ลองกล้อง LYTRO ถ่ายก่อนโฟกัสทีหลัง

กล้อง LYTRO เป็นกล้องถ่ายรูปดิจิทัลชนิดหนึ่ง ใช้หลักการบันทึกภาพแตกต่างไปจากกล้องทั่วไป เป็นผลงานจากงานวิจัยของนักศึกษาคนหนึ่งซึ่งภายหลังก็ได้พัฒนางานวิจัยจนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ได้สำเร็จ และที่เจ๋งไปกว่านั้นก็คือ แนวคิดของกล้องตัวนี้ได้รับความสนใจจาก apple ด้วยเช่นกัน ซึ่งมีข่าวลือว่า เจ้าของ LYTRO ได้เคยคุยกับสตีฟจ๊อปเรื่องการนำเทคนิคนี้ไปไว้ใน iphone ด้วย

 

ลองกล้องครับ กล้องนี้ภรรยาสั่งซื้อมาให้เป็นของขวัญ เลยลองเอามาถ่ายภาพลูกดูเป็นภาพตัวอย่าง จุดเด่นของกล้อง LYTRO ก็คือตัวกล้องหน้าตาดูแปลก เท่ห์ ภาพที่ได้เป็นจัตุรัส ตอนถ่ายแค่เล็งแล้วกดถ่ายภาพเลยไม่ต้องโฟกัส แล้วทุกอย่างค่อยมาทำต่อในคอมฯ

ไฟล์ภาพที่ได้จากกล้องจะเป็นไฟล์ชนิดพิเศษที่โปรแกรมเปิดภาพทั่วไปไม่สามารถอ่านได้ ต้องลงซอร์ฟแวร์ที่แถมมากับกล้องเท่านั้น ภาพที่ก็อปปี้เข้าคอมพิวเตอร์ไปแล้วจะยังคงต้องใช้เวลาในการประมวลผลครั้งแรกก่อนประมาณ 20 วินาทีต่อภาพบนเครื่องคอม apple mac mini 2.0Ghz บนระบบปฏิบัติการ osx 10.6

ภาพที่ถ่ายมาได้จะสามารถคลิกไปที่ส่วนต่างๆของภาพเพื่อให้ทำการโฟกัสให้ชัดในจุดที่ต้องการ แต่คุณภาพของภาพที่ได้ก็ไม่ได้ดีมาก ดูไปดูมามันคล้ายๆกับภาพจากมือถือสมัยปี คศ 2003-2005 เสียมากกว่า คือความคมชัดยังต่ำอยู่ แม้ว่ากล้องตัวนี้จะมีความละเอียดเซ็นเซอร์รับภาพถึง 12 ล้านพิกเซล แต่ภาพสุดท้ายที่ประมวลผลออกมาได้จะมีขนาด 1080×1080 pixel เท่านั้น หรือประมาณ 1ล้านพิกเซล ในสัดส่วนสี่เหลี่ยมจตุรัส ใครจะเอาไปอัดลงกระดาษคงทำได้ระดับเพียง 3×5 นิ้ว หรือ 4×6 นิ้ว ไม่เกินนี้  เดาว่าขนาดภาพแบบนี้คงตั้งใจให้แสดงผลบนจอคอมพิวเตอร์หรือจอทีวีระดับ Full HD ได้พอดี

เมื่อเปิดดูข้อมูลการถ่ายภาพจากซอร์ฟแวร์ที่แถมมาให้ จะพบว่ากล้องมีระยะโฟกัสเริ่มต้นที่ 43มม. ซึ่งเป็นมุมรับภาพเที่ยวเท่ากับเลนส์ระยะกลางๆ ไม่ได้เป็นเลนส์มุมกว้างแต่อย่างใด แต่มีจุดเด่นคือสามารถซูมเข้าไปค่อนข้างเยอะ รูรับแสงของเลนส์จะอยู่ที่ f2 ตลอดทุกสภาพแสง ส่วน iso จะปรับค่าอัตโนมัติ บางภาพที่แสงดีๆก็จะใช้ค่า iso100 บางภาพถ่ายในห้องนอนตอนกลางคืน เปิดแสงจากเพดานกล้องจะดัน iso ให้กลายเป็น 2500 ผลก็คือกล้องตัวนี้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยแล้วไม่สวย มีสัญญาณรบกวนหรือ noise เยอะมากเมื่อเทียบกับยุคสมัยปีคศ 2012

จุดเด่นของกล้องอยู่ที่การโฟกัสภาพภายหลัง หมายความว่าเราคลิกที่ส่วนไหน ภาพก็จะชัดส่วนนั้น ส่วนอื่นๆของภาพก็จะเบลอ ภาพสาธิตของ LYTRO ก็เลยมักจะเป็นภาพที่มีวัตถุระยะใกล้กับกล้องอยู่ในกรอบเดียวกับวัตถุที่ไกลออกไป ก็คือคือมีสองระยะที่แตกต่างกันเยอะๆ เพื่อให้การคลิกโฟกัสภาพสร้างผลความชัดและเบลอได้แตกต่างกันจนมองเห็นไม่ยาก

แต่พอเอาไปถ่ายภาพที่ระยะวัตถุในภาพต่างๆค่อนข้างไกลจากกล้อง ความชัดของวัตถุในภาพเกือบทุกจุดชัดใกล้เคียงกันอยู่แล้ว การคลิกในภาพเพื่อปรับโฟกัสภายหลังจะไม่ค่อยเห็นผลความแตกต่าง แปลว่าถ้าเราเอาไปถ่ายวิวไกลๆ ภาพก็จะไม่มีจุดเด่นของระบบ LYTRO เลย มันทำให้เซ็งอารมณ์อยู่เหมือนกัน

 

กล้องไม่มีช่องใส่หน่วยความจำเพิ่มเติม ในกล้องมีหน่วยความจำมาให้แล้ว 16GB สำหรับรุ่นสีแดงซึ่งแพงที่สุด รุ่นอื่นๆราคาถูกกว่าจะได้หน่วยความจำ 8GB เท่านั้น  บนกล้องมีปุ่มเปิด-ปิด 1 ปุ่ม มีปุ่มชัตเตอร์ 1 ปุ่ม และมีแถบสัมผัสเพื่อซูมอีก 1 แถบ  หน้าจอแสดงผลเป็นหน้าจอดูภาพจะเป็นระบบสัมผัสเพื่อสั่งการได้บ้างเล็กน้อย  มีช่องเสียบสาย mini usb 1 ช่องเอาไว้ถ่ายโอนข้อมูลและชาร์ตแบตเตอรี่ภายในกล้อง  แบตเป็นแบบเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าถึงวันที่แบตเสื่อมยังนึกไม่ออกว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร

สรุปคร่าวๆก็คือ กล้องตัวนี้หน้าตาดี หลักการดี เทคโนโลยีภายในดี แต่คุณภาพของภาพยังไม่ดี มันให้ความสวยงามในระดับพอทนได้ซึ่งคงไม่เหมาะกับนักถ่ายภาพที่ชอบภาพสวยใสคมชัด แต่มันอาจเหมาะกับคนที่ชอบคุณภาพระดับเพี้ยนๆอย่างคนเล่นโพลารอยด์ กล้องโลโม่ หรือคนที่ชอบอินสตาแกรมในมือถือ เพราะภาพแนวเพี้ยน แนวสี่เหลี่ยมจตุรัสมันกลายเป็นเรื่องของอารมณ์ ความเพี้ยนเฉพาะบุคคลกลายเป็นที่ต้องการของคนที่ไม่อยากเหมือนใคร โลกเรามีเรื่องเพี้ยนๆอีกมากมายให้ประหลาดใจ กล้องตัวนี้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้พบเห็นได้ไม่ยาก ขอแค่ไม่เหมือนใคร เพี้ยนไปก็ช่างมัน.

 

p-IMG_0210

เด็กชายขอบฟ้า เกิดวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 เวลา 10.06 น. ที่โรงพยาบาลรามา
ภาพนี้ถ่ายหลังจากวันเกิดผ่านไปแล้ว 1 วัน ถ่ายด้วยกล้อง canon eos5d เลนส์ 85f1.8



p-IMG_0210, originally uploaded by pockethifi.

ทำป้ายให้ขอบฟ้า

เวลาเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนสักคนที่เพิ่งคลอดลูกหมาดๆ ก็จะมีอาการไปยืนเกาะหน้ากระจกแล้วก็ส่องเข้าไปดูว่าเด็กคนไหนจะเป็นลูกของเพื่อนเรา เด็กทารกหน้าตาคล้ายๆกัน ใส่เสื้อผ้าของโรงพยาบาลเหมือนกัน นอนในเตียงแบบเดียวกัน ว่าไปแล้วมันก็เหมือนกันจนแยกแยะลำบากมาก ถ้าพยาบาลไม่หันป้ายชื่อของเตียงออกมาให้ผู้ชมได้เห็น ก็ไม่รู้เลยว่าใครเป็นลูกใคร

ถึงราวตัวเองต้องมีลูกกับเขาบ้าง เลยหาวิธีที่จะแยกแยะว่าลูกเราคนไหน เวลาไปยืนมองจะได้ชมไม่ผิดตัว เพื่อนและญาติที่มาเยี่ยมจะได้รู้ว่าคนไหนเป็นลูกเรา ก็เลยคิดเรื่องป้ายชื่อขึ้นมา

นอกจากป้ายชื่อที่จะติดไว้กับเตียงลูกแล้ว ป้ายหน้าห้องก็ทำด้วยเช่นกัน เพราะว่าห้องพักหลังคลอดในโรงพยาบาลต่างๆไม่ยอมติดชื่อคนไข้ หรือชื่อใดๆเลย ซึ่งมันทำให้หายาก ผมถามจากแฟนที่เป็นหมอสูฯ ซึ่งก็คือแม่ของขอบฟ้านั่นเอง แฟนบอกว่า ปกติโรงพยาบาลจะไม่ติดชื่อใครเลย เพราะป้องกันการขโมยเด็ก หรือป้องกันบุคคลผู้ไม่หวังดี อ้าว….. อุตส่าห์ทำป้ายมา ติดไว้กลายเป็นอันตรายไปซะได้ แต่ก็ช่างมันขอติดไว้ก่อนก็แล้วกัน ถ้าพยาบาลทักว่าให้เอาออกก็ค่อยปฏิบัติตาม

และนี่ก็คือป้ายที่เอาไปวางไว้ที่เตียงเด็ก เวลาเพื่อนมาเยี่ยมผมก็จะให้ป้ายอีกแผ่นติดตัวเพื่อนไป เอาไปโชว์หน้าห้องเลี้ยงเด็ก พยาบาลก็จะรู้ว่าญาติของเด็กป้ายแดงมาเยี่ยม ก็เข็นเตียงเด็กมาแนบให้ดูได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาพูดผ่านลำโพงหน้าห้อง

ทดลองล้างฟิล์มขาวดำ

ทดลองล้างฟิล์มขาวดำ

ผมขอบงานถ่ายภาพขาวดำ ก็เลยพยายามศึกษาและหัดล้างอัดเองเมื่อสักสิบปีก่อน มีอุปกรณ์ทุกอย่างตั้งแต่การล้างฟิล์มไปจนถึงเครื่องอัดภาพ แต่พอเริ่มทำงานอื่นๆเต็มตัว งานอดิเรกอย่างการล้างอัดฟิล์มขาวดำก็ไม่ได้ทำอีกเลย

ปีนี้ผมตั้งใจจะลองล้างอัดอีกครั้ง แต่พอจะไปใช้สารเคมีตัวเดิมที่เคยใช้ก็ปรากฏว่าไม่มีขายแล้ว เลยต้องเปลี่ยนสารเคมีเป็นตัวอื่น และก็ต้องมีการทดลองล้างก่อน ก่อนที่จะไปล้างฟิล์มที่คาดหวังตัวจริง

สารเคมีตัวที่หาซื้อได้ในปี พศ. 2555 นี้ คือโกดัก D-76 ชนิดผง น้ำหนักของทั้งซอง 415 กรัม ใช้ละลายน้ำ 3.8 ลิตร เพื่อเตรียมเป็นน้ำยาเข้มข้น เมื่อจะล้างจริงต้องเอาน้ำยาเข้มข้นไปผสมน้ำอีกเท่าตัวเพื่อใช้งาน สรุปสุดท้ายก็คือ ผลโกดัก d-76 จะผสมสุดท้ายเป็นน้ำยาใช้งานได้ 7.6 ลิตรนั่นเอง แต่การผสมน้ำยาเพื่อใช้ทั้งซองมันไม่ค่อยเหมาะกับผมสักเท่าไหร่ เพราะน้ำยาทั้งหมดจะล้างฟิล์มได้ประมาณ 25 ม้วน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะใช้งานได้ครบภายในเวลากี่เดือน อายุของน้ำยาที่ผสมแล้วจะอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ถ้าเก็บไม่ดี จะอยู่ได้ 6 เดือนถ้าเก็บดี

ผมเลยใช้วิธีหารด้วย 25 เสียเลย เอาน้ำหนักทั้งหมด 415g หารด้วย 25 ได้ 16.6 กรัมเพื่อเอาไว้ใช้กับฟิล์ม 1 ม้วน จากนั้นก็อาศัยการชั่งน้ำหนักผง d-76 ทีละ 16.6 กรัมแทน เดือดร้อนต้องไปซื้อเครื่องชั่งดิจิทัลมาใช้งาน กว่าจะหาเจอว่าต้องซื้อที่ไหนก็ใช้เวลาอีกหลายวัน

ได้เครื่องชั่งมาแล้วก็เริ่มล้างฟิล์มเลย ผมไปเอาขวดน้ำดื่มขนาด 600cc มาเป็นขวดผสมสารเคมี เอาน้ำใส่แท้งค์ล้างฟิล์มแล้วเทลงขวดน้ำดังกล่าว เอาปากกาเมจิกขีดไว้ว่าน้ำต้องอยู่ระดับนี้ จากนั้นก็เอาขวดพร้อมน้ำไปเข้าไมโครเวฟเพื่ออุ่นน้ำให้ได้ประมาณ 50องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ระบุไว้บนซอง ใส่ผง d-76 จำนวน 16.6 กรัมเข้าไปแล้วคนให้เข้ากัน

พอเตรียมน้ำยาล้างฟิล์มเสร็จ ก็เตรียมน้ำยาตัวที่สองซึ่งทำหน้าที่หยุดสภาพของฟิล์มหรือ fixer อีกขวด ซึ่งก็ใช้ขวดน้ำดื่มขนาดเดิม เทน้ำยา fixer สำเร็จรูปไว้ในขวดความสูงเท่ากับน้ำยาล้างฟิล์มตัวแรก

ก่อนจะล้างต้องเอาน้ำยาทั้งสองขวดไปแช่ตู้เย็นเสียก่อน เพราะการล้างฟิล์มต้องใช้อุณหภูมิประมาณ 20-24 องศา เวลาในน้ำยาประมาณ 4-7 นาที ซึ่งต้องไปดูข้างกล่องฟิล์มว่าเขาออกแบบให้ล้างที่อุณหภูมิที่เท่าไร เวลากี่นาที แต่ละยี่ห้อจะใช้อุณหภูมิและเวลาไม่เท่ากัน การถ่ายภาพขาวดำจึงควรจะเก็บกล่องกระดาษที่ใส่ฟิล์มเอาไว้ก่อนจนกว่าจะล้างเสร็จเพื่อดูข้อมูลตอนล้างนี่เอง

ฟิล์ม lucky ความไว 100 ผมซื้อเอาไว้ตั้งแต่ปี คศ 2008 มันหมดอายุตอนปี 2010 ผมถ่ายเล่นไว้ตั้งแต่ช่วงแรกที่ได้มา แล้วก็ค้างในกล้องตั้งแต่นั้นจนมาถึงวันนี้ 15 กรกฎาคม 2555 หรือปี 2012 ถึงจะได้เอามาล้าง ฟิล์มหมดอายุไปแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียส กะแค่ว่าลองล้างเล่นๆ

lucky d-76 develop table

กล่องฟิล์มระบุระยะเวลาไว้ว่า 24องศาเซลเซียส เวลา 3.5 นาที ผมก็เลยล้างไปซะ 4 นาที เพื่อชดเชยนิดหน่อยสำหรับฟิล์มหมดอายุ ซึ่งการชดเชยไม่มีหลักการที่แน่นอน ใช้วิธีเดาล้วนๆ ล้างฟิล์ม 4 นาที เขย่าแท้งค์ทุกครึ่งนาที แล้วแช่ด้วยน้ำยา fixer อีก 5 นาที จากนั้นเอาไปแช่น้ำไหลทิ้งเรื่อยๆประมาณ 10 นาที เสร็จแล้วก็เก็บตาก ทุกภาพติดขึ้นมาน่าพอใจ ฝีมือการโหลดฟิล์มเข้าแท้งค์ของผมยังใช้ได้ โหลดฟิล์มไม่ติดเลย ทุกพื้นที่ของฟิล์มโดนน้ำยาสม่ำเสมอ ไม่ด่าง ไม่แหว่ง

ที่หัดมาทั้งหมดก็เป็นการเตรียมตัวสำหรับการถ่ายภาพลูกของผมเอง ผมจะเก็บภาพลูกเป็นฟิล์ม ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงอยากมีภาพลูกเป็นฟิล์ม ทั้งที่มีกล้องดิจิทัลอยู่กับตัว จริงๆก็คงถ่ายด้วยกล้องดิจิทัลด้วยเช่นกัน แต่อยากมีภาพติดฝาบ้านเป็นฟิล์ม ก็เท่านั้นเอง

หลังจากที่โพสท์ทิ้งไว้เป็นเดือน ก็กลับมาอัพเดทกันหน่อยเกี่ยวกับฟิล์มขาวดำที่ล้างเสร็จแล้ว
หลังจากล้างฟิล์มเสร็จแล้ว ก็ตัดใส่ซองพลาสติกเพื่อเก็บไว้ดู โดยปกติก็ควรจะทำเป็น contact print ออกมา การทำคอนแท็คที่ว่าบนงานขาวดำก็จะเป็นการอัดภาพจริง ด้วยระบบกระดาษอัดและน้ำยาล้างภาพขาวดำจริง แต่ผมยังไม่ว่างก็เลยใช้วิธีเอากล้องดิจิทัลมาถ่ายฟิล์มขาวดำที่วางไว้บนกล่องไฟ ได้ภาพจากกล้องดิจิทัลแล้วก็เอามาผ่านโปรแกรมโฟโต้ช็อป เพื่อปรับจากภาพเน็กกาทีฟให้มันเป็นภาพปกติ


ภาพที่ถ่ายได้จากกล้องดิจิทัล จะเป็นภาพเน็กกาทีฟตามที่ตาเห็น


ภาพปกติหลังจากปรับแต่งด้วยโฟโต้ช็อปเสร็จแล้ว

IMG_0197

ส่วนการสแกนภาพเดี่ยวก็ใช้วิธีวางฟิล์มบนกล่องไฟโดยตรง แล้วก็ใช้กล้องดิจิทัลถ่ายภาพจากกล่องไฟ แสงสว่างที่ใช้ในกล่องไฟก็คือแฟลชตัวหนึ่ง ในภาพผมใช้แฟลชของ nikon ติดกับตัวรับสัญญาณไร้สาย หรือทริกเกอร์ ตัวส่งติดอยู่ที่กล้อง

IMG_0198

ตัวฟิล์มจะถูกวางขนาบด้วยกล่องซีดีเพื่อทำให้เรียบ แล้วก็ใช้เลนส์มาโครถ่ายภาพเลย จากนั้นก็เอาไฟล์ไปปรับแต่งในโฟโต้ช็อปอีกที

img002edit

img2011-30

img2010-18

ได้ภาพแบบนี้มาในที่สุด



 

ไฟโซล่าเซล

image

โคมไฟโซล่าเซล เป็นโคมไฟที่ออกแบบมาให้ใช้ในสนามหญ้าทั่วไป ด้านบนโคมไฟจะมีแผงโซล่าเซลพื้นที่ประมาณนามบัตร 1 ใบ ภายในดคมไฟจะมีหลอดไฟส่องสว่างอยู่ 1 หลอด มีถ่านไฟฉายแบบชาร์จได้ขนาด AA 1 ก้อน มีเซ็นเซอร์แสง 1 ตัว ที่เหลือจะเป็นพลาสติกขึ้นรูปที่ช่วยให้แสงไฟสะท้อนแสงแวววาว

โซล่าเซลรับพลังงานแสงแดด แปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วเก็บไว้ในแบตเตอรี่่ เมื่อแสงแดดตอนกลางวัน จะเก็บพลังงานเอาไว้ เมื่อสภาพแสงน้อยลง คือเริ่มเข้าสู่ตอนเย็นๆค่ำๆ เซ็นเซอร์แสงรับรู้ว่าแสงเริ่มน้อย มันจะเปลี่ยนโหมดของตัวเอง วงจรอิเล็คทรอนิกส์จะจุดหลอดไฟให้สว่าง

ผมซื้อมาใช้งานกะว่าจะลองเอามาไว้ในห้องนอน เพื่อให้มันให้แสงสว่างตอนกลางคืน เพราะไม่อยากให้ภรรยาเดินเตะของหรือเดินสะดุดอะไรในห้อง เนื่องจากตอนนี้ท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว แต่ถ้าจะเปิดไฟในห้องไว้ตลอดเวลาก็จะเป็นการรบกวนการนอน และคงเปลืองไฟอยู่เหมือนกัน ถ้าได้แสงสว่างจากระบบโซล่าเซลล์น่าจะเข้าท่ากว่า

แต่พอเร่ิมใช้งานในห้องนอน แสงสว่างในห้องไม่พอจะทำให้วงจรชาร์จไฟทำงาน เพราะหลอดไฟมันติดตลอดเวลา มันคงคิดว่าเป็นกลางคืนตลอดเวลา แม้ว่าจะเปิดไฟในห้องแล้วทุกดวงก็ตาม หลอดไฟมันติดสว่างไปจนแบตเตอรี่หมดนั่นแหละ สรุปคือถ้าวางในห้องนอน มันจะกลายเป็นของไม่มีค่าเลย แต่ถ้าใครจะดัดแปลงเอาโคมไปติดตรงหน้าต่างก็อาจจะพอใช้งานได้ คงต้องลองดู

เปลี่ยนล้อ honda freed สองปี หกหมื่นกิโลเมตร

ขับรถฮอนด้า freed มา 2 ปีแล้ว ระยะทางประมาณหกหมื่นกว่ากิโลเมตร ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนยางสักที ผมเองไม่ใช่คนเล่นรถรักรถสักเท่าไหร่ พอใจที่จะขับรถคันเดิม แบบเดิมไม่ต้องแต่งเพิ่ม ยางที่จะต้องเปลี่ยนเลยไม่ได้หาข้อมูลว่าควรจะเลือกอย่างไรดี ยี่ห้อไหนเด่นเรื่องความเงียบ ยี่ห้อไหนเด่นเรื่องเกาะถนน ยี่ห้อไหนเด่นเรื่องประหยัดน้ำมัน ดังนั้นผมไม่คิดจะขวนขวายหายางลักษณะพิเศษเหล่านั้นเลย

สิ่งที่นึกขึ้นมาได้ในหัวก็คือ ถ้าได้ยางเดิม ล้อเดิมก็น่าสนใจ เพราะตั้งแต่รถ freed มีการปรับราคาก็ทำให้ยอดขายเพ่ิมขึ้นอย่างมาก สังเกตุได้จากรถ freed ป้ายแดงวิ่งให้เห็นกันทุกวันในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เยอะขนาดที่ว่าบางวันเห็นป้ายแดงหลายคันเสียด้วย บางวันผมก็ขับรถตีคู่ไปกับรถใหม่เหล่านั้น ขับไปก็มองไป รถ freed มันมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาจริงๆ ซึ่งรถป้ายแดงเหล่านั้นมีหลายคันที่เปลี่ยนล้อทันทีที่ออกจากโชว์รูม ผมเลยประกาศรับซื้อไว้ในคลับ thaifreed.com

ทีแรกว่าจะขอซื้อแค่ยางอย่างเดียว แต่ก็ไม่ค่อยมีใครขาย สุดท้ายเลยตัดสินใจซื้อทั้งล้อเลยดีกว่า รถที่ใจดีขายให้ผมเขาก็เข้ามาแจ้งในประกาศว่า รถเขาเพิ่งออกได้สองสัปดาห์ ล้อเก่าวิ่งไปประมาณ 300 กิโลเมตร ผมตกลงซื้อไม่ลังเลเลย ถึงวันที่ไปขนล้อเหล่านั้นกลับมาติดรถตัวเอง ดูจากตัวเลขที่ยางแล้วระบุวันที่ผลิตไว้ตอนเดือนมีนาคม ปี2012 ซึ่งเป็นข้อมูลที่สอดคล้องว่ารถคันนี้ขายถึงลูกค้าปลายเดือนพฤษภาคม 2012 ผมเลยมั่นใจว่าได้ของคุณภาพดีตามสภาพ คือสภาพเกือบ 100เปอร์เซ็นต์ ในราคาเก้าพันบาท ยางพร้อมล้อแม็กซ์ ราคานี้ผมถือว่าถูก เพราะว่า ถ้าให้ไปซื้อยางใหม่ไปเลย ผมอาจต้องจ่ายเส้นละสามพันบาทขึ้นไป การที่ได้ล้อพร้อมยางมาในราคาที่ต่ำกว่า แม้ต่ำกว่าแค่เพียงนิดเดียวผมก็ถือว่าคุ้มสำหรับผม เพราะเมื่อเปลี่ยนของใหม่ใส่เข้าไป ผมยังสามารถเอาของเก่าไปขายได้อีกที

ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นคนสั่งสอนกันทั่วบ้านทั่วเมืองว่ายางรถยนต์มีอายุการใช้งานประมาณสองปีถ้านับตามเวลา หรือ 40000 กิโลเมตรถ้านับตามระยะทาง ผมก็จำตัวเลขเหล่านั้นมาตลอด และรถคันเก่าก็พยายามเปลี่ยนตามระยะทางที่่ว่า แต่กับ freed คันนี้ผมขับเพลินจริงๆ และช่วงจังหวะที่มันเลยสี่หมื่นกิโลเมตรผมก็ลืมที่จะเปลี่ยนยางให้มัน มันอาจจะเป็นเพราะปลายปีทีแล้วผมยุ่งมากกับภาระต่างๆทั้งงานและปัญหาน้ำท่วม และปัญหาสุขภาพของพ่อผมเอง ก็เลยไม่ได้เปลี่ยนตอนถึงเวลาที่ควรเปลี่ยน

พอได้ยางจากรถป้ายแดงมา ก็หาร้านริมทางแวะเปลี่ยนทันที ค่าแรงเปลี่ยนทั้งล้อทางร้านบอกราคาล้อละ 50 บาท สี่ล้อ 200 บาท ไม่รู้ว่าถูกหรือแพง แต่ผมก็ขี้เกียจเปลี่ยนเอง รอช่างเปลี่ยนครบทั้งสี่ล้อแล้วเช็คน็อตอีกทีว่าใส่ครบทุกตัว เพราะเคยอ่านผ่านๆในเว็บพันทิพย์ว่าเคยมีรถเข้าศูนย์แล้วทางศูนย์ใส่น็อตไม่ครบ หรือไขไม่แน่น อ่านแล้วจำแบบหลอนๆ กลัวมากเรื่องช่างมักง่าย

เปลี่ยนของใหม่เข้าไป ถอดของเก่าเก็บ ทำการล้างล้อเก่าให้สะอาด สภาพล้อเก่ายังดูดีอยู่เลย ยางไม่ได้สึกจนโล้น การวิ่งไปสองปี ในระยะหกหมื่นกิโลเมตรผมเข้าใจว่าดอกยางจะสึกมากกว่านี้ แต่เท่าที่เห็นมันยังมีระยะความลึกอยู่มาก น่าจะใช้งานได้อีกนาน แต่เพื่อนก็เตือนไว้ว่าถ้าเปลี่ยนได้ก็ควรเปลี่ยน แม็กส์บางวงสภาพแทบจะร้อยเปอร์เซ็น มี 1วงที่มีรอยขีดข่วนเล็กน้อย อีก 1 วงมีขีดยาวลึก ซึ่งผมจำไม่ได้เลยว่าเอาไปเบียดกับอะไรมา จากนี้คงจะทะยอยประกาศขายออกไป

การได้ล้อและยางสภาพป้ายแดงมาใช้มันก็คือล้อใหม่ ยางใหม่นั่นแหละ ความนุ่มของยางทำให้รถสะเทือนน้อยลง ความรู้สึกจากการได้เปลี่ยนยางมันทำให้เรารู้สึกเหมือนรถเราสภาพดีขึ้นคล้ายๆรถใหม่ อีกทั้งยังได้เปลี่ยนล้อเก่าที่มีตำหนิชวนรำคาญสายตาออกไปด้วย ผ่านเรื่องยางไปผมเริ่มนึกถึงโช้คอัพแล้ว กะว่าอีกสักปีหรือสองปีจะลองประกาศซื้อโช้คป้ายแดงอีกสักที เพราะสมาชิกที่เล่นใน thaifreed.com มีคนเปลี่ยนโช้คอยู่เนืองๆ ขอบคุณ thaifreed.com อย่างมากที่่เป็นสังคมออนไลน์ที่นอกจากได้ความรู้แล้วยังเปิดโอกาสสมาชิกได้แลกเปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้เกี่ยวกับรถอีกด้วย ที่นี่อบอุ่นครับ

รีวิว leica minilux

Richman toy or Poorman leica with Leica Minilux compact camera

Leica Minilux

กล้องไลก้า รุ่น มินิลักซ์ เป็นกล้องถ่ายรูปใช้ฟิล์ม ติดเลนส์ 40 มม. มาให้ ไม่สามารถซูมได้ รูรับแสงของเลนส์กว้างสุด f2.4 ถือว่าเป็นเลนส์ไวแสงระดับหนึ่ง ใช้ถ่านขนาด cr123a ซึ่งพอจะหาซื้อได้ในห้างและร้านสะดวกซื้อ ราคากล้องตัวนี้สมัยออกใหม่ๆคิดเป็นเงินประมาณสองหมื่น ในยุคที่ดิจิทัลยังไม่แพร่หลายกล้องรุ่นนี้ถือเป็นกล้องคอมแพ็คไฮเอนด์ บางคนบอกว่ามันคือ poorman leica หรือเป็นไลก้าคนยาก เพราะกล้องแมน่วลของไลก้าพร้อมเลนส์ในยุคนั้นราคาเกือบแสนทุกตัว มีเพียงกล้องคอมแพ็คตัวนี้เท่านั้นที่ราคาระดับสองหมื่น ใครเงินน้อยแต่อยากได้ไลก้าก็ต้องเล่นคอมแพ็คตัวนี้

แต่อีกฝั่งหนึ่งของผู้ใช้ บางคนบอกว่ากล้องคอมแพ็คตัวนี้คือของเล่นคนรวย เพราะกล้องคอมแพ็คยี่ห้ออื่นขายกันอยู่ในระดับหลักพัน แพงระดับหลักหมื่นมีแค่ไม่กี่ตัว และทะลุสองหมื่นคงมีเพียงแค่ไลก้าตัวนี้ และกล้องอีกสองสามตัวที่ติดกลุ่มกล้องน่าสะสม

ผมเจอกล้องตัวนี้ประกาศขายอยู่ในเน็ตก็รีบโทรศัพท์เพื่อนัดดูของทันที ราคาที่ได้มาหลักพันทำให้รู้สึกว่าผมโชคดี แม้ว่ากล้องรุ่นนี้จะมีชื่อเสียงเรียงนามว่ามันจะต้องรวนในส่วนที่เป็นสายแพรที่เชื่อมต่อเลนส์อยู่ด้านใน แต่ ณ วันนี้ที่มันยังคงใช้งานได้ เงินประมาณเจ็ดพันบาทสำหรับกล้องไลก้า กล้องที่มีบุคคลิกของไลก้าอยู่เต็มตัว ผมคิดว่ามันน่าลอง

เมื่อได้กล้องมาแล้วผมก็ไปขุดฟิล์มขาวดำที่เคยซื้อไว้มาลองถ่ายเล่น ตอนล้างฟิล์มก็เป็นปัญหาเช่นกัน เพราะว่าฟิล์มขาวดำหาคนรับจ้างล้างค่อนข้างยาก แถมยังไม่รู้ว่าเขาจะล้างให้เราแบบปราณีตไหม คนเล่นขาวดำจึงต้องล้างฟิล์มเองเป็นส่วนใหญ่

จุดเด่นของกล้องตัวนี้นอกจากจะเป็นเลนส์ไลก้าที่คุณภาพดีแล้ว ระบบของกล้องก็น่าสนใจมาก มันเป็นกล้องคอมแพ็คออโตโฟกัสที่สามารถรับเป็นแมน่วลโฟกัสได้ โดยเราสามารถเลือกระยะโฟกัสเป็นโซนได้ เช่นจะให้มันโฟกัสที่อินฟินิตี้ไปเลยก็ได้ หรือปรับแป้นหมุนระยะโฟกัสไปตามระยะต่างๆที่กล้องออกแบบเอาไว้ การเลือกโซนโฟกัสแบบนี้เหมาะกับช่างภาพที่คุ้นเคยกับการถ่ายภาพด้วยระบบไฮเปอร์โฟกัส ซึ่งมันเป็นการกำหนดระยะชัดที่เราต้องการได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีระบบ Av หรือการเลือกรูรับแสงที่เราต้องการแล้วให้กล้องหาความไวชัตเตอร์ที่ทำให้วัดแสงพอดีได้โดยอัตโนมัติ มันมีลูกเล่นระดับโปร แต่อยู่ในบอดี้กล้องคอมแพ็ค คนที่เป็นช่างภาพระดับจริงจังน่าจะถูกใจลูกเล่นเหล่านี้

ลองถ่ายลองล้างอัดกัน ฟิล์มที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นฟิล์ม fomapan ล้างด้วยน้ำยา Kodak d76 และทำการสแกนภาพด้วยสแกนเนอร์ตั้งโต๊ะ Epson perfection4490

tag minilux 24aug2012-29


ภาพเครื่องพิมพ์อ๊อพเซ็ท

scan-2012-minilux-jul-09


หมาบ้านเรากับหมาบ้านเขา

scan-2012-minilux-jul-17


เครื่องเล่นเพลงในรถยนต์ยุคดิจิทัล ใช้ ipod ต่อกับระบบในรถซะเลย

scan-2012-minilux-jul-15


เครื่องดื่มในรถเพื่อให้การเดินทางปราศจากความง่วง

scan-2012-minilux-jul-11


แม่ของลูก

tag minilux 24aug2012-28


กองกระดาษและเครื่องตัดในโรงพิมพ์

scan2012-minilux24aug2012-15


ก๋วยจั๊บหมาที่ใช้ชีวิตเหมือนคน

scan2012-minilux24aug2012-19


สวนหลังบ้าน

scan-m-2012-09


งานแต่งงานเอ็ม

ภาพลูกชายอายุ 1 วัน สแกนด้วยวิธีถ่ายภาพแผ่นฟิล์มด้วยกล้องดิจิทัลกับเลนส์มาโคร

(ดูวิธีสแกนฟิล์มขาวดำ)

30สิงหาคม2560 อัพเดท

เจ้า minilux ตัวนี้ ผมใช้ถ่ายภาพขาวดำอยู่หลายม้วน แล้วมันก็ประสบกับชะตากรรมสายแพรขาดและไม่สามารถซ่อมได้อยู่หลายปี  กล้องนอนนิ่งอยู่ในลิ้นชักอยู่ตลอด  จนกระทั่งมีเพื่อนทางเน็ตทักมาว่า มีคนซ่อมได้แล้วนะ ให้ลองติดต่อช่างเฮงดู  ผมก็ได้เล่าให้เพื่อนท่านนั้นฟังว่า ผมได้เคยติดต่อช่างเฮงแล้วรอบหนึ่ง ช่างเฮงแจ้งกับผมว่า ไม่มีอะไหล่สำหรับซ่อม และไม่รู้ว่าจะมีอะไหล่อีกไหม  เพื่อนก็บอกกลับมาว่า ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ช่างเฮงซ่อมได้แล้ว  ผมแทบกรี๊ดดดดดดดด  แล้วก็รีบไปหาช่างเฮงโดยพลัน

อีก 1 เดือนต่อมาหลังจากส่งซ่อม ผมได้กล้องกลับมาในสภาพที่สวยงามพร้อมใช้ สภาพกล้องสะอาดเอี่ยมถ่ายรูปได้แสนสวย  กล้องทำงานได้ครบถ้วนทุกฟังค์ชั่น สายแพรที่ขาดช่างเฮงแจ้งว่าในอีเบย์มีคนขายอยู่ทำให้สามารถซ่อมอาการนี้ได้  ขอบคุณอีเบย์ ขอบคุณช่างเฮง ขอบคุณเพื่อนจากเน็ตที่เราไม่รู้จักกันมาก่อน แล้ว minilux ก็ฟื้นคืนชีพ  พร้อมด้วยการทดลองใช้กับฟิล์มสีกันซะที

เหตุที่ผมทดลองใช้ฟิล์มสีในปีนี้ก็เพราะ เพื่อนสนิทคนนึ่งหัดถ่ายภาพมาพร้อมกันได้มาเรียนวิชาล้างฟิล์มขาวดำกับผม ซึ่งเพื่อนก็ได้ซื้อกล้องไลก้า m ไว้ใช้  ใช้กับฟิล์มสีมาหลายม้วน และจะลองฟิล์มขาวดำ เลยมาเรียนล้างฟิล์มกับผม  ผมจึงได้รู้ว่า ยังมีฟิล์มสีขายอยู่ และเป็นฟิล์มรุ่นใหม่ๆ  ไม่ใช่ฟิล์มเก่าเก็บ ผมหายโง่หายเชยไปเลย  ก็เลยได้ซื้อฟิล์มสีใหม่ๆมาลองถ่ายเล่น

01014minilux-000050
01014minilux-000031
01013minilux-000068
01013minilux-000066
01013minilux-000044
01012minilux-000048
000058

ความคมชัดของเลนส์ติดกล้อง miniliux ตัวนี้อยู่ในระดับสุดยอด คมกริบเกินกว่ากล้องคอมแพ็คทั่วไป  แถมยังคมกว่าเลนส์กล้อง SLR อย่าง nikon 35-70 มม. และ 50f1.8 ที่บิดโฟกัสด้วยตัวเองอีกด้วย  นับว่าเป็นกล้องที่น่าใช้สุดๆ  ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมมันถึงเป็นที่หมายปองในตลาดมือสองอย่างต่อเนื่องยาวนาน  และมีทีท่าว่าจะนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยสถิติการอ่านรีวิวชิ้นนี้แต่ละปี มีคนอ่านเยอะขึ้น  ผมมีความสุขจริงๆเลยที่ได้ครอบครองกล้องตัวนี้ และมีภาพแสนคลาสิคจากกล้องที่เราโปรดปราน  ก่อนจะเขียนรีวิวเพิ่มเติม ผมก็จัดการแพ็คกล้องลงกระเป๋าติดตัว เพื่อรอโอกาสถ่ายภาพในชีวิตประจำวันอีกครั้ง  จะมีอุปกรณ์การถ่ายภาพสักกี่ชิ้นที่ทำให้เราอยากออกไปถ่ายรูป    ถ้าเราหาอุปกรณ์ชิ้นนี้เจอ เราก็จะมองข้ามข้อจำกัดของมัน และอยู่กับเหตุการณ์ที่เราอยากบันทึกภาพไว้เท่านั้น

IMG_20170523_175036-01

ลองไฟฟังรีวิวเป็นเสียง เป็นการรีวิวเพิ่มเติม เนื้อหาแตกต่างจากบทความนี้ เป็นแง่มุมการใช้งาน คลิกฟังต่อที่ลิงค์นี้ได้ครับ https://pockethifi.wordpress.com/2019/07/23/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87-leica-minilux/



ขับรถ honda freed ขับมาแล้วสองปี

เราต้องแยกให้ออกระหว่างคำว่า สมรรถนะ กับ ความรู้สึกนะครับ

ผมได้รถฟรีดมาใช้ตอนปี 2553 เดือนเมษายน นับเป็นผู้ใช้รุ่นโง่บุกเบิก (ขอเหน็บฮอนด้านิดนึง) ตอนนี้ก็ผ่อนมาได้ครึ่งทางแล้วครับ เหตุที่เลือกก็เพราะตั้งใจเอามาใช้กับคนในครอบครัว

ฟรีด เป็นรถมหาสนุกครับ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้วิ่งชนะวิออส หรือแคมรี่ มันออกแบบมาให้ใช้งานสำหรับความบันเทิงของคนในครอบครัว ลองคิดดูนะครับว่า มีรถคันไหนนั่งได้เกินห้าคนแล้วไม่อึดอัดบ้าง

การมีรถที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับพ่อแม่และคนแก่หลายๆคนเป็นเรื่องที่อิ่มในความรู้สึก มันวัดด้วยเงินไม่ได้  เอารถสปอร์ตสองที่นั่งมารับแม่ไปกินข้าว แม่ผมบอกว่า นั่งไม่สบาย เข้าออกลำบากมาก ดังนั้นเรื่องตัวเงินตัดไป  คนอายุเยอะเขาผ่านโลกมาเยอะ ของแพงเขาก็พอรับรู้ แต่ของน่าใช้มันวัดได้ที่รอยยิ้ม

รูปถ่าย0235

ถ้ามีเรื่องต้องเข้าออกโรงพยาบาล ผมยืนยันเลยว่าฟรีดเหมาะสม ตำแหน่งที่นั่งที่สูงของฟรีด มันเหมาะกับคนป่วยที่ไม่ต้องออกแรงพยุงตัวเองมาก  ถ้าใครเคยปวดหลังจะรู้ว่าการเข้าออกรถเก๋งมันใช้แรงที่หลังเยอะ พ่อผมป่วยเข้าออกโรงพยาบาลอยู่พักใหญ่ การมีรถแบบฟรีดทำให้ความรู้สึกในการเดินทางไปโรงพยาบาล มันเป็นกิจกรรมหนึ่งๆที่ไม่น่ากลัว ไม่น่าเบื่อ  ลองจินตนาการว่าถ้าต้องไปโรงพยาบาลด้วยแท็กซี่ กับรถเก๋ง มันไม่ต่างกัน มันจะรู้สึกว่าไปโดนเชือด ไปให้หมอด่า  แต่ถ้าไปด้วยฟรีด มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย มันคล้ายๆกับการไปหาข้าวนอกบ้านกิน บรรยากาศมันจะไม่เครียด พอความเครียดน้อย มันจะช่วยให้มีความสุขเพิ่มขึ้นจากภาวะการป่วยได้ ตอนพ่อผมเริ่มป่วยหนักและต้องใช้คนอุ้มเข้าออกจากรถ ประตูไฟฟ้าของฟรีดก็ช่วยให้การเข้าออกไม่ลำบากมาก ตอนนี้พ่อผมเสียไปแล้ว  ผมมั่นใจอย่างมากว่าตัดสินใจไม่ผิดที่ซื้อฟรีด  เพราะตอนที่เลือกรถคราวนั้น ผมลังเลระหว่างฟอร์ดโฟกัส TDCI ที่แรงและประหยัด  ส่วนฟรีดเลือกเพราะพ่อเลยและมันได้รับใช้พ่อผมเกือบสองปี

DSCF4355

DSCF4371

เทียบกับรถกระบะยกสูงยอดฮิตทั้งหลาย ช่วงน้ำท่วมผมได้มีโอกาสใช้วิโก้สี่ประตูยกสูง ความรู้สึกมันก็เหมือนฟอร์จูนเนอร์ไม่ผิดเลย มันใหญ่ นิ่ง เอิกเกริก จอดยากเหมือนกัน พละกำลังเหลือเฟือมาก ผมขับวิโก้ไปซื้อปูน 20 ถุงมาทำกำแพงกั้นน้ำ มันเป็นสิ่งที่ฟรีดทำไม่ได้ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการใช้งานประจำวัน ผมว่ามันใหญ่ไป แม่ผมต้องปืนขึ้นรถ แค่นี้้ก็ไม่ค่อยดีแล้ว พี่สาวพาพ่อกับแม่หนีน้ำท่วมไปต่างจังหวัด พ่อผมทรมานมาก เพราะไม่ค่อยแข็งแรง ผมอยากให้พี่สาวสลับรถเอาฟรีดไปแทน แต่พี่สาวกับแม่ก็ไม่อยากเสี่ยง เพราะไม่รู้จะไปเจอน้ำที่ไหน ตอนขนของส่วนตัวและเสื้อผ้าด้วยวิโก้สี่ประตู ด้านหลังเป็นกระบะเปลือย มันขนได้น้อยกว่าฟรีด เพราะของที่ไม่ต้องการให้โดนฝนหรือโดนน้ำต้องยัดในห้องโดยสาร กระเป๋าเสื้อผ้าของพ่อแม่ และของใช้คนป่วยยัดแทบไม่พอ พ่อนั่งหน้า แม่ผมต้องนั่งตัวลีบๆแถวสองไปกับกองของใช้ทั้งหลาย นาทีนั้นผมรู้สึกอยากได้ไมโครบัสมาใช้แทนจริงๆเลย

พี่สาวผมอีกคนซื้อแคมรี่ 2.0 มาใช้เมื่อสามเดือนก่อน แล้วก็ขับมาแลกกับผมเลยตอนออกจากโชว์รูม ผมเลยได้ใช้แคมรี่ป้ายแดงตั้งแต่หลักกิโลที่ห้าสิบ  ขับมาสามเดือน ใช้ไปแล้วแปดพันกิโล เหตุที่เขาเอามาแลกก็คือ เขาอยากลองขับฟรีดดูบ้าง  จะยืมผมขับเปล่าๆเป็นเดือนก็เกรงใจ

Camry 2.0

สามเดือนที่ผมขับแคมรี่ก็ค้นพบหลายๆอย่าง  ข้อดีของแคมรี่ก็คือ นุ่ม นิ่ม นิ่ง แรงดี ขับไปต่างจังหวัดสบายมาก  ผมสามารถเดินทางไปต่างจังหวัดได้เร็วกว่าฟรีดอย่างชัดเจน มันยอดเยี่ยมครับถ้านั่งคนเดียวหรือสองคน  แต่…….แต่พอนั่งห้าคน  สามคนด้านหลังแคมรี่มีอาการเมื่อยอย่างมาก ฟังจากคำบอกเล่าของแม่ยาย  แม่ยายนั่งรถผมไปเที่ยวพัทยา ไปพักหนึ่งคืน กลับมาบ้านนอนตัวงอเลย เพราะนั่งแถวหลังไปและนั่งเบียดไปสามคน  ผมกับแฟนนั่งหน้า เนื่องจากผมขับและแฟนกำลังท้อง เลยไม่ได้ให้คนแก่นั่งหน้า  เหตุการณ์คล้ายๆกัน ผมกับแม่ กับพี่สาว และน้อง และแฟน นั่งฟรีดไปพัทยา  ไปกินข้าวไกลๆ  ไปกลับแล้วคนนั่งทุกคนสบายดี คนที่เมื่อยคือผมเอง เพราะขับฟรีดด้วยความเร็วร้อยกว่า  มันต้องใช้สมาธิมากกว่าแคมรี่  แต่จบทริปแล้วก็สบายๆ ทุกคนมีความสุขกับการเดินทาง  แม่บอกว่า นั่งฟรีดเหมือนนั่งห้องรับแขก มันสบาย โปร่ง

อัตราสิ้นเปลืองของฟรีดผมเคยเข้าใจว่าประหยัด แต่พอได้ลองแคมรี่แล้วผมกลับพบว่าแคมรี่ทำอัตราสิ้นเปลืองได้ดีกว่า  โดยเฉพาะการขับในเมือง  ผมวัดด้วยระยะทางแปดพันกิโล จดค่าน้ำมันทุกถังที่เติม ฟรีดที่ผมขับทำได้อัตราเฉลี่ย 9-10กิโลเมตรต่อลิตร  ส่วนแคมรี่ทำได้ 10-11  ทางไกล ตอนผมไปเที่ยวพิษณุโลก สุโขทัย ทริปนั้นทั้งทริปผมจำตัวเลขไม่ได้แต่คุ้นๆว่าประมาณ 13-14 กิโลเมตรต่อลิตร  ส่วนแคมรี่ ผมขับลงใต้ไปเที่ยวชุมพร ไปกลับทั้งทริปทำได้ประมาณ 12-13 กิโลเมตรต่อลิตร

ประตูของแคมรี่มันไหลครับ ปกติประตูรถยนต์จะมีระยะการเปิดได้หลายระดับ  เปิดนิดเดียวตอนเจอที่แคบ  เปิดระยะกลางๆเพื่อให้ขึ้นลงได้สบาย  เปิดสุดๆเลยเน้นกว้างเอาไว้เผื่อขนของเข้ารถ  คราวนี้ ประตูฟรีดมันก็มีระยะแบบนี้เหมือนกัน แคมรี่ก็มี  แต่ของฟรีดมันจะหยุดค้างที่สเต๊ปต่างๆได้เลย ไม่ไหลต่อ

แต่ของแคมรี่มันจะมีระยะให้เรารู้ว่ามันมีสเต๊ป แต่มันไม่หยุดค้างให้  พอเราเปิดแคบๆเพื่อระวังรถที่จอดข้างๆ ปล่อยมือจากประตูเมื่อไหร่  มันจะค่อยๆไหลออกไป แล้วก็ไปกระแทกค้นข้างๆ ผมเจอเหตุการณ์นี้บ่อยๆ ส่วนฟรีดเปิดนิดเดียวมันก็ค้างแบบนิดๆให้ แต่ถ้าเจอที่แคบมากๆ ก็ลงทางประตูสไลด์ไปเลย ผมก็ว่านี่แหละรถสำหรับเมืองหลวงอย่างแท้จริง

ตอนนี้แฟนผมท้องแก่แล้ว ก็เตรียมความพร้อมเรื่อง car seat เอาไว้ ไม่มีรถเก๋งคันไหนที่ติด car seat  1 จุดที่แถวสอง แล้วยังนั่งได้อีก 5 คน รวมคนขับ มีแค่ฟรีดนี่แหละ  จริงๆต้องบอกว่ามีแต่ MPV ที่ทำได้  ซึ่งในตลาดก็มียี่ห้ออื่นๆใกล้เคียงให้เลือก แต่ ฟรีด เป็น MPV ที่ประหยัดน้ำมันที่สุด และหน้าตาดีที่สุด  และมีประตูสไลด์

ผมไม่แปลกใจที่แคมรี่ขายดี เพราะใครได้ลองขับย่อมถูกใจทุกคน ระหว่าง วิออส อัลติส แคมรี่ ให้เลือกหยิบฟรี ทุกคนย่อมหยิบแคมรี่แน่นอน แล้วถ้าเลือกระหว่าง แคมรี่กับฟรีดล่ะ ผมก็จะยกมือบอกว่า ผมเลือกฟรีด ตอนนี้ผมแลกกลับแล้ว เพราะว่าฟรีดเป็นรถที่เอาใจคนนั่ง ไม่ได้เอาใจคนขับ ผมมีความสุขเมื่อคนที่นั่งรถไปกับผมมีความสุข  เหตุผลมันเรียบง่ายแค่นี้จริงๆ

IMG_8228



IMG_8228, originally uploaded by pockethifi.

ดูภาพเก่า ผ่านมาเกือบปี เจ้าบ่าวสะพายกล้อง ข้อเสียของการถ่ายภาพดิจิทัลคือ ผลัดวันประกันพรุ่งที่จะดูและจัดระเบียบภาพ