
































การถ่ายภาพเป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเก็บไว้เป็นภาพ ใช้หลักการปล่อยให้แสงผ่านเลนส์ไปตกยังตัวรับภาพแล้วก็บันทึกปริมาณแสงเอาไว้ สมัยโบราณการถ่ายภาพจะต้องทำตอนมีแสงเพียงพอหรือตอนที่มีแสงสว่างก็คือมีแสงจากดวงอาทิตย์ ส่วนการถ่ายภาพตอนกลางคืนหรือถ่ายภาพในที่ร่มเราก็เพิ่มอุปกรณ์อีกตัวหนึ่งขึ้นมาคือ มีไฟส่องสว่างให้กับเหตุการณ์ กล้องถ่ายภาพนิ่งจะรับภาพในเวลาสั้นๆ แสงสว่างที่ฉายไปก็ฉายไปในเวลาสั้นเช่นกันเพื่อประหยัดพลังงาน แสงที่ฉายออกไปเพียงครู่เดียวเลยเรียกว่าแฟลช หรือเป็นไฟกระพริบที่มีความสว่างเพียงพอต่อการบันทึกภาพ
การถ่ายภาพด้วยแฟลชเป็นการแก้ปัญหาแสงไม่พอเพื่อให้บันทึกภาพได้ ต่อมาก็เริ่มมีการใช้แฟลชเพื่อช่วยสร้างสรรค์ภาพให้แตกต่างไปจากเดิมได้ด้วย ช่างภาพจะเริ่มมีทางเลือกว่าจะใช้แฟลชในภาพหรือไม่ กล้องบางตัวมีแฟลชในตัวสามารถเลือกใช้หรือไม่ไม่ใช้ได้ กล้องระดับมืออาชีพไม่นิยมใส่แฟลชไว้กับตัวกล้อง แต่จะมีช่องให้ต่อแฟลชเพิ่ม
การใช้ กับ การไม่ใช้แฟลช ให้ผลกับภาพไม่เหมือนกัน ช่างภาพควรจะรเรียนรู้และทดลองใช้แฟลชให้เข้าใจ แล้วจากนั้นเมื่อเจอกับเหตุการณ์ต่างๆก็ค่อยตัดสินใจว่าจะใช่แฟลชหรือไม่ เพราะบางครั้งมีแฟลชก็ทำให้ภาพสมบูรณ์ขึ้น บางภาพไม่มีแฟลชก็อาจจะสวยกว่า ทุกการตัดสินใจให้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง เราต้องตัดสินใจเองว่าอยากได้ลักษณะภาพแบบใด
ภาพถ่ายแบบไม่ใช้แฟลช ภาพแรกคือถ่ายภาพไม่เปิดแฟลช กล้อ eos m โหมด P เลนส์ 18-55mm
ภาพที่สองเป็นการถ่ายภาพเปิดแฟลช ใช้แฟลช ex90 ติดบนหัวกล้อง eos m เลนส์ 18-55mm
ภาพโต๊ะหนังสือและเด็กนั่งอยู่นั้น จะเห็นว่าแสงแฟลชจะทำให้ตัวเด็กสว่าง พื้นที่ที่โดนแสงแฟลชเพียงพอจะเห็นภาพเห็นรายละเอียด ไม่ได้เป็นเงาดำ หลายคนก็มักจะบอกว่า ใช้แฟลชเพื่อเปิดเงา หรือ บางคนก็จะบอกว่าใช้แฟลชเพื่อให้เห็นรายละเอียดชัดๆ ส่วนที่อยู่ห่างออกไปที่ขอบภาพหรือหลังห้องด้านซ้ายมือ เป็นจุดที่แสงแฟลขไปไม่ถึง เพราะแสงแฟลชเมื่อส่องกลางภาพจนสว่างเพียงพอแล้ว กล้องจะตัดการทำงานของแฟลช ทำให้ปริมาณแสงที่ไปยังขอบภาพหรือด้านหลังห้องนั้นแทบจะไม่มีผลต่อภาพเลย ภาพใช้แฟลชและไม่ใช้แฟลช ส่วนที่อยู่ห่างออกไปมากๆจึงไม่ได้มีผลอะไรเกิดขึ้น
ภาพเด็กนั่งในรถ เป็นการใช้แฟลชเพื่อส่องสว่างระยะใกล้ ผลของแฟลชทำให้เห็นรายละเอียดในเงามืด เห็นรายละเอียดของเบา ซึ่งปกติส่วนที่โดนแสงจะสว่างพอดีในภาพถ่าย แต่ส่วนที่อยู่ในเงาจะเป็นสีดำไม่มีรายละเอียด แฟลชที่ยิงออกไปจะไปส่องสว่างเงาเหล่านี้ และเก้าออี้อยู่ใกล้ๆกับวัตถุหลักหรืออยู่ใกล้กับจุดที่แฟลชทำงานถึง จึงได้รับแสงแฟลชเพียงพอ
เทคนิคการใช้แฟลชมีหลายอย่าง ถ้าให้เขียนทั้งหมดมันจะเป็นตำราถ่ายภาพเนื้อหาเยอะมาก หากบอกเป็นหัวข้อสั้นๆแล้วเอาไปขยายผลต่อเองก็จะได้ประมาณนี้
1 การใช้แฟลชโดยไม่สนใจแสงภายนอก
2 การใช้แฟลชร่วมกับแสงภายนอก
3 การใช้แฟลชมากกว่า 1 ตัว
4 แฟลชที่ให้แสงแข็งกับแสงนุ่ม
5 แฟลชแมน่วล
6 แฟลช ทีทีแอล
7 แฟลช ทีทีแอลแบบแอ๊ดวานซ์
8 แฟลชกับแผ่นสะท้อนแสง
9 แฟลชกับร่มสะท้อนแสง
10 แฟลชกับร่มทะลุ
11 แฟลชมีสาย
12 แฟลชไร้สาย
13 การชดเชยแสงแฟลช
14 อุณหภูมิสีของแฟลช
ที่เขียนออกมา 14 แนวทาง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการใช้แฟลช ซึ่งตอนที่ใช้งานจริงเราอาจจะใช้สองแนวทางร่วมกันก็ได้ หรืออาจจะหลายแนวทางร่วมกัน หมายความว่า เรามีความน่าจะเป็นที่ต้องคิดต้องเลือกนับร้อยวิธีการใช้แฟลช เช่นการใช้แฟลชแมน่วลร่วมกับร่มสะท้อน ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เกิดจาก 2 แนวทาง
บางสถานการณ์เราอาจจะใช้แฟลชแมน่วล ร่วมกับแผ่นสะท้อนแสง เพื่อถ่ายภาพร่วมกับแสงภายนอก โดยแฟลชจะเป็นแบบไร้สาย และต้องเลือกอุณหภุมิสีด้วย แค่นี้ก็มีเรื่องให้คิดอีกเยอะ
เทคนิคการใช้แฟลชเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดจำนวนมาก คู่มืออธิบายการใช้งานแฟลชจะเยอะและหนากว่าคู่มือการใช้งานกล้อง เราอาจจะต้องใช้เวลาในการศึกษาเรื่องแฟลชยาวนานกว่าเรื่องอื่นในวิชาถ่ายภาพ ถ้ามีเวลาเราควรศึกษาอย่างจริงจัง ถ้าไม่มีเวลา ปล่อยมันผ่านไปแล้วบอกกับตัวเองและผู้อื่นว่าเราไม่ชอบใช้แฟลช
ชุมชนตลาดน้อยเป็นแหล่งเดินเล่นของนักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน มีร้านอาหารมากมาย ร้านกาแฟ ร้านขนม พร้อมเส้นทางเดินดูความคลาสิคของบ้านเรือน ตึกเก่า มีการปรับปรุงทัศนียภาพหลายอย่างที่ทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับแม่เหล็ก นักเดินทางที่มาเที่ยวกรุงเทพก็ควรจะต้องแวะมาเดินเล่นและชิมอาหารชิมกาแฟกันสักแก้ว
ตามประวัติ สำเพ็งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ตั้งแต่ก่อนยุครัตนโกสินทร์ มีพ่อค้าชาวต่างชาติมาค้าขายกับคนไทย โดยเฉพาะคนจีนที่แห่เข้ามาทำการค้าและอยู่อาศัยในแหล่งนี้ มีท่าเรือขนสินค้าเกิดขึ้นในระแวกนี้หลายแห่ง ต่อมามีคนมากขึ้นจนพัฒนากลายเป็นตลาดสำเพ็งซึ่งถือว่าเป็นย่านการค้าขนาดใหญ่ และเมื่อมีคนมากขึ้นก็เกิดตลาดการค้าแหล่งที่สองที่อยู่ใกล้ๆกัน ตลาดใหม่นี้เลยถูกเรียกว่าตลาดน้อย ซึ่งตลาดน้อยเริ่มมีบทบาทเยอะขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 – 4
ชุมชนย่านนี้มีอาคารบ้านเรือนเป็นตึกแถวที่มีดีไซร์ผสมผสานจากเมืองฝรั่ง ตึกกำแพงหนา เสาขนาดใหญ่ เป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีสในยุครัชกาลที่ 5 พอมีคนจีนมาอาศัยอยู่เยอะขึ้นก็มีวัดจีนหรือศาลเจ้าเกิดขึ้นหลายแห่ง และยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน
ความเก่าแก่เป็นเสน่ห์ของย่านตลาดน้อย มีนักถ่ายภาพจำนวนมากที่เดินเล่นและถ่ายภาพออกไปอวดในโซเชียลเน็ตเวิร์ตต่างๆ เลยเกิดเป็นกระแสความนิยมที่จะมาเดินเล่นถ่ายรูปแบบบอกต่อในวงกว้าง นอกจากช่างภาพแล้ว นักวาดรูป นักเดินทาง นักชิม คอกาแฟ ต่างก็ต้องแวะเวียนเยือนมากันสักครั้ง ถนนในตรอกและซอยได้รับการปรับแต่งให้เป็นสถานที่โชว์งานศิลปะ มีการวาดภาพบนกำแพง บ้านเก่าเปิดเป็นร้านขายของ เปิดเป็นร้านกาแฟแทบตลอดทางเดิน มุมสวยๆในซอยก็มีของเก่าและมีการตกแต่งให้เป็นจุดถ่ายรูป
ใครชอบถ่ายภาพ ใครชอบของกิน ใครชอบสีสันก็แวะมาเดินเล่นได้อย่างสนุกสนาน มุมถ่ายภาพเยอะมาก ทุกคนในชุมชนเหมือนพร้อมใจกันปรับปรุงสถานที่ของตนเองเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ถนนหนทาง เส้นทางเดินได้รับการพัฒนาอย่างร่วมมือร่วมใจ ทุกอย่างสอดคล้องเป็นไปในแนวเดียวกัน
ศาลเจ้าในชุมชนมีหลายแห่ง และเปิดรับนักท่องเที่ยวทุกศาล ใครชอบไหว้พระ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แวะมาไหว้พระจีนที่ตลาดน้อยก็ได้หลายจุด
ริมน้ำเจ้าพระยาของย่านนี้คือท่าเรือของกรมเจ้าท่าซึ่งเป็นผู้ดูแลการจราจรทางน้ำ ตึกกรมเจ้าท่าก็อยู่ริมน้ำ และมีการก่อสร้างดูสวยงามทันสมัย มีนักท่องเที่ยวแวะมาเดินเล่นอยู่ตลอดเวลา เป็นจุดถ่ายรูปอีกจุดหนึ่งที่ผ่านแล้วก็ต้องถ่ายภาพเก็บไว้
งานกราฟิตี้หรืองานวาดภาพบนกำแพงก็มีให้เห็นตลอดทาง ทุกจุดได้รับการถ่ายภาพไปส่งต่ออยู่เรื่อยๆ จนนักเดินทางรุ่นใหม่ที่อยากรู้อยากเห็นมีการเดินดู เดินตามรอย บล๊อกเกอร์สายกิน เที่ยว ถ่ายภาพ หลายคนก็แวะมาทำคอนเท้นท์ในชุมชนนี้
ศาลเจ้าโบราณ ตึกโบราณ ดีไซร์แปลกตาก็ยังคงอยู่ ตึกจีนประตูแดงข้างในมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ก็ปรับมาเป็นจุดรับนักท่องเที่ยว ตึกนี้มีสถาปัตยกรรมจีนเข้มข้น แค่เดินดูก็เหมือนได้เที่ยวในฉากถ่ายหนังจีนโบราณ
ตลาดน้อยเป็นแหล่งรวมเหล็ก งานเครื่องจักรเครื่องยนต์ มีซากเหล็กวางกระจายอยู่ตลอดย่าน รถเก่าสภาพสนิมขึ้นก็เป็นจุดแวะที่ต้องดูต้องถ่ายรูปอีกจุดหนึ่ง ใครมาตลาดน้อยแล้วไม่ได้ถ่ายรูปคู่กับรถเก่าคันนี้ก็ต้องบอกว่ามาไม่ถึง รถคันนี้ห้ามหาย ห้ามย้าย ห้ามซ่อม ห้ามแตะต้อง น้องสนิมคงต้องอยู่ที่นี่ต่อไปอีกนาน
ตามทางเดินในซอยที่เลี้ยวไปเลี้ยวมาก็มีส่วนที่ไม่ได้รับการปรับปรุง มันเป็นสุสานรถ สุสานเหล็ก กลิ่นน้ำมันเครื่องคละคลุ้งในบางจุด เราได้เห็นทั้งร้านกาแฟสวยและกองขยะรวมกันอยู่ในชุมชนนี้ นักท่องเที่ยวก็คงยิ้มอ่อนๆที่เมืองไทยพัฒนากองขยะเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้
จากการเดินหลงอยู่ในซอยวนไปวนมาอยู่หลายชั่วโมง ก็เห็นกำแพงนี้เป็นแผนที่อธิบายจุดต่างๆในตลาดน้อย ผมคิดว่าแผนที่นี้คือแผนที่ที่ดีที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยว เข้าใจง่ายกว่าแผนที่ใน google map เพราะดูรู้เรื่องและลงจุดสำคัญเอาไว้ครบแล้ว น่าจะมีคนทำออกมาให้ดูง่ายๆบ้าง ใครอยากเดินเล่นให้ครบจุดสำคัญก็เดินตามแผนที่นี้เลย
ดูแผนที่แล้วลองดูเส้นทางที่เดินหลัง ก็พบว่าหลายชั่วโมงที่ใช้ในตลาดน้อยมันจะประมาณเส้นสีฟ้า
ในที่สุดก็ได้พบกับร้านโปสการ์ด ตั้งแต่มือถือใช้แทนแผนที่ได้ ใช้แทนกล้องถ่ายภาพได้ คนเราก็แทบจะไม่ได้ซื้อโปสการ์ดอีกเลย และไม่ได้เห็นร้านโปสการ์ดมาหลายปี เพราะใครๆก็แวะมาถ่ายภาพเก็บไว้เองได้สะดวก การซื้อกระดาษสักใบเป็นที่ระลึกก็น้อยลง การส่งจดหมายหากันก็สูญพันธุ์ไปแล้ว คนที่ยังขายโปสการ์ดอยู่ก็นับว่าใจแข็งมากที่ไม่หนีไปทำอาชีพอื่น
ในตลาดน้อยเป็นซอยเล็กๆเดินไปเดินมา เดินแบบคนไม่รู้ทางก็มั่วไปจนเจอโรงแรมสวย แค่ประตูก็สวยแล้ว ภายในไม่ได้เข้าไปดูเพราะเขาปิด ผมก็แปลกใจนิดหน่อยว่าทำไมถึงปิด ไม่มีใครให้ถามด้วย ผมเคยเห็นคลิปของกลุ่มช่างภาพมาจัดกิจกรรมที่โรงแรม photostel แห่งนี้ ก็หวังว่าจะได้มีโอกาสได้แวะไปชิมกาแฟในนี้บ้าง
ศาลเจ้าแห่งแรกของย่านตลาดน้อยคือศาลโจซือกง ตั้งอยู่ในซอย อยู่ติดน้ำ มีที่จอดรถ บริการที่จอดรถ ใครชอบสายมูแวะมามูในย่านตลาดน้อยได้ รับรองว่าอิ่มบุญและอิ่มท้อง
ตลอดทางมีร้านกาแฟมากมาย ทั้งร้านเล็ก ร้านใหญ่ ร้านไม่ลงทุนและร้านที่ลงทุนสูง ร้านสวยก็เป็นจุดถ่ายรูปไปโดยปริยาย ใครกินกาแฟร้านสวยในตลาดน้อยจนครบก็น่าจะไปตรวจสุขภาพกันบ้าง
ขอเก็บภาพตัวเองไว้บ้างว่าเราก็ได้แวะมาเยี่ยมตลาดน้อยแล้ว เราเริ่มต้นสำรวจตลาดที่ปากซอยเจริญกรุง 22 แล้วก็เดินหลงอยู่หลายชั่วโมง จนมาเจอทางออกที่ถนนอีกด้านที่ถนนทรงวาด และออกสู่ถนนอีกครั้งที่ซอยภาณุรังษี ผมจับทิศไม่ค่อยถูกเพราะไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ อาศัยว่าทนเมื่อยเดินทนก็เดินสำรวจไปเรื่อย
ปากทางเข้าตลาดน้อยด้านถนนทรงวาดมีป้ายบอกชัดเจน คนในถนนทรงวาดมีอาชีพขายเหล็กเส้น เหล็กกล่อง เหล็กแผ่นแทบตลอดทั้งถนน นอกจากนี้ก็เป็นอะไหล่เครื่องจักร มีเครื่องจักรมือสองและเศษอะไหล่กองอยู่เป็นจุดๆ มีคนซ่อมรถอยู่ตามริมถนน
จบเส้นทางการเดินประมาณ 10000ก้าว ที่วงเวียนประตูแดง หรือ วงเวียนโอเดียน หรือ ประตูมังกร แล้วแต่จะเรียก
ทริปนี้ไม่มีภาพในร้านสำหรับกินดื่มชิมขนมเพราะตั้งใจเดินให้ทั่วเพื่อสำรวจว่ามีอะไรบ้าง เรื่องกินจะเป็นอีกทริปในครั้งต่อไป สวัสดี
โปสการ์ดจากตลาดน้อย แม้ความนิยมจะน้อย แต่การมีของที่ระลึกติดมือกลับมาก็เป็นเครื่องเตือนความจำที่ดี และได้อุดหนุนศิลปินในพื้นที่ด้วย
หลังจากส่งกล้อง Leica minilux ที่หลับไหลจากอาการสายแพรขาดไปซ่อมเรียบร้อย ก็ทดลองงานซ่อมกับฟิล์มสักม้วน ยุคปี 2024 ฟิล์มราคาแพงมาก ลองซื้อฟิล์มสีที่ราคาถูกที่สุดในท้องตลาดก็คือ Kodak Gold 200 ราคาม้วนละ 350 บาท แพงอย่างน่าตกใจ แต่ก็อยากลอง
กล้อง Leica minilux เป็นกล้องที่รูรับแสงกว้าง วัดแสงแม่น โฟกัสแม่น ถ้าสภาพดีมันคืออุปกรณ์ระดับเทพที่ให้คุณภาพสูง มีข้อเสียอย่างเดียวคือหากเราต้องการถ่ายภาพแบบไม่เปิดแฟลช เราต้องกดปุ่มสั่งการกล้องทุกครั้งที่เปิดกล้อง แถมต้องกดปุ่มถึง 6 ครั้งเพื่อปิดแฟลช ถ้าเราถ่ายภาพในที่แสงน้อย อย่างเช่นถ่ายในบ้าน ถ่ายตอนกลางคืน กล้องจะเปิดแฟลชเสมอ ทำให้ต้องกดสั่งปิดทุกครั้งนั่นเอง
ลองวัดฝีมือการถือกล้องว่านิ่งได้แค่ไหน ภาพในบ้าน แสงสว่างได้จากโคมไฟอ่านหนังสือ ความไวชัตเตอร์น่าจะต่ำจนต้องลุ้นว่าภาพจะสั่นหรือไม่ ผลออกมาก็พอใช้ได้ เลนส์รูรับแสงกว้างระดับ f2.4 ดูจะเก็บแสงโคมไฟได้ดี ให้แสงในภาพดูสวยงาม สวยกว่าตาเห็น ภาพนั่งโต๊ะภาพนี้ให้สีสันและระดับความสว่างที่ถูกใจ ลักษณะภาพสว่างบริเวณกลางภาพ และมืดดำที่ขอบภาพช่วยทำให้จุดสนใจเด่นชัด การไล่ระดับแสงจากสว่างไปมืดบนฟิล์มทำได้รุนแรงเด็ดขาด นั่นเป็นเพราะความสามารถในการรับแสงของฟิล์มต่ำกว่ากล้องดิจิทัลยุคปัจจุบันมาก ภาพโต๊ะหนังสือนี้ถ้าใช้กล้องดิจิทัลหรือโทรศัพท์รุ่นใหม่ในการถ่าย เราจะเห็นรายละเอียดในขอบภาพที่สว่างกว่าภาพนี้ ฉากหลังจะไม่ดำเท่านี้
เวลาถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม เราจะไม่มีข้อมูลการถ่ายภาพใดๆเลย อาศัยความจำเท่านั้น การดูภาพสแกนก็จะไม่รู้ว่าเป็นภาพจากกล้องตัวไหน ก็เลยจะพยายามถ่ายภาพให้พอรู้ว่าใช้กล้องอะไรโดยการถ่ายภาพตัวเองพร้อมกล้องในกระจก การถ่ายเซลฟี่สะท้อนกระจกทำให้รู้ว่าภาพชุดนี้ถ่ายจากกล้องตัวไหน แต่บังเอิญภาพนี้เงาในกระจกดูเบลอไปหน่อยทำให้ดูยากว่าเป็นกล้องอะไร แต่คนเคยจับกล้องรุ่นนี้ก็จะพอนึกออก พอเดาได้
ภาพถนนเยาวราชตอนกลางคืน เป็นการถ่ายภาพในที่แสงน้อยที่มีข้อจำกัดคือไม่ใช้ขาตั้งกล้อง เพราะว่าคนเยอะมากจนไม่สามารถกางขาตั้งก้องออกมาโดยไม่กีดขวางการเดินทางของผู้อื่น จึงใช้วิธีถือถ่ายด้วยมือ ตั้งโฟกัสบนกล้องเป็นระยะอินฟินิตี้ เพื่อลดความผิดพลาดจากการโฟกัส เพราะตอนกลางคืนมักจะทำให้การโฟกัสทำงานผิดพลาดได้ง่าย ก่อนถ่ายก็สูดลมหายใจเข้าลึกหน่อยจากนั้นกลั้นหายใจแล้วกด
เสริมเกี่ยวกับการใช้แฟลชถ่ายภาพ
สองภาพนี้เป็นการยกตัวอย่าง ภาพบนคือการถ่ายภาพด้วยระบบอัตโนมัติ กล้องคิดให้ยังไงก็ถ่ายไปอย่างนั้น สภาพแสงในบ้านค่อนข้างน้อย พอกล้องคิดให้ทุกอย่าง กล้องก็ถ่ายแบบเปิดแฟลชให้ ทุกอย่างในภาพก็จะสว่าง ชัด เคลียร์ ดูรู้ว่ามีอะไรอยู่ในภาพบ้าง ส่วนภาพล่างก็เป็นภาพที่ถ่ายแบบไม่เปิดแฟลช คนถ่ายต้องกดปุ่มสั่งเพื่อปิดแฟลชก่อน แล้วพยายามถือกล้องให้นิ่งในการถ่าย ฟิล์มความไว 200 กับสภาพแสงในบ้านตอนกลางคืนเป็นงานยาก ต้องพยายามมากเพื่อไม่ให้ภาพสั่น แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาดีเกินคาด ภาพดูสวยงามกว่า ถูกใจมากกว่าการเปิดแฟลช
ภาพตัวอย่างเปรียบเทียบกับใช้แฟลชกับไม่ใช้
ภาพม้วนนี้ใช้บริการร้านล้างฟิล์มพร้อมสแกน Toiletlab ส่งฟิล์มห้าโมงเย็น ผ่านไปชั่วโมงกว่าๆก็ได้ไฟล์ทาง google drive แล้ว ร้านทำงานบริการได้ดีน่าอุดหนุน ไฟล์ภาพที่ได้ก็มีขนาดประมาณ 8.9 ล้านพิกเซล (3661 × 2456) สามารถใช้พิมพ์ขนาด A4 แบบคุณภาพสูงได้
Leica minilux ยังคงน่าใช้ในปี 2024 สภาพกล้องยังแข็งแรง สามารถซ่อมบำรุงได้แทบจะทุกอาการ โดยเฉพาะอาการเสียประจำรุ่นอย่างสายแพรขาดก็สามารถซ่อมได้ เพราะมีอะไหล่ขายอยู่ในอินเทอเน็ต ใครยังอยากได้กล้องคุณภาพสูง เป็นไอค่อนของวงการถ่ายภาพอีกตัวหนึ่งก็ลองหามาใช้ได้ มันดีและมันน่าใช้ และที่สำคัญ มันสะกิดให้เราอยากถ่ายภาพ แม้ฟิล์มจะแพงก็เถอะ
บันทึกไว้
ล้างสแกนที่ Toiletlab
ค่าฟิล์ม 350
ค่าล้างพร้อมสแกน 150
ค่าส่งฟิล์มกลับ 70
ประเทศไทยมีสถานที่สวยงามหลายอย่าง ทั้งแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ทะเล และวัดวาอาราม หนึ่งในวัดที่สวยและเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวและช่างภาพก็คือวัดโพธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับวัดพระแก้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติที่แวะมาประเทศไทย มาชมวัดพระแก้วก็มักจะได้พ่วงการเดินเที่ยวในวัดโพธิ์ด้วย
ในกลุ่มนักถ่ายภาพ เวลาจะหัดถ่ายภาพในกรุงเทพ ในยุคสมัยของฟิล์มเราจะมีสถานที่แนะนำบอกต่อกันมาว่าให้ไป เยาวราช วัดพระแก้ว สวนลุม สยาม วัดโพธิ์ ภาพแนวศิลปะวัฒนธรรมที่ช่างภาพต้องเคยผ่านก็คือภาพในวัด และวัดโพธิ์ก็จะมีไฮไลท์เป็นมุมมหาชนคือภาพพระนอนขนาดยักษ์ที่เราถ่ายภาพได้แค่ส่วนหัวหรือส่วนเท้า การฝึกฝนการจัดองค์ประกอบโดยใช้วัดโพธิ์จะฝึกได้หลายท่าหลายเทคนิค กล้องและเลนส์ที่ใช้ถ้าจะให้ดีควรมีเลนส์มุมกว้างติดไปด้วยเป็นอย่างน้อย ใครใช้เลนส์ซูมก็จะมีโอกาสใช้เลนส์ได้ครบช่วงเพื่อความหลากหลายของภาพ
วัดโพธิ์ตั้งอยู่ที่ถนนสนามไชย ใกล้กับท่าเตียน ติดกับวัดพระแก้ว เป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวศิลปะวัฒนธรรม ผู้มาเยือนมักจะเดินดู เดินถ่ายรูป ถ้าจะมาเที่ยวแถวนี้หาที่จอดรถยากหน่อย จอดสนามหลวงก็พอได้ เดินไกลสัก 15 นาที ถ้าจอดริมถนนต้องดูให้ดีว่ามีเวลาห้ามจอดไหม วัดโพธิ์เป็นชื่อเรียกสั้นๆมาจากคำว่าวัดโพธาราม มีมานานแล้ว และถูกบูรณะครั้งแรกโดยรัชกาลที่1 ชื่อเต็มอย่างเป็นทางการก็คือ วัดเชตุพนวิมลมังคลาราม รัชกาลที่3 บูรณะต่อจน เริ่มจดบันทึกลงบนแผ่นหินเกิดเป็นจารึกวัดโพธิ์ วัดแห่งนี้จึงกลายเป็นแหล่งรวมความรู้แห่งแรกอย่างเป็นทางการ เปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย
การหัดถ่ายภาพในยุคก่อนกล้องดิจิทัล สถานที่สวยงามในกรุงเทพก็คือวัดโพธิ์และวัดพระแก้ว ซึ่งวัดโพธิ์จะมีรายละเอียดที่เยอะกว่า มีกิจกรรมของพระสงฆ์เป็นปกติ ดังนั้นวัดโพธิ์จะเป็นจุดนัดพบของช่างภาพมือใหม่ เราจะพบช่างภาพแบกขาตั้งกล้องไปเดินวัดโพธิ์เยอะมากชนชินตา แต่ยุคดิจิทัลและยุคมือถือที่ถ่ายภาพสวย เราไม่ได้เห็นขาตั้งกล้องอีกแล้ว และนักท่องเที่ยวก็เยอะขึ้นมาก เยอะจนไม่สามารถจะหาที่วางขาตั้งกล้องในจุดสำคัญได้เลย
พระนอนองค์ใหญ่ เราถ่ายภาพได้แค่มุมที่เห็นหน้า กับ เห็นเท้า เป็นมุมมหาชนที่นักถ่ายภาพทุกยุคสมัยก็ถ่ายกันแต่มุมนี้ เพราะสถานที่มีแค่นี้ อาจจะต่างกันในเรื่องของสีสัน การจัดแสง และความใหม่เก่าของอาคารและองค์พระเท่านั้น มุมที่ใช้วัดความเข้าใจเรื่องการใช้เลนส์ก็คือ มุมที่ถ่ายจากปลายเท้าย้อนกลับไปยังเศียรพระ ใครถ่ายภาพเท้าชัดและเศียรพระชัดได้ในภาพเดียวกันแสดงว่ามีความเข้าใจเรื่องระยะชัดลึก และมีการเลือกใช้เลนส์อย่างถูกต้อง และมันก็ต้องใช้ชาตั้งกล้องด้วย วันนี้ผมมาด้วยกล้องพกพาตัวเล็ก ไม่ได้เอาขาตั้งกล้องติดตัวมา ก็ถ่ายไปแบบด่วนๆเร็วๆ เท้าชัดและหัวเบลอ เป็นเรื่องปกติของกล้อง และเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ของเทคนิคการถ่ายภาพที่ไม่ใช้ขาตั้งกล้อง เพราะเราไม่สามารถใช้รูรับแสงแคบเพื่อเพิ่มระยะชัดลึกได้นั่นเอง
องค์พระขนาดใหญ่เป็นจุดสนใจของทุกคน ทำให้นักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดแทบจะพลาดงานจิตรกรรมฝาผนัง ผมเหลือบดูแล้วก็รู้สึกที่งที่มีภาพวาดดูสวยงาม แต่จำนวนคนที่เยอะมากที่เดินอยู่ทำให้เราไม่สามารถหยุดยืนดูนานๆได้ ทุกคนมาไหว้พระองค์ใหญ่ ทุกคนมาเพื่อสัมผัสวัดโพธิ์ มาเพื่อถ่ายภาพมุมมหาชน และลืมที่จะใช้เวลากับฝาผนังไปเลย
ภาพพระพุทธรูปเรียงแถวถอดยาวไปตามทางเดินเป็นมุมมหาชนอีกมุมหนึ่ง ภาพนี้ถ่ายไม่ยาก แต่การจะถ่ายให้สวยต้องเลือกเวลา ผมไปวัดในตอนบ่ายก็ได้ภาพประมาณนี้ แต่ภาพที่ผมเคยชอบในมุมนี้จากการดูภาพของนักถ่ายภาพท่านอื่นผมชอบภาพที่มีแสงแดดส่องเฉียงเข้าไปในภาพ นั่นก็หมายความว่าถ้าเราอยากได้แสงแดดด้วย เราต้องมารอบเช้า เพราะแสงแดดจะส่องเข้าไปที่หน้าพระนั่นเอง วันหลังจะมาใหม่ในเวลาที่เช้ามีแสงแดด
จบทริปเดินเล่นวัดโพธิ์ด้วยการตรวจสอบชื่อเจ้าของรถและการเป็นเจ้าของทะเบียนกับกรมตำรวจด้วยการล๊อคล้อ ค่าตรวจสอบ 500 บาท เพราะการคืนรถหรือปลดล๊อค จะต้องตรวจสอบการเป็นเจ้าของรถเสียก่อน ดังนั้นทะเบียนรถคันนี้เป็นของเราคนเดียว ไม่ได้มีชื่ออื่นมาสวมแทน
ในยุคที่โทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์ที่มากกว่าแค่การใช้สื่อสาร หลายคนใช้โทรศัพท์ถ่ายรูป ใช้ฟังเพลง ใช้ดูหนัง สิ่งที่แถมมากับโทรศัพท์นอกจากที่ชาร์จแล้วก็มีหูฟัง คนส่วนใหญ่ในโลกจึงมีหูฟังติดตัวอยู่แล้วอย่างน้อยคนละ 1 เส้นหรือ 1 ชุด แม้ว่าระยะหลังโทรศัพท์บางยี่ห้อจะไม่แถมที่ชาร์จและหูฟัง แต่ผู้ใช้งานก็ยังคงดิ้นรนหาซื้อหูฟังมาใช้อยู่ดี

หูฟังแถมมากับโทรศัพท์ หรือ แม้แต่การซื้อเพิ่มเติมเองส่วนมากคนจะนิยมใช้หูฟังตัวเล็ก และโดยมากก็จะเป็นหูฟังชนิด in-ear หรือยัดเข้าไปในหูได้เลย รวมไปถึงบางคนก็ใช้หูฟังไร้สายขนาดเล็ก หรือ true wireless ทำให้ปัจจุบันหูฟังตัวใหญ่ขายได้น้อย แต่ก็ยังมีบางคนที่พยายามหาหูฟังตัวใหญ่มาใช้ นั่นเป็นเพราะหูฟังตัวใหญ่เสียงดีกว่าตัวเล็ก ตามธรรมชาติของการออกแบบ

พูดถึงหูฟังตัวใหญ่ เราจะพบว่าส่วนมากเป็นหูฟังแบบครอบหู มีสายคาดบนหัว หูฟังชนิดนี้ยังได้รับความนิยมในห้องบันทึกเสียง มักจะถูกใช้งานในระดับอาชีพ และพบได้บ่อยในกลุ่มของนักเล่นเกมส์ และพบในกลุ่มนักฟังเพลงจริงจัง การเลือกใช้หูฟังเพื่อฟังเพลง เราจะเรียกหูฟังครอบหูว่า Full size ซึ่งมีหลายยี่ห้อที่ผลิตออกมาขาย โดย Hifiman ก็เป็นหนึ่งในยี่ห้อเหล่านั้นที่ทำหูฟังขนาดใหญ่ขาย และรุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้บริษัทก็คือหูฟังขนาดใหญ่หรือ Full size ที่ใช้ระบบการสร้างคลื่นเสียงแบบ Plana Magnetic
หูฟัง Hifiman HE400se เป็นหูฟังแบบ plana magnetic ที่อาศัยตะแกรงสนามแม่เหล็กช่วยขยับไดอะแฟลมเพื่อสร้างคลื่นเสียง หูฟังชนิดนี้จะมีจุดเด่นที่ความฉับไว ตอบสนองต่อสัญญาณไฟฟ้าได้รวดเร็ว และมักเป็นเทคนิคที่อยู่ในหูฟังระดับท๊อป หรือรุ่นสูงๆเท่านั้น แต่ HE400se เป็นหูฟังระดับล่างสุดของกลุ่ม Fullsize ราคาขายนับว่าถูกมาก
HE400se ตอบสนองความถี่ 20-20,000Hz มีความต้านทาน 25 โอห์ม ซึ่งถือว่าไม่สูงมาก แต่มีความไวหรือ Sensitivity เพียงแค่ 91dB ซึ่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหูฟังทั่วไป เพราะหูฟังแถมหรือหูฟังขนาดเล็กมักจะมีความไวเกิน 100dB ไปเยอะ นั่นก็หมายความว่า HE400se เป็นหูฟังที่ให้เสียงค่อนข้างเบา ต้องใช้เครื่องเล่นเพลงที่มีพละกำลังที่มากพอถึงจะทำงานร่วมกันได้อย่างดี หากนำไปใช้กับเครื่องเล่นเพลงยุคเก่าอย่างipod หรือ วอล์คแมนโบราณ ก็อาจจะได้เสียงที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่กับเครื่องเล่นยุคใหม่ โทรศัพท์รุ่นใหม่หลายๆรุ่นก็ทำได้พอใช้ได้ ใช้กับคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คสมัยใหม่ก็ทำงานได้ดี เพราะอุปกรณ์ยุคใหม่มักจะมีสเป็คที่สูงขึ้นมากและสามารถส่งกำลังไฟฟ้าออกมาได้มากกว่านั่นเอง
หูฟังออกแบบให้สามารถเปลี่ยนสายได้ ทำให้เรามีช่องทางในการอัพเกรดหากต้องการ สายหูฟังที่แถมมาเป็นสายขนาด 3.5มม. แบบ TRS หากนำไปใช้กับโทรศัพท์จะไม่มีไมโครโฟน ทำให้ใช้คุยโทรศัพท์ไม่ได้ แต่คนที่ใช้หูฟังตัวนี้กับโทรศัพท์เชื่อว่าเป็นคนที่ไม่ได้ต้องการคุยงานใดๆผ่านหูฟังตัวนี้อยู่แล้ว
ทดลองฟังเพลงผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ เปิดไฟล์ wav ด้วยโปรแกรม iTune ระบบ windows และต่อ external dac เข้ากับ แอมป์หูฟัง แล้วต่อออกมายัง HE400se กับอีกระบบหนึ่งที่เป็นแบบพกพาคือเล่นผ่านเครื่องเล่นเพลง Aune M1 ที่เป็น wav player สัญญาณเสียงต่อตรงเข้า HE400se
น้ำเสียงที่ฟังในนาทีแรกก็รับรู้ได้ถึงเสียงกลางที่ชัด เสียงเบสอิ่ม โดยเฉพาะเสียงเบสที่ห่อหุ้มเพลงทั้งเพลงไว้แสดงตัวได้เด่นชัดมาก จะเรียกว่าเบสหนาก็ได้ แต่เบสไม่กลบเสียงกลางเลย ยิ่งเป็นเพลงที่โซโล่เบสยิ่งน่าฟัง เบสที่ขึ้นไว กระชับ คึกคัก เป็นจุดเด่นของหูฟังตัวนี้เลย เพลงช้าก็ฟังอบอุ่น เพลงเร็วก็สนุก
ทุ้มกลางแหลมออกมาพอดีๆ แต่ละเพลงมีสมดุลย์เสียงที่น่าฟัง กลางที่ร้องชัดๆไม่ได้เด่นไปกว่าย่านเสียงอื่น เสียงกลองสแนร์ฟาดก็ได้ยินชัดโดยไม่มีอาการคมแข็งเลย ส่วนเสียงย่านสูงก็มีให้พอดี แต่ไม่ได้เด่นมาก ไม่ได้ใสกริ๊งแบบทอดประกายยาวๆ อาจจะรู้สึกเสียงย่านสูงประกายน้อยไปหน่อย
เสียงกลางที่ชัดและเบสที่ฉับไว ย่านสูงที่ไม่กัดหู ทำให้เพลงฟังสนุก ติดตามเนื้อเพลง ติดตามเสียงร้องได้อย่างเพลิดเพลิน เสียงหายใจ เสียงลูกคอยังไม่ชัดมากเท่ากับหูฟังอย่าง AKG K701 แต่ความอิ่มหนาของเสียงเพลงทำให้ฟังสนุกกว่า เปรียบเทียบแล้วก็เหมือนเอา K701 มาเติมซับวูฟเฟอร์
สไตล์เสียงของ HE400se เป็นสไตล์ลำโพงบ้านเสียงดี เราจะไม่ได้ยินเสียงแบบนี้จากลำโพงคอมพิวเตอร์ใดๆเลย และจะไม่ได้ยินเสียงแบบนี้กับลำโพงในชุดสเตอริโอระดับตลาดราคาประหยัดแน่นอน ลำโพงบ้านที่ให้น้ำเสียงโทนแบบนี้น่าจะมีราคาแพงระดับหลายหมื่นบาทและต้องใช้งานคู่กับแอมป์ที่ดีด้วย ซึ่งทั้งหมดนั้น HE400se ทำงานภายใต้เครื่องเสียงพกพาตัวเดียวก็ได้ มันเป็นความคุ้มค่ามากๆที่ค่าตัวเพียงสองพันกว่าบาทเมื่อรอจังหวะลดราคาแรงๆ แต่กลับให้เสียงที่ดีทัดเทียมกับชุดเครื่องเสียงบ้านหลักหมื่นได้ ราคาเต็มของหูฟังตัวอยู่นี้อยู่ที่ 99 ดอลล่าร์
หูฟังขนาดใหญ่ มีแรงบีบหัวค่อนข้างมาก ฟองน้ำหนาช่วยทำให้ไม่รู้สีกเจ็บ แต่ก็รู้สึกว่าบีบแน่นเกินไป ส่วนฟองน้ำจะหุ้มหนังเทียมเอาไว้ทำให้ส่วนที่สัมผัสกับหัวจะรู้สึกร้อนเมื่อใส่เป็นเวลานาน ความสบายในการใส่ยังถือว่าต่ำ แต่ก็ทนใส่ได้เพราะคุณภาพเสียงที่ดี
หูฟังตัวนี้ไม่ใช่หูฟังมอนิเตอร์ มันฟังเพลงอะไรก็เพราะ ถ้าจะใช้ทำมาสเตอร์หรือมอนิเตอร์การบันทึกเสียงที่เน้นเรื่องการปรับโทนเสียงให้ไพเราะจะไม่เหมาะเลย ควรไปใช้หูฟังที่จืดกว่านี้ หรือเปิดเผยมากกว่านี้ อย่างเช่นหูฟังแบบ AKG K701 ซึ่งจะเหมาะกับงานมากกว่า
Hifiman HE400se เป็นหูฟัง Full size ที่ให้น้ำเสียงน่าฟัง เหมาะสำหรับการฟังเพลง ไม่เหมาะกับการเป็นมอนิเตอร์ในงานบันทึกเสียง เสียงทุ้มกลางแหลมที่พอดี เสียงมีความอิ่มปนหวาน เหมาะที่จะฟังเพลงป๊อป เพลงอคูสติก จริงๆต้องบอกว่าเหมาะกับการฟังเพลงแทบทุกประเภท โดยเฉพาะเพลงที่บันทึกเสียงเบสมาดีๆยิ่งทำให้เสียงเพราะขึ้น น้ำหนักค่อนข้างมากอาจจะทำให้รู้สึกไม่สบายหัวหากฟังนานๆหลายชั่วโมง ถ้าต้องเลือกตัวเดียวสำหรับการฟังเพลงเป็นหลัก เพิ่มการดูหนังบ้าง ตัวนี้ก็น่าเลือกที่สุด
จากการฝึกฝนถ่ายรูปมาเกินกว่า 20 ปี กล้องตัวแรกที่ผมใช้เรียนรู้คือกล้องฟิล์ม ซึ่งในวันนั้นเราจะต้องศึกษาเรื่องการวัดแสง ต้องเรียนรู้คำว่าชดเชยแสง ต้องหัดโฟกัสให้ชัด ต้องวัดแสงพอดี ต้องระวังเรื่องความเร็วชัตเตอร์อย่าให้ต่ำเกินไป ต้องหัดใช้งานแฟลช ต้องเรียนรู้เรื่องการชดเชยแสงแฟลชด้วย และนอกเหนือไปจากความรู้ทางเทคนิคเหล่านี้แล้ว เรื่ององค์ประกอบภาพ ความสวยงามทางศิลปะก็ต้องเรียนรู้ด้วย
ผ่านจากกล้องฟิล์ม ก็เข้าสู่ยุคของกล้องดิจิทัล ช่างภาพที่ฝึกฝนการใช้งานกล้องฟิล์มชนิด SLR มาอย่างจริงจัง ช่างภาพอาชีพที่รับงาน ต่างก็เพิ่มกล้องดิจิทัลอย่าง DSLR เข้าสู่การทำงาน กล้อง DSLR มีวิธีใช้และวิธีคิดเหมือนกล้องฟิล์ม ทักษะที่จำเป็นในการใช้งานกล้องดิจิทัลที่จริงจังก็ยังคงต้องเข้าใจการวัดแสง ชดเชยแสง เรายังคงต้องระวังการถ่ายภาพวัตถุสีขาว เพราะภาพอาจจะออกมามืดเกินไปเหมือนการถ่ายด้วยฟิล์ม ระวังเรื่องการถ่ายภาพย้อนแสง เพื่อไม่ให้ภาพมืดจากการวัดแสงผิดพลาด แต่กล้องดิจิทัลก็พัฒนาเร็วมาก เราสามารถตั้งค่า iso ได้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ความไวชัตเตอร์สูงเพียงพอที่จะถ่ายภาพโดยไม่ให้ภาพสั่น เป็นข้อดีที่เด่นชัดมากเมื่อเทียบกับกล้องฟิล์มที่มีค่าความไวแสงของฟิล์มคงที่ ถ้าเราใช้ฟิล์มความไวแสงต่ำเพื่อความละเอียดของเนื้อภาพ ก็ต้องถ่ายแบบระวังกล้องสั่นจากความไวชัตเตอร์ที่อาจจะน้อยเกินไปตลอดทุกภาพ กล้องดิจิทัลที่ตั้งค่า iso ได้สูงมากทำให้เราจะสามารถถ่ายภาพได้เกือบจะไม่ผิดพลาดเลยหากเราเข้าใจวิธีการตั้งค่ากล้องถ่ายภาพและมีความรู้พื้นฐานอย่างถูกต้อง กล้องดิจิทัลยุคแรกทำความไวแสงไว้ไม่มากแต่ก็สูงเท่ากับฟิล์มไวแสงที่มากที่สุดแล้ว ขณะที่กล้องในยุคปัจจุบันสามารถตั้งค่าความไวแสงได้สูงทะลุฟ้า ซึ่งแทบจะทำให้ถ่ายภาพได้ทุกความสว่างที่ตาคนเราจะมองเห็นได้
เทคโนโยลีการโฟกัสภาพก็พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด การจับโฟกัสวัตถุแม่นยำ กล้องดิจิทัลในปัจจุบันรู้จักวัตถุต่างๆ สามารถโฟกัสติดตามได้แทบจะทุกสิ่งในโลก กล้องรู้จักตัวคน หน้าคน ดวงตาของคน บางรุ่นพัฒนาไปถึงรู้จักสัตว์ ดวงตาสัตว์ รู้จักวัตถุอย่างรถยนต์ จักรยาน ทุกสิ่งที่มีโอกาสถูกถ่ายภาพกล้องดิจิทัลจะมีความสามารถในการรับรู้ว่ามันกำลังถ่ายภาพวัตถุชนิดใดอยู่
มาถึงยุค Mirrorless ที่พัฒนาต่อจาก DSLR กล้องเริ่มมีความสามารถสูงขึ้นไปอีก สามารถถ่ายภาพวิดีโอได้อย่างดี ความสามารถของฮาร์ดแวร์ที่รับค่าแสงได้ทุกระดับ การประมวลผลที่ฉลาด ช่างภาพเริ่มไม่ต้องระวังการวัดแสงแล้ว เพราะกล้องมีความสามารถในการเก็บภาพได้ในทุกสภาพแสงที่ตาเห็น และที่น่าตื่นเต้นจนต้องบันทึกไว้ในโพสท์นี้ก็คือ การถ่ายภาพวัตถุสีขาวกล้องสามารถเข้าใจสีและให้ค่าการวัดแสงที่พอดีกับสีขาว ทำให้เราไม่ต้องชดเชยแสงอีกในตอนที่เราถ่ายภาพวัตถุสีอ่อน ดูภาพตัวอย่างที่เป็นถ้วยสีขาว อาหารในถ้วยเป็นสีขาว โต๊ะสีขาว ภาพเหล่านี้ปกติจะทำให้กล้องฟิล์มและกล้อง DSLR วัดแสงผิดมานักต่อนัก แต่กล้องรุ่นใหม่ แบบ Mirrorless กลับให้ค่าการวัดแสงที่พอดี
นอกจากจะไม่ถูกหลอกด้วยค่าความสว่างของสีขาวแล้ว เรื่องความเร็วชัตเตอร็ที่จะทำให้ภาพไม่สั่นก็ปรับสูงขึ้นโดยมีการตั้งค่า iso ให้อัตโนมัติ ความผิดพลาดในยุคของ mirrorless แทบจะเป็นศูนย์เลย มันจึงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นของช่างภาพวัยเก๋าที่ผ่านการเรียนรู้มายาวนาน ตื่นเต้นเพราะต่อไปนี้แทบไม่ต้องระวังสิ่งที่จะทำให้ภาพมีคุณภาพต่ำแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาทำงานและตรวจสอบหลายๆๅเรื่องอย่างการตั้งค่าแสง ความไวชัตเตอร์ และรูรับแสงของเลนส์
ไม่ใช่แค่การเป็นกล้องยุคใหม่ แต่การออกแบบของ ZV-1F ยังเน้นไปที่การออกแบบให้เล็ก กระทัดรัด น้ำหนักเบา เลือกใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสเดี่ยวเพื่อให้กล้องมีขนาดเล็กแต่ยังคงมีคุณภาพของภาพที่สูงลิบอยู่ การทำให้ช่างภาพรู้สึกว่ากล้องไม่เป็นภาระในการพกพา และไม่รู้สึกยุ่งยากในการหยิบออกมาถ่าย เหตุผลเหล่านี้จะทำให้กล้องถูกใช้งานได้บ่อย และทำให้ได้ภาพ ก็จะมีโอกาสเกิดเป็นภาพที่ดี
ระบบวิดีโอที่พัฒนามาอย่างดีทำให้ ZV-1F เป็นกล้องวิดีโอที่ให้คุณภาพสูงกว่าการถ่ายวิดีโอด้วยโทรศัพท์มือถือ กล้องสามารถโฟกัสติดตามวัตถุในภาพได้แม่นยำ มีระบบการวัดแสงที่ฉลาดและแน่นอน และปรับโทนสีภาพที่เลือกใช้ได้เหมือนภาพนิ่ง ทำให้เราได้ภาพวิดีโอที่พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องปรับแต่งสีในขั้นตอนการตัดต่อ ทำให้เจ้าของกล้องลดเวลาการทำงานลงได้ ผลคือจะทำให้มีคลิปไปใช้งานได้สะดวกรวดเร็วขึ้น
เคยมีคนพูดไว้ว่า กล้องที่ดีคือกล้องที่อยู่ในมือ ประโยคนี้เป็นจริงสำหรับช่างภาพทุกคน และกล้องตัวเล็กกระทัดรัดความสามารถสูงอย่าง ZV-1F ก็ทำให้ประโยคพูดนี้เป็นจริงยิ่งขึ้น เราแค่พกกล้องที่ถูกใจสักตัวออกไปทำงาน ไปเที่ยว ไปกิน ไปเปิดหูเปิดตา แล้วเราก็จะได้ภาพได้คลิปที่นำกลับมาใช้งานได้ จะเขียนบทความเป็น Blog หรือจะบันทึกคลิปทำ Vlog เครื่องมืออย่าง ZV-1F ก็ตอบสนองได้จริงๆ
ฮอนด้าฟรีดมีขายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี คศ 2010 และผมก็ซื้อใช้ตั้งแต่ปีแรก ใช้ยาวจนถึงปีปัจจุบันก็ 14 ปีเต็มๆแล้ว นับว่าเป็นรถที่ตอบสนองการใช้งานได้ดี และค่อนข้างทน แต่ก็มีอาการเสียประจำรุ่นที่เป็นกันถ้วนหน้า 1 ในหลายอาการประจำรุ่นคือ น้ำเข้าโคมไฟด้านท้ายซึ่งจะทำให้หลอดไฟเสียได้ ผลก็คือไฟท้ายดับและไฟเบรคก็ดับตามไปด้วยเพราะอยู่ในหลอดเดียวกัน
หลอดไฟสำหรับใช้งานไฟท้าย และไฟเบรค ในฮอนด้าฟรีด ก็คือหลอดชนิด T20 แบบ 2 ไส้ จะเลือกซื้อเปลี่ยนด้วยหลอดไส้โบราณก็ได้ หรือจะใช้เป็น LED ก็ได้ แต่หลอด LED ที่ผมเจอมันไม่ค่อยทน การดับครั้งนี้เลยเลือกจะซื้อหลอดโบราณใส่รถ และก็ได้หลอดแบบนี้มาเปลี่ยน Osram T20 12v.
ซื้อที่นี่ https://s.shopee.co.th/4VIs3mC8fp
แต่ก่อนจะเปลี่ยนให้เราแก้ไขปัญหาน้ำเข้าโคมไฟก่อน สาเหตุคือ ฝนตกหนักแล้วน้ำเข้า รวมกับพลาสติกที่ล้อมรอบหลอดไฟมีอาการปริ แตก แรกๆก็แตกน้อยๆ หลังๆก็แตกเยอะขึ้น ทำให้หลอดไฟโดนน้ำ ผมเคยปิดรอยแตกด้วยเทปฟอยล์อย่างหนาไปแล้ว 1 ครั้ง แต่ครั้งนี้ รอยปริแตกมันเกิดใหม่และอยู่ตำแหน่งอื่น ก็เลยทำให้น้ำรั่วเข้าไปได้ง่ายขึ้น เราต้องถอดโคมไฟออกมาเทน้ำออกแล้วอุดรอยแตกก่อน แต่จะบอกข่าวร้ายให้ อุดไปก็แตกซ้ำได้ อุดทุกครั้งที่หลอดดับก็แล้วกัน
การแกะโคมไฟต้องใช้เครื่องมือ ผมใช้ประแจเบอร์ 8 ชื่อฝรั่งก็น่าจะเป็นคำว่า Socket Wrench หรือ Triangle Wrench เป็นของที่มีขายในออนไลน์ และมีในร้าน DIY มีในร้าน20บาทด้วย เมื่อไขน็อตสองตัวออกมาแล้ว ตัวโคมจะต้องดึงออกโดยมีเทคนิคนิดหน่อย ดังนี้คือ ห้ามดึงถอยหลังตรงๆ หรือ ห้ามดึงไปทางซ้าย แต่ต้องดึงไปทางทิศ 8 นาฬิกา โดยเทียบกับให้ด้านหน้ารถคือ 12 นาฬิกา ทางซ้ายคือ 9 นาฬิกา ย้ำว่าเราต้องดึงโคมไฟด้านซ้ายออกไปทาง 8 นาฬิกา ส่วนโคมไฟด้านขวาก็ดึงทาง 4 นาฬิกา ในโพสท์นี้เราคุยกันเรื่องโคมไฟท้ายด้านซ้าย
เมื่อถอดโคมได้แล้ว ก็จะเห็นจุดที่เป็นเทปกาว ซึ่งเป็นเทปกาวอันเก่าที่ผมปิดรอยร้าวเอาไว้
เวลาที่ผ่านไป รอยร้าวเกิดใหม่ก็ค่อยๆโผล่มา เทปกาวอันเก่ายังอยู่ แต่รอยร้าวอันใหม่มันเกิดอีกแนวหนึ่ง ครั้งนี้ก็ต้องอุดเพิ่ม ทำความสะอาด เช็ดฝุ่นออกให้หมด แล้วใช้เทปกาวฟอยล์ปิดลงไปอีกชั้น ผมปิดทับเทปกาวอันเก่าไปด้วยเลย ไม่แกะออก เทปกาวซื้อร้านเครื่องมือช่างหรือร้าน DIY ก็ได้ ผมได้มากล่องละ 20 บาท ในกล่องมีเทปกาวยาวประมาณ 1 เมตร ถ้าสะดวกออนไลน์ก็ลองลิงค์นี้ได้ https://s.shopee.co.th/4VIsaJSzag
ก่อนประกอบโคมกลับอย่าลืมเทน้ำออกก่อน บางคนก็หาโคมชิ้นใหม่มาใส่เลย บางคนใช้โคมของรถรุ่น Hybrid มาใส่ โดยหาจากร้านที่ขายอะไหล่หรือของแต่งญี่ปุ่น ลองหาตามสะดวก ผมคิดว่านานๆเปลี่ยนหลอดไฟสักทีก็ไม่ได้ลำบาก คันนี้อายุรถ14 ปี ผมเปลี่ยนหลอดไฟท้ายเองประมาณ 3 ครั้ง
ฮอนด้าฟรีดเป็นรถอเนกประสงค์ที่มีขนาดเล็ก ขนของได้เยอะ มีประตูสไลด์ทั้งด้านซ้ายและขวา สามารถเปิดปิดประตูสไลด์ได้จากรีโมท เครื่องยนต์ 1500ซีซี แรงม้าเท่ากับรถอีโค่คาร์ทั่วไป ต่อภาษีปีละแปดร้อยกว่าบาท ยางรถยนต์สี่เส้นยี่ห้อกลางๆราคาประมาณ 6พันบาท นับว่าเป็นรถที่มีค่าใช้จ่ายในการดูแลไม่มาก มีเพื่อนร่วมถนนเยอะ มีคลับที่พูดคุยกันเรื่องรถที่ช่วยกันแก้ปัญหาช่วยกันแนะนำ ย้อนกลับไปอ่านรีวิวรถคันนี้ได้ที่นี่
ปุ่มกดเข้าสู่ bios ของเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ละยี่ห้อจะใช้ปุ่มไม่เหมือนกัน ลองดูตามตารางว่าเครื่องไหนใช้ปุ่มอะไร การเข้า bios มีหลายวัตถุประสงค์ แต่ส่วนมากจะเป็นการเข้าไปแก้ปัญหา เพราะถ้าไม่มีปัญหาเราจะไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้
ASRock: F2 or DEL
ASUS: F2 for all PCs, F2 or DEL for Motherboards
Acer: F2 or DEL
Dell: F2 or F12
ECS: DEL
Gigabyte / Aorus: F2 or DEL
HP: F10
Lenovo (Consumer Laptops): F2 or Fn + F2
Lenovo (Desktops): F1
Lenovo (ThinkPads): Enter then F1.
MSI: DEL for motherboards and PCs
Microsoft Surface Tablets: Press and hold volume up button.
Origin PC: F2
Samsung: F2
Toshiba: F2
Zotac: DEL
Acer: Del or F2
Asus: F9
Dell: F12
HP: Esc or F10
Lenovo: F1 or F2
Samsung: F2
ปลั๊กพ่วงแบบนี้ตามหามานานแล้ว จุดเด่นคือตัวเสียบแบบบาง สามารถใช้ในที่แคบ เสียบปลั๊กที่อยู่หลังตู้ได้ ลองใช้แล้วก็แน่นหนา แข็งแรงดี ไม่ได้ดูเป็นของที่พร้อมจะพัง สามารถเสียบปลั๊กบนตัวมันได้ 8 ช่อง เหมาะสำหรับอุปกรณ์ไอทีทั้งโต๊ะเลย มีช่อง usb-A และ usb-C ให้อีก ใช้ตามสะดวกเลย
สั่งซื้อได้ที่นี่ https://s.shopee.co.th/7006GlirL9



สั่งซื้อได้ที่นี่ https://s.shopee.co.th/7006GlirL9