ถ่ายภาพทุ่งนาและต้นข้าว

ผมได้รับงานถ่ายภาพจากคนรู้จักแนะนำต่อ ลูกค้าคนใหม่นี้อยู่ต่างจังหวัด งานคือต้องไปถ่ายภาพต้นข้าวและทุ่งนาที่จังหวัดชัยนาท น่าจะใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อเก็บภาพให้ครบตามเนื้อหาที่ต้องการ นัดวันเสาร์ วันศุกร์เย็นผมเพิ่งจะได้รับการอธิบายการเดินทาง นับว่ากระทันหันอย่างมาก

ผมตื่นเช้าตามปกติ ไปเคลียร์งานที่โรงพิมพ์ก่อนเล็กน้อย แล้วก็ออกเดินทาง โดยอุปกรณ์ถ่ายภาพทั้งหมดยังคงอยู่ในรถยนต์ ซึ่งไม่ได้ขนลงหลังจากที่กลับมาจากการถ่ายภาพอาหาร มีเพียงแบตเตอรี่ของกล้องและแผ่นเมมโมรี่เท่านั้นที่หยิบออกมาเพื่อชาร์จและก๊อปปี้ไฟล์งานเก่าเก็บไว้

ผมออกเดินทางจากบ้านตอน 09.00 น. ขึ้นทางด่วนไปดินแดงแล้วต่อโทลเวย์ แล้วก็ขับตรงไปยังชัยนาท ผมไปถึงประมาณ 11.15 น. นั่งพัก กินข้าง คุยเรื่องเนื้อหาที่ต้องถ่ายภาพ แล้วก็เร่ิมงานถ่ายกันประมาณบ่ายโมง

ครั้งนี้เป็นการถ่ายภาพทุ่งนาและต้นข้าวในระยะใกล้ชิดมาก เมื่อก่อนได้แต่ขับรถผ่านแล้วอย่างมากก็แวะข้างทาง หยิบกล้องมาส่องแล้วกดชัตเตอร์เก็บภาพแค่ไม่กี่นาที แต่รอบนี้ ผมได้ใช้เวลากับทุ่งนาและต้นข้าวอย่างเต็มที่ ได้ความรู้รอบตัวเรื่องข้าวค่อนข้างเยอะ เพราะลูกค้าอธิบายเรื่องราวหลายๆอย่างให้ฟังอย่างหมดเปลือก คงต้องการให้ผมเข้าใจพฤติกรรมของข้าว ผมก็เห็นด้วย

ก่อนจะมาถ่ายภาพชุดนี้ผมหาข้อมูลภาพทุ่งนาและต้นข้าวอยู่หลายชั่วโมง เพื่อจะดูว่าเขาถ่ายภาพลักษณะไหนกันบ้าง ดูจบแล้วก็พอจะรู้แนวและรู้ว่าจะถ่ายภาพเพื่อนำไปใช้งานทำสิ่งพิมพ์อย่างไรถึงจะใช้งานง่าย การทำการบ้านมาก่อน และการได้มีเวลาอยู่ในสถานที่จริงค่อนข้างนานทำให้ผมสามารถถ่ายภาพได้ง่ายขึ้น มีภาพที่ดีจำนวนมากในมาตรฐานของผม แม้ว่าผมจะไม่ค่อยแน่ใจว่าลูกค้าจะชอบภาพลักษณะนี้หรือไม่ แต่ผมก็พอใจของผมเอง

ภาพริมทุ่งแบบนี้จะเห็นแนวคันดินและต้นข้าว เป็นเพราะผมยืนอยู่ด้านข้าง ไม่ได้ลุยเข้าไปเลยได้ภาพมาลักษณะนี้ เป็นภาพที่จัดองค์ประกอบแบบสมดุลย์ ไม่ได้มีความหมายอื่นๆที่แอบแฝงไว้ ผมมองภาพส่วนใหญ่ในวันนี้เป็นแบบเรขาคณิต คือมองสัดส่วน รูปทรง แต่เพียงเท่านั้น ไม่ได้ซ่อนความหมายอะไรไว้ในภาพ

หลายภาพเป็นภาพเพื่อความมั่นใจ หมายความว่าเป็นภาพที่ไม่แย่ เป็นภาพที่สามารถเอาไปใช้งานทำเอกสาร ทำสื่อต่างๆได้ไม่ยาก ผมเรียกภาพลักษณะนี้ว่า “เซฟช็อต” คือได้ภาพที่ดีในระดับนึง อาจจะไม่ได้สร้างสรรให้หวือหวาหรือโชว์ภูมิใดๆ

ภาพคนถือขวดผลิตภัณฑ์ เป็นภาพแนวบังคับว่าเนื้อหาต้องมีคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ด้วย ภาพนี้เป็นภาพที่ผมพยายามถ่ายให้ดูแปลกกว่าภาพเซฟช็อต เลยเลือกที่จะถ่ายคนด้วยเลนส์มุมกว้างพร้อมกับการเลือกใช้แฟลชเสริมยิ่งเข้าไปด้านหน้าด้วย ลักษณะภาพที่ออกแบบไว้ในหัวจะต้องมีท้องฟ้าสีฟ้าสวยๆอยู่ด้านหลัง แต่วันนี้มีเมฆเยอะ เลยได้มาแค่นี้

ภาพนี้เป็นภาพที่ถ่ายออกมาจากเพิงที่พักของชาวนาเจ้าของที่ดิน ผมเห็นว่าที่นั่งตรงนี้มันร่ม และรู้สึกสบายตาที่จะมองออกมา เห็นด้านบนเป็นส่วนมืด ด้านล่างก็เป็นส่วนมืด เลยเลือกที่จะวัดแสงให้ต้นข้าวด้านนอกได้รับแสงพอดี แล้วปล่อยให้ด้านไม่โดนแสงมืดไปเลย

นี่คือเบื้องหลังอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้่ถ่ายภาพ ผมใช้แฟลชสองตัวช่วยกันยิงแสงออกมาสู้กับแสงแดด แต่ก็ยังให้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีพอ จริงๆอยากได้แฟลชแรงกว่านี้ แต่ผมมีอยู่แค่สองตัวเลยไม่ค่อยตรงใจสักเท่าไหร่ ภาพที่ใช้แฟลชก็คือภาพคนด้านบนที่พูดถึงไปแล้ว

ภาพแปลงต้นกล้า เป็นต้นกล้าที่ถูกจ้างปลูกเอาไว้ ชาวนายุคปัจจุบันหลายคนเริ่มจ้างคนอื่นปลูกต้นกล้า เมื่อต้นกล้าโตเต็มก็ค่อยมาเอาไปลงดินจริงๆ ธุรกิจปลูกต้นกล้าก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีรายได้ค่อนข้างดี เพราะชาวนาหันมาใช้บริการจ้างปลูกต้นกล้าเยอะขึ้นเรื่อยๆ

ภาพนี้คือต้นกล้าอายุ 1 วัน จริงๆคงไม่สามารถเรียกว่าต้นกล้าได้ เพราะมันยังเป็นแค่เมล็ดข้าวที่กำลังงอกหมาดๆ อายุแค่หนึ่งวัน

พอผ่านไปหลายวันต้นกล้าก็สูงขึ้น ยืนต้นวางเบียดกันเต็มกระบะ

ต้นกล้าอายุประมาณสองอาทิตย์ก็พร้อมจะถูกนำไปลงดินจริงๆ บางคนใช้ปักดำ บางคนใช้โยนกล้า ซึ่งเริ่มมีคนรู้จักวิธีโยนมากขึ้นเรื่อยๆ ภาษาท้องถิ่นเรียกวิธีการโยนว่า “นาโยน”

สาวคนนี้คือผู้รับจ้างปลูกต้นกล้า

ภาพชุดนี้มีคุณภาพค่อนข้างดี หลายภาพมีองค์ประกอบที่เหมาะสำหรับนำไปทำเอกสารและสื่อสิ่งพิมพ์ มีภาพของแถมหลายรูปที่ผมเห็นแล้วเลือกถ่ายเก็บไว้ด้วย

อย่างเช่นภาพนี้เป็นต้น ไม่รู้ว่าบริษัทที่ขายขนมถุงที่อยู่ในมือของเด็กคนนี้จะดีใจบ้างไหมถ้าได้เห็นภาพนี้

ผมเสร็จงานที่ชัยนาทประมาณห้าโมงเย็น กินข้าวเสร็จก็ขับรถกลับ ใช้เวลาเดินทางกลับประมาณสามชั่วโมง

ถ่ายอาหารอีกครั้งด้วยอุปกรณ์อนาถา

มีงานถ่ายภาพอาหารเข้ามาอีกแล้ว เป็นอาหารประเภทข้าวในร้านฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่ง คราวที่แล้วถ่ายภาพแฮมเบอร์เกอร์ คราวนี้เป็นจานข้างซึ่งขนาดใหญ่กว่าเดิม ทำให้ผมต้องเปลี่ยนอุปกรณ์การถ่ายภาพเล็กน้อย

ลักษณะของอุปกรณ์ช่วยถ่ายในงานประเภทนี้คือเต๊นท์สำหรับถ่ายสินค้า ตอนที่ถ่ายของเล็กๆผมก็เอากล่องกระดาษขนาดไม่ใหญ่มาเจาะเพื่อติดกระดาษขาวบาง แล้วก็เอาสินค้าไปวางในกล่องเพื่อถ่าย แต่คราวนี้สินค้าใหญ่ขึ้น ผมเลยต้องเปลี่ยนเต๊นท์ให้ใหญ่ขึ้นเช่นกัน

กล่องใบใหม่นี้เป็นกล่องใส่ปริ๊นเตอร์ ผมรื้อหากล่องเก่าๆในโรงพิมพ์เพื่อเอามาดัดแปลง ใช้เวลาเลือกกล่องอยู่เกือบชั่วโมง แล้วก็จัดการตัดด้านข้างสองด้าน ด้านบนอีกหนึ่งด้าน สั่งคนงานทำให้ แล้วกล่องก็พร้อมใช้งานตอนสิบโมงเช้า ซึ่งคิวงานผมนัดไว้ตอน 11.00 น. ที่ถนนรามคำแหงใกล้ถนนวงแหวนตะวันออก

ทีแรกจัดไฟด้วยแฟลชตัวเดียว คือติดแฟลชไว้บนขาตั้งแล้วส่องข้างบนของกล่อง วางวัตถุในกล่องตามภาพ ได้ตัวอย่างงานตามที่เห็น

แล้วก็จัดการวางสินค้าจริงเข้าไปถ่าย เมนูอาหารจานเดียว แบบเดียว แต่วางหลายๆแบบ แล้วก็มีบางภาพที่ลองเพิ่มแสงแฟลชด้านข้างเข้าไปด้วย ผลลัพธ์ที่น่าพอใจออกมาในภาพช่วยสุดท้าย คือเป็นภาพที่ใช้แฟลชสองตัว โดยแฟลชตัวที่สองอยู่ทางด้านขวามือ

ได้แสงที่ต้องการแล้วก็ลองขยับอาหารดูหลายๆแบบ ได้ภาพคล้ายๆกัน ซึ่งลูกค้าดูแล้วก็พอใจ จบงานได้ภายในสองชั่วโมง

งานนี้ใช้เวลาเดินทางไปกลับนานกว่าเวลาที่ใช้ถ่ายภาพ

เก็บอดีตมาเล่า วิทยุ โมเดิร์นด๊อก พระพุทธชินราช

ครอบครัวผมขายบ้านออกไปหลังหนึ่งเพราะว่าดูแลไม่ทั่วถึง บ้านหลังที่ผมโตขึ้นมาสมัยเรียนหนังสือ พอขายไปก็ต้องย้ายของออกมา พอย้ายของก็ได้เจอเรื่องในอดีตหลายเรื่อง เลยเก็บของบางอย่างมาถ่ายรูปเก็บไว้

วิทยุขวดโค้ก
มันเป็นวิทยุที่รับคลื่นแทบไม่ได้เลย ในสมัยนั้นปีไหนผมจำไม่ได้ มันเป็นของแถมมาจากร้านไอศรีมสเวนเซ่น ในตอนนั้นมันรับคลื่นได้บ้างไม่ได้บ้าง คลื่นหลักๆพอรับได้ แต่พอเปลี่ยนคลื่นอาจจะหมุนกลับมาที่เดิมไม่เจอ สรุปว่าวิทยุเครื่องนี้เป็นของพรีเมี่ยมที่ดูน่าสนใจแต่ใช้งานไม่ได้เรื่อง ยิ่งถ้าเอามาเปิดในปีนี้ (พ.ศ.2553) ผมคิดว่ามันคงจะรับคลื่นลำบากยิ่งกว่าเดิม เพราะวิทยุชุมชนมันอัดแน่นเต็มไปหมด ผมจะฟังคลื่นวิทยุหลักๆสักคลื่นบางทียังฟังไม่ได้ เพราะโดนคลื่นวิทยุชุมชนเบียดแย่งไปหมดเลย

เทปโมเดิร์นด๊อกชุดแรก
เทปม้วนนี้เป็นอัลบั้มแรกแต่ปั๊มออกมาขายรอบที่สอง เพราะเทปม้วนนี้มีเพลงแถมคือเพลง “ก่อน” ในแบบอคูสติกด้วย มันเป็นเพราะเพลงนี้มันดังและฮิตมากนั่นเอง เทปม้วนแรกจริงๆของผมหายไปไหนผมก็จำไม่ได้แล้ว เลยซื้ออีกม้วนตอนที่มันมีเพลงแถมด้วย นอกจากเทปแล้วผมก็มีแผ่นซีดีเหมือนกัน เป็นแผ่นที่ผมพกไปขอลายเซ็นต์ของศิลปินตอนเขามาเล่นที่มหาวิทยาลัย ว่าไปแล้ว โมเดิร์นด๊อกก็กลายเป็นตำนานไปเลยหลังจากที่ทำอัลบั้มออกมาเพียงแค่ชุดเดียว เพลงอาจจะไม่เพราะทั้งหมด แต่มันสร้างสรรค์มากทุกเพลง เป็นความพยายามที่น่าชื่นชม และไม่รู้ว่าจะหาวงดนตรีวงไหนที่มีความสร้างสรรค์และนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่วงการเพลงไทยได้อีกครั้งเหมือนแบบที่โมเดิร์นด๊อกเคยทำได้

ภาพพระพุทธชินราช
ผมเป็นเจ้าของภาพนี้แต่ผมไม่ได้ถ่ายภาพนี้ ที่บอกอย่างนี้เพราะว่าผมวางแผนที่จะถ่ายภาพนี้ตั้งแต่ต้นโดยการฝากกล้องมีเดียมฟอร์แม็ต Yashica 635 ซึ่งเป็นกล้องโบราณแบบทวินเลนส์ไปกับเพื่อนที่กำลังเดินทางไปเที่ยวภาคเหนือ เพื่อนผมชื่อ “เขียน” มันไปเที่ยวและมันก็เป็นคนชอบถ่ายรูปด้วย มันพกกล้องของมันไปด้วย ผมก็เลยฝากกล้องโบราณติดไปด้วยตัวนึง และบอกกับมันว่า ภาพพระพุทธชินราชผมขอให้มันช่วยถ่ายให้หน่อย กล้องโบราณตัวนี้ไม่มีตัววัดแสง หมายความว่าต้องใช้กล้องสมัยใหม่ช่วยวัดแสงเสียก่อน แล้วก็มาปรับกล้องโบราณด้วยค่า f และ speed ที่วัดได้ ถ่ายให้องค์ประกอบสมดุลย์ ก็เลยได้ภาพนี้มา หลายปีผ่านไปฟิล์มก็หลงติดไปอยู่กับเพื่อนผมจนแทบจะหาไม่เจอแล้ว แต่สุดท้ายก็ตามกลับมาจนได้ ภาพนี้ผมเอาฟิล์มไปสแกนที่ร้านอัดรูปเพื่อเก็บไว้ดูในคอมพิวเตอร์ พระพุทธชินราชถูกบูรณะครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด ทำสี และเปลี่ยนผนัง จัดแสงไฟใหม่ ภาพนี้เลยเป็นภาพที่ไม่อาจจะถ่ายได้อีก

รีวิวเก้าอี้ aeron chair ของ herman miller เก้าอี้เพื่อคนนั่งนาน

ช่วงห้าปีหลังมานี้ผมมีปัญหากับอาการปวดหลัง บางครั้งปวดรุนแรงถึงกับงอตัวไม่ได้ ตอนที่ปวดมากๆ ไม่สามารถออกแรงพยุงตัวเองออกจากรถยนต์ได้เลย เพราะท่าลุกออกจากรถยนต์มันใช้กล้ามเนื้อหลังเป็นหลัก อาการปวดหลังจะเป็นอยู่นานๆที แต่มันก็เป็นบ่อยจนผมจำ จำว่าผมเป็นคนมีหลังไม่แข็งแรง

เคยไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นกระดูกทับเส้นประสาท แฟนบอกกระดูกสันหลังของผมอาจจะคด แอบคิดไปเองว่าท่านั่งทำงานของผมคงมีปัญหา คงต้องพยายามเปลี่ยนเก้าอี้ที่นั่งทำงาน เพื่อให้สภาพหลังและก้นดีขึ้น

aeron1

แล้วก็ได้มารู้จักเก้าอี้ยี่ห้อ herman miller ซึ่งยี่ห้อนี้เป็นยี่ห้ออะไรมาจากไหนผมก็ไม่เคยรู้ ถ้าบอกว่ารถเบนซ์ รองเท้าไนกี้ กล้องนิคอน แบบนี้ก็พอจะรู้จัก แต่ยี่ห้อเก้าอี้ไม่เคยอยู่ในความสนใจ เมื่อหลายปีก่อนผมเคยได้งานพิมพ์ชิ้นหนึ่ง เป็นของบริษัท herman miller ซึ่งขายเฟอร์นิเจอร์ โดยเฉพาะเก้าอี้ในรูปแบบต่างๆ ลักษณะของสิ่งพิมพ์ที่เขาสั่งพิมพ์กับผมนั้นเป็นงานออกแบบสิ่งพิมพ์ที่เรียบง่ายและสร้างสรรค์ ไม่เหมือนใบปลิวของสินค้าอื่นทั่วไปที่แจกกันดาดดื่นไม่มีราคา สิ่งพิมพ์ชุดนั้นทำให้ผมอยากรู้ราคา และพอรู้แล้วก็ทำใจลืมไปเสียทันที เพราะมันเป็นเก้าอี้ที่แพงเหลือเกิน แพงในแบบที่ผมไม่คิดว่าผมจะอยากได้มัน

และเมื่อไม่นานมานี้ อาการปวดหลังก็กลับมาอีกครั้ง ประจวบกับในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งมีการพูดคุยกันเรื่องเก้าอี้ที่สามารถช่วยแก้อาการปวดหลังได้ ผมก็เลยสนใจและลองหาข้อมูลดู เก้าอี้ที่ว่านี้ชื่อ Aeron Chair เป็นของ Herman miller และมีการรวมตัวกันซื้อของสมาชิกเว็บบอร์ดด้วยเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง

aeron2

สมัยทำงานใหม่ๆ ผมทำงานในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ เป็นงานที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานเป็นหลัก จะเกิดงานก็ต่อเมื่อนั่งหน้าจอคอมฯเท่านั้น ในตอนนั้นก่อนจะนั่งเขียนโปรแกรมในแต่ละวัน ผมจะจัดที่ทาง จัดโต๊ะทำงาน เตรียมขนม ของกิน กาแฟ สมุด กระดาษ แก้วน้ำ และเก้าอี้อย่างพร้อมเพียง เพื่อให้สมาธิอยู่กับงานเต็มที่ นอกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ดีๆสักตัวแล้ว สิ่งที่อยากได้คู่กันถ้าเลือกได้ก็คือเก้าอี้ที่ถูกใจ แต่ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าเก้าอี้ดีๆมันมีราคาเท่าไหร่ และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีธุรกิจขายเก้าอี้ดีๆอยู่ในโลกนี้ด้วย เพราะความคิดในวัยนั้นคิดว่า ที่รองก้น มีพนักพิง ก็พอแล้ว

ในเว็บบอร์ดตกลงรวมตัวกันไปซื้อเก้าอี้ ผมยกมือเป็นหนึ่งในนั้น แล้วก็แวะไปที่โชว์รูม ซึ่งเป็นโชว์รูมที่ผมเคยขนสิ่งพิมพ์ไปส่ง ที่เดิม เวลาเปลี่ยน วัยวุฒิเปลี่ยน ผมแก่ขึ้น และมีความอยากจะลงทุนกับสิ่งที่เรียกว่าสุขภาพมากขึ้น ก็เลยซื้อกลับมา 1 ตัว และวันนี้มันก็มาส่งแล้ว ผมนั่งทำงานและพิมพ์ข้อความนี้บนเก้าอี้ตัวใหม่นี้

จากเอกสารที่หาอ่านในอินเทอเน็ต Aeron เป็นเก้าอี้ที่ออกแบบโดยสถาปนิก เพื่อสถาปนิก และมีงานวิจัยรองรับอยู่หลายสิบชิ้น ยิ่งหาก็ยิ่งเจอแต่คำแนะนำให้ใช้ ยิ่งเจอแต่คำชมว่า aeron chair เป็นเก้าอี้ที่ดีที่สุดสำหรับการนั่งทำงาน เป็น the wish list ของโปรแกรมเมอร์และคนนั่งโต๊ะทำงานเกือบทั่วโลก และยังได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมอีกหลายรางวัล เป็นเก้าอี้แห่งทศวรรษกันไปนั่น

นอกจากคำสรรเสริญเยินยอแล้ว ยังมีข้อมูลอื่นๆที่ประกอบการตัดสินใจให้ผมอีกหลายอย่าง แต่ละอย่างเป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามัน “เจ๋ง” เช่น การรับประกัน 12 ปี ซื้อก่อนแต่งงาน สามารถใช้งานได้ยาวนานจนลูกโต ถ้าลูกอยู่ ม.1 ก็จะใช้ได้จนเรียนจบปริญญาโท มันคงเป็น 12 ปีที่ไม่ต้องมองหาเก้าอี้ใหม่ และผมก็หวังว่าเมื่อพ้น 12 ปีไปแล้วมันก็ยังคงใช้งานได้ดี และถ้าเสียก็คงซ่อมไม่แพงเกินไป มันน่าจะอยู่กับผมจนลืม นอกจากการรับประกันที่ยาวนานแล้ว ยังมีงานโฆษณาออกมาให้ดู เขาเอาเก้าอี้ไปเล่นฮ็อกกี้ เพื่อโชว์ว่าเก้าอี้แข็งแรง ล้อหมุนทนทาน แต่ผมถามพนักงานขายแล้ว เขาบอกว่า ถ้าเอาไปเล่นฮอกกี้แล้วเก้าอี้แตก หรือหัก คงไม่รับประกัน เพราะเป็นการใช้งานผิดประเภท โฆษณาเล่นฮ็อกกี้เป็นโฆษณาส่งเสริมการขายว่าเก้าอี้มันแข็งแรง แต่ไม่ได้อยากให้ลูกค้าเอาไปเล่นจริงๆ

รูปถ่าย0071

เก้าอี้มาส่งแล้ว วางเข้าไปในคอกทำงาน ผมซื้อสีดำเพราะราคาถูกกว่าสีโครเมี่ยม และได้ลองให้แม่นั่งเล่นแล้ว แม่ก็ยิ้มและบอกว่านั่งสบายดี สมราคา

รูปถ่าย0072

แม่ผมเป็นคนโคตรประหยัด ทีแรกที่ผมบอกว่าผมซื้อเก้าอี้ตัวละสี่หมื่นก็กลัวว่าแม่จะด่าเอา แต่กลับกลายเป็นแม่เห็นด้วย โชคดีจริงๆ

การใช้งาน

Aeron chair มี 3 ขนาด เราต้องสั่งซื้อให้ถูกขนาดที่เหมาะกับตัวเรา วิธีการเลือกขนาดก็คือ ไปทดลองนั่งที่โชว์รูม ลองทั้ง 3 ขนาด แล้วก็ค่อยตัดสินใจ   การนั่งเก้าอี้ตัวใหญ่เกินไป มันก็จะไม่โอบรอบตัวเรา การซัพพอร์ตต่างๆที่จะช่วยให้เรารู้สึกสบายขึ้นก็จะไม่ได้ผล  หากนั่งตัวเล็กเกินไปก็จะแคบและอึดอัด

เมื่อได้ขนาดที่ต้องการแล้ว เราก็ใช้งานมันเลย  เก้าอี้ตัวนี้ทำอะไรกับเรา  ตอนนั่งอยู่บนตัว aeron chair เป็นความรู้สึกว่าเรากำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ  เราไม่รู้สึกว่าตัวเรามีน้ำหนัก  หลัง ก้น ไม่ได้รู้สึกว่าต้องออกแรงแบกน้ำหนักตัว  มันทำให้เรานั่งนานๆได้โดยไม่เมื่อย   ผ้ารองนั่งและส่วนรองหลังที่เป็นตาข่ายชนิดพิเศษ ช่วยระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี  การนั่งนานๆจะไม่มีเหงื่อที่ก้นเลย  ทั้งก้นและหลังจะยังคงแห้ง ไม่หงุดหงิด   เทียบกับการนั่งรถยนต์ทางไกล  ต่อให้เราเปิดแอร์ในรถเย็นแค่ไหน แต่ถ้าเรานั่งรถไปสัก 2 ชั่วโมง หลังจะร้อน ก้นจะร้อน เพราะเบาะนั่งในรถยนต์มันระบายความร้อนไม่ดีนั่นเอง ซึ่ง aeron chair ทำได้ดีกว่าอย่างเหนือชั้น

นั่งทำงาน หรือ นั่งเล่นเว็บ ยาวๆสัก 3 ชั่วโมง ผมไม่รู้สึกเมื่อยล้าแต่อย่างใด  จะเป็นสายตาเสียอีกที่มองจอคอมนานๆแล้วรู้สึกไม่ดี  เก้าอี้ตัวนี้เป็นตัวช่วยให้เราโฟกัสอยู่กับงานได้นานยิ่งขึ้น  นานมากอย่างที่เราคาดไม่ถึง  ผมไม่แปลกใจเลยที่มันมาจากสถาปนิก  อาชีพที่ต้องนั่งทำงานยาวๆ  ในวันทำงานผมก็อยู่กับเก้าอี้ตัวนี้ตลอดแทบทั้งวัน  มีลุกเดินออกไปตรวจงานบ้าง แต่ก็กลับมานั่งได้สบายใจ  ในวันหยุดที่ไม่ได้ออกไปไหน  ผมก็มานั่งฟังเพลงบนเก้าอี้ตัวนี้  แม้ว่าจะเป็นเก้าอี้ทำงาน แต่มันก็ใช้นั่งฟังเพลงได้   จะฟังจากลำโพงหน้าคอมพิวเตอร์  หรือ หูฟัง ก็ยังคงใช้เวลาอยู่บนเก้าอี้ได้นานจนจบไปหลายเพลง

การนั่งเก้าอี้อย่าง aeron chair จะทำให้เราเคยชินกับคุณภาพและการออกแบบเพื่อรองรับสรีระ  เราจะเข้าใจคำว่า ergonomic ได้อย่างถ่องแท้   หลังจากใช้ไปหลายปีผมย้อนกลับมาเขียนอัพเดทข้อมูลอีกครั้ง ผมยังคงปลาบปลื้มกับการใช้เวลาบนเก้าอี้ตัวนี้อยู่  แถมตาข่ายผ้าที่ขึงตึงตั้งแต่วันแรกจนวันที่ผ่านมาแปดปี มันก็ยังคงตึงเหมือนเดิม  เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่มันไม่เก่า ไม่ย้วยเลย

มีนักเล่นเครื่องเสียงบางคนก็ใช้เก้าอี้แบบนี้ในห้องฟัง  แม้ว่าห้องฟังจะเหมาะกับโซฟา หรือเหมาะกับเก้าอี้ที่เตี้ยกว่าเก้าอี้ทำงาน  แต่หากจะต้องใช้เวลาในห้องฟังหลายชั่วโมง  จะนั่งดูหนังนานๆสัก สองชั่วโมงไม่ลุก  ผมจะใช้ตัวนี้แน่นอน  เก้าอี้ทรงอื่น รูปแบบอื่นแม้จะดูนั่งสบาย เอนหลังสบาย และดูนุ่มนวลดูดวิญญาณแค่ไหน แต่ถ้านั่งนานๆจะเจอปัญหาเรื่องความเมื่อยล้าและร้อนแทบทั้งสิ้น

เก้าอี้นี้เหมาะกับใคร

เหมาะกับสถาปนิก  เพราะเก้าอี้ตัวนี้ออกแบบโดยสถาปนิก

เหมาะกับโปรแกรมเมอร์  เพราะโปรแกรมเมอร์ที่สมาธิดี ไม่ลุกจากเก้าอี้จะได้โค้ดที่ไหลมาเทมา

เหมาะกับนั่งเล่นเครื่องเสียง  เพราะการนั่งฟังเพลงนานๆแบบไม่เมื่อยทำให้เราได้อรรถรสย์ของการฟังเต็มที่

เหมาะกับคนชอบอ่านหนังสือนานๆ

เหมาะกับคนปวดหลังเรื้อรัง  ผมลองแล้วผมหายปวดหลังไปยาวนานมาก นานจนลืมไปเลย

ขอบคุณ herman miller ที่ผลิตเก้าอี้ดีๆออกมาขาย  ขอบคุณนักออกแบบ

ภาพตอนท้ายนี้แถมให้ ถ่ายภาพเปรียบเทียบเมื่อเวลาผ่านไป 11 ปี

IMG_20211203_140525

การพอใจในผลงานของตนเองเท่ากับเป็นการเลือกที่จะอยู่อย่างคนโง่

เมื่อวานซืนผมได้รับอีเมลจากเพื่อนกลุ่มช่างภาพที่เคยเรียนด้วยกัน  ช่างภาพอาวุโสท่านหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกันได้เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวาย  ซึ่งคงเป็นวิธีตายของคนมีบุญ  เพราะคงไม่ได้เจ็บปวดอะไร  น่าจะเหนื่อยแล้วหลับไปเอง  พอผมได้ข่าวก็แวะไปร่วมงานศพเมื่อวานนี้  เป็นงานศพที่มีภาพผลงานของเขาวางโชว์อยู่  ขาตั้งแสดงภาพมีจำนวนพอๆกับขาตั้งพวงหรีด  เป็นงานศพอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ค่อยได้เห็น

ช่างภาพท่านนั้นชื่อ นายชาตรี อังอัจฉริยะ  อายุ 63 ปี  งานหลักเขาเป็นช่างซ่อมรองเท้า มีแผงประกอบการอยู่แถวถนนท่าดินแดง  งานอดิเรกคือการถ่ายภาพ  โดยเฉพาะภาพขาวดำ  และมีกิจกรรมออกทริปเดินทางท่องเที่ยวถ่ายภาพอยู่บ่อยมาก  ผมเรียกเขาว่า “ป๋า” เป็นเพราะป๋าอายุเยอะกว่าเพื่อนนักเรียนทุกคนอย่างมาก  เรามีอาจารย์คนเดียวกัน และอาจารย์ก็เรียกเขาว่า”ป๋า”เหมือนผม  ตอนนั้นป๋าหัดทำงานขาวดำ โดยมีอาจารย์เป็นคนให้คำแนะนำ  งานขาวดำเป็นมากกว่าการหัดถ่ายรูป  เพราะผมหัดถ่ายรูปจนผมมีภาพที่ดีที่ผมพอใจ  แต่ผมอัดภาพขาวดำได้แย่กว่าป๋า  เพราะผมไม่ได้หัดทำงานขาวดำอย่างจริงจัง  ไม่ได้พยายามทำงานขาวดำเหมือนอย่างช่างภาพงานขาวดำจริงๆเขาทำกัน  ผลงานขาวดำของป๋าเมื่อสิบปีที่แล้ว กับวันนี้ที่แสดงหน้าศพ เป็นผลงานที่แทบจะไม่ใช่คนเดียวกัน

การอัดภาพขาวดำเป็นงานศิลปะ  ถ้าทำไปอย่างไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่พิถีพิถัน มันจะดูว่าเป็นงานธรรมดา  ไม่มีแรงดึงดูดอะไรเลย  ผมเห็นภาพที่โชว์ในงานนี้แล้วรู้สึกได้คิด  การเรียนรู้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต  ผลของการเรียนรู้จะส่งผลในอีกหลายปีต่อมา

ภาพผลงานเหล่านี้เป็นงานขาวดำเกรดสูง  เป็นงานชั้นดี  เป็นงานที่ผมยังไม่สามารถทำได้เทียบเท่า  ด้วยเป็นเพราะประสบการณ์และชั่วโมงบินต่ำกว่าเยอะ  การเรียนรู้สะสมทีละเล็กละน้อยเป็นสิ่งจำเป็นของช่างภาพ  และอาจจะเป็นสิ่งจำเป็นของงานศิลปะทุกแขนง  ออกจากงานศพนี้แล้วมีเรื่องให้คิดเยอะเลย  “การพอใจในผลงานของตนเองเท่ากับเป็นการเลือกที่จะอยู่อย่างคนโง่”  ผมคิดแบบนี้

ภาพถ่ายพระพุทธรูป

ภาพถ่ายพระพุทธรูป พระพุทธรูปองค์นี้ตั้งอยู่ในระดับพื้น ความสูงจะน้อยกว่าส่วนสูงของผมนิดเดียว เห็นตั้งอยู่ริมผนังในวัดแห่งหนึ่ง ผมเห็นตำแหน่งที่ตั้ง เห็นว่ามีแสงเข้าทางซ้าย ก็รู้แล้วว่าภาพที่ได้จะต้องเป็นแบบนี้ คือด้านหนึ่งสว่างอีกด้านจะค่อนข้างมืด จรดกล้องถ่ายอย่างตั้งใจ เพราะรู้ว่าภาพลักษณะนี้ เอียงซ้ายหรือขวาเพียงนิดเดียวภาพจะไม่สวยเลย
กล้อง eos350 เลนส์ 18-55is โปรแกรม P วัดแสงพอดีแล้วใช้ค่าตามนั้นเลย ภาพแบบนี้ผมเห็นว่าไม่ต้องชดเชยแสง เพราะผิวทองเหลืองแบบนี้ ถ่ายพอดีก็สวย ถ่ายให้สว่างโอเว่อร์ 1 สต๊อปก็สวย แบบไหนก็ได้ และที่สำคัญ ลักษณะแสงที่ตกฝั่งซ้าย จะไปเฉลี่ยกับฝั่งขวา ทำให้ค่าแสงเป็นค่ากลางจริงๆ (คิดเยอะไปไหม?)

กล่องใส่ magic mouse กลายเป็นกล่องใส่นามบัตร

magic mouse เป็นเม้าส์ของ apple ที่ออกแบบมาเป็นแบบไม่มีปุ่ม และมีมัลติทัชให้ใช้งาน ถือว่าเป็นเม้าส์ที่มีวิวัฒนาการสูงที่สุดในโลกตัวหนึ่ง หน้าตาดี สวยงามตั้งแต่กล่องใส่กันเลย และผมก็ซื้อมาใช้งานแล้วหลายเดือน

วันนี้เหลือบไปดูบนชั้นวางของ เห็นกล่องใส่ magic mouse ที่ดูดี ราคาแพง วางอยู่เฉยๆ เลยคิดออกว่าเอามาใช้งานดีกว่า เลยเอามาใส่นามบัตรซะเลย เพราะกล่องใส่นามบัตรทั่วไปมักจะเป็นกล่องใสๆอยู่แล้ว ก็เอามาใช้แทนกันไปเสีย เวลาหยิบนามบัตรแจก คนที่พบเห็นจะได้รู้สึกสนใจมากยิ่งขึ้น

พอเอามาวางในกล่องแล้วลองจับมันวางเพื่อค้ำยันให้ฝากล่องมันเปิดทิ้งไว้ ดูแล้วรูสึกว่ามันสวยดี เลยจัดการถ่ายรูปเก็บไว้เสียหน่อย แต่จะถ่ายให้สวยก็ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยบ้าง ก็คือเอาเข้าไปถ่ายด้วยชุดไฟสำหรับถ่ายสินค้าเสียเลย ใช้ความรู้เกี่ยวกับการจัดแสงแฟลชเล็กน้อย แล้วก็ได้ภาพแบบนี้

เบื้องหลังก็คือ กล่องไฟอนาถาราคาประหยัด กับแฟลชถ่ายรูป นามบัตรที่ใส่ในกล่องก็ทำขึ้นมาใหม่เดี๋ยวนั้นเลย พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดิจิทัล แล้วก็ตัดขอบมนรอบด้าน มันก็กลายเป็นนามบัตรหรูหรา พร้อมกล่อง magic mouse ที่หรูหรายิ่งกว่า

ห้องมืดถูกใช้เป็นสตูดิโอขนาดย่อม เพราะว่าสภาพห้องมันมีโต๊ะวาง ทำให้่ถ่ายของสะดวก มีแอร์เปิดเย็นสบายทำให้ทำงานในห้องนี้ได้นาน คราวต่อไปจะดัดแปลงกล่องไฟอนาถาให้ใหญ่ขึ้น เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น อนาถาจะได้กลายเป็นผู้ดีมีราคา

ปล. ข้อมูลการถ่าย กล้อง Eos5d เลนส์ Tamron 28-75/2.8 แฟลช canon550 พร้อมตัวส่งสัญญาณ trigger ขณะถ่ายภาพปรับรูรับแสง f5.6 speed 1/125 iso100

พา honda freed ไปเข้าศูนย์ เช็คระยะ 10000 กิโลเมตร

ขับรถยนต์คันใหม่ Honda Freed มาครบสามเดือนแล้ว วิ่งไปได้ประมาณ 10500 กิโลเมตร ได้เวลาพาไปเข้าศูนย์เสียที ตอนแรกที่ได้รถมาใหม่ๆ พอใกล้จะครบ 1000 กิโลเมตร ก็โทรไปถามเซลส์ว่าต้องเอาเข้าศูนย์ไหม? เซลส์ตอบมาว่า เดี๋ยวนี้รถ Honda ออกแบบมาให้พ้นรันอินตั้งแต่วันขายแล้ว และเอาเข้าศูนย์อีกทีตอน 10000 กิโลเมตรได้เลย

ก็เลยเพิ่งจะได้เข้าศูนย์กับเขาครั้งนี้เป็นครั้งแรก ขับรถไปจอดไว้ที่โชว์รูม ใช้เวลาทำเอกสารประมาณ 15 นาที ก็เรียบร้อย อีกสองชั่วโมงเสร็จ ผมเลยนั่งแท๊กซีี่กลับมาทำงานก่อน แล้วค่อยแวะไปอีกที ค่าใช้จ่ายที่ศูนย์ประเมินอยู่ที่ 700 บาท เป็นค่าน้ำมันเครื่อง ฟรีค่าแรง ฟรีเพราะอะไรผมก็จำไม่ได้แล้ว

ทำงานไปเรื่อยๆ ช่างโทรมาแจ้งว่าเสร็จแล้ว เข้าไปรับได้เลย ก็เลยนั่งแท๊กซี่ไปกลับไป ไปถึงยังไม่ได้ทันที กำลังล้างรถอยู่ ก็เลยขึ้นไปนั่งรอที่ห้องรับรองลูกค้า ซึ่งห้องรับรองที่นี่น่าประทับใจมาก มันเป็นห้องกว้างๆ มีโต๊ะรับแขก มีโต๊ะทำงาน มีเคาเตอร์ มีเก้าอี้นวย มีที่นั่งทุกรูปแบบที่คนเราน่าจะชอบ มีอินเทอร์เน็ตให้เล่นฟรี เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งชุดเลย มีบริการ WIFI ด้วย มีขนม มีคุ๊กกี้ มีกาแฟให้ชงเอง มีน้ำส้ม น้ำหวานแบบกดเอาเองเลย มีไอศครีมอยู่ในตู้แช่ ทุกอย่างหยิบเองตามสบาย ผมสามารถใช้พื้นที่แห่งนี้ทำงานได้เลย ประทับใจกับความพยายามที่จะดูแลลูกค้าแบบนี้มาก

พอล้างรถเสร็จช่างก็เดินมาแจ้ง ผมรับรถ แล้วขับออกมาทำงานต่อ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของการเช็ค 10000 กิโลเมตรอยู่ที่ 702.99 บาท ผมจ่าย 703 บาท ไม่ต้องทอน 55555555555555

ปล. ลืมบอกชื่อโชว์รูม ฮอนด้า สาขาบางปะแก้ว

ถ่ายภาพแม่

ภาพแม่นั่งเล่นอยู่หลังบ้าน ระหว่างรอไปกินอาหารมื้อเย็น ก่อนหน้านี้หนึ่งนาทีผมเตรียมเก็บของเพื่อจะออกไปกินข้าวกัน เหลือบไปเห็นว่าแม่นั่งอยู่ในตำแหน่งที่แสงสวย อิริยาบทกำลังดูสบายๆ แม่ชอบนั่งในส่วนถ้าอากาศไม่ร้อน พื้นที่สวนหลังบ้านเป็นส่วนที่ใช้ร่วมกันกับบ้านอื่น หลังบ้านเราก็จะตรงกับหลังบ้านคนอื่นๆเหมือนกัน เพื่อนบ้านสามารถเดินไปเดินมา แวะมาเยี่ยมเพื่อนบ้านได้ทางหลังบ้านเลย เห็นแสงแบบนี้ หยิบกล้องขึ้นมาทันที เลนส์ Tamron 28-75 ปรับซูมไปที่ระยะ 75mm โหมดวัดแสงเลือกเป็น Av รูรับแสง 2.8 ลักษณะภาพแบบนี้วัดแสงพอดีไม่ต้องชดเชยเลย ตั้งความไวไว้ที่ iso200 กล้อง eos5d โฟกัสแล้วถ่าย ภาพเดียวก็ถูกใจแล้ว ถ้าพยายามมากกว่านี้ความน่าสนใจอาจจะไม่เท่านี้ก็ได้

บางแสนดูเป็นระเบียบดี

วันว่างของวันหยุดยาววันหนึ่ง แม่ชวนไปหามื้อเย็นกินกันที่บางแสน ก็เลยขับรถกันไป ขาไปรถไม่ติดเลยเพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่คนอื่นๆเขากำลังเดินทางกลับเข้ากรุงเทพกัน ไปถึงบางแสนในเวลาประมาณ 1 ชม. เศษ บริเวณถนนย่อยวิ่งเข้าชายหาดมีรถค่อนข้างเยอะ ขับได้ช้ามาก ไม่เหมือนบนทางด่วนที่วิ่งกันได้สบายๆ ทำความเร็วได้สูงมาก

แวะกินร้านข้างทางแถวๆอ่างศิลา ชื่อร้านเจ๊อ่วย รสชาดอาหารก็พอใช้ได้ ราคาถูก แต่มีข้อเสียตรงที่ไม่มีห้องน้ำอยู่ในร้านเลย จะต้องเดินไปเข้าห้องน้ำที่ตึกแถวซึ่งเห็นอยู่ไกลๆ กินกัน 3 คน สั่งของ 5 อย่าง เช็คบิลออกมาได้ 450 บาท

กินเสร็จแล้วก็แวะไปเดินเล่นริมหาด ขับรถเลยจุดที่แวะกินไปประมาณห้านาทีก็ถึงริมหาดบางแสน คนค่อนข้างเยอะ แต่ผมไปถึงก็ค่อนข้างเย็นแล้ว ที่จอดรถก็หาได้ค่อนข้างง่าย แตกต่างจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง เพราะบางแสนผมเคยแวะไปตอนกลางวันซึ่งเป็นวันหยุดที่ใครๆก็หาเรื่องเที่ยว ผมก็จะเจอสถานการณ์รถติดอย่างมาก แต่วันนี้โชคดีที่มาไม่เร็วเกินไป

From for wordpress4

บางแสนยังเป็นระเบียบเหมือนเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งดีกว่าบางแสนในความทรงจำเมื่อยี่สิบปีก่อนอย่างมาก ร้านค้าขายของริมหาดมีระเบียบเรียบร้อย

แม้ว่าร่มจะเยอะ เตียงชายหาดจะเยอะ แต่มันก็กลายเป็นลักษณะเฉพาะของหาดยอดนิยมไปเสียแล้ว ใครถ่ายภาพออกมาไม่มีภาพร่มและเตียงนอนก็จะดูแปลกๆและอาจจะคิดไปว่าไม่ได้ไปบางแสนจริงๆ

เวลาเย็นแบบนี้ไม่มีแดดแล้ว ร่มก็จะถูกหุบลงไปทุกคัน การถ่ายภาพร่มและเตียงริมหาดเหล่านี้ก็มักจะต้องถ่ายออกมาให้เห็นว่ามีแนวร่มเรียงกันยาวเหยียด มีเตียงวางเป็นตับ

ถ้ามีแดดอาจจะไม่ได้อารมณ์เย็นๆสบายๆแบบนี้

นอกจากของกินแล้วก็มีของเล่นหลายอย่างที่มาเร่ขายอยู่ริมหาด

และที่ขาดไม่ได้สำหรับบางแสนก็คือจักรยาน ซึ่งจะต้องเป็นจักรยานสองที่นั่งขึ้นไปเสียด้วย บางคันสามที่ บางคันสี่ที่เลยก็มี ถ่ายรูปมานิดเดียวก็แสงหมดเสียแล้ว

อัดรายการช่างคุย

รายการช่างคุย เป็นรายการพอดคาสท์าหนึ่งที่มีมานาน ปีนี้จะครบปีที่ 4 ถือได้ว่าเป็นรายการแรกๆของเมืองไทย และยังคงไม่ล้มหายไปไหน ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งมีเนื้อหาสะสมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอัตราการผลิตงานต่อเดือนอยู่ในระดับนี้ ผมเชื่อว่าไม่มีใครแซงได้ ยกเว้นคนทุนหนา ลงทุนซื้อเนื้อหามาใส่ แบบนั้นไม่น่าจะเอามาแข่งขันกันได้

ผมอาสาเข้าไปพูดคุยในรายการด้วย เพราะเป็นหัวข้อที่ผมสนใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการสีของรูปภาพและสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นอาชีพของผมทั้งสิ้น ถ่ายรูปแล้วอัดภาพสีไม่ถูกใจ ส่งงานพิมพ์เข้าโรงพิมพ์แล้วได้สีไม่ตรงตามต้องการ เรื่องราวเหล่านี้สมควรจะถูกอธิบายอย่างต่อเนืื่อง เพราะนักเรียน นักศึกษาที่จบกันออกมาต่างก็จำวิธีผิดๆออกมาทำงานกันตลอด

แขกรับเชิญที่เป็นพระเอกของการพูดคุยครั้งนี้คือ คุณ ขจร พีระกิจ เป็นพนักงานของ adobe ซึ่งเป็นบริษัทซอร์ฟแวร์เกี่ยวกับภาพและสิ่งพิมพ์อันดับหนึ่งของโลก และไม่มีอันดับสองให้นับ เพราะมีอยู่รายเดียว พี่คนนี้เป็นคนทำงานในวงการพิมพ์มานาน และมีความรู้ความชำนาญในภาคปฏิบัติ และมีความรู้ในส่วนของวิชาการที่เป็นสากล ผมอยากรู้อยากเห็น อยากได้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้จึงอาสาเข้าไปขอร่วมพูดคุยด้วย

แขกคนอื่นๆก็เป็นเด็กๆรุ่นน้อง เป็นคนที่สนใจถ่ายภาพ เป็นคนที่เรียนมาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทางภาพจากจุฬาฯด้วย ซึ่งผมก็จบที่นี่เหมือนกัน

ผมไปถึงที่นัดหมายก่อนเวลาประมาณ 15 นาที แล้วก็เริ่มพูดคุยกันเกริ่นถึงสิ่งที่จะพูด แล้วก็เริ่มบันทึกการสนทนา ใช้เวลากันเกือบสองชั่วโมง ซึ่งถือว่าค่อนข้างยาว เนื้อหาในสิ่งที่คุยกันก็ยังไม่ครบถ้วนในส่ิงที่ควรจะพูดถึง มันคงต้องใช้เวลามากกว่านี้ หรืออาจจะต้องแบ่งหัวข้อกันให้ชัดเจนแล้วเลือกพูดแค่บางหัวข้อ แต่เริ่มคุยสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ดีตรงที่ได้ความรู้จากคนรู้จริง และมีการถ่ายทอดออกไปสู่คนที่สนใจ

ลำโพงสำหรับการพกพา เสียงดีและไฮเทค Altec lansing imt525

ท่าทางผมจะเป็นคนบ้าลำโพงเอามากๆ เวลาเจอลำโพงที่เสียงดีก็มักจะดีใจและถ้ามีเงินในกระเป๋าก็แทบจะซื้อเก็บไว้เสมอ ตั้งแต่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง(เกือบยี่สิบปี) ผมก็ทะยอยมีลำโพงในครอบครองมากขึ้นเรื่อยๆ ค่าเฉลี่ยอาจจะไม่ถึงปีละคู่ แต่มันก็เยอะพอที่จะทำให้สมาชิกในบ้านเริ่มมองอย่างเอือมระอา

ครั้งหนึ่งสมัยเขียนบล็อกใหม่ๆผมเคยแนะนำลำโพงพกพาเสียงดีมากไว้ตัวหนึ่ง มันมีรูปทรงเป็นกระบอก มาวันนี้ ผมกำลังจะรีวิวลำโพงสำหรับพกพาตัวใหม่ ที่ผมถูกใจมากกว่า ทั้งในแง่คุณภาพเสียงซึ่งเป็นประเด็นหลัก และในแง่ความสะดวกในการพกพาซึ่งเป็นประเด็นลำดับสอง ลำโพงที่กำลังจะพูดถึงนี้ทำให้ลำโพงคู่เก่า(กระบอก)กลายเป็นลำโพงเสียงไม่ดีไปเลย เป็นอาการได้ใหม่ลืมเก่าอย่างสิ้นเชิง

ลำโพงคู่ที่ว่านี้ก็คือ Altec lansing imt525 ซึ่งเป็นลำโพงแบบแบนบาง นอกจากจะเอาไว้ต่อกับคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเล่น mp3 ทั่วไปแล้ว ยังมีการรับสัญญาณเสียงอ่านระบบ Bluetooth อีกด้วย ซึ่งมันทำหน้าที่เป็น Handfree ไปได้ในตัว สามารถใช้คุยโทรศัพท์ได้เลย หน้ากล่องยังมีรูปโทรศัพท์มือถือโชว์อยู่อีกต่างหาก ทำนองว่าเน้นการใช้งานร่วมกับโทรศัพท์มือถือนั่นเอง

เปิดภายในออกมาก็จะมีอุปกรณ์ต่างๆมาอยู่จำนวนหนึ่ง ประกอบไปด้วยตัวลำโพง หม้อแปลงไฟ 9 โวลท์ สายสัญญาณ mini3.5 to mini3.5 ถุงผ้า และคู่มือ ซึ่งผมค่อนข้างตื่่นเต้นกับถุงผ้าเป็นพิเศษ เพราะตั้งแต่ซื้อลำโพงมาหลายชนิด ไม่เคยได้แถมถุงผ้ากับเขาเลย

ตัวลำโพงเป็นทรงแบนบาง ปุ่มควบคุมอยู่ด้านบน มีช่องวงกลมเหมือนรูขนาดเล็กเป็นไมโครโฟนเพื่อรับสัญญาณเสียงพูดซึ่งจะใช้ตอนคุยโทรศัพท์ ช่องเสียบหม้อแปลงไฟอยู่ด้านหลัง ระบุไว้ว่าต้องใช้แรงดัน 9V 1600ma ช่องเสียบสายสัญญาณเสียง line-in อยู่ด้านหลัง สามารถใส่ถ่าน AA ได้ 6 ก้อน หมายความว่ามันถูกออกแบบมาให้พกพาจริงๆ ดอกลำโพงคู่ matched pair ขนาด 2 นิ้ว ขนาดน่ะผมเชื่อ แต่ matched pair อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจ

ที่ด้านหลังมีจุดที่กดเพื่อให้ขาตั้งเด้งออกมา เมื่อกางขาตั้งแล้วมันจะวางบนโต๊ะได้สวยงาม มุมเอียงหน้าขึ้นเล็กน้อย จะวางบนหัวเตียงก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่ผมคิดว่าผมอาจจะเอาไปวางไว้ในรถยนต์ของผมเอง เพราะเครื่องเสียงที่แถมมากับรถคุณภาพค่อนข้างต่ำ ซึ่งถ้าเอาไปใช้ในรถจริงๆก็จะได้ประโยชน์จากการโทรศัพท์ด้วย เพราะจะใช้งานเป็นแบบ Handfree ได้เลย ซึ่งมีประโยชน์ต่อการขับรถไปคุยโทรศัพท์ไปด้วยอย่างยิ่ง

แต่ผมก็คงไม่เอาไปไว้ในรถจริงๆหรอก เพราะว่ามันพกง่าย และผมก็มักจะพับเก็บและขนลำโพงตัวนี้ไปพร้อมกับกระเป๋าโน้ตบุ๊ค เพราะความหนาของมันเท่ากับโน้ตบุ๊คขนาดมาตราฐานทั่วไป การพกพาใส่กระเป๋าไปพร้อมโน้ตบุ๊คจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ทันที ไม่ต้องหากระเป๋าโน้ตบุ๊คใบใหม่ และพอมันอยู่ในกระเป๋าโน้ตบุ๊คแล้ว ผมก็ขี้เกียจหยิบมาวางไว้หน้ารถนั่นเอง

พกพาง่ายแล้วคุณภาพเสียงเป็นอย่างไร เสียงของมันมีจุดเด่นที่เสียงกลาง มีความคมชัดของเสียงร้องค่อนข้างมาก เสียงคนกับเสียงกีต้าร์เป็นเสียงถนัดของลำโพงตัวนี้เลย ความใสก็มีอยู่ค่อนข้างดี ลำโพงราคาถูกทั่วไปมักจะส่งเสียงได้ เปิดดังได้ แต่เสียงจะไม่ค่อยใส ความใสที่ว่านี้เป็นความใสที่ทำให้น้ำเสียงมีประกาย มีน้ำมีนวล ด้วยความบางของลำโพงทำให้การส่งเสียงเบสจะต้องอาศัยเทคโนโลยีมาช่วยอยู่บ้าง นั่นคือลำโพงนี้มีระบบ SRS Tru-bass ซึ่งเป็นวงจรเพิ่มเสียงเบสให้มากขึ้น มันเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาช่วยลำโพงเล็กให้ส่งเสียงทุ้มได้มากขึ้น มันเป็นการประมวลผล DSP แนวทางหนึ่งที่ช่วยให้คนฟังได้ยินเสียงเบสที่เกินตัว ไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากลำโพงตัวเล็ก แต่เสียงเบสที่ผ่าน DSP ของลำโพงตัวนี้ก็ทำได้ในระดับหนึ่ง เพราะข้อจำกัดทางกายภาพที่อยากจะให้ลำโพงมันเล็กและบาง ทำให้เสียงเบสที่พยายามใช้ DSP ช่วยแล้วก็ยังน้อยไปอยู่ดีเมื่อเทียบกับลำโพงที่มีซับวูฟเฟอร์ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่เท่าที่ได้ยินก็ถือว่า Altec lansing ทำได้ตามที่โม้ไว้ว่า speaker phone ก็ทำแบบเสียงดีได้

การที่ลำโพงนี้สามารถใช้เป็น Handfree ได้ด้วย หมายความว่ามันจะต้องออกแบบมาให้สามารถคุยกันได้รู้เรื่อง ไมโครโฟนรับเสียงที่อยู่ติดกับลำโพงส่งเสียงจะต้องมีการออกแบบไม่ให้มีเสียงหอน หรือ ฟี้ดแบ็ค ซึ่ง imt525 ก็ทำได้ดีน่าชื่นชม เหตุที่ทำได้ก็เพราะเทคโนโลยีอีกตัวหนึ่งที่ชื่อว่า echo-canceling ผมสามารถรับสายระหว่างฟังเพลงได้ และคุยธุระจนจบโดยที่ไม่ได้รู้สีกเหมือนใช้ handfree ในมือถือเลย สามารถคุยกันรู้เรื่อง พูดแทรกกันก็ค่อนข้างได้ยินชัด ไม่ใช่เสียงหายเหมือนสื่อสารทางเดียว

ปุ่มกดจำนวนมากที่ด้านบนลำโพงทำหน้าที่เป็นปุ่มควบคุมการเล่นเพลง เพราะลำโพงตัวนี้เป็น Speaker Bluetooth ที่สนับสนุนโปรโตคอล A2DP หรือการส่งเสียงผ่าน Bluetooth และยังสามารถควบคุมการเล่นได้ด้วย จะหยุด จะเปลี่ยนเพลงทำได้ที่ฝั่งลำโพงเลย โดยในการทดสอบกับโทรศัพท์ผมใช้โทรศัพท์ Samsung รุ่น Monte เมื่อทำการ paired กันเรียบร้อยแล้ว ผมเปิดโปรแกรมเล่นเพลงในมือถือแล้วเลือกรายการเพลงที่ต้องการ กด play บนมือถือปุ๊ป เพลงก็ไปดังที่ลำโพงทันที และพอไปกดเปลี่ยนเพลงที่ลำโพงโดยการกด next มันก็เปลี่ยนเพลงจริงๆ หน้าจอมือถือก็แสดงรายชื่อเพลงใหม่ที่กำลังเล่นทันทีเช่นกัน แบบนี้ก็ถือว่าสะดวกดี ผมรู้สึกว่ามันเหมาะกับการนำโทรศัพท์ที่มี Bluetooth A2DP มาใช้เป็นเครื่องเล่น MP3 แทน iPod ไปเสียเลย ยิ่งถ้าเป็นมือถือรุ่นใหม่ๆที่สามารถเพิ่มหน่วยความจำเข้าไปได้ยิ่งทำให้ลำโพงตัวนี้น่าใช้งานมากยิ่งขึ้น

พอลองกับมือถือเสร็จแล้วก็เอามาลองกับโน้ตบุ๊คบ้าง โน้ตบุ๊คที่มี ฺBluetooth ก็สามารถใช้งานกับลำโพงนี้ได้ ผมลองทั้งเครื่อง macintosh รุ่น macbook pro และลองกับเครื่องที่เป็น windows อย่าง acer aspire1 ก็ทำงานได้ดี สามารถเปิดเพลงจากคอมพิวเตอร์ให้ไปออกที่ imt525 ได้อย่างไม่ยากเย็น คุณภาพเสียงก็ไม่แตกต่างไปจากการเล่นกับโทรศัพท์มือถือ

เอา imt525 ไปลองกับ iPodtouch Gen2 ซึ่งผมก็เพิ่งรู้ว่า iPod Touch รุ่นนี้มี Bluetooth เช่นกัน แต่ใช้งานได้แค่ส่งสัญญาณเสียงเท่านั้น ไม่สามารถใช้สื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลอื่นๆได้ เมื่อเชื่อมต่อกับ ipod touch แล้ว เสียงต่างๆของ iPod Touch ก็จะมาออกที่ลำโพง ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง หรือฟังเพลง ทุกเสียงจะวิ่งเข้าลำโพงทั้งหมด นับว่าสะดวกมาก มีข้อจำกัดอย่างเดียวที่ iPod Touch Gen2 ยังทำไม่ได้ก็คือ มันยังไม่รองรับระบบ A2DP ทำให้กดเปลี่ยนเพลงที่ลำโพงแล้วเสียงเพลงยังไม่เปลี่ยน

ผมใช้งานลำโพงตัวนี้มาประมาณ 1 เดือน ถือว่าคุณภาพถูกใจ การพกพาก็เป็นเรื่องง่าย ราคาก็ไม่แพงเกินไป ที่บอกว่าไม่แพงก็เพราะผมซื้อมาในราคา 2490 บาท ที่ร้าน iStudio สาขาเซ็นทรัลพระรามสาม หลังจากที่ซื้อกลับมาแล้วก็มาหาข้อมูลเพิ่มก็พบว่ามันเคยมีราคาอยู่ที่ระดับ 7-8 พันบาทกันเลย ก็ทำให้หลงดีใจว่าได้ของถูกอยู่หลายวัน แล้ววันดีคืนดีผมก็เห็นลำโพงตัวนี้อยู่ในร้านขายของร้านหนึ่ง เขาติดราคาไว้ที่พันกว่าบาท ผมเห็นแล้วก็รู้สึกมืนๆเล็กน้อย เสียดายที่ไม่เห็นราคานี้ก่อนจะได้ไม่ต้องเสียเงินเยอะเกินจำเป็น แต่คิดอีกที ถ้ามันถูกๆแค่พันกว่าบาท ผมอาจจะไม่ได้สนใจที่จะหามาฟังก็เป็นไปได้