียลเน็ตเวิร์ค จะมีคำถามและคำตอบที่ต้องการจริงๆของเจ้าของบริษัทไม่ใช่คำว่า มีคนกดไลค์เท่าไหร่  มีคนติดตามกี่คน  เนื้อหาไหนเป็นที่ต้องการของตลาด ภาพไหนคนชอบ  ภาพไหนคนไม่ชอบ  แต่สิ่งที่อยากรู้จริงๆคือ ขายได้เท่าไหร่   ลงทุนไปห้าหมื่นทำยอดขายถึง 1 ล้านบาทไหม  นี่คือคำถามและคำตอบที่ต้องการที่แท้จริง

การที่เจ้าของสินค้าจะอยากได้ยอดขายคือธรรมชาติของธุรกิจ  การมองหายอดขายมันไม่ใช่ความผิดปกติ และทุกกิจกรรมก็ต้องนำไปสู่ยอดขายเสมอ  มันจึงเป็นหน้าที่โดยตรงที่ทีมการตลาดจะต้องทำให้เกิดยอดขายด้วยเครื่องมือต่างๆที่มี  ทีมงานจะต้องนั่งออกแบบว่าการได้มาซึ่งยอดขายของธุรกิจนั้นๆจะได้มาอย่างไร  แต่ละธุรกิจจะมีวิธีการไม่เหมือนกัน  บางธุรกิจสามารถปิดการขายบนออนไลน์ได้ 100%  แต่บางธุรกิจก็ต้องมาปิดการขายในแบบพบหน้าหรืออ๊อฟไลน์  

ธุรกิจที่ปิดการขายบนออนไลน์ได้ 100% ก็จะวัดผลได้ตรงไปตรงมา ลงเงินเท่าไหร่ ได้ยอดขายเท่าไหร่  แบบนี้ชัดเจน  แต่คำถามคือ แล้วธุรกิจที่ปิดการขายบนออนไลน์ไม่ได้  จะวัดผลกันอย่างไร  อย่างเช่นการขายบ้าน ขายคอนโด หรือแม้แต่ธุรกิจขายรถยนต์

ธุรกิจพร็อพเพอตี้อย่างโครงการบ้านหรือคอนโด จะปิดการขายบนออนไลน์ไม่ได้เลย เพราะไม่มีใครหยิบคอนโดใส่ตระกร้าแล้วจ่ายเงิน  ทีมการตลาดต้องไปวิเคราะห์ว่ากระบวนการซื้อคอนโดสักห้องหนึ่งจะมีเส้นทางอย่างไร หรือมี Sale Funnel อย่างไร  โดยธุรกิจคอนโดจะมีวิธีการปิดการขายคือ ลูกค้าต้องเดินมาที่โครงการ มาดูห้องตัวอย่างหรือห้องจริง  แวะมาจับ มาสัมผัส มาคุยรายละเอียด คุยเรื่องสินเชื่อ แล้วถึงจะจ่ายเงินจอง ดังนั้นยอดขายของคอนโดจะเกิดที่หน้าโครงการ หรือเกิดที่เซลอ๊อฟฟิศเสมอ

กระบวนการทางการตลาดก็ต้องไปคิดว่า ทำยังไงให้ลูกค้าเดินเข้าโครงการ  การตลาดต้องถอยมาดูว่าทำอย่างไรถึงจะพาคนมาได้  ต้องทำงานประสานกับเซลส์อย่างไร  การที่คนหนึ่งคนจะแวะมาพบกับเซลส์ จะมีที่มามีเส้นทางอย่างไร

IMG_8398

สมมุตมีคนอยากได้คอนโดห้องใหม่  เขาจะมีความสนใจหรือความต้องการอยู่แล้ว  คนกลุ่มนี้จะถูกเรียกความสนใจได้ทางเฟสบุ๊ค  ระบบโฆษณาจะนำเสนอข้อมูลไปสู่หน้าจอโทรศัพท์มือถือของเขา  ข้อมูลภาพและข้อความโฆษณาจะชักชวนให้ลงทะเบียน  หรือไม่ก็ชวนให้ส่งอินบ๊อกซ์  โครงการคอนโดส่วนมากจะใช้วิธีเรียกคนเข้ามาเพื่อรับส่วนลด เช่น ลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลด3แสนบาท   ระบบการยิงโฆษณาจะทำให้เขาได้เห็นข้อมูลของโครงการ  หากเขาคลิกหรือเกิดการทักแชตเมื่อใดก็ตามในทางการตลาดจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า lead  คนทัก1คนจะเรียกเป็น1 lead

เมื่อเกิด lead แล้ว ทาง admin ของเพจหรือของโครงการ จะต้องเป็นคนพูดคุยกับ lead นั้น  สอบถามให้รู้ว่า อยากได้ห้องอะไรแบบไหน  และเจ้าหน้าที่โครงการจะทำการขอข้อมูลเบอร์โทรศัพท์หรือไม่ก็ line   เมื่อ leadให้เบอร์หรือ line แล้ว ขั้นตอนนี้จะเรียกว่าได้ 1 contact 

หลังจากได้มา 1 contact ทางทีมการตลาดจะส่งรายชื่อนี้ให้ฝ่ายขายหรือเซลส์  เซลส์จะมีหน้าที่โทรหาเพื่อนัดหมายให้เข้ามายังโครงการ  เมื่อโทรคุยเพื่อนัดหมายแล้ว  จะนับเป็น 1 appointment 

หลังจากนัดได้แล้ว  เมื่อเขาเดินทางมาแสดงตัวที่โครงการก็จะเรียกว่าเป็น 1 visitor  

เมื่อ visitor มาที่โครงการแล้วสุดท้ายได้ตัดสินใจจอง ก็จะกลายเป็นขั้นตอนปิดการขาย หรือ  close sale

ขั้นตอนโดยรวมก็จะมี 5 ขั้นตอนดังนี้

1 lead 

2 contact 

3 appointment 

4 visite site 

5 close sale

กระบวนการทั้ง 5 ขั้นตอนนี้เรียกว่า Sale Pipeline ถ้าเราเก็บสถิติอย่างละเอียด เราจะรู้ conversion rate หรืออัตราการเปลี่ยนผ่านของแต่ละขั้นตอนเป็นกี่เปอร์เซ็น  เมื่อครบเวลาประมาณ 1 เดือนเราก็จะเห็นแนวโน้มหรือนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ หากปิดการขายได้น้อยเราจะเห็นได้ทันทีว่าจุดไหนบ้างทำให้ลูกค้าหลุดมือไป นั่นคือขั้นตอนที่ conversion rate ต่ำคือจุดที่มีปัญหา 

กรณีคนทักมาเยอะ  แต่มีการเก็บข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ได้น้อย  อาจจะเป็นเพราะกลุ่มเป้าหมายไม่ตรง ก็ต้องย้อนไปดูแล้วว่าเพราะอะไร  เช่นมีคนทักมา 500 แต่ให้เบอร์ 5 คน ซึ่งน้อยเกินไป ทีมการตลาดก็ต้องไปปรับเนื้อหา ปรับกลุ่มลูกค้า ยิงโพสท์ให้ตรงเป้าหมาย

ถ้าคนทักมาเยอะ 500 คน  และให้เบอร์มา 250 คน  อัตราส่วนนี้ปกติ  แต่พอโทรกลับไปแล้วลูกค้าไม่คุยต่อ จะหมายความว่ามีปัญหาบางอย่าง  อาจจะแปลว่า การตลาดต้องไปดูว่า เนื้อหาที่โพสท์ หรือ content สื่อสารชัดเจนไหม หรือดูว่ากลุ่มเป้าหมายแม่นยำไหม ต้องลองปรับเนื้อหา และลองปรับกลุ่มเป้าหมายให้แคบหรือเฉพาะทางมากขึ้น

ถ้าพูดคุยต่อได้เยอะ  แต่เดินทางมาถึงโครงการน้อย ส่วนหนึ่งอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องทำเล  แต่ส่วนมากจะเป็นเรื่องของการพูดคุยระหว่างเซลส์กับลูกค้า ต้องไปดูว่าน้องเซลส์คุยกับลูกค้าอย่างไร จีบกันอย่างไรทำไมลูกค้าไม่มา   หาเหตุผลให้ได้ว่าไม่มาเพราะอะไร  เช่น ลูกค้าติดงานหรือเปล่า  หรือลูกค้าให้โทรกลับไปนัดใหม่ใช่ไหม หรือ ถ้าติดงานให้นัดเสาร์อาทิตย์แทนวันธรรมดา

ต่อมา ถ้าลูกค้าเดินทางมาถึงโครงการแล้วแต่ปิดการขายไม่ได้ แสดงว่าเราต้องดู เรื่องราคาหรือของแถม โปรโมชั่นต่างๆอาจจะเร้าใจไม่พอ ต้องหาวิธีปรับ แถม หรือลด เพื่อทำให้ถูกใจจนนำไปสู่การซื้อ

เราต้องดูข้อมูลแต่ละขั้นตอนของ Sale Pipeline จะทำให้รู้ว่าลูกค้าหลุดในขั้นตอนไหน แล้วก็ตามไปแก้ให้ตรงจุด  หากเราไม่แยกขั้นตอนให้ชัดเจนเราก็จะไม่รู้ว่าต้องแก้ไขอย่างไร  ถ้าแก้มั่วๆไร้แนวทางก็จะกลายเป็นเกาไม่ถูกที่คัน อาจมีผลทำให้ยอดขายน้อยลงไปอีก

สมมุตว่าวิเคราะห์ออกมาแล้วเป็นปัญหาฝั่งการขาย  ทีมการตลาดจะรายงานผลให้เจ้าของโครงการรู้ว่า ขั้นตอนเซลส์เป็นปัญหา ให้เจ้าของโครงการแก้ไขด้วยการ ลงไปนั่งฟังว่าเซลส์คุยดีไหม  หงุดหงิดใส่ลูกค้าหรือเปล่า  เจ้าของต้องสอนให้เซลส์จีบลูกค้าให้ได้ 

การตรวจวัด การรายงานผล ควรจะทำตลอดทุกเดือน ควรมอนิเตอร์ทุกสัปดาห์  แล้วสรุปผลเป็นรายงานทีละ 2หรือ4สัปดาห์  เพื่อให้ค่อยๆปรับ  ถ้าทุกจุดได้รับการแก้ไข  ปัญหาจะหมดไป conversion rate ของแต่ละขั้นตอนจะสูงขึ้น สุดท้ายยอดขายก็จะเข้าเป้า

Sale Pipeline หรือ Funnel แบบนี้ใช้ได้กับธุรกิจเกือบทุกประเภท  บางธุรกิจจะมีจำนวนขั้นตอนน้อยกว่านี้  จะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามรายละเอียดของธุรกิจ  ทีมการตลาดต้องวิเคราะห์พฤติกรรมให้เป็น ออกแบบขั้นตอนใน Sale Pipeline ให้เรียบร้อยตั้งแต่เริ่มต้นก่อนจะทำกิจกรรมทางการตลาด และต้องทำก่อนจะลงเงินโฆษณา

ตัวอย่าง Sale Pipeline ของธุรกิจอาหารเสริมและเครื่องสำอางค์  จะมี 3 ขั้นตอน

1 lead  

เปลี่ยนคนไม่รู้จักให้มองเห็น ทำให้ทักให้ได้  ในชั้น contact อาจไม่ต้องทำ

2 follow up

คุยต่อ ส่งข้อมูลเพิ่มเติม

3 close

ปิดการขาย

ในขั้นตอนที่1 เวลายิงแคมเปญออกไป หากคนทักเข้ามาเยอะ พอให้ข้อมูลเสร็จแล้วไม่คุยต่อ แสดงว่าสื่อหรือ content อาจมีปัญหา  ต้องแก้ไขที่ content หรือไม่ก็แก้ไขกลุ่มเป้าหมายที่จะยิงโฆษณา

ในขั้นตอนที่ 2 การ follow ต้องไปแตกย่อยต่อ  ว่าจะ follow ด้วยอะไร  เช่นอาจจะ follow ด้วยรีวิว หรือไม่ก็ด้วย promotion  ซึ่งหากลูกค้าถามถึงโปรโมชั่นนั่นคือการต่อราคาในยุคอินเทอเน็ต แปลว่าให้เราเลือกลดราคา หรือ แถมของ ให้ลูกค้าเพื่อปิดการขายได้เลย แต่ส่วนมากควรจะเป็นการแถม หรือให้สิทธิ์พิเศษอื่นๆ 

การทำธุรกิจขายอะไรสักอย่างหนึ่ง สิ่งสำคัญที่จะต้องไม่ลืมก็คือหัวใจ 4 อย่างในการทำการตลาดคือ 

1 สินค้าดี

2 แบรนด์ดัง

3 การตลาดโดน

4 ทีมขายเด่น

ข้อ 1 มีความสำคัญมาก  เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจ  และยิ่งเรามีสินค้าที่ดีจะยิ่งทำงานขั้นตอนการขายง่าย ทีมขายจะมีความมั่นใจมาก พลังการขายจะออกมาจากตัวตนของเซลส์อย่างล้นเหลือ  และมันจะทำให้ลูกค้ารับรู้ถึงคุณภาพสินค้าได้อย่างง่ายดาย

ข้อ 2  แบรนด์ดังเป็นผลมาจากการใช้พลังของโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ทำให้แบรนด์อยู่ใกล้ตัวลูกค้า เหมือนเป็นเพื่อนในแวดวงของลูกค้า  ภาพลักษณ์ สื่อต่างๆที่ทำขึ้นแสดงในเพจ ในเว็บ ควรจะทำให้ดูเป็นเพื่อน มีความเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย  เพราะลูกค้าจะซื้อสินค้าด้วยความรู้สึกคุ้นเคย ซึ่งมันมักจะเริ่มจากความรู้สึกว่าแบรนด์เป็นเหมือนเพื่อนนั่นเอง

ข้อ 3 การตลาดโดน หมายถึง สื่อสารถูกกลุ่ม  ไม่ได้สื่อสารไปถึงทุกคน  เพราะสินค้า 1 ชนิดไม่ได้เหมาะกับทุกคน  สินค้าที่ดีจะเหมาะกับแค่บางคนเท่านั้น  ถ้าบอกว่าจะขายทุกคนระวังไม่ได้ขายเลย  เราเรียกว่าการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง

ข้อ 4 ทีมขายเด่น  ให้นึกถึงเวลาเรามีธุรกิจออฟไลน์วิธีขายแบบดั้งเดิม  ทีมขายคือเด็กหน้าร้าน เซลส์  เวลาจะให้เซลส์ขายของ  เราจะบอกเซลส์ว่า  เตรียมตัวไปพบลูกค้าให้ดี เตรียมพรีเซ้นเทชั่นหรือสไลด์ให้พร้อม  แต่งตัวดีๆ เสื้อผ้าหน้าผมต้องเป๊ะก่อนจะออกไปหาลูกค้า  กรณีนี้ทีมขายคือคน  ส่วนทีมขายบนออนไลน์คือ หน้าเว็บ ig Line ก็คือ frontend ของโซเชียลเน็ตเวิร์คนั่นเอง  เราต้องออกแบบเว็บ หรือเพจ ให้ดูสวยงาม  ดูดี  เราต้องแต่งหน้าทาปากฝั่งออนไลน์ให้เต็มที่  อย่างโพสเฟสบุ๊คก็ควรอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ  ถ้าไม่ได้อัพเดทนานให้ทำทันที  บางคนอัพเดทไว้3ปีที่แล้ว  ลองคิดดูว่าถ้าปล่อยให้ลูกค้าพบกับโพสท์อายุ 3 ปี ลูกค้าจะรู้สึกอย่างไร

Sale Funnel คือเครื่องมือสำหรับการตลาด ช่วยพัฒนาการขายให้เข้าเป้า  ทุกทีมในบริษัทควรใช้เวลาออกแบบทำความเข้าใจร่วมกันทั้งทีมการตลาด ทีมขาย และเจ้าของบริษัท  เมื่อพบว่าลูกค้าหลุดหายไปจากขั้นตอนใดเราก็จะสามารถเข้าไปแก้ไขให้ตรงจุด เพื่อทำให้ยอดขายเป็นไปตามเป้านั่นเอง

ข้อมูลโดย
James 062 394 9265

https://www.facebook.com/GoldfingerDigital

ดาวตกที่ผ่านไป –ขอบฟ้า–

dpp-IMG_6542

ดาวตกก็เหมือนกับความรู้สึกที่มีมาเรื่อยๆ  เหมือนกับดาวตกที่มาเรื่อย  แต่พอมาแล้วก็ผ่านไป  เหมือนความรู้สึกที่พอมีสุดท้ายก็หายไปอยูดี  ส่วนอุกาบาตที่ตกถึงพื้นก็เหมือนความรู้สึกที่ฝังใจเรา  แล้วก็การที่เชื่อมโยงกับดาวตก  เพราะว่าผมชอบเรื่องอวกาศ และแสดงถึงการเติบโตตรงที่เราเติบโตเมื่อมีประสบการณ์กับความรู้สึกต่างๆ

ขอบฟ้า เจริญบุรี

dpp-IMG_6543

สแกนฟิล์มขาวดำด้วยกล้องดิจิทัล

ในปัจจุบันการถ่ายภาพของเราจะเป็นการถ่ายด้วยกล้องดิจิทัลไปเกือบทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังคงมีบางคนที่ยังคงถ่ายภาพด้วยฟิล์ม ซึ่งการถ่ายภาพด้วยฟิล์มที่ยังคงนิยมอยู่ในกลุ่มช่างภาพก็จะมีระบบฟิล์มเน็กกาทีฟสี และฟิล์มขาวดำ โดยคนที่หลงใหลการถ่ายภาพด้วยฟิล์มอย่างมากก็มักจะใช้ฟิล์มขาวดำ เพราะเป็นระบบฟิล์มที่สามารถล้างฟิล์มเองได้ที่บ้านโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน นั่นทำให้ฟิล์มขาวดำยังมีคนนิยมใช้งานอยู่

20191211160947_IMG_0171
20191211160947_IMG_0171-01

ฟิล์มขาวดำเมื่อผ่านการล้างมาเรียบร้อยแล้ว เราจะยังคงไม่ได้เห็นภาพที่เราต้องการ จะต้องมีการอัดภาพลงบนกระดาษเสียก่อน หรือ หากเราไม่ต้องการอัดภาพเป็นกระดาษ เราก็ยังสามารถใช้วิธีสแกนฟิล์มให้เป็นไฟล์ดิจิทัลได้ การสแกนฟิล์มจำเป็นต้องมีสแกนเนอร์สำหรับสแกนฟิล์ม ซึ่งราคาก็สูงมาก แต่ปัจจุบันเรามีทางเลือกอื่นในการสแกนคือการถ่ายภาพฟิล์มด้วยกล้องดิจิทัล

การถ่ายภาพฟิล์มด้วยกล้องดิจิทัลจะทำให้เราได้ไฟล์ดิจิทัลไม่ต่างจากการสแกนฟิล์มเลย อาศัยเลนส์ที่ถ่ายภาพระยะใกล้ได้หรือเลนส์มาโคร ทำงานร่วมกับกล้องดิจิทัล เราก็จะได้ภาพถ่ายฟิล์มเน็กกาทีพออกมา แล้วหลังจากนั้นเราก็จะนำไฟล์ภาพไปประมวลผลต่ออีกครั้ง เพื่อกลับสีจากเน็กกาทีฟให้เป็นสีขาวดำปกติ